ตอนฝันให้คิดใหญ่ ตอนทำอะไรให้คิดเล็ก

20191019.png

When making plans, think big.
When making progress, think small.
-James Clear

เพราะความฝันคือการวาดสิ่งที่อยู่ในหัว คือการเต้นรำกับความเป็นไปได้ ขีดจำกัดมีเพียงความเชื่อและจินตนาการของเราเอง

ส่วนการลงมือทำ คือการเปลี่ยนสิ่งที่อยู่ในหัวออกมาเป็นความจริง ซึ่งทุกอย่างต้องใช้เวลา และแต่ละวันเราก็มีเวลาไม่มากนัก หากมัวแต่ตั้งความหวังว่าเราจะทำอะไรที่ยิ่งใหญ่ได้ในวันนี้หรือในชั่วโมงนี้ เราก็อาจจะเกร็งจนไม่กล้าลงมือทำเสียที

จึงไม่ผิดที่จะฝันใหญ่ มองให้ไกลสุดขอบฟ้า แต่ตอนลงมือทำให้มองไม่เกินห้าเมตร

ยกตัวอย่างเช่นถ้าเรามีความฝันจะเขียนหนังสือ bestseller ตอนลงมือเขียน เราควรจะโฟกัสกับแค่หนึ่งย่อหน้า หนึ่งประโยค หรือแม้กระทั่งหนึ่งคำที่กำลังจะพิมพ์ลงไป

เมื่อคิดใหญ่ทำเล็ก เราจะสร้างความก้าวหน้าได้ทุกวัน โดยไม่จำเป็นต้องทำอะไรยิ่งใหญ่ในวันไหนเลย

เพราะจะหนึ่งลี้หรือหมื่นลี้ ก็เดินได้แค่ทีละก้าวเท่านั้นครับ

นิทานหนีเสือ

20191018

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ในขณะที่ชายสองคนเดินป่า ก็มองเห็นเสือตัวหนึ่งอยู่ลิบๆ กำลังพุ่งตรงมาทางนี้

ชายคนแรกวิ่งหนีสุดชีวิต แต่ชายคนที่สองกลับหยิบรองเท้าวิ่งในกระเป๋าขึ้นมาใส่

เพื่อนอดสงสัยไม่ได้ หันไปตะโกน

“มึงบ้ารึเปล่า? คิดว่าเปลี่ยนรองเท้าแล้วจะวิ่งเร็วกว่าเสือรึไง?”

“กูไม่ต้องวิ่งเร็วกว่าเสือหรอก แค่เร็วกว่ามึงก็พอแล้ว”

—–

ขอบคุณนิทานจาก reddit

ถ้าชีวิตไม่โอเคให้นอนเยอะๆ

20191017

สำหรับผม สูตรสำหรับการมีสุขภาพที่ดีคือ EMS

Eat เลือกกินของที่ดีมีประโยชน์ หลีกเลี่ยงแป้งและน้ำตาลที่ทำให้พลังงานตก

Move ขยับร่างกายให้เหงื่อออก ถ้าอยากมีความสุขจงทำอะไรก็ได้ให้เหงื่อออกทุกวัน

Sleep ก็คือนอนหลับให้เพียงพอวันละ 7-8 ชั่วโมง

ใน EMS สามข้อนี้ ผมเชื่อว่าการนอนหลับให้เพียงพอสำคัญที่สุด

หนึ่ง เพราะถ้านอนไม่เพียงพอ ต่อให้กินดี ออกกำลังกายแค่ไหนชีวิตก็พังอยู่ดี

สอง เพราะชีวิตคนกรุงที่ทำงานหามรุ่งหามค่ำและมีแนวโน้มที่จะเพิ่มอะไรลงไปในตารางชีวิตตลอดเวลา สิ่งแรกๆ ที่เราจะทำกันก็คือการยอมอดนอน

ที่ทำงาน เวลาเจอน้องๆ ที่มีปัญหา performance ตก, burnout, ปล่อยพลังงานลบ สิ่งหนึ่งที่ควบคู่มาด้วยเสมอคือการนอนไม่เพียงพอเป็นเวลาติดกันหลายวันหรือหลายสัปดาห์

เท่าที่นักวิทยาศาสตร์ศึกษาสัตว์ทุกชนิดในโลกมา ไม่มีสัตว์ชนิดไหนเลยที่ไม่นอนหลับ

การนอนหลับเป็นความต้องการทางชีวภาพที่น่าพิศวงมาก เพราะดูเผินๆ แล้วมันไม่ได้ตอบโจทย์การอยู่รอดเลย เพราะตอนที่เรานอนหลับเราหาอาหารก็ไม่ได้ กินก็ไม่ได้ สืบพันธุ์ก็ไม่ได้ ป้องกันตัวเองจากภยันตรายต่างๆ ก็ไม่ได้

เมื่อคำนึงถึงข้อเสียดังที่กล่าวมา การที่ evolution หรือวิวัฒนาการใส่การนอนหลับมาให้กับสัตว์ทุกชนิดบนโลกนี้ย่อมไม่ใช่เรื่องบังเอิญ มันต้องมีเหตุผลที่สำคัญมากๆ แน่ๆ

การนอนหลับคือยาวิเศษ เหมือนเวลาที่เราป่วยเป็นหวัด แค่ได้นอนหลับเยอะๆ ก็ดีวันดีคืนแล้ว

เร็วๆ นี้ผมจะมาเขียนเรื่องเกี่ยวกับการนอนหลับโดยละเอียดอีกครั้ง แต่โพสต์นี้ขอเขียนแค่สั้นๆ แค่ว่า ถ้าตอนนี้ชีวิตเราไม่โอเค ลองเริ่มต้นจากการนอนให้ได้คืนละ 7 ชั่วโมงก่อน

เมื่อนอนได้เพียงพอแล้ว ก็กินของที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายบ้าง

ดูแลตัวเองให้ดี ถึงจะมีแรงกายและแรงใจไปดูแลงานและดูแลคนอื่นได้ดีครับ

เรากำลังทำเรื่องอะไรที่ไม่ฉลาดอยู่รึเปล่า

20191016

ลองมองไปรอบตัว เราจะเห็นคนที่ฉลาดสุดๆ ทำเรื่องที่ไม่ค่อยฉลาด

เช่นศาสตราจารย์ที่สูบบุหรี่วันละซองจนมีโรครุมเร้า

หรือหมอที่นอนแค่คืนละ 4 ชั่วโมงจนสุขภาพแย่กว่าคนไข้

หรือเจ้าของกิจการที่กินเหล้ากับลูกน้องแล้วขับรถกลับบ้านเอง

ถ้าคนที่ฉลาดระดับศาสตราจารย์ยังทำเรื่องที่คนอย่างเราดูก็รู้ว่าไม่ฉลาด นั่นแสดงว่าเราเองก็มีโอกาสที่จะทำอะไรที่ไม่ฉลาดอยู่เช่นกัน

อย่างตัวผมเองบางทีก็กินของไม่มีประโยชน์บ่อยเกินไป หรือบางทีก็นั่งทำงานไม่ลุกไปไหนราวกับต้องการจะเชื้อเชิญ office syndrome ให้มาเยี่ยมเยียน

สำรวจดูนะครับว่าเรากำลังทำเรื่องอะไรที่ไม่ฉลาดอยู่บ้าง ถ้าเจอก็หยุดเสีย

จะได้ไม่ต้องมานั่งเขกหัวตัวเองทีหลังครับ

เพราะหิวจึงกินข้าวอร่อย

20191014b

เพราะเหนื่อยจึงนอนหลับได้สนิท

เพราะแพ้มาก่อนจึงดื่มด่ำกับชัยชนะ

เพราะเคยเจอคนแย่ๆ จึงเห็นคุณค่าของคนดีๆ

ประสบการณ์ที่ยากลำบากนั้นเป็นพร เพราะมันสอนให้เราไม่ประมาท

ก็ได้แต่หวังว่าในวันที่คุณภาพชีวิตดีขึ้นมาก เราจะไม่ take things for granted จนมองไม่เห็นสิ่งดีๆ ที่รายล้อมเราอยู่

สิ่งดีๆ ที่ครั้งหนึ่งเราเคยใฝ่ฝันว่าอยากจะมีครับ