นิทานสิงโตหิว

20191129

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

สิงโตตัวหนึ่งตื่นขึ้นมาด้วยความหิวโหย มันจึงเริ่มออกหาอาหาร

สิงโตเห็นกระต่ายวิ่งผ่านมา มันจึงไล่กวดและตะครุบกระต่ายได้อย่างรวดเร็ว

ในขณะที่มันกำลังจะกินกระต่าย สิงโตก็เหลือบไปเห็นกวางอีกตัวอยู่ลิบๆ สิงโตคิดว่าถ้าได้กินกวางคงอิ่มกว่าแน่ มันจึงทิ้งกระต่ายและวิ่งไล่กวดกวางแทน

แต่กวางวิ่งเร็วและอึดกว่าที่คาด สิงโตวิ่งอยู่ได้ไม่นานก็หมดแรง จึงบอกตัวเองว่ากลับไปกินกระต่ายดีกว่า

มันรีบกลับไปยังจุดที่มันจับกระต่ายได้ แต่อนิจจากระต่ายป่าได้หายไปแล้ว

หิ่งห้อยไม่หลงทางเพราะมีแสงสว่างในตัวเอง

20191127

หิ่งห้อยนั้นตัวกระจิ๊ดริด แสงที่มันปล่อยออกมาก็น้อยนิด ดูจะอ่อนแรงกว่าแสงเทียนเสียด้วยซ้ำ

แต่ไม่ว่าจะที่แจ้งหรือที่มืด จะเป็นถ้ำลึกสักแค่ไหน แสงอ่อนๆ ของหิ่งห้อยก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้มันเห็นทางข้างหน้า

ชีวิตคนเราก็เช่นกัน ไม่จำเป็นต้องมองเห็นทางที่ทอดไกล ขอแค่เพียงรู้ว่ายี่สิบเมตรถัดไปจะมีอะไรบ้างก็พอ

แสงสว่างในชีวิตคนก็คือความรู้สึกตัว คิดอะไรก็รู้ ทำอะไรก็รู้ ไม่มัวแต่หลงอยู่ในความคิดจนลืมเนื้อลืมตัว

เมื่อได้ฝึกฝนจนเรามีแสงสว่างในตัวเอง แม้ในวันที่มืดมนเราก็ไม่ต้องกลัวหลงทางอีกต่อไปครับ

—–

ขอบคุณประกายความคิดจากหนังสือเปลวไฟกลางสายธาร โดยเขมานันทะ

เมื่อเพื่อนบ่นว่าทำไมตัวเองไม่มีแฟนสักที

20191127c

ลองถามเขากลับว่าอยากมีจริงๆ เหรอ

การมีแฟนหรือไม่มีแฟนนั้นเกิดจากหลายปัจจัย

หน้าตา นิสัย โอกาส และอื่นๆ อีกมากมาย

แต่ที่บางคนยังไม่มีแฟน ก็เพราะตัวเองไม่ได้อยากมีจริงๆ หรอก ยังพอใจกับชีวิตคนโสด มีอิสระ อยากทำงานเยอะแค่ไหน อยากจะไปเที่ยวกับใครก็ไม่ต้องคอยรายงานตัว

หรือบางคนอาจจะอยากมีจริงๆ แต่ปฏิเสธที่จะเปลี่ยนวิธีคิดและวิธีทำ ไม่ได้พาตัวเองไปเจอคนใหม่ๆ หรือพอเจอแล้วก็ดันไม่กล้าเข้าไปคุย ไม่กล้าบอกความรู้สึกเพราะกลัวถูกปฏิเสธ ไม่หาความรู้เพิ่มเติมเรื่องการสร้างความสัมพันธ์ สุดท้ายก็มาบ่นว่าเหงาจังเลย

โอเค เราคนไทย เรื่องโชคชะตาและพรหมลิขิตก็คงมีส่วน

แต่กรรมเก่าหรือจะสู้กรรมปัจจุบัน?

“If you don’t get what you want, it’s a sign either that you did not seriously want it, or that you tried to bargain over the price.”
-Rudyard Kipling

ของทุกอย่างมีราคาของมัน ไม่ว่าจะเป็นแฟน งานในฝัน หรือเงินในกระเป๋า

ถ้าอยากได้ ก็ต้องยอมจ่ายให้สมน้ำสมเนื้อนะครับ

อยู่กับหมาไม่ต้องวางฟอร์ม

20191125c

นี่อาจเป็นเหตุผลที่หลายคนชอบเลี้ยงสัตว์

เราไม่เคยต้องกังวลว่าใส่เสื้อตัวนี้หมามันจะมองเราว่าเชยรึเปล่า

หรือถ้าใช้มือหยิบไก่ทอด แมวจะมองว่าเราไม่มีมารยาทรึเปล่า

เมื่ออยู่กับสัตว์ เราไม่เคยต้องห่วงสายตาที่คอยประเมินหรือตัดสิน

เช่นเดียวกับการไปอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ เราไม่ต้องห่วงสายตาของต้นไม้ ใบหญ้า หรือก้อนหิน เราจึงเป็นตัวของตัวเองได้เต็มที่

ต่างกับตอนที่เราอยู่กับคน ที่ทำให้เราสร้างตัวตนขึ้นมาเสมอ

อยู่ที่ทำงานเราก็เป็นแบบหนึ่ง อยู่กับแฟนเราก็เป็นแบบหนึ่ง อยู่กับแม่เราก็เป็นแบบหนึ่ง อยู่กับลูกเราก็เป็นอีกแบบหนึ่ง

จนบางทีก็อดสงสัยไม่ได้ว่าแท้จริงแล้วเราเป็นคนแบบไหนกันแน่

ถ้าอยู่กับคนแล้วเหนื่อยกับการสวมบทบาท ลองเอาตัวเองไปอยู่กับสัตว์เลี้ยงหรือธรรมชาติดูบ้าง

เผื่อจะได้ไม่ต้องดัดแปลงหรือวางฟอร์ม

เผื่อจะได้พบกับตัวเราที่แท้จริงครับ

เราไม่ได้ถ่ายรูปเพื่อเก็บความทรงจำ

20191125b

10 ปีที่ผ่านมาคนเราน่าจะถ่ายรูปมากขึ้น 10 เท่า

ปัจจัยแรกคือกล้องมือถือที่ถ่ายภาพสวยขึ้นเรื่อยๆ

ปัจจัยที่สองคือเม็มโมรี่ที่มีความจุเป็นร้อยกิ๊กกะไบต์

แต่ปัจจัยที่สำคัญที่สุดคือ social media

ผมเริ่มรู้สึกว่าเดี๋ยวนี้เราไม่ได้ถ่ายรูปเพื่อที่จะเก็บเอาไว้เป็นความทรงจำกันแล้ว

เราถ่ายรูปเพื่อจะเอาไว้อวดคนอื่นๆ

ว่าคู่ของเราสวีตกันแค่ไหน ที่ที่เราไปเที่ยวมันสวยอย่างไร ลูกของเราน่ารักเพียงใด

มือกดปุ่มถ่ายรูป แต่ใจคิดไปหนึ่งสเต็ปล่วงหน้าแล้วว่าภาพนี้เหมาะเอาขึ้น IG

สิ่งที่เคยเป็นเรื่องส่วนตัวจึงกลายเป็นเรื่องสาธารณะ

ฝรั่งก็ออกมาเตือนคนที่แชร์เรื่องตัวเองบ่อยๆ ว่ามันอาจกระทบเรื่องความปลอดภัยนะ

เช่นถ้าเราโพสต์ว่ากำลังไปเที่ยวเมืองนอก นั่นก็แสดงว่าไม่มีคนอยู่บ้าน ซึ่งถ้าข้อมูลนี้ตกถึงมือโจรผู้ร้ายก็ย่อมเพิ่มความเสี่ยง

แต่ก็อีกนั่นแหละ สำหรับเมืองไทย การที่เราไปเที่ยวก็ไม่ได้แสดงว่าจะไม่มีคนอยู่บ้าน

สิ่งที่ผมเป็นห่วงมากกว่าก็คือการที่เราติดนิสัยเอาเรื่องส่วนตัวไปบอกส่วนรวม จนวันหนึ่งเราสูญเสียความสามารถในการจำแนกแยกแยะระหว่างสองเรื่องนี้

จนอาจจะทำให้เราโพสต์อะไรบางอย่างที่ไม่เหมาะสมออกไป โดยไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ามันไม่เหมาะไม่ควรครับ