จุดอ่อนหนึ่งของคน perfectionist

Slide4

คือการ overkill หรือการลงแรงมากเกินไป

ต้องการรู้ข้อมูลให้ครบถึงจะลงมือทำ พอทำแล้วก็แก้แล้วแก้อีก เพื่อจะให้มันออกมาได้สมบูรณ์แบบไม่มีผิดจากที่เราหวัง

แต่ความสมบูรณ์แบบนั้นตกอยู่ใต้กฎ Diminishing Returns ซึ่งบัญญัติไว้ว่าเมื่อถึงจุดๆ นึง input ที่เราใส่เข้าไปมันจะได้ output ที่น้อยลง

งานงานหนึ่ง อาจใช้เวลา 1 ชั่วโมงให้ได้ 90%

ถ้าอยากได้ 99% ต้องใช้เวลาเพิ่มอีก 1 ชั่วโมง

และถ้าอยากได้ 99.9% ก็ต้องใช้เวลาเพิ่มอีก 1 ชั่วโมง

คำถามคือเราจะใช้ 3 ชั่วโมงเพื่อทำงาน 1 ชิ้นให้ดี 99.9%

หรือเราจะใช้ 3 ชั่วโมงเพื่อทำงาน 3 ชิ้นให้ดี 90%

ผมเชื่อว่าการทำงานส่วนใหญ่ควรจะเป็นอย่างหลัง – Done is better than perfect

เพราะเวลาของเรามีจำกัด แต่งานของเรามีไม่จำกัด เราจึงต้องบาลานซ์ให้ดีระหว่างคุณภาพและปริมาณครับ

—–

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการลดทอนสิ่งที่ไม่ใช่ออกไปจากชีวิต มีวางขายที่นายอินทร์ ซีเอ็ด B2S Asia Books และ Kinokuniya แล้วนะครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ bit.ly/eitrreportingengineer

ทำไมโคโรนาไวรัสไม่ระบาดในอินเดีย

20200301

ณ วันอาทิตย์ที่ 1 มีนาคม 2563 ที่ผมเขียนบทความนี้ มีคนติดเชื้อ COVID-19 ไปแล้วทั่วโลกราว 87,000 คน เสียชีวิตแล้ว 3,000 คน และรักษาตัวจนกลับบ้านได้แล้ว 42,000 คน

ใน 87,000 คน เป็นผู้ติดเชื้อในประเทศจีน 80,000 คนหรือคิดเป็น 92% ของทั้งหมด

ส่วนอีก 7,000 คนที่เหลือก็กระจายไปตามประเทศต่างๆ มากที่สุดคือเกาหลีใต้ 3,500 คน เมืองไทยอยู่อันดับ 12 คือ 42 คน

ที่น่าสนใจก็คือประเทศอินเดีย ซึ่งในภาพจำของคนไทยหลายคนนั้นประชาชนไม่ได้มีสุขลักษณะที่ดีมากนัก แถมผู้คนก็อยู่กันอย่างแออัด

แต่อินเดียกลับมีผู้ป่วย COVID-19 แค่ 3 คน น้อยกว่าเยอรมันนี (79) อังกฤษ (23) และสวิตเซอร์แลนด์ (19) เสียอีก ทั้งๆ ที่เป็นประเทศที่มีประชากรถึง 1.34 พันล้านคน เป็นรองแค่ประเทศจีนเท่านั้น (1.39)

แถมผู้ป่วยทั้งสามคนในอินเดียยังกลับบ้านไปเรียบร้อยแล้วอีกต่างหาก ไม่มีใครเสียชีวิตเลยสักคนเดียว โดยทั้งสามคนที่ป่วยล้วนเป็นนักเรียน/นักศึกษาที่เพิ่งกลับมาจากอู่ฮั่นทั้งหมด

ทำไมอัตราการการติดเชื้อของคนอินเดียจึงต่ำถึงเพียงนี้?

ถ้าให้คิดเล่นๆ เร็วๆ ก็อาจจะเป็นเพราะว่า

– อินเดียรับมือสถานการณ์นี้ได้ดี
– ข้อมูลที่รายงานไม่ถูกต้อง
– คนอินเดียมีภูมิคุ้มกันเชื้อไวรัสมากกว่าชาติอื่น
– คนอินเดียไม่ค่อยได้เดินทางออกนอกประเทศ

ถ้าเป็นข้อหนึ่ง เราก็ควรเรียนรู้จากเขา ข้อสองเราคงไม่อาจพิสูจน์ได้ ข้อสามผมยังไม่เจอข้อมูลที่ยืนยันเรื่องนี้ ส่วนข้อที่สี่นั้น จริงๆ แล้วคนอินเดียฐานะดีๆ ก็มีเยอะแยะ

แล้วอะไรอีกบ้างที่เรารู้ว่าเป็นข้อเท็จจริง ที่น่าจะเป็นปัจจัยทำให้คนอินเดียติดเชื้อน้อย?

เรื่องแรก คือคนอินเดียกินอาหารปรุงสุกเสมอ (กินร้อน) แถมคนอินเดียถึง 42% เป็นมังสวิรัติอีกด้วย 

SARS (2003) มาจากตัวชะมด
Bird Flu (2006) มาจากนก
Swine Flu (2009) มาจากหมู
MERS (2012) มาจากอูฐ
COVID-19 (2019) มาจากค้างคาว

เมื่อกินเนื้อสัตว์น้อย แถมยังเป็นเนื้อที่ปรุงสุกแล้ว โอกาสติดเชื้อย่อมน้อยลง

เรื่องที่สองที่ผมคิดว่าอาจเป็นอีกปัจจัย คืออุณหภูมิครับ

นี่คืออุณหภูมิตอนกลางวันของสามเมืองที่มีประชากรมากที่สุดของอินเดีย 3 เมืองแรก

มุมไบ (บอมเบย์) 31 องศา
เดลี 24 องศา
บังกาลอร์ 29 องศา

คราวนี้ลองไปดูอุณหภูมิของ 20 ประเทศที่มีผู้ติดเชื้อ COVID-19 สูงที่สุดกันดู ผมจะยึดเอาอุณหภูมิของเมืองหลวงเป็นหลัก ยกเว้นจีนที่จะใช้ของอู่ฮั่น

ประเทศ / อุณหภูมิ (°C ) / จำนวนผู้ติดเชื้อ
จีน / 15 / 79,827
เกาหลีใต้ / 7 / 3,526
อิตาลี / 15 / 1,128
อิหร่าน / 15 / 593
ญี่ปุ่น / 13 / 241
สิงคโปร์ / 32 / 102
ฝรั่งเศส / 8 / 100
ฮ่องกง / 23 / 95
เยอรมันนี / 8 / 79
สหรัฐอเมริกา / -1 / 69
สเปน / 9 / 58
คูเวต / 24 / 45
ไทย / 33 / 42
บาห์เรน / 25 / 41
ไต้หวัน / 20 / 39
ออสเตรเลีย / 24 / 25
มาเลเซีย / 32 / 25
อังกฤษ / -7 / 23
สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ / 26 / 21
แคนาดา / -7 / 20

ถ้าไม่นับประเทศในภูมิภาคนี้ (สิงคโปร์ ไทย มาเลเซีย) และประเทศที่มีคนจีนหนาแน่น (ฮ่องกง ไต้หวัน) จะเห็นว่าเกือบทุกประเทศใน Top 20 นั้นล้วนแต่อุณหภูมิตอนกลางวันต่ำกว่า 20 องศาทั้งในทวีปยุโรปและอเมริกา ส่วนในตะวันออกกลางจะอยู่ที่ประมาณ 25 องศา ยกเว้นอิหร่านที่อุณหภูมิประมาณ 15 องศาเท่านั้นและเป็นประเทศตะวันออกกลางที่มีผู้ติดเชื้อมากที่สุด

เทียบกับประเทศที่อุณหภูมิเฉลี่ยยี่สิบปลายๆ ถึงสามสิบองศาต้นๆ ตัวเลขผู้ติดเชื้อกลับต่ำมาก

ประเทศ / อุณหภูมิ / จำนวนผู้ติดเชื้อ
อินเดีย / 31 / 3
กัมพูชา / 32 / 1
ไนจีเรีย / 36 / 1
ศรีลังกา / 29 / 1

หรือประเทศเหล่านี้ที่ไม่มีผู้ติดเชื้อเลย
ซาอุดิอาระเบีย / 31 / 0 (อยู่เกือบติดกับอิหร่านและอิรัก)
อาร์เจนตินา / 27 / 0
อินโดนีเซีย / 28 / 0
เคนยา / 26 / 0

เรื่องอุณหภูมิสูง -> แพร่เชื่อน้อย และอุณหภูมิต่ำ -> แพร่เชื้อได้ดีกว่า อาจไม่ใช่สมมติฐานที่แข็งแรงนัก เพราะประเทศอย่างรัสเซียซึ่งอุณหภูมิต่ำเพียง 5 องศาก็ยังมีคนติดเชื้อเพียง 2 คน และประเทศที่ไม่มีผู้ติดเชื้อเลยก็อาจจะมีแต่ไม่ได้รายงานก็ได้

เรื่องนี้ยังต้องดูกันอีกหลายสัปดาห์ว่าชาวโลกจะควบคุมสถานการณ์อยู่หรือไม่

แต่ผมก็แอบมีความหวังเล็กๆ สามเรื่อง

หนึ่ง คือเมืองไทยกำลังเข้าสู่หน้าร้อน

สอง ฝุ่นเริ่มน้อยลงแล้ว เราสามารถอยู่ในที่ที่มีอากาศถ่ายเทได้มากกว่าเดิม

สาม โรงเรียนกำลังจะปิดเทอม

ซึ่งด้วยเหตุผลดังกล่าว น่าจะช่วยลดความเสี่ยงโดยรวมได้ไม่มากก็น้อย

ถึงจะใจชื้นขึ้น แต่ก็ห้ามชะล่าใจ เรายังควรกินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ และหลีกเลี่ยงฝูงชนเหมือนเช่นเคย

แต่ก็ไม่ควรตื่นตระหนกจนเกินเลยจนไม่เป็นอันทำการทำงานครับ

—–

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการลดทอนสิ่งที่ไม่ใช่ออกไปจากชีวิต มีวางขายที่นายอินทร์ ซีเอ็ด B2S Asia Books และ Kinokuniya แล้วนะครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ bit.ly/eitrreportingengineer

80507942_579966649467475_5144866110411112448_n

 


Update: 2 March 2020: 7am

หลังจากโพสต์ไปเมื่อคืนทั้งทาง Facebook และ Blockdit ก็ได้คอมเมนท์ดีๆ มา เลยขอนำมาแปะไว้ตรงนี้นะครับ

Blockdit: รณชัย ฤทธิ์พวง

จากที่อยู่มาทั้ง 3 เมือง ชอบบังคาลอร์มากที่สุด อากาศดี ส่วนเรื่องคัดกรอง ค่อนข้างแน่นหนาพอสมควร ลูกน้องผมเข้ามุมไบ โดนจับแยกแต่ละประเทศเลย คนไทย ญี่ปุ่น สิงคโปร์ ต่อแถวสแกนอุณหภูมิกันหมด แล้วก็ที่ รพ.ที่มุมไบ แขกบอกว่าเปิดวอร์ด รอรับเคสโคโรน่าไว้แล้ว 4 รพ. ใหญ่ รอบๆเมืองครับ อันนี้คือข้อมูลที่ลูกน้องแขกบอกให้ฟังนะครับ
—–

Blockdit: Pimkwan

สำคัญที่สุดคืออาหารค่ะ อาหารที่เค้าทานเป็นพวกเครื่องเทศเป็นหลัก สร้างภูมิคุ้มกันได้ดีมาก เพราะอีกประเทศนึงที่ไม่มีรายงานคนติดเชื้อเลย คือประเทศอินโดนีเซีย สิ่งที่เค้ามีเหมือนกันนอกจากอากาศก็คืออาหารที่มีเครื่องเทศค่ะ
—–

ข้อ 2 แน่นอนครับ อากาศร้อนโรคทางเดินหายใจเกิดน้อยกว่านี่เป็นความจริง แต่มันไม่ถึงขนาดฆ่าเชื้อไม่ติด อินเดียมีคนตายจากไข้หวัดใหญ่เยอะกว่าค่าเฉลี่ยของโลก อันนี้ก็คงไม่ต่าง

ลองไปดูสารคดีเรื่อง Pandemic ใน netflix จะเห็นสภาพ H1N1 2009 ในอินเดีย

—–

[ความเห็นของผม]: ผมว่าคนอินเดียแพ้ทาง Swine Flu (H1N1 2009) ครับ ผมลองดึงตัวเลขผู้เสียชีวิตชาวอินเดียจากโรคระบาดที่ผ่านๆ มามาให้ดูนะครับ

โรค (ปี) / จำนวนชาวอินเดียที่ติดเชื้อ / จำนวนผู้เสียชีวิต

SARS (2003) / 3 / 0
Bird Flu (2006) 0 / 0
Swine Flu (2009) / 33,783 / 2,024
MERS (2012)  / 0 / 0
COVID-19 (2019) / 3 / 0


Update 11 March 7:30am อินเดียแซงไทยเรียบร้อยครับ

2563-03-11 07_31_45-Window

เรารู้อยู่แล้วว่าต้องทำอะไร

Slide1

แต่ที่เราไม่ทำเพราะมีเหตุผลมากมาย

“ไม่มีเวลา” “ไม่มีทุน” “ความรู้ไม่พอ” “ทำไม่ได้”

สารพันเหตุผลที่เราให้กับตัวเอง

และบางครั้งเราก็สับสนระหว่างเหตุผลกับข้ออ้าง

อาจารย์วิพรรธ์ ผู้ก่อตั้ง Asian University ที่ผมจบมา เคยสอนผมว่า

“People like to say it is impossible, so they don’t have to do it.”

คนชอบบอกว่าเป็นไปไม่ได้ จะได้ไม่ต้องทำ

คำถามคือเราอยากจะอยู่แบบนี้ไปอีกนานแค่ไหน

ถ้าไม่ได้ชอบสภาพที่เป็นอยู่ตอนนี้ ก็ต้องหาทางเปลี่ยนรึเปล่า

ถ้าทำเหมือนเดิม ผลลัพธ์ก็ย่อมเหมือนเดิม

ถ้าอยากให้เปลี่ยน ก็ต้องทำต่างออกไป แน่นอนว่ามันยาก แต่ไม่ใช่จะเป็นไปไม่ได้

เราไม่ได้ขาดแคลนเวลา ทุนทรัพย์ หรือความรู้

สิ่งที่เราขาดจริงๆ คือความกล้าต่างหาก

เรารู้อยู่แล้วว่าต้องทำอะไร

เหลือแค่ว่าจะกล้าทำรึเปล่าเท่านั้นเอง

—–

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการลดทอนสิ่งที่ไม่ใช่ออกไปจากชีวิต มีวางขายที่นายอินทร์ ซีเอ็ด B2S Asia Books และ Kinokuniya แล้วนะครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ bit.ly/eitrreportingengineer

นิทานบะหมี่รู้คุณ

20200226

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

เด็กหนุ่มวัยรุ่นคนหนึ่งกำลังอยู่ในวัยต่อต้าน รำคาญทุกทีที่แม่บ่น รู้สึกว่าแม่ไม่เคยเข้าใจเขาเลย

วันหนึ่งเขาทะเลาะกับแม่ด้วยเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แต่เขาโกรธแม่มากจนเดินหัวฟัดหัวเหวี่ยงออกจากบ้าน ไม่ว่าแม่จะเรียกอย่างไรเขาก็ไม่หันกลับไปมอง

เด็กหนุ่มหลับหูหลับตาเดินไปตามทางเรื่อยๆ จนเริ่มรู้สึกหิวและรู้ตัวว่าไม่ได้นำเงินติดตัวมาด้วย

เมื่อเขาเดินมาถึงหน้าร้านบะหมี่ร้านหนึ่ง ก็ได้แต่ยืนมองแล้วกลืนน้ำลาย

เจ้าของร้านเห็นท่าทางของเด็กหนุ่มก็สงสาร จึงเรียกเข้ามากินบะหมี่ในร้าน

“แต่ผมไม่มีเงินนะครับ”

“อั๊วว่าลื้อต้องเจอเรื่องไม่ดีมาแน่เลย บะหมี่ชามนี้ถือว่าอั๊วเลี้ยงก็แล้วกัน”

แม้เด็กหนุ่มจะอาย แต่ก็หิว จึงรับน้ำใจเจ้าของร้าน กินบะหมี่อย่างมูมมาม

พอกินไปได้สักพักน้ำตาของเด็กหนุ่มก็ร่วงหล่นลงมา เจ้าของร้านตกใจ

“อ้าว ลื้อร้องไห้ทำไม?”

“ผมนึกไม่ถึงว่าโลกนี้ยังมีคนใจดีอย่างคุณน้าอีก ให้ผมกินบะหมี่โดยไม่คิดเงิน”

แล้วเด็กหนุ่มก็เล่าเรื่องที่ทะเลาะกับแม่ให้ฟัง เจ้าของร้านได้ยินแล้วก็หัวเราะเสียงดังลั่น

“น้าขำเรื่องอะไรเหรอครับ”

“อั๊วเลี้ยงบะหมี่ลื้อแค่ 1 ชามลื้อยังซาบซึ้งเสียขนาดนี้ ตั้งแต่เล็กจนโตแม่ลื้อต้มบะหมี่ให้ลื้อกินมาตั้งกี่ชาม แต่ลื้อกลับไม่พอใจแม่ด้วยเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ลื้อว่ามันไม่ตลกเหรอ?”

—–

ดัดแปลงจากนิทานจากเพจ นิทานการเดินทางของมด

จะยอมเจ็บตอนนี้หรือจะยอมเจ็บไปตลอด

20200225b

คนไม่น้อยติดกับดักสิ่งที่ตัวเองรู้และคุ้นชิน

ธุรกิจเปลี่ยนไป บริบทเปลี่ยนไป เทคโนโลยีเปลี่ยนไปแล้ว แต่หลายคนยังทำงานแบบเดิม

ทำงานแบบเดิมใช้เวลา 1 ชั่วโมงเสร็จ ทำงานแบบใหม่ใช้เวลา 10 นาทีเสร็จ แต่ก็ยังมีคนที่ยินดีจะทำงาน 1 ชั่วโมงเสร็จอยู่

เพราะการจะลุกขึ้นมาเปลี่ยนตัวเอง เปลี่ยนเครื่องมือ เปลี่ยนกระบวนการนั้นมันยาก มันต้องออกแรงมากเกินไป

เมื่อรู้ว่าต้องออกแรงเยอะ จึงวิ่งหนีความเจ็บปวดด้วยการทำแบบเดิม

แต่จริงๆ แล้วเราเลี่ยงความเจ็บปวดไม่พ้นหรอก เพราะวิธีเดิมก็เจ็บปวดเหมือนกัน เพียงแต่มันเป็นความเจ็บปวดที่เราเคยชิน

ทำงานแบบเดิม เจ็บ 5 เต็ม 10

ทำงานแบบใหม่ ต้องยอมเจ็บ 10 เต็ม 10 สักพักหนึ่ง แต่หลังจากทุกอย่างเข้าที่เข้าทางแล้ว ความเจ็บจะเหลือแค่ 1 เต็ม 10 เท่านั้น

คนที่ก้าวหน้า จะยอมเจ็บตอนนี้ เพื่อให้เส้นทางที่เหลือมันง่ายขึ้น

ส่วนคนที่อยู่กับที่ จะยอมเจ็บแบบเดิมๆ ไปตลอดครับ

—–

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการลดทอนสิ่งที่ไม่ใช่ออกไปจากชีวิต มีวางขายที่นายอินทร์ ซีเอ็ด B2S Asia Books และ Kinokuniya แล้วนะครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ bit.ly/eitrreportingengineer