นักบินอวกาศบอกเคล็ดลับการ Work from home

20200322

ใครหลายคนที่เริ่มทำงานจากที่บ้านไปบ้างแล้วอาจจะเจอปัญหาคล้ายๆ กับผม

– เฉา เหงา
– ตารางเวลาจะเละๆ หน่อย
– หมดวันแล้วหมดแรงกว่าไปทำงานที่ออฟฟิศเสียอีก

วันนี้อ่านเจอบทความของ The New York Times ที่เขียนโดย Scott Kelly อดีตนักบินอวกาศของ NASA ที่เคยใช้ชีวิตบนสถานีอวกาศนานาชาติอยู่เกือบ 1 ปี

ในสถานการณ์ที่ COVID-19 กำลังยกระดับในเมืองไทย ผมเห็นว่าสิ่งที่คุณเคลลี่เขียนมีประโยชน์สำหรับคนที่ต้อง Work from home และทุกคนที่ต้องเก็บตัวอยู่ที่บ้าน เลยขอนำมาถอดความไว้ตรงนี้ครับ

—–

การต้องเก็บตัวอยู่กับบ้านเป็นเรื่องที่ท้าทายมาก ตอนที่ผมต้องขึ้นไปอยู่ที่ International Space Station เป็นเวลาเกือบปีก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเช่นกัน เวลาผมเข้านอนผมก็อยู่ที่ทำงาน พอผมตื่นขึ้นมาผมก็ยังอยู่ที่ทำงาน การทำงานอยู่ในอวกาศน่าจะเป็นเพียงอาชีพเดียวที่เราลาออกกลางคันไม่ได้จริงๆ

แต่ผมก็ได้เรียนรู้อะไรบางอย่างที่น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับสถานการณ์ในตอนนี้ที่เราต้องเก็บตัวอยู่ในบ้านเพื่อหยุดยั้งการแพร่ระบาดของโคโรนาไวรัส

และนี่คือคำแนะนำสำหรับการใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวจากคนที่เคยผ่านจุดนั้นมาแล้ว

 

มีตารางเวลาที่ชัดเจน (Follow a schedule)
ตอนอยู่ในสถานีอวกาศ ผมมีตารางที่เข้มงวดมากตั้งแต่ตื่นยันเข้านอน บางวันผมต้องเดินท่องอวกาศเป็นเวลา 8 ชั่วโมง ส่วนงานบางชิ้นก็ใช้เวลาแค่ 5 นาทีเช่นเช็คการเจริญเติบโตของดอกไม้ที่เราทดลองปลูกในอวกาศ

คุณจะพบว่าการมีแผนการจะช่วยให้คุณและครอบครัวปรับตัวกับสภาพแวดล้อมการทำงานที่เปลี่ยนไปได้ หลังจากที่ผมเดินทางกลับมายังโลก ผมอดคิดถึงชีวิตที่มีแบบแผนในอวกาศไม่ได้

 

แต่ก็ต้องคุมจังหวะให้ดี (But pace yourself)
ถ้าคุณใช้ชีวิตและทำงานอยู่ในที่เดียวกันเป็นเวลาหลายเดือน งานมักจะเทคโอเวอร์ทุกอย่างถ้าคุณปล่อยไปตามยถากรรม ตอนที่อยู่ในอวกาศผมตั้งใจใช้ชีวิตแบบผ่อนหนักผ่อนเบาเพราะผมรู้ว่าผมต้องอยู่แบบนี้ไปอีกสักพัก – ซึ่งก็ไม่ต่างกับสถานการณ์ของพวกเราในตอนนี้

อย่าลืมให้เวลากับกิจกรรมสนุกๆ ผมมักจะมีนัดดูหนังกับเพื่อนนักบินอวกาศพร้อมกับขนมนมเนยครบเซ็ท ผมได้ดู Game of Thrones จนจบสองรอบเลยนะจะบอกให้

อย่าลืมเข้านอนให้เป็นเวลาด้วย นักวิทยาศาสตร์ของนาซ่าได้ศึกษาพฤติกรรมการนอนของนักบินอวกาศและพบว่าคุณภาพการนอนส่งผลต่อความเฉลียวฉลาด สภาพอารมณ์และความสัมพันธ์ ซึ่งล้วนแล้วแต่มีความจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการประกอบภารกิจบนอวกาศหรือการทำงานอยู่ที่บ้าน

 

ออกไปข้างนอกบ้าง (Go outside)
หนึ่งในสิ่งที่ผมคิดถึงมากที่สุดตอนอยู่ในอวกาศคือการได้ออกไปอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ หลังจากต้องเก็บตัวอยู่ในพื้นที่แคบๆ เป็นเวลาหลายเดือน ผมเริ่มทุรนทุรายที่จะได้สัมผัสกับธรรมชาติ – สีเขียวของต้นไม้ใบหญ้า กลิ่นดินกรุ่นๆ และไออุ่นจากแสงอาทิตย์ การทดลองปลูกดอกไม้ในอวกาศกลายเป็นงานที่มีความหมายมากกว่าที่ผมคิด

เพื่อนนักบินของผมมักเปิด “เสียงของโลก” ให้ผมฟังซ้ำๆ ไม่ว่าจะเป็นเสียงนกร้อง เสียงพุ่มไม้ในสายลมหรือแม้กระทั่งเสียงหึ่งๆ ของยุง เสียงเหล่านี้ทำให้ผมได้รู้สึกเหมือนได้กลับบ้าน แม้บางครั้งผมจะเผลอตบหูเพราะนึกว่ามียุงมาบินใกล้ๆ ก็เถอะ

สำหรับนักบินอวกาศ การออกไปข้างนอกยานนั้นเป็นเรื่องอันตรายและต้องเตรียมตัวอย่างเข้มข้น ดังนั้นผมจึงรู้สึกดีที่แม้ขณะนี้เราจะตกอยู่ในสถานการณ์โรคระบาด แต่ผมก็ยังเดินออกจากบ้านได้โดยไม่จำเป็นต้องใส่ชุดนักบินอวกาศ

งานวิจัยหลายชิ้นพบว่าการใช้เวลาท่ามกลางธรรมชาตินั้นเป็นคุณต่อสุขภาพกายและสุขภาพใจเช่นเดียวกับการออกกำลังกาย คุณไม่จำเป็นต้องออกกำลังกายวันละสองชั่วโมงครึ่งเหมือนนักบินอวกาศหรอก แต่การได้ได้ออกกำลังกายวันละหนึ่งครั้งควรจะเป็นส่วนหนึ่งในตารางของคุณ ขอแค่อย่าลืมที่จะอยู่ห่างกันอย่างน้อย 2 เมตรก็พอ

 

คุณต้องมีงานอดิเรก (You need a hobby)
เมื่อคุณถูกจำกัดบริเวณคุณจำเป็นต้องมี “พื้นที่ปลดปล่อย” ที่ไม่เกี่ยวกับเรื่องงาน

หลายคนแปลกใจที่รู้ว่าผมเอาหนังสือไปอ่านในอวกาศด้วย การได้ดำดิ่งอยู่ในหนังสือกระดาษโดยไม่มีเสียง notifications มากวนใจนั้นเป็นประสบการณ์ที่ล้ำค่ามาก ร้านหนังสือเล็กๆ หลายร้านเริ่มมีบริการส่งหนังสือตามบ้านหรือไปรับหนังสือได้ที่ร้าน ซึ่งแปลว่าคุณสามารถช่วยซัพพอร์ตธุรกิจในละแวกบ้านคุณแถมยังได้พักสายตาจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

คุณยังฝึกเล่นเครื่องดนตรีได้อีกด้วย (ผมเพิ่งสมัครคลาสสอนกีตาร์ออนไลน์) ลองทำงานฝีมือหรืองานศิลปะ นักบินอวกาศล้วนจัดเวลาให้กับกิจกรรมเหล่านี้กันทั้งนั้น ลองดูวีดีโอที่นักบินอวกาศ Chris Handfield ร้องและเล่นคัฟเวอร์เพลง Space Oddity ของ David Bowie ดูก็ได้

 

เขียนไดอารี่ (Keep a journal)
เป็นเวลาหลายทศวรรษที่นาซ่าศึกษาผลของการ isolation ที่มีต่อมนุษย์ และเรื่องน่าประหลาดใจอย่างหนึ่งที่พวกเขาค้นพบคือประโยชน์ของการจดบันทึกประจำวัน

ตลอดระยะเวลาเกือบหนึ่งปีที่ผมขึ้นไปปฏิบัติภารกิจในอวกาศ ผมแบ่งเวลามาเขียนบันทึกประสบการณ์ของผมเกือบทุกวัน ถ้าคุณพบว่าตัวเองแค่จดสิ่งที่เกิดขึ้นในแต่ละวันแล้วมันค่อนข้างซ้ำซาก ลองเปลี่ยนไปเขียนเกี่ยวกับสิ่งที่คุณรู้สึกผ่านสัมผัสทั้งห้าหรือเกี่ยวกับความทรงจำของคุณดู แม้ว่าสุดท้ายแล้วคุณจะไม่ได้ตีพิมพ์หนังสือเหมือนที่ผมทำ การเขียนไดอารี่จะช่วยให้คุณรับรู้ประสบการณ์จากอีกมุมมองหนึ่งและในวันข้างหน้ามันจะช่วยให้คุณหันกลับมามองช่วงเวลาสำคัญนี้ว่ามันมีความหมายต่อชีวิตคุณอย่างไร

 

ให้เวลากับคนที่คุณรัก (Take time to connect)
แม้ว่าผมจะมีภาระมากมายของการเป็นผู้บัญชาการสถานีอวกาศ แต่ผมก็ไม่เคยพลาดโอกาสที่จะทำ video conference กับคนในครอบครัวและกับเพื่อนฝูง นักวิทยาศาสตร์พบว่าการอยู่อย่างโดดเดี่ยวนั้นไม่เพียงส่งผลเสียต่อสุขภาพจิตเท่านั้น แต่ยังส่งผลเสียต่อภูมิคุ้มกันร่างกายด้วย

เทคโนโลยีช่วยให้การติดต่อสื่อสารกันง่ายดายแค่ปลายนิ้ว ดังนั้นการให้เวลากับการพูดคุยกับคนสำคัญของคุณทุกวันนั้นเป็นเรื่องที่สุดคุ้ม ใครจะไปรู้ มันอาจจะช่วยให้ร่างกายของคุณต่อสู้ไวรัสได้ดีขึ้นก็ได้

 

ฟังคนที่ควรฟัง (Listen to experts)
ผมได้เรียนรู้ว่าปัญหาส่วนใหญ่ในชีวิตไม่ใช่ rocket science (rocket science = “วิทยาศาสตร์ในการขับเคลื่อนจรวด” เป็นสำนวนอังกฤษที่แปลว่าเรื่องที่ยากและซับซ้อนเกินกว่าที่คนธรรมดาจะเข้าใจได้)

แต่เมื่อใดก็ตามที่ปัญหานั้นเป็น rocket science เราก็ควรถามคนที่เป็น rocket scientist

การใช้ชีวิตอยู่ในอวกาศฝึกให้ผมเชื่อฟังคำแนะนำของคนที่มีความรู้เรื่องนั้นดีกว่าผม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องวิทยาศาตร์ วิศวกรรม หยูกยา หรือดีไซน์อันซับซ้อนของสถานีอวกาศที่ทำให้ผมยังมีชีวิตอยู่ได้

ในช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้ เราต้องหาความรู้จากคนที่รู้จริงและฟังพวกเขาอย่างตั้งใจ โซเชียลมีเดียและสื่อที่ไม่มีการตรวจสอบมักจะแพร่ข้อมูลเท็จ ไม่ต่างอะไรกับการจับมือที่แพร่ไวรัส เราจึงควรฟังแต่คนที่ควรฟังอย่าง WHO และ Johns Hopkins Coronavirus Resource Center

 

เราล้วนเชื่อมโยงกัน (We are all connected)
เมื่อมองจากอวกาศ โลกนี้ไม่มีพรมแดน การระบาดของโคโรนาไวรัสแสดงให้เห็นว่าสิ่งที่เรามีเหมือนกันนั้นทรงพลังกว่าสิ่งที่แบ่งแยกเรามากมายนัก เราทุกคนเชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออก และยิ่งเราร่วมมือกันเพื่อแก้ปัญหาได้ดีเท่าไหร่ เรายิ่งมีโอกาสรอดมากขึ้นเท่านั้น

หนึ่งในผลข้างเคียงจากการที่ได้มองโลกจากอวกาศ – อย่างน้อยก็สำหรับผม – คือความรู้สึกเห็นอกเห็นใจคนอื่น แม้ว่าเราจะรู้สึกว่าทำอะไรไม่ได้ในช่วงที่ต้องกักตัวอยู่ที่บ้าน แต่จริงๆ แล้วยังมีอีกหลายอย่างที่เราทำได้ ผมเห็นคนที่สอนหนังสือเด็กผ่านวีดีโอคอนเฟอเรนซ์ เห็นคนบริจาคเงินและสละเวลาให้กับองค์กรการกุศล และเห็นคนที่ช่วยเป็นธุระให้กับคนเฒ่าคนแก่และเพื่อนบ้านที่สุขภาพไม่แข็งแรง ทุกคนได้ประโยชน์กันหมดไม่ว่าจะเป็นคนที่ถูกช่วยเหลือหรือตัวอาสาสมัครเอง

ผมเคยเห็นความร่วมมือร่วมใจของมนุษยชาติจนสามารถเอาชนะปัญหาที่ยากเย็นเกินจินตนาการมานักต่อนักแล้ว และผมก็มั่นใจว่าเราจะสามารถเอาชนะวิกฤติครั้งนี้ได้เช่นกันหากเราร่วมมือและทำงานกันเป็นทีม

อ้อ แล้วก็อย่าลืมล้างมือบ่อยๆ ด้วยล่ะ

—–

ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือพิมพ์ The New York Times: I Spent a Year in Space, and I Have Tips on Isolation to Share by Scott Kelly

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมวางแผงแล้วนะครับ ถ้าช่วงนี้ไม่สะดวกไปร้านหนังสือ ก็ซื้อได้ที่ whatisitpress.com ครับ

ติดตาม Anontawong’s Musings ทาง LINE: https://lin.ee/2VZMu59

มีเวลา แต่ไม่รู้จะเอาเวลาไปทำอะไร

20200321

ตอนที่ชีวิตเรายุ่งๆ เราเคยคิดว่าถ้ามีเวลา เราอยากจะทำนู่นทำนี่มากมาย

อ่านหนังสือที่ดองเอาไว้ ออกกำลังกาย ฝึกทำกับข้าว ลองทำ side business

ตอนนี้เรามีเวลามากขึ้นแล้วจริงๆ เพราะสถานการณ์โควิด-19

แต่ถ้าผู้อ่านเป็นเหมือนผม อาจจะพบว่า 4-5 วันที่ผ่านมา แม้จะมีเวลามากขึ้น แต่กลับไม่ได้ทำในสิ่งที่กล่าวมาข้างต้นเท่าไหร่

อาจเป็นเพราะเรายังไม่เคยชินกับ routine ใหม่ๆ การนอนตื่นสายได้ การอยู่บ้านทั้งวัน การต้องทำงานในขณะที่มีลูกๆ มาคอยรอจะเล่นกับเราตลอด

อีกเหตุผลก็เพราะเราอาจมีเวลาเพิ่มขึ้นมากเกินไปจนไม่รู้จะเอาไปทำอะไรดี อารมณ์ไม่ต่างกับสามล้อที่เพิ่งถูกหวย เราก็เลยใช้เวลาอย่างสุรุ่ยสุร่าย จับจ่ายมันไปกับการติดตามสถานการณ์โควิดและวิตกกังวลมากกว่าที่จะไปทำอย่างอื่นที่จริงๆ เราเคยฝันหวานว่าจะทำมาช้านาน

สัปดาห์หน้าปล่อยไว้แบบนี้ไม่ได้แน่ ตัวผมเองจะลองพยายามปรับ routine ใหม่ เพราะมันจะเป็น the new normal ไปอีกอย่างน้อยหลายสัปดาห์

มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ปรับตัวเก่งอยู่แล้ว ขอเป็นกำลังใจให้ทุกท่านนะครับ

—–

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมวางแผงแล้วนะครับ ถ้าช่วงนี้ไม่สะดวกไปร้านหนังสือ ก็ซื้อได้ที่ whatisitpress.com ครับ

ติดตาม Anontawong’s Musings ทาง LINE: https://lin.ee/2VZMu59

นิทาน 8 x 3

20200320

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ชายสองคนทะเลาะกัน

คนหนึ่งบอก 8 x 3 ได้ 24

อีกคนบอกว่า 8 x 3 ได้ 21 ต่างหาก

เถียงกันอยู่ทั้งวันก็ไม่จบ เลยไปฟ้องท่านเปา

ท่านเปาฟังแล้วพิพากษาให้เอาคนที่ตอบว่า 24 ไปโบยสิบครั้ง

คนที่ตอบ 24 จึงเรียกร้องความเป็นธรรม

“เห็นอยู่ชัดๆ ว่าเค้าผิด ทำไมท่านถึงสั่งโบยผม!?”

ท่านเปาตอบกลับหน้านิ่งๆ

“เจ้าไปเถียงกับคนที่คิดว่า 8 x 3 = 21 อยู่ได้ทั้งวัน ไม่นับว่าเจ้าเป็นคนโง่หรอกเหรอ ไม่โบยเจ้าจะให้โบยใคร”

—–

ขอบคุณนิทานจากคุณ Ami Sudsaibua

เราเครียดเพราะเราพยายามไปควบคุมสิ่งที่ควบคุมไม่ได้

20200319

นี่จึงเป็นสาเหตุที่หลายคนตื่นตระหนกไปกับ COVID-19

พอเราเห็นคนอื่นเครียดเราเลยรู้สึกว่าเราควรจะเครียดบ้าง

แต่ความเครียดไม่ได้ช่วยอะไร หลายครั้งมันทำให้สถานการณ์แย่ลงด้วยซ้ำ

สุดท้ายเราก็ทำได้แต่สิ่งที่เราทำได้ – ล้างมือบ่อยๆ อย่าจับหน้า รักษาระยะห่าง

อีกอย่างที่เราพอจะทำได้ คือการรักษาระดับความเครียด เพราะยิ่งเครียดภูมิคุ้มกันยิ่งถดถอย

ตามข่าวได้ แต่ไม่จำเป็นต้องทุกชั่วโมง ข่าวสำคัญๆ ยังไงมันก็มาถึงหูเราอยู่แล้ว และข่าวใหม่ก็คงไม่ทำให้เราเปลี่ยนสิ่งที่เราควรทำอยู่แล้ว

ควบคุมสิ่งที่ควบคุมได้ รับรู้สิ่งที่ควบคุมไม่ได้แต่อย่าไปจับจด

และใช้ชีวิตของเราต่อไปให้ดีครับ

—–

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมวางแผงแล้วนะครับ ถ้าช่วงนี้ไม่สะดวกไปร้านหนังสือ ก็ซื้อได้ที่ whatisitpress.com ครับ

ติดตาม Anontawong’s Musings ทาง LINE: https://lin.ee/2VZMu59

Covid-19 กับสิ่งที่อยากบอกถึงบริษัทและรัฐบาล

20200318b

ช่วงนี้มีความคิดกระจัดกระจายเรื่อง Covid-19 เลยอยากจดโน๊ตเอาไว้เพื่อเรียบเรียงความคิดและส่งสารหาคนที่พร้อมฟังครับ

– เมื่อค่ำวันจันทร์ดร.วิษณุ เครืองามและพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาออกมาแถลงข่าวเรื่องโควิด-19 เนื้อหาคือประเทศไทยยังไม่เข้าระยะ 3 ความรู้สึกของคนบนโลกออนไลน์โดยเฉพาะ Twitter คือไม่พอใจที่รัฐบาลดูจะยัง active ไม่เพียงพอ ส่วนความรู้สึกของผู้บริหารองค์กรคือดูท่าเราต้องพึ่งพาตัวเอง

– วันนี้ที่ Wongnai บริษัทที่ผมทำงานอยู่เริ่มลอง Work from home เป็นวันแรก ทางทีมงานได้ส่ง guideline การทำงานจากที่บ้านให้พนักงานทุกคน รวมถึงเตรียมเครื่องมือเพื่อทำงานร่วมกันและทำ remote troubleshooting / online document signing ไว้แล้ว ถ้าได้บทเรียนอะไรจะนำมาเล่าให้ฟังครับ

– ผมคิดว่าการ Work from home เป็นหนึ่งใน solution ที่ดีที่สุดและเป็นการแสดงออกถึงความรับผิดชอบต่อสังคมได้ดีที่สุดขององค์กรในห้วงเวลานี้ เพราะมันคือการทำ social distancing ซึ่งได้รับการพิสูจน์มาแล้วว่าเวิร์คในประเทศจีนและเกาหลี

– ผมชอบวีดีโอตัวนี้ของ Vox เป็นพิเศษ Why fighting the coronavirus depends on you ซึ่งบอกว่าอันตรายไม่ได้เกิดจากการที่เราติดเชื้อโคโรนาไวรัสแล้วล้มป่วย แต่เกิดจากการที่เราติดเชื้อแล้วไม่แสดงอาการป่วยจนไปแพร่เชื้ออย่างรวดเร็วและทำให้กลุ่มเสี่ยง (คนอายุ 60 ขึ้นไป) ป่วยหนักเข้าโรงพยาบาลจนเตียงไม่พอและทำให้เกิดการตายที่ไม่จำเป็น ซึ่งเป็นสิ่งที่กำลังเกิดกับอิตาลีในตอนนี้

– ดังนั้น การจะสู้กับโควิด-19 คือการทำตัวเสมือนว่าเราติดเชื้อไปเรียบร้อยแล้ว และระวังไม่พาตัวเองไปแพร่เชื้อให้คนอื่นจนสถานการณ์เลวร้ายไปกว่านี้

– วันก่อน Wayne Rooney อดีตดาวซัลโวของแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ออกมาวิจารณ์รัฐบาลและพรีเมียร์ลีกว่าปฏิบัติต่อนักเตะราวกับเป็นหนูทดลอง เพราะในขณะที่ลีกอื่นๆ ประกาศหยุดเตะไปแล้ว พรีเมียร์ลีกยังจะให้แข่งกันต่อ ทั้งๆ ที่มีนักเตะเลสเตอร์ติดเชื้อก็ยังจะแข่งต่อ จนกระทั่งมีข่าวว่า Mikel Arteta ผู้จัดการทีม Arsenal ติดเชื้อแล้วนั่นแหละ พรีเมียร์ลีกถึงยอมหยุด

– ประเด็นของ Wayne Rooney ก็คือ ต้องรอให้คลับใหญ่ๆ หรือคนใหญ่คนโตติดเชื้อก่อนหรืออย่างไร ถึงจะตัดสินใจทำในเรื่องที่ถูกต้อง นักเตะหลายคนอดคิดไม่ได้ว่าที่บังคับให้แข่งกันต่อไปเพราะมันมีเรื่องผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยใช่มั้ย

– เมื่อวันอาทิตย์ The Standard รายงานว่า นายกเทศมนตรีในอิตาลีเสียชีวิตแล้วในวัย 70 ปี หลังเพิ่งตรวจพบติดเชื้อโคโรนา 2019 สัปดาห์ที่ผ่านมา

– แล้วผมก็คิดได้ว่ากลุ่มเสี่ยงที่สุดกับกลุ่มคนที่บริหารประเทศนี่มันกลุ่มเดียวกันเลยนี่หน่า

– ก็หวังว่ารัฐบาลไทยจะไม่เป็นเหมือนพรีเมียร์ลีกที่ต้องรอให้คนใหญ่คนโตในรัฐบาลติดเชื้อเสียก่อนถึงจะมีมาตรการที่เด็ดเดี่ยวและเด็ดขาดกว่านี้

– ขอส่งกำลังใจให้แพทย์ พยาบาล และคนทำงานทุกคนที่ทำงานกันอย่างหนัก คุณเสี่ยงกว่าเรามาก เสียสละกว่าเรามาก คุณคือฮีโร่ตัวจริงเสียงจริงในชั่วโมงนี้

– ขอให้ทุกคนดูแลตัวเองและดูแลคนรอบข้างให้ดี ตระหนักแต่ไม่ตระหนก ทำตัวราวกับว่าเราติดเชื้อเรียบร้อยแล้วจะได้ไม่ทำให้พ่อแม่ปู่ย่าตายายของเราต้องเดือดร้อน คุยกับบริษัทเพื่อหาทางทำงานจากที่บ้านได้ ใช้หลัก social distancing (อยู่ให้ห่างๆ กันไว้) เพื่อพาตัวเองและคนที่เรารักไปสู่อีกฝั่งของวิกฤติอย่างปลอดภัยครับ

#สปดกรจรกม

—–

ติดตาม Anontawong’s Musings ทาง LINE: https://lin.ee/2VZMu59