วิ่งจนหมาหยุดเห่า

20190629_stopbarking

ถ้าคืนไหนลูกไม่ตื่นตอนกลางคืนบ่อยเกินไปนัก ผมมักจะตื่นเช้าพอที่จะไปวิ่งรอบหมู่บ้าน

วิ่งรอบหมู่บ้านหนึ่งรอบใช้เวลา 5-6 นาที ผ่านบ้านนับร้อยหลัง และหลายหลังก็จะมีหมาอยู่ในบ้าน

พอวิ่งผ่านหน้าบ้านมันทีไร มันก็จะเห่าทุกที

รอบที่หนึ่งก็เห่า รอบที่สองก็เห่า รอบที่สามก็เห่า

แต่ถ้าวันไหนวิ่งได้นานพอ ถึงรอบที่แปด เก้า สิบ หมาก็จะหยุดเห่าแล้ว ไม่รู้เพราะเจ็บคอ เพราะเบื่อ หรือเพราะเริ่มคิดว่าเรามาดี

—–

เมื่อวานนี้ยอด ที่เป็น CEO ของ Wongnai มา WeShare เล่าวิธีการทำงานของตัวเองให้พนักงานร่วมร้อยคน

ยอดเคยทำ WeShare เรื่องนี้มาสองรอบแล้ว แต่เพราะมีพนักงานใหม่เข้ามาเรื่อยๆ เลยคิดว่านี่เป็นโอกาสดีที่จะจัดอีกครั้ง (ใครอยากรู้ว่ายอดทำงานยังไง เข้าไปอ่านบทความ “ถอดรหัสการทำงานของยอด Wongnai” ได้ที่ anontawong.com นะครับ)

เมื่อพูดเสร็จก็เป็นช่วงถาม-ตอบ มีพนักงานคนนึงถามว่า จัดการอย่างไรกับคำวิพากษ์วิจารณ์เพราะอยู่ในที่แจ้งย่อมมีคนเห็นเยอะและมีคนด่าเยอะเป็นธรรมดา

ยอดตอบว่า “ไม่สนใจ” ยอดจะสนใจเฉพาะ feedback จากคนที่เขาแคร์เท่านั้น ซึ่งแต่ก่อนก็คือหัวหน้าที่ยอดเคยทำงานด้วย ส่วนคนอื่นๆ จะพูดยังไงก็เป็นเรื่องของเขา

—–

คนเรารักตัวเองมาก รักจนบางทีเราก็ไปให้คุณค่ากับเสียงนกเสียงกามากเกินไป ทั้งๆ ที่เขาไม่ได้มีส่วนได้เสียอะไรกับชีวิตเรา

เปลี่ยนตัวเองยังยาก เปลี่ยนภาพของเราในหัวของคนอื่นนั้นยากยิ่งกว่า

บางที สิ่งที่ดีที่สุดที่ทำได้ คือใช้ชีวิตของเราต่อไป ใครจะวิจารณ์ก็เป็นสิทธิ์ของเขา ตราบใดที่เราคอยสำรวจตัวเองและมั่นใจว่าเราทำสิ่งที่ถูกต้องเหมาะสม ถึงวันหนึ่งเขาก็จะเลิกวิจารณ์ไปเอง

จะด้วยเพราะเจ็บคอ เพราะเบื่อ หรือเพราะรู้แล้วว่าเรามาดีครับ

นิทานเศรษฐีสีเขียว

20190626_green

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

มหาเศรษฐีคนหนึ่งมีทรัพย์สินมาก แต่เป็นคนเจ้าอารมณ์ และมักจะปวดศีรษะอยู่เป็นประจำ

วันหนึ่งเขาได้ประกาศว่าจะให้รางวัลเป็นทรัพย์สินครึ่งหนึ่งแก่ใครก็ตามที่รักษาอาการปวดหัวของเขาได้

หมอและผู้เชี่ยวชาญต่างก็มาเสนอแนะวิธีรักษาโรคปวดหัวของเศรษฐีผู้นี้ มีทั้งรักษาด้วยสมุนไพรต่างๆ ยาแผนต่างๆ เอามาให้ แต่ก็ไม่มีใครสามารถทำให้อาการปวดหัวของเศรษฐีหายได้อย่างถาวร

อยู่มาวันหนึ่ง มีฤาษีตนหนึ่งมาเยี่ยมเศรษฐี เศรษฐีได้เล่าถึงโรคประจำตัวของเขาให้ฤาษีทราบ ฤาษีจึงบอกกับเศรษฐีว่า

“วิธีรักษาอาการปวดหัวของท่านง่ายนิดเดียว นั่นคือท่านจะต้องมองทุกอย่างให้เป็นสีเขียวตลอดเวลา แล้วอาการปวดหัวก็จะหายไป”

วันรุ่งขึ้น เศรษฐีจึงจ้างช่างทาสีหลายร้อยคนมาช่วยกันทาสีบ้านทุกหลังในหมู๋บ้านให้เป็นสีเขียวแถมยังซื้อเสื้อผ้าสีเขียวให้ชาวบ้านทุกคนใส่

จากนั้น ไม่ว่าเศรษฐีมองไปทางใดก็เห็นสีเขียวตลอดเวลา อาการปวดหัวของเขาก็ค่อยๆ ดีขึ้น

สองสามเดือนถัดมา ฤาษีได้กลับมาเยี่ยมเศรษฐีอีกครั้งต่ก็ต้องเผชิญกับช่างทาสีคนหนึ่งซึ่งร้องตะโกนว่า

“หยุด หยุด ท่านจะเข้ามาในหมู่บ้านนี้ในชุดนี้ไม่ได้ เดี๋ยวผมจะทาสีท่านให้เป็นสีเขียวก่อน”

ฤาษีวิ่งหนีและหลบเข้าไปในบ้านของเศรษฐี เมื่อพบกันฤาษีจึงตำหนิเศรษฐี

“ทำไมท่านถึงเสียเงินทองและเวลามากมายเพื่อเปลี่ยนสิ่งต่างๆ รอบตัวท่านเล่า
ท่านเพียงแค่สวมแว่นตาสีเขียวเท่านั้น ท่านก็จะมองเห็นทุกสิ่งรอบตัวเป็นสีเขียวแล้ว”

—–

ขอบคุณนิทานจากดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา จากเว็บไซต์ Go To Know โดยคุณสมลักษณ์ (ลักษณวงศ์) วงศ์สมาโนดน์ 

ทุกสิ่งที่เราทำคือการเตรียมของขวัญให้ตัวเองในอนาคต

20190627_gift

พอตื่นเช้า ไม่ต้องเสียเวลากับรถติด เราก็จะมีเวลา me time พอสมควร

วันนี้ผมได้ออกกำลังกาย 7 นาที ได้อ่านหนังสือ 20 นาที ได้เขียนไดอารี่ประจำวัน (พิมพ์ใส่ notepad) ได้กินน้ำอร่อยๆ และได้มานั่งเขียนบทความนี้

การออกกำลังกาย 7 นาทีนั้นทำได้เลยที่บ้าน ช่วยให้ร่างกายตื่นตัว มีแรงทำอะไรได้ทั้งวัน สลับกับบางวันที่ผมจะวิ่ง 5-10 กิโลเมตร เมื่อร่างกายดี จิตใจก็ดี ทำอะไรก็มักจะได้ดั่งใจ

ปีนี้ผมตั้งใจจะอ่านหนังสือมากขึ้น ด้วยการทำมันเป็นสิ่งแรกเมื่อเดินทางถึงที่ทำงาน เพราะรู้ตัวแล้วว่าถ้าเก็บไว้อ่านระหว่างวันหรือตอนกลางคืนก็มักจะไม่ได้อ่านเพราะงานยุ่งและลูกก็ต้องการเวลาจากเรา

ผมอ่านหนังสือเฉลี่ยปีละ 30-50 เล่มมาอย่างน้อย 15 ปีแล้ว แสดงว่าอ่านหนังสือไปไม่น้อยกว่า 500 เล่ม ซึ่งทำให้ผมมองอะไรๆ ได้ลึกขึ้น กว้างขึ้น เชื่อมโยงอะไรๆ ได้มากขึ้น ถ้าไม่ได้อ่านหนังสือ ก็คงไม่มีบล็อกชื่อ Anontawong’s Musings

ผมเพิ่งกลับมาเขียนไดอารี่ได้ไม่นาน ด้วยระลึกได้ว่ามันเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า เพราะสมองคนเราความจำแย่มาก 3 วันที่แล้วกินอะไรเป็นข้าวเที่ยงยังจำไม่ได้เลย แต่ถ้าเราจดลงสมุดหรือลงคอมพิวเตอร์มันจะอยู่กับเราไปอีก 3 ปีหรือแม้กระทั่ง 30 ปี

ส่วนการเขียนบล็อกวันละตอนที่เริ่มต้นเมื่อ 4.5 ปีที่แล้ว ก็นำพาโอกาสดีๆ เข้ามามากมาย รู้สึกขอบคุณตัวเองสุดๆ ที่วันนั้นได้ตัดสินใจทำสิ่งนี้

แล้วผมก็ปิ๊งขึ้นมาว่า ทุกสิ่งที่เราทำคือการเตรียมของขวัญให้ตัวเองในอนาคต

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความสัมพันธ์กับคนสำคัญ ความใส่ใจในงานที่ตัวเองทำ หรือการค่อยๆ เดินตามความฝันวันละก้าว

ถ้าวันนี้เราทำสิ่งที่ดีมีคุณค่า กล่องของขวัญนี้ก็จะสวยงามขึ้นเรื่อยๆ

ถ้าวันนี้เราทำสิ่งที่ไร้แก่นสาร กล่องของขวัญก็จะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

และถ้าวันนี้เราทำสิ่งที่เป็นโทษ เราก็กำลังเอาเศษขยะมาทิ้งไว้ในกล่อง

สุดท้าย คนที่จะกลับมาเปิดกล่องนี้ก็คือตัวเราในอนาคต

ในวันนั้นที่เปิดกล่อง เขาจะกล่าวขอบคุณหรือกล่าวสบถ ก็ขึ้นอยู่กับเราในวันนี้แล้วครับ

เจ็บปวดจึงเติบโต

20190626_paingrowth

จำคำนี้เอาไว้เลย

เจ็บปวดจึงเติบโต

เพราะมันจะช่วยให้เราผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากไปได้

ไม่มีการเติบโตใดที่ไม่ต้องประสบความเจ็บปวด

อกหัก ทำให้เราเป็นคนรักที่ดีกว่านี้

งานหนัก ทำให้เราเก่งขึ้น อดทนมากขึ้น

ล้มเหลว คือโอกาสให้เราเริ่มใหม่อย่างฉลาดกว่าเดิม

เมื่อไหร่ที่เจอกับความเจ็บปวด บอกตัวเองอย่าเพิ่งใจเสาะ เราเข้มแข็งกว่าที่เราคิด

และบอกตัวเองไว้เลยว่านี่คือโอกาสทองที่จะก้าวไปอีกขั้นหนึ่งของชีวิต

เมื่อผ่านช่วงเวลานี้ไป เราจะเก่งกว่าเดิม แกร่งกว่าเดิม และมองกลับมาด้วยสายตาที่เข้าใจกว่าเดิมแน่นอน

ตื่นเช้าไม่ยากเท่านอนเร็ว

20190625_earlyrise

ช่วงสองสามปีมานี้ผมเริ่มโปรดปรานการนอนตื่นเช้ามากขึ้นเรื่อยๆ

เพราะตอนเช้าเราทำอะไรได้เยอะมาก จะอ่านหนังสือก็ได้ จะภาวนาก็ได้ จะออกไปวิ่งโดยไม่ต้องห่วงแดดเผาก็ได้ เสร็จแล้วยังอาบน้ำแต่งตัวขับรถไปที่ทำงานได้โดยไม่ต้องเจอรถติดอีกต่างหาก

และจะด้วยสภาพแวดล้อมของที่ทำงานหรืออะไรก็ตามแต่ ผมรู้สึกว่าการหลับเป็นเรื่องง่ายดายกว่าแต่ก่อนมาก

สมัยอยู่มหาวิทยาลัย ผมมีปัญหานอนค่อยไม่หลับ บางทีกลิ้งไปกลิ้งมาบนเตียงเป็นชั่วโมงเลย แต่มาสมัยนี้ แค่หัวถึงหมอนไม่เกินสามนาทีก็หลับผลอยแล้ว

เมื่อได้หลับเร็ว ร่างกายก็ตื่นเช้าได้เองโดยธรรมชาติ

การตื่นเช้าจึงเป็นเรื่องง่ายดายกว่าที่คิด แต่ที่ใครหลายคนตื่นเช้าๆ กันไม่ไหวเพราะว่าเรานอนดึกกันต่างหาก

เหตุผลที่เรานอนดึกเพราะมันคือช่วงเวลาที่เรารู้สึกว่ามีอิสรภาพจากภาระทั้งปวง ลูกก็หลับ ไลน์ก็ไม่มีใครตามงาน เป็น me time ที่เราจะทำอะไรก็ได้ตามใจชอบ

แต่ความยากก็คือ “ตามใจชอบ” นี้มักจะเป็นเรื่องที่ไม่มีประโยชน์มากนัก เพราะเข้ากะดึก willlpower ก็ต่ำ กิเลสครอบงำได้โดยง่าย ถึงแม้เราจะฝืนตัวเองให้ทำงานที่มีประโยชน์ สมองก็อาจล้าเกินกว่าจะคิดอะไรเจ๋งๆ ได้

สำหรับผม สิ่งที่ได้ทำตอนที่นอนดึกจึงมักจะมี ROI (Return on Investment) ต่ำกว่าสิ่งที่ได้ทำในตอนเช้า

ดังนั้น ถ้าใครนอนดึกแล้วรู้สึกว่าชีวิตไม่ค่อยโอเค การเข้านอนเร็วดูก็อาจจะช่วยได้นะครับ เทคนิคง่ายๆ คือตั้งใจทำงานตลอดวัน เพื่อที่หมดวันสมองจะได้ล้าและโหยหาการพักผ่อน และเมื่อกลับถึงบ้านแล้วก็เอามือถือชาร์จไว้นอกห้องแล้วหาอะไรสบายๆ ทำโดยไม่ต้องพึ่งหน้าจอ

เมื่อได้นอนเร็วขึ้น เราจะตื่นเช้าได้โดยไม่ต้องพยายาม

แล้วเราจะได้เวลากลับมาวันละเป็นชั่วโมงเลยครับ