ชีวิตวัยเด็กหล่อหลอมให้เราเป็นคนแบบไหน

ช่วงนี้ผมกำลังอ่านหนังสือชื่อ Are You Mad at Me: How to Stop Focusing on What Others Think and Start Living for You ของ Meg Josephson อยู่ครับ

เป็นหนังสือที่อ่านสนุกมาก ไม่แปลกใจว่าทำไมถึงได้ 4.48 ดาวบน Goodreads

หนังสือเหมือนจะเขียนให้ผู้หญิงอ่านเป็นหลัก เพราะอยู่ในสังคมที่ผู้ชายเป็นใหญ่ แต่ผมอ่านแล้วก็คิดว่ามันใช้ได้กับทุกเพศทุกวัยเหมือนกัน

เราคงคุ้นเคยกันว่า เวลาเจอ “สถานการณ์อันตราย” เรามักจะมีวิธีตอบสนองแบบ fight or flight – ไม่สู้ก็หนี เช่นเวลาที่แฟนโกรธเรามากๆ ถ้าเราไม่ทะเลาะด้วยก็ใช้วิธีเดินหนี

หรือบางคนอาจจะเคยได้ยินข้อสามคือ freeze คือหยุดนิ่งทำอะไรไม่ถูก ชวนให้นึกภาพกวางที่ยืนแน่นิ่งกลางไฮเวย์ยามค่ำคืน สายตาจับจ้องรถที่กำลังวิ่งมาด้วยความเร็วสูง

fight, flight or freeze นี่คือสามวิธีที่เราใช้เมื่อพบกับความรู้สึกว่าเราตกอยู่ในอันตราย

หนังสือ Are You Mad at Me สอนให้รู้จักกับวิธีการที่สี่ที่คือ fawn – อ่านว่า “ฟอว์น”

เป็นคำสั้นๆ พยางค์เดียว จนผมอดแปลกใจไม่ได้ว่าทำไมไม่เคยได้ยินคำนี้มาก่อนเลยในชีวิต

Fawn แปลว่า give a servile display of exaggerated flattery or affection, typically in order to gain favor or advantage

ถ้าให้แปลเป็นไทยจะฟังดูแรงไปหน่อย คือ ประจบสอพลอ

แต่ความหมายของ fawn ในบริบทของ fight/flight/freeze/fawn หมายถึงการที่เราไม่กล้าขัดใจคนอื่น เพราะการทำอย่างนั้นจะทำให้เราไม่ปลอดภัย จะสู้ก็ไม่ได้ จะหนีก็ไม่ได้ จะอยู่เฉยๆ ก็อาจโดนทำร้าย ก็เลยใช้วิธี “เอาอกเอาใจ” แทน

เมื่อเราคุ้นชินกับการทำอย่างนั้น โตขึ้นมาเราก็เลยกลายเป็น “people pleasers” ที่อยากทำให้คนอื่นสบายใจไปเสียหมด ส่วนเรารู้สึกอย่างไรก็เก็บกดมันเอาไว้ข้างใน

จึงเป็นที่มาของชื่อหนังสือ Are You Mad at Me? เพราะคนที่เป็น people pleasers จะกังวลอยู่ตลอดว่าเราไปทำอะไรให้ใครไม่พอใจรึเปล่า

Meg Josephson ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้บอกว่า ก่อนที่เราจะเป็น people pleasers ได้นั้น เราเป็น parent pleasers กันมาก่อน

นั่นคือเราต้องเคยเอาอกเอาใจพ่อแม่จนติดเป็นนิสัย

การเอาอกเอาใจหรือ fawning ไม่ใช่เรื่องผิด มันคือกลไกสำคัญที่ทำให้เราอยู่รอดปลอภัยในวัยเด็กมาได้

มาลองดูกันว่าชีวิตวัยเด็กที่ต่างกันไปทำให้เราโตขึ้นมาเป็นคนแบบไหนได้บ้างครับ

The Peacekeeper – ผู้รักษาความสงบ

เราอาจโตมาในครอบครัวที่คนในบ้านทะเลาะกันบ่อยๆ หรือมีคนใดคนหนึ่งโมโหร้าย ปิดประตูโครมคราม เดินกระทืบเท้า อารมณ์แปรปรวน บางทีก็โกรธหรือไม่ยอมคุยกับเราโดยที่เราไม่รู้เหตุผล

เด็กที่อยู่ในบ้านหลังนี้มักจะโดนแม่บังคับให้ไปขอโทษพ่อ หรือพ่อสั่งให้ไปขอโทษแม่ ทั้งที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าต้องขอโทษเรื่องอะไร พอจะเอ่ยปากถามว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ คนเป็นผู้ใหญ่ก็ไม่ได้ให้คำอธิบายใดๆ และบอกกับเด็กว่าอย่าทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่

เมื่อโตขึ้นมา เราจึงกลายเป็นคนที่ไม่กล้าแสดงอารมณ์ และถ้ารู้สึกว่าทำอะไรให้ใครไม่พอใจ ก็จะโทษตัวเองเอาไว้ก่อนและขอโทษขอโพยคนอื่นมากเกินพอดี (overapologize)

The Peacekeeper มักจะมีความเชื่อเหล่านี้

  • การเก็บความรู้สึกเอาไว้ในใจลึกๆ นั้นดีกว่าแสดงมันออกมาและทำให้คนอื่นไม่พอใจ
  • เราต้องแสดงให้คนอื่นเห็นว่าเราเป็นคนดี ไม่อย่างนั้นคนอื่นจะจับได้ว่าเราเป็นคนไม่ดี
  • ถ้ามีใครอารมณ์เสีย แสดงว่านั่นเป็นความผิดของเรา

The Performer – นักแสดง

บ้านหลังนี้ไม่ได้เสียงดังเหมือนบ้านหลังแรก แต่เต็มไปด้วยความเงียบและบรรยากาศ “มาคุ” อยู่ตลอดเวลา เพราะความรู้สึกของผู้ใหญ่ในบ้านไม่เคยถูกเอาขึ้นมาคุยกันอย่างเปิดอก

ความไม่ชอบใจไม่พอใจนั้นถูกเก็บเอาไว้เนิ่นนานหลายปี จนแทบจะลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่าไม่พอใจเรื่องอะไร พ่อมักจะค่อนแคะแม่ให้ลูกฟัง และแม่ก็บ่นถึงพ่อให้ลูกฟังเช่นกัน

เมื่อลูกจับความตึงเครียดในครอบครัวได้ สิ่งที่ลูกพอจะทำได้คือการยิงมุกหรือทำตัวตลกโปกฮาเพื่อให้บรรยากาศในบ้านดีขึ้น

เด็กในบ้านหลังนี้มักจะโตขึ้นมาเป็นตัวเฮฮาประจำกลุ่ม และมองโลกในแง่บวกเยอะกว่าคนปกติ เด็กจะมองว่าการทำให้คนรอบตัวมีความสุขเป็นหน้าที่ของเขา และเด็กคนนี้จะรู้สึกว่าไม่เคยได้เป็นตัวของตัวเองเพราะต้อง “แสดง” (perform) อยู่ตลอดเวลา ซึ่งเป็นเรื่องที่โดดเดี่ยวและเหน็ดเหนื่อยเอามากๆ

The Performer มักจะมีความเชื่อเหล่านี้

  • การสร้างรอยยิ้มให้คนอื่นเป็นหน้าที่ของเรา
  • เราควรเอาอกเอาใจคนอื่นเพื่อให้เขาชอบเรา
  • เรารู้สึกเหมือนอยู่บนเวทีตลอดเวลา และต้องรักษาภาพลักษณ์ของตัวละครนี้ไว้เสมอ

The Caretaker – ผู้ดูแล

เด็กที่โตขึ้นมาในบ้านที่มักจะมีพี่หรือน้องไม่ค่อยแข็งแรง หรือมีพัฒนาการช้า เวลาและพลังงานของพ่อกับแม่จึงเทไปอยู่ที่คนที่ต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ ทำให้ “เด็กปกติ” อย่างเราไม่ได้รับการเอาใจใส่เท่าไหร่นัก ซึ่งเราก็โอเค เพราะเราก็รักพี่รักน้องของเราเหมือนกัน

เด็กคนนี้จึงทำตัวเป็นคน low maintenance ไม่ค่อยเรียกร้องอะไร แถมยังพยายามช่วยเหลือทุกคนจนมักได้รับคำชมว่า “ความคิดความอ่านโตเกินวัย”

เด็กที่โตมาในครอบครัวแบบนี้ จะรู้สึกว่าเขาจะเป็นที่รักได้ก็ต่อเมื่อทำตัวมีประโยชน์กับคนอื่น เด็กจึงกลายมาเป็นที่ปรึกษาตัวน้อยของพ่อแม่ รับฟังความเหน็ดเหนื่อยและความโกรธเคืองที่พ่อแม่มีต่อกันและกัน

เด็กคนนี้จะไม่เล่าปัญหาของตัวเองให้ใครฟัง เพราะไม่อยากไปเพิ่มความเครียดให้พ่อหรือแม่อีก การที่เขาช่วยแบ่งเบาภาระของคนในบ้าน เพราะลึกๆ แล้วก็แอบหวังว่าถ้าพ่อแม่มีเวลามากขึ้นอีกนิด พ่อแม่อาจจะพอมีเวลามาคิดถึงเขาบ้าง

เมื่อโตขึ้น เด็กคนนี้จะเป็นคนที่ไม่พึ่งพาใครเลย (hyperindependent) ทำทุกอย่างด้วยตัวคนเดียว และแทบไม่เคยเอ่ยปากขอความช่วยเหลือจากใคร ไม่เคยมีใครมาถามว่าเขาเป็นอย่างไร ชีวิตโอเครึเปล่า เพราะทุกคนคิดไปเองว่าเขาคนนี้จัดการทุกอย่างได้อยู่หมัด

คนที่เป็น Caretaker เวลาคบกับใคร จิตใต้สำนึกมักจะผลักให้เขาเลือกคบกับแฟนที่ต้องการการดูแล เพราะมันคือความสัมพันธ์ที่เขาคุ้นเคย

The Caretaker มักจะมีความเชื่อเหล่านี้

  • ถ้าเราแคร์คนอื่นมากพอ สุดท้ายพวกเขาจะแคร์เราบ้างเหมือนกัน
  • ความต้องการของคนอื่นนั้นสำคัญกว่าความต้องการของเรา
  • เรามีคุณค่าต่อเมื่อเราทำตัวมีประโยชน์กับคนอื่น

The Lone Wolf – หมาป่าเดียวดาย

ถ้าชีวิตในวัยเด็ก เรารู้สึกว่าถูกละเลย (emotional neglect) ไม่มีใครมาสนใจเรา เราก็จะมีโอกาสโตขึ้นมาเป็นหมาป่าเดียวดาย

เวลาเราไปเข้าค่ายหลายๆ คืน บ้านอื่นอาจจะเตรียมขนมและข้าวของเครื่องใช้แบบจัดเต็ม ในขณะที่กระเป๋าของเราแทบไม่มีอะไรเลย แถมระหว่างตอนอยู่ค่ายก็ไม่มีคนที่บ้านทักมาหาเหมือนเพื่อนคนอื่น

เวลาทะเลาะกับพ่อแม่ และเราเข้ามาเก็บตัวร้องไห้ในห้องคนเดียว เราแอบหวังว่าพ่อหรือแม่จะมาเคาะประตูห้องและเข้ามาถามไถ่ว่าเป็นยังไงบ้างแล้ว ดีขึ้นหรือยัง เมื่อกี้แม่ขอโทษที่ตวาดลูกไป แต่ปรากฎว่าไม่มีใครมาเคาะประตูห้องเราเลย

เราไม่กล้าบอกพ่อแม่เวลาที่ทุกอย่างกำลังไปได้สวย เพราะถ้าพ่อแม่เชื่อแบบนั้นจริงๆ เรากลัวว่าพ่อแม่จะเลิกใส่ใจเราไปอย่างสิ้นเชิง

เด็กที่โตมาในบ้านหลังนี้ จะกลายเป็นคนที่ไม่พึ่งพาใครเช่นกัน (hyperindepedent) เวลาเล่นกีฬาก็มักจะเล่นกีฬาเดี่ยว ไม่อยากเล่นเป็นทีมเพราะกลัวทำให้คนอื่นผิดหวัง และพื้นที่ที่รู้สึกปลอดภัยที่สุด คือห้องนอนของตัวเอง

The Lone Wolf มักจะมีความเชื่อเหล่านี้

  • ความรักเป็นสิ่งที่ได้มาโดยยาก
  • ไม่ควรสนิทกับใครเพราะไม่อยากจะผิดใจกัน
  • การปล่อยให้ใครรู้จักเรามากเกินไปเป็นเรื่องไม่ปลอดภัย

The Perfectionist – เพอร์เฟกชั่นนิสต์

บ้านหลังนี้เต็มไปด้วยความรักและความใส่ใจ แต่ก็เต็มไปด้วยความคาดหวังที่สูงลิบลิ่วเช่นกัน

เด็กในบ้านหลังนี้มักจะมีพ่อหรือแม่ (หรือทั้งคู่) ที่ชอบวิพากษ์วิจารณ์และควบคุมชีวิตลูก มักจะบอก (หรือบังคับ) ลูกว่าควรเรียนอะไร เรียนที่ไหน การที่เด็กจะหนีให้พ้นข้อติติงได้ ก็ด้วยการทำตัวให้ใกล้เคียงความสมบูรณ์แบบมากที่สุดและห้ามทำอะไรผิดพลาด

เวลาที่ลูกท้อแท้หรืองอแง พ่อแม่จะบอกว่าอย่าทำตัวแบบนี้เพราะมันไม่มีประโยชน์ (not productive) และพอพ่อแม่เห็นว่าอารมณ์เหล่านี้เป็นเรื่องไร้สาระและไม่ควรค่าแก่การนั่งคุยกัน ลูกก็จะมองว่าตัวเองผิดที่มีความรู้สึกแบบนี้

เด็กจึงโตมาเป็นเพอร์เฟกชั่นนิสต์ ที่จะร้องไห้เมื่อเห็นว่าสอบได้ A ทุกวิชายกเว้นวิชาเดียวที่ได้ B จะเป็นคนไม่กล้าบอกใครเวลาทำอะไรผิดพลาดเพราะกลัวจะโดนเพื่อนๆ วิจารณ์เหมือนที่เคยโดนพ่อแม่ตำหนิ

เพอร์เฟกชั่นนิสต์จะแสดงออกว่าเขา productive ตลอดเวลา ถ้าในวัยเด็กกำลังนอนดูทีวีอยู่และได้ยินเสียงคนเดินเข้ามา เขาก็จะโยนรีโมตทิ้งแล้วหยิบหนังสือขึ้นมาทำทีเป็นนั่งอ่านเพราะไม่อยากให้ใครรู้ว่าตัวเองกำลังพักผ่อนอยู่ เขาจะเป็นคนที่กดดันตัวเองและรู้สึกผิดอยู่เสมอเพราะไม่อาจเป็นคนสมบูรณ์แบบเหมือนภาพที่วาดเอาไว้

The Perfectionist มักจะมีความเชื่อเหล่านี้

  • เราต้องเพอร์เฟ็กต์เราถึงจะได้รับความรัก
  • สิ่งต่างๆ ที่เราทำนั้นไม่เคยดีพอ
  • ลึกๆ แล้วเรามีอะไรที่ผิดปกติไปจากคนอื่น

The Chameleon – กิ้งก่าคาเมเลี่ยน

ใครที่ในวัยเด็กที่รังแกหรือถูกล้อบ่อยๆ มักมีโอกาสโตขึ้นมาเป็นกิ้งก่าที่ปรับสีสันไปตามสภาพ

เราอาจถูกล้อเรื่องการแต่งตัว ข้าวของเครื่องใช้ รูปร่างหน้าตา เวลายกมือตอบคำถามในห้องเรียนก็ถูกเพื่อนๆ หัวเราะคิกคัก โดยเฉพาะเพื่อนกลุ่มนึงที่ชอบมาหาเรื่องเราบ่อยๆ เด็กกลุ่มนี้ดูเท่ ดูอินเทรนด์ ดูมีพาวเวอร์ และชอบรังแกคนที่ไม่มีทางสํู้อย่างเรา เพราะเราอาจเพิ่งย้ายโรงเรียนมา หรือมีฐานะครอบครัวยากจน

พอเราโดนรังแกมากๆ จนร้องไห้ไปบอกที่บ้าน พ่อหรือแม่กลับบอกว่าอย่าไปใส่ใจ จงทำตัวให้เข้มแข็งกว่านี้ แล้วเดี๋ยวอะไรๆ มันจะดีขึ้น

แต่การล้อเลียนก็ยังคงดำเนินต่อไป เราเลยต้องปรับยุทธศาสตร์ใหม่ ด้วยการเลียนแบบคนที่ชอบรังแกเรา ถ้าเด็กกลุ่มนี้ดูรายการทีวีเรื่องอะไรเราก็ดูตาม จะได้คุยกับเขารู้เรื่อง เด็กกลุ่มนี้แต่งตัวแบบไหนเราก็แต่งตาม เขาจะได้ว่าเราไม่ได้ว่าเราแต่งตัวเชย

การเลียนแบบคนที่ชอบรังแกคือแนวทางในการปกป้องตัวเอง แต่สิ่งที่ตามมาคือเราไม่รู้ว่าตกลงแล้วเราเป็นใครกันแน่ เราชอบอะไรกันแน่ เราไม่มีความเห็นเป็นของตัวเองเลยเพราะเคยชินกับการทำตามคนอื่นมาตลอด

The Chameleon มักจะมีความเชื่อเหล่านี้

  • เข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม
  • เราไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธใคร
  • เราไม่รู้ว่าเราเป็นใคร เราไม่รู้ว่าเราต้องการอะไร

และนี่คือคน 6 ประเภทที่เราอาจเป็นได้ ขึ้นอยู่กับว่าเราโตขึ้นมาในสภาพแวดล้อมแบบไหน

บ้านที่มีปากเสียง จะทำให้เราเป็น ผู้รักษาความสงบ
บ้านที่บรรยากาศตึงเครียด -> นักแสดง(ตลก)
บ้านที่บังคับให้เรารีบโตเป็นผู้ใหญ่ -> ผู้ดูแล
บ้านที่ไม่มีใครใส่ใจดูแลเรา -> หมาป่าเดียวดาย
บ้านที่คาดหวังให้ลูกเป็นเลิศ -> เพอร์เฟกชั่นนิสต์
บ้านที่ปล่อยให้ลูกโดนรังแก -> กิ้งก่าคาเมเลี่ยน

คิดว่าหลายท่านคงจะพอเห็นภาพว่าตัวเองเป็นคนแบบไหน และเหตุใดเราถึงกลายเป็น people pleasers และต้องใช้วิธีการ fawning เอาอกเอาใจคนอื่นและไม่ค่อยยอมบอกความต้องการของตัวเอง เพราะมันจำเป็นต่อการเอาตัวรอดตั้งแต่อดีตจวบจนปัจจุบัน

แล้วถ้าเราเหน็ดเหนื่อยกับการใช้ชีวิตแบบนี้เต็มทีแล้ว เราจะเยียวยารักษาตัวเราได้อย่างไร?

ผมยังอ่านหนังสือเล่มนี้ไม่จบ จึงไม่มีคำตอบ แต่ก็อยากเชิญชวนให้ไปหาหนังสือ Are You Mad at Me ของ Meg Josephson มาลองอ่านดู

ก่อนจากกัน ขอฝากประโยคหนึ่งในหนังสือที่ผมชอบมาก และอยากให้ลองพูดกับตัวเอง:

“Thank you, past self, for protecting me for so long. I am safe now.”

ขอบคุณนะ ตัวเราในอดีต ที่ปกป้องเรามาตลอด ตอนนี้เราปลอดภัยแล้วนะ

3 ประโยคฝังใจจาก Sean D’Souza

ผมค่อนข้างมั่นใจว่าคนส่วนใหญ่ที่อ่านบล็อกนี้ยังไม่รู้จัก Sean D’Souza (อ่านว่า “ฌอน เดอ ซูซ่า”*) หรือไม่ก็เพิ่งได้ยินชื่อเขาในช่วงหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา

ผมเองก็ไม่เคยรู้จักฌอนจนกระทั่ง ‘ทอย DataRockie‘ ชวนไปเข้าเวิร์คช็อปกับเขาเมื่อวันอาทิตย์

ฌอนเป็นผู้เขียนหนังสือ The Brain Audit – ฟังตอนแรกนึกว่าเป็นหนังสือแนว productivity หรือ neuroscience แต่เปล่าเลย มันคือหนังสือด้าน marketing ที่ได้ 4.46 ดาวบน Goodreads (574 ratings & 56 reviews)

คะแนนสูงมาก แต่คนรีวิวยังไม่เยอะเมื่อเทียบกับหนังสือ bestseller อื่นๆ แถมยังเป็นหนังสือที่ได้รับการตีพิมพ์มาตั้งแต่ปี 2009

ก่อนเข้าเวิร์คช็อป ผมลองไปหาหนังสือเล่มนี้ในเว็บร้านหนังสือภาษาอังกฤษก็หาไม่ได้ โชคดีที่ฌอนและเรนูก้า (ภรรยา) นำติดมือมาที่เวิร์คช็อปด้วย และข่าวดีก็คือสำนักพิมพ์วีเลิร์นเพิ่งเอามาแปลไทยและจะวางตลาดเร็วๆ นี้

หลังจากได้เรียนและได้นั่งคุยกับฌอน จึงรู้ว่าเขาคือช้างเผือก (hidden gem) และเป็นคนที่สองในชีวิตที่หลังจากได้พบกันครั้งแรกแล้วทำให้ผมอุทานในใจว่า “He has his life figured out.” (คนแรกที่ทำให้ผมรู้สึกอย่างนี้คือพี่อ้น วรรณิภา ภักดีบุตร mentor ของผม)

ช่วงนี้คงจะมีคนเขียนสรุป The Brain Audit ออกมาเรื่อยๆ ลองไปชิมลางได้ที่เพจ ‘DataRockie‘ ‘สรุปไปเรื่อย by ทนายกอล์ฟ‘ และ ‘BenNote‘ ครับ

ส่วนผมเอง แทนที่จะสรุปหนังสือ ผมอยากจะยก 3 ประโยคฝังใจที่ได้ยินจากฌอนมาเล่าสู่กันฟังครับ


“People think they want more information. What they actually want is results.”

ผมว่านี่เป็นประโยคที่สำคัญมากทั้งสำหรับผู้สอนและนักเรียน

ว่าเราไม่ได้สอนเพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้มากขึ้น และการที่เราเรียนเราก็ไม่ได้อยากมีความรู้มากขึ้นนักหรอก

สิ่งที่เราต้องการคือผลลัพธ์ที่จับต้องได้ หรือพูดง่ายๆ คือเห็นความเปลี่ยนแปลง

ทำให้ผมนึกถึงคำพูดของ Theodore Levitt อาจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์ของฮาร์วาร์ดผู้ล่วงลับ

“People don’t want to buy a quarter-inch drill. They want a quarter-inch hole.”

คนเราไม่ได้ต้องการซื้อสว่าน เขาต้องการเจาะรูต่างหาก

ซึ่ง Seth Godin ที่เป็นกูรูด้านการตลาดอีกคนก็ชวนคิดต่ออีกว่า สว่านเป็นเพียง feature เป็นเพียงสิ่งที่พาเราไปสู่สิ่งที่เราต้องการจริงๆ คือรูบนกำแพงต่างหาก

แต่ถ้ามองให้ลึกไปยิ่งกว่านั้น คนเราไม่ได้ต้องการแค่รูบนกำแพง เราต้องการติดตั้งชั้นวางของ หรือไม่เราก็ต้องการความรู้สึกที่ว่าบ้านนี้เป็นระเบียบเรียบร้อยขึ้นเมื่อเอาของขึ้นไปเก็บไว้บนชั้นแล้ว และเราก็ยังอยากรู้สึกถึงความภาคภูมิใจที่ได้ติดตั้งชั้นนี้ด้วยตัวเอง และอยากให้ภรรยาชื่นชมว่าเราก็มีฝีมือเรื่องงานช่างอยู่เหมือนกัน

จริงๆ แล้วเราไม่ได้อยากซื้อสว่าน สิ่งที่เราอยากซื้อคือความรู้สึกว่าได้รับการยอมรับและความอิ่มอกอิ่มใจต่างหาก

ในฐานะคนใฝ่รู้ บางทีเราก็สนุกกับการเรียนจนเพลิน จนเราลืมไปเลยว่าเราเรียนไปเพื่ออะไร ยิ่งถ้าเราเป็นพวกชอบเข้าคอร์ส ชอบซื้อหนังสือพัฒนาตนเองอยู่แล้วด้วย เราอาจจะเผลอปล่อยให้การเรียนรู้มาบดบังการลงมือทำไปเลยก็ได้

และในฐานะคนสอน บางทีเราก็มัวแต่โฟกัสแต่สิ่งที่อยากสอนมากเกินไป โดยลืมคำนึงว่าแท้จริงแล้วคนที่มาเรียนเขาไม่ได้ต้องการแค่ความรู้ แต่เขาต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลงในชีวิตหรือในธุรกิจของเขาต่างหาก

ถ้าเราจับหลักนี้ได้ เราจะเป็นคนสอนที่มีนักเรียนมาเรียนซ้ำอยู่เรื่อยๆ

และถ้าเราจับหลักนี้ได้ เราจะเป็นนักเรียนที่ไม่ได้แค่เรียนเอามัน แต่เรียนเพื่อนำมันไปสร้างคุณค่าให้กับตนเองและผู้อื่นได้อย่างแท้จริง


“Success in my workshop is measured by the energy of my students at the end of the class.”

หลังจบเวิร์คช็อปตอนห้าโมง ฌอนถามผมว่าสังเกตมั้ยว่า แม้นักเรียนเกือบ 80 คนมาเริ่มเรียนตั้งแต่ 8.32** แต่ไม่มีใครหมดแรงเลย ทุกคนเดินออกจากห้องโดยยังมีพลังงานอยู่เต็มเปี่ยม เขาบอกว่านี่แหละคือหนึ่งในมาตรวัดว่าเวิร์คช็อปที่เขาจัดนั้นเป็นเวิร์คช็อปที่ดีหรือไม่

เวิร์คช็อปหรือเทรนนิ่งส่วนใหญ่ ถ้ากินเวลาทั้งวัน เรามักจะเดินออกจากห้องด้วยความสะโหลสะเหล เพราะเนื้อหาอันมากมายที่สมองประมวลไม่ทัน

ฌอนเล่าว่าเขาเคยเป็นคนสอนที่อัดความรู้เท่าที่เขามีให้กับนักเรียน พูดอยู่คนเดียว 3 ชั่วโมงเต็ม นักเรียนที่นั่งอยู่แถวหน้าหลับคาห้องฌอนก็ยังไม่รู้เรื่อง มาภายหลังจึงตระหนักว่าวิธีนี้ไม่น่าเวิร์ค จะมีประโยชน์อะไรที่เราใส่เนื้อหาไปมากมายแต่คนเรียนกลับจำได้นิดเดียว

ฌอนบอกว่าตอนที่เขาสอนวันนี้เห็นหลายคนจดโน้ตกันจริงจัง แต่เขาไม่ได้สนใจหรอกว่านักเรียนจะจดโน้ตเยอะแค่ไหน หรือจะกลับไปอ่านทบทวนหรือไม่ เขาชี้ไปที่หัวตัวเองแล้วพูดว่า “สิ่งที่ผมสนใจคือนักเรียนจำเนื้อหาที่ผมสอนโดยไม่จำเป็นต้องกลับไปอ่านโน้ตได้แค่ไหน”

ซึ่งผมก็พบว่าตัวเองจำเนื้อหาหลักๆ ของ The Brain Audit Workshop ได้เกือบหมด การเรียนการสอนอาจจะยาวประมาณ 7 ชั่วโมง แต่ฌอนพูดเนื้อหาในสไลด์ไม่เกินชั่วโมงกว่า ที่เหลือเป็นกิจกรรมกลุ่มที่ให้พวกเราวิเคราะห์และพูดคุยถึงปัจจัยทั้ง 7 ข้อที่จะทำให้ลูกค้าเลือกซื้อของจากธุรกิจของเรามากกว่าคู่แข่ง

ฌอนเปรียบการเรียนการสอนเหมือนวงออเคสตร้า ผู้สอนมีหน้าที่เป็นวาทยกร ซึ่งไม่ได้เล่นเครื่องดนตรีแม้แต่ชิ้นเดียว แต่เขาต้องคอยไกด์ให้นักดนตรีในวง (ซึ่งก็คือนักเรียน) ได้เล่นเครื่องดนตรีของตัวเองออกมาให้ตรงจังหวะและสอดคล้องกับนักดนตรีคนอื่นๆ

“ถ้าผู้สอนมัวเอาแต่พูด นักดนตรีคนอื่นก็จะได้แค่นั่งอยู่เฉยๆ ทั้งที่มีเครื่องดนตรีอยู่ในมือ ซึ่งมันเป็นเรื่องน่าเสียดายมาก”

อีกประเด็นคือเวิร์คช็อปนี้มีเบรคอยู่บ่อยครั้ง ไม่มีการเร่งรัด และหากมีข้อสงสัยอะไรฌอนก็พร้อมตอบทุกคำถาม แต่สุดท้ายก็ยังจบตรงเวลา

เมื่อนักเรียนมีโอกาสได้ปฏิสัมพันธ์กัน และได้นำความรู้ที่ฟังจากฌอนมาลองพูดคุยถกเถียง หากติดปัญหาอะไรก็ถามเขาได้ การเรียนเวิร์คช็อปนี้จึงรู้สึกสบายๆ แต่ก็ได้เนื้อหาสาระกลับไปแบบไม่ต้องพยายาม

และนี่คือความเก๋าของฌอนที่ผมชื่นชมและอยากจะทำให้ได้อย่างนั้นบ้างในอนาคต


“I don’t believe in hard work.”

ฌอนบอกว่าเขาไม่เชื่อในการทำงานหนัก

ฟังดูประหลาดเมื่อออกจากปากคนที่ตื่นนอนตีสี่ ย้ายถิ่นฐานจากอินเดียมานิวซีแลนด์เมื่อ 25 ปีที่แล้ว และเปลี่ยนอาชีพจากนักวาดการ์ตูนมาทำเรื่องการตลาด ดำเนินธุรกิจที่มีนักเรียนหลายพันคนโดยมีคนทำงานแค่สองคนคือตัวฌอนเองและเรนูก้าผู้เป็นภรรยา

“ถ้าคุณไม่เชื่อเรื่อง hard work แล้วคุณเชื่อเรื่องอะไร?” ผมถามฌอน

“I believe in patterns” ฌอนตอบ ผมไม่เคยได้ยินใครพูดอะไรแบบนี้มาก่อน

ฌอนยกตัวอย่างโดยเล่าถึงผู้หญิงคนหนึ่งที่ทั้งชีวิตเชื่อมาตลอดว่าวาดรูปไม่เป็น ฌอนใช้เวลาสอนอยู่เพียงไม่กี่นาที ผู้หญิงคนนั้นก็วาดรูปยีราฟได้

“พอเธอเข้าใจแพทเทิร์นแล้วว่ายีราฟควรจะวาดอย่างไร เธอก็วาดได้เลย เธอไม่ต้อง work hard ใดๆ ทั้งสิ้น”

แต่ฌอนก็ขยายความว่า แม้จะวาดรูปเป็นแล้ว เราก็ควรฝึกวาดทุกวันอยู่ดี เพราะยิ่งเราฝึกฝนเยอะ ‘ฐานข้อมูล’ ของเราก็จะยิ่งมีขนาดใหญ่ขึ้น

“ผมอาจจะสอนคุณให้วาดรูปมือ แล้วคุณก็จะวาดรูปมือได้ แต่ถ้าคุณไม่ฝึกเพิ่ม คุณก็จะวาดรูปมือได้แค่แบบเดียว ส่วนผมจะวาดรูปมือได้หลายแบบเพราะผมฝึกวาดรูปมือมานาน ทำให้ผมมีดาต้าเบสที่ใหญ่กว่า”

ฌอนถามว่าผมใช้กล้อง DSLR เป็นมั้ย ผมตอบว่าใช้ไม่เป็น ฌอนเลยชี้ไปที่ ‘ยศ’ *** ที่นั่งอยู่ข้างผมว่า ตอนที่ทอยกับยศไปเจอเขาที่สิงคโปร์เมื่อหลายเดือนที่แล้ว เขาสอนยศให้ใช้กล้อง DSLR ใน 3 ขั้นตอน

และเพื่อพิสูจน์ว่ายศจำได้จริงๆ ฌอนบอกให้ยศสอนการใช้กล้อง DSLR กับผมโดยไม่จำเป็นต้องอธิบายว่าส่วนประกอบต่างๆ ในกล้องมีชื่อเรียกว่าอะไร

ฌอนยื่นกล้อง DSLR มาให้ยศ แล้วยศก็ทำการสอนผมจบภายในเวลาไม่ถึง 2 นาที แล้วผมก็ลองถ่ายรูปฌอนดู รูปออกมาใช้ได้เลยทีเดียว (ถ้าไม่ได้เข้าข้างตัวเองเกินไป)

“ดังนั้น ถ้าเรามีครูที่สอนแพทเทิร์นเราได้ เราก็จะเก่งขึ้นได้อย่างรวดเร็วใช่มั้ย? แต่เราจะรู้ได้อย่างไรว่าคนไหนตัวจริง คนไหนตัวปลอม?” ผมถามฌอน

ฌอนยิ้มและตอบว่า “ตรงนั้นแหละที่ยาก” แต่ก็ไม่ได้แนะนำต่อว่าผมควรจะหาอย่างไร ทิ้งไว้เป็นปริศนาธรรมให้ผมไขต่อ

“นอกจากเรื่องแพทเทิร์นแล้วยังเชื่อเรื่องอะไรอีก” ผมถามฌอนต่อ

ฌอนบอกว่าเขาเชื่อเรื่องความเร็ว (speed)

ถ้าเราทำงานบางอย่างได้จนชำนิชำนาญ เราก็จะทำงานชิ้นเดิมเสร็จได้เร็วขึ้น ทำงานได้มากขึ้น โดยที่ไม่ต้องทำงานหนักไปกว่าเดิม

แต่ก่อนฌอนอาจจะใช้เวลาหลายชั่วโมงกว่าจะเขียนบทความได้หนึ่งบทความ มาตอนนี้เขาอาจจะใช้เวลาแค่ 30-45 นาทีก็เขียนบทความเสร็จแล้ว

อีกตัวอย่างคือฌอนทำอาหารกินเอง แถมยังทำอาหารให้ครอบครัวของภรรยาด้วย หลายคนมองว่าชีวิตยุ่งเกินไป ไม่มีเวลาทำ แต่ฌอนบอกว่าเขาใช้เวลาทำอาหารไม่นาน มันจึงไม่ใช่เรื่องที่เหน็ดเหนื่อยหรือเสียเวลา

ความเร็วที่เกิดจากความชำนาญคือสิ่งที่จะทำให้เรา productive ได้โดยไม่จำเป็นต้องทำงานหนักกว่าคนอื่น


การสนทนากับฌอนทำให้ผมพบว่าเขาเป็น ‘ครู’ ที่เก่งมาก สามารถหา ‘หัวใจ’ ของศาสตร์นั้นๆ และถ่ายทอดออกมาได้อย่างเรียบง่าย แถมคนที่เรียนจากเขาก็จดจำได้และนำเอาไปใช้งานได้จริง นับเป็นความโชคดีอย่างยิ่งที่ได้มารู้จักกับคนเจ๋งๆ แบบนี้

ขอบคุณทอยอีกครั้งที่แนะนำที่พาให้ผมได้มารู้จักฌอน และขอตอบแทนด้วยการติดตามผลงานของ Sean D’Souza และนำงานของเขามาเผยแพร่ให้คนไทยได้เรียนรู้และสร้างประโยชน์ในอนาคตครับ


* Sean D’Souza อ่านว่า “ฌอน เดอ ซูซ่า” อ้างอิงจากการถาม ChatGPT และฟังจากพิธีกรอ่านชื่อฌอนในพ็อดแคสต์ ฌอนเป็นชาวอินเดีย เกิดและโตที่เมืองมุมไบ ก่อนย้ายไปนิวซีแลนด์ในปี 2000 เหตุผลที่ชื่อและนามสกุลฌอนไม่เหมือนคนอินเดียก็เพราะว่าบรรพบุรุษของฌอนมาจากกัว (Goa) เมืองชายฝั่งทางตะวันตกเฉียงใต้ของอินเดีย กัวเคยตกเป็นอาณานิคมของโปรตุเกส คนในเมืองนี้จึงหันมา (หรือถูกบังคับให้) นับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก เข้ารับศีลล้างบาปและเปลี่ยนชื่อ จากชื่อเดิมแบบอินเดียมาเป็นชื่อคริสเตียน เช่น Sean, Francisco, Maria, Pedro, João นามสกุลก็เปลี่ยนตามตระกูลคริสต์โปรตุเกส เช่น D’Souza, Fernandes, Rodrigues, Pereira, หรือ Gomes นั่นเอง

** ฌอนเขียนไว้ชัดเจนในอีเมลที่แจ้งนักเรียนว่าเริ่มเรียนตอน 8.32 จนแฟนผมก็ทักว่าทำไมเป็นเวลานี้ นักเรียนคนอื่นก็คุยกันเองก่อนเริ่มคลาสเหมือนกันว่าเป็นเวลานี้ ผมคิดว่ามันคือทริคเล็กๆ ที่ทำให้คนรู้สึกว่าคลาสนี้พิเศษและจำเวลาเริ่มเรียนได้ไม่พลาด

*** ‘ยศ’ สรกฤช อ้นมณี (Sorakrich Oanmanee) เป็น Deputy Director, Data Analytics ที่ CJ Express Group และเจ้าของเพจ มาลองเรียน – Malonglearn

พ่อคนแม่คนควรมีชีวิตเป็นของตัวเอง

ทุกวันเสาร์สิบโมงเช้าผมจะขับรถไปส่งลูกเรียนเปียโนที่บ้านของคุณครูในหมู่บ้านแถวพัฒนาการ จากนั้นผมก็จะไปนั่งกินช็อคโกแล็ตเย็นร้านประจำที่อยู่ในซอยเดียวกัน ก่อนจะขับรถไปรับลูกตอนสิบเอ็ดโมง

ตอนนี้ปรายฝนเก้าขวบครึ่ง ส่วนใกล้รุ่งเจ็ดขวบครึ่ง เมื่อตอนที่พวกเขายังเด็กกว่านี้ ใกล้รุ่งจะชอบประท้วงว่าทำไมผมไม่นั่งรอที่บ้านคุณครู พอเขาเรียนเสร็จจะได้เจอผมเลย ไม่ต้องนั่งรอ (บางทีผมจะมาถึงช้ากว่าที่เขาเรียนเสร็จประมาณ 3-5 นาที) ใกล้รุ่งเปรียบเทียบว่าเวลาคุณย่าหรือมัมมี่ (คุณแม่) มาส่งยังนั่งรอที่บ้านเปียโนเลย

ผมตอบใกล้รุ่งว่า รอนิดรอหน่อยไม่เห็นเป็นไร เพราะบางทีเจ่เจ้ (ปรายฝน) ก็เรียนเสร็จช้ากว่าสิบเอ็ดโมงเหมือนกัน ยังไงใกล้รุ่งก็ต้องรออยู่ดี และแด๊ดดี้เองก็ไม่ชอบนั่งรอในห้องแอร์ แด๊ดดี้อยากไปนั่งที่ร้านประจำของแด๊ดดี้ที่มีโซนพัดลม กินช็อกโกแล็ตแก้วโปรดแล้วอ่านหนังสือที่ชอบ พอถึงเวลาก็มารับใกล้รุ่ง เป็น win-win กันทุกฝ่าย

ใกล้รุ่งเคยประท้วงอย่างนี้อยู่ 3-4 ครั้ง ก่อนจะหยุดไปหลังจากที่ผมยืนกรานคำเดิม

วันนี้ตอนที่ส่งเด็กๆ เสร็จ ผมก็คิดขึ้นมาได้ว่า ถ้าวันหนึ่งเขาถามขึ้นมาอีก ใกล้รุ่งน่าจะโตพอที่ผมจะตอบว่า “เพราะพ่อแม่ก็ต้องการเวลาของตัวเองเหมือนกัน”


เมื่อกลางสัปดาห์ ผมนัดเจอกับลูกน้องเก่าสองคน คนแรกวัยยี่สิบปลายๆ เพิ่งแต่งงานออกเรือน คนที่สองวัยสามสิบกลางๆ ยังไม่ได้สร้างครอบครัวแต่ก็คบหากับแฟนคนหนึ่งมานานนับสิบปี

คนแรกเล่าว่า เวลาสุดสัปดาห์ที่กลับไปที่เยี่ยมพ่อกับแม่ เขาจะรู้สึกเศร้าทุกครั้งตอนขับรถกลับออกมา เพราะรู้ว่าแม่คงจะเหงาและคิดถึงเขาน่าดู เพราะพี่สาวแต่งงานและไปอยู่เมืองนอกนานแล้ว ชีวิตของแม่จึงโคจรรอบตัวน้องคนนี้มาโดยตลอด

ส่วนอีกคนที่ยังไม่แต่งงานก็ถามผมว่า ระหว่างลูกกับตัวเอง ผมรักใครมากกว่ากัน

ผมนิ่งไปสักครู่และตอบว่าไม่แน่ใจ เพราะถ้าพิจารณาดีๆ ผมก็มีความรักตัวเองเอามากๆ ไม่สามารถตอบได้เลยว่ารักใครมากกว่า

น้องคนนี้จึงเล่าว่า เขาถามคำถามนี้กับเพื่อนที่มีลูกแล้วหลายคน เกือบทุกคนตอบเหมือนกันหมดว่ารักลูกมากกว่า มีแค่ผมกับเพื่อนอีกคนหนึ่งเท่านั้นที่ไม่ได้ตอบแบบนี้


ผมกับภรรยาจะอยู่ในกลุ่มไลน์ของผู้ปกครองของห้องที่ลูกตัวเองเรียนอยู่ เอาไว้ส่งข่าวสาร พูดคุยเรื่องซื้อชุดไปร่วมงานแสดง หรือซื้ออาหารมาปาร์ตี้ที่โรงเรียน

สิ่งที่เห็นได้ชัด คือคุณพ่อคุยในห้องเหล่านี้น้อยมาก ส่วนใหญ่จะเป็นคุณแม่คุย และจะมีคุณแม่ประมาณ 2-3 คนที่คุยเยอะสุด สอดคล้องกับกฎ 80/20

คุณแม่ที่คุยเยอะๆ มักจะเป็นเจ้าของธุรกิจ หรือไม่ก็เป็นคุณแม่เต็มเวลา

ผมเดาว่าความรู้สึกผูกพันที่มีต่อลูกนั้น คนเป็นแม่มักจะมีมากกว่าคนเป็นพ่อ เพราะอุ้มท้องและให้นมมากับมือ บางคนตัดสินใจลาออกจากงานประจำ ละทิ้งความก้าวหน้าในวิชาชีพเพื่อจะได้มีเวลาดูแลลูกอย่างเต็มที่ คนเป็นแม่ต้องเสียสละกว่าคนเป็นพ่อมากมายนัก

ในขณะที่ผมชื่นชมคนที่เด็ดเดี่ยวและตัดสินใจอย่างนี้ ผมก็อดรู้สึกเป็นห่วงไม่ได้เหมือนกันว่าหากเราทุ่มเทเพื่อลูกมากเกินไป เราจะเหลือเพียงอัตลักษณ์เดียวคือความเป็นแม่เท่านั้น

ในวันหนึ่งที่ลูกโตขึ้นและออกจากบ้านไป คนที่มีลูกเป็นทั้งเหตุและผลของการดำรงชีวิตอยู่ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมาจะรู้สึกเคว้งคว้างและอ้างว้างขนาดไหน

ลูกเองก็น่าจะรู้ตัวว่าตัวเองเป็นทุกอย่างของพ่อแม่ จนบางคนก็อึดอัดเพราะไม่กล้าออกนอกกรอบหรือทำตามสิ่งที่ใจต้องการ เพราะไม่อยากให้คนที่รักเรามากต้องผิดหวังหรือเสียใจ


ผมคิดว่าความสัมพันธ์ของครอบครัวอาจจะมั่นคงกว่า ถ้าพ่อแม่ไม่ได้ผูกทุกอย่างไว้กับลูก

เราทำเต็มที่เพื่อให้ลูกมีความสุขในวันนี้และมีโอกาสที่จะมีอนาคตที่ดี แต่เราไม่สามารถอยู่กับลูกไปตลอดได้

คนเป็นพ่อแม่มักจะรู้สึกว่าลูกเป็น ‘ส่วนขยาย’ (extension) ของตัวเอง ก็เลยมีความยึดมั่นถือมั่นว่าลูกเป็นตัวเรา ลูกเป็นของเรา

ทำให้ผมนึกถึงข้อความของคาลิล ยิบรานในหนังสือ The Prophet ที่ว่า

Your children are not your children.
They are the sons and daughters of Life’s longing for itself.
They come through you but not from you,
And though they are with you yet they belong not to you.

เขาไม่ได้ ‘มาจากเรา’ เขาเพียงเดินทางมายังโลกนี้ ‘ผ่านเรา’ เท่านั้น

ถึงวันหนึ่งเขาย่อมต้องเติบโตไปมีชีวิตของตัวเอง เรายังรักเขาได้เหมือนเดิมแต่เรารั้งเขาไม่ได้เหมือนเดิมแล้ว

ดังนั้น ในวันที่ลูกยังเล็ก คนเป็นพ่อแม่ก็ควรเรียนรู้ที่จะทิ้งความเป็นพ่อแม่ในบางโมงยามด้วยเช่นกัน

Ed Sheeran เจ้าของเพลงดังอย่าง ‘Perfect’ และ ‘Thinking Out Loud’ เคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า

“Me and my wife have a date night. It’s a strict date night every single week. And no matter who’s in town or who wants to see us, it’s always this one night in the week and we go out and our rule is we can’t talk about our baby. We have to talk about each other and catch up.

As a parent, you spend so much time discussing being a parent that you kind of forget who you were before. So we have one night a week where we are who we were before.”

การเลี้ยงลูกเป็นภารกิจที่ยิ่งใหญ่และหนักหนา หนักจนบางทีเราก็ลืมไปว่าเราไม่จำเป็นต้องทำทุกอย่างเพื่อลูกเท่านั้น เราควรแบ่งเวลาและพลังงานเพื่อทำบางอย่างเพื่อตัวเองด้วย

ลองนึกภาพคุณลูกร้องเพลง ‘ที่ว่าง’ ของวงพอสให้คุณแม่ฟัง

หากเคียงชิดใกล้ แต่เธอต้องทิ้งทุกอย่างเพื่อฉัน
ประโยชน์ที่ใด หากรักทำร้ายตัวเอง
หากเดินแนบกาย มีพลั้งต้องล้มลงเจ็บด้วยกัน
ห่างเพียงนิดเดียว ให้รักเป็นสายลมผ่านระหว่างเรา
แบ่งที่ว่างตรงกลางไว้คอย เพื่อให้เธอได้ตามหาฝันของเธอ

นอกจากความฝันที่จะเป็นพ่อแม่ที่ดีแล้ว มนุษย์หนึ่งคนยังมีฝันอื่นได้อีก เพียงแต่บางความฝันอาจถูกฝังกลบเอาไว้นานเกินไปนิด

พ่อคนแม่คนควรมีชีวิตเป็นของตัวเองครับ

เมื่อระลึกได้ว่าเรากำลังจะไปไหน อุปสรรคจะกลายเป็นเส้นทาง

ช่วงนี้บริษัทผมกำลังจัดแคมเปญ Step Challenge คือแข่งกันเดิน/วิ่งนับก้าว โดยใช้ชื่อโครงการว่า Walkathon Walk-ka-ter (วอล์คคาธอน วอล์คกะเธอ)

โครงการเริ่มตั้งแต่ 15 มีนาคมและจะไปจบที่ 15 พฤษภาคม

ผู้จัดตั้งเป้าไว้ว่าจะเดินรวมกันให้ได้ทั้งหมด 60 ล้านก้าว ซึ่งเป็นตัวเลขที่เยอะจนจินตนาการไม่ออกว่าไกลแค่ไหน

สมมติว่าก้าวนึง 70 เซนติเมตร 60 ล้านก้าวก็ 42,000 กิโลเมตร พอๆ กับเส้นรอบวงของโลกที่มีระยะทาง 40,075 กิโลเมตร

ณ วันที่ผมเขียนบล็อกอยู่นี้ มีคนที่บริษัทเข้าร่วมโครงการ 201 คน เดินรวมกันไปแล้ว 30,201,323 ก้าว โดยอันดับ 1 เดินเกือบ 900,000 ก้าวแล้ว เฉลี่ยวันละสองหมื่นกว่าก้าว

ผมเองอยู่อันดับที่ 52 เดินไปแล้วเกือบ 200,000 ก้าว เฉลี่ยวันละห้าพันก้าว อาจจะดูน้อย แต่ก็ถือว่าไม่ขี้เหร่ถ้านับว่าช่วงหยุดสงกรานต์แทบไม่ได้ออกไปไหน

ตั้งแต่เข้าโครงการมา สิ่งที่ผมสังเกตเห็นในตัวเอง ก็คือผมไม่รู้สึกหงุดหงิดเวลาไปทำงานที่ออฟฟิศแล้วต้องจอดรถไกลๆ เพราะรู้สึกว่าดีเหมือนกัน จะได้มีโอกาสเก็บก้าวได้มากขึ้น

ผมคิดว่าหลายอย่างในชีวิตก็ใช้วิธีคิดแบบนี้ได้เช่นกัน

เวลาเราเจอเรื่องที่ลำบาก เรื่องที่ทำให้ไม่พอใจ ลองหาให้เจอว่าสิ่งนั้นมันช่วยบรรลุเป้าหมายระยะยาวของเราได้อย่างไร

ผมว่าสิ่งที่จะทำให้เรามีความสุขได้นั้นไม่ต่างกันเท่าไหร่ เหมือนคำพูดของตอลสตอยที่ว่า

“All happy families are alike; each unhappy family is unhappy in its own way.”
— Leo Tolstoy, Anna Karenina

คนเราเวลาสุขเรามักจะสุขด้วยเรื่องเดียวกัน แต่เวลาทุกข์เรามักจะทุกข์ด้วยเหตุผลที่แตกต่างกันไป

สิ่งที่นำมาซึ่งความสุขที่เราน่าจะมีเหมือนๆ กัน ก็เช่นการมีสุขภาพที่แข็งแรง การมีความสัมพันธ์ที่ดี การมีใจที่สงบไม่ดิ้นรน

สุขภาพที่แข็งแรง

  • วันหยุดสุดสัปดาห์ต้องเก็บบ้าน ทั้งเหนื่อย ทั้งเมื่อย ทั้งร้อน แต่การที่ร่างกายได้ขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวย่อมดีกว่าการนอนแหมะไถมือถือทั้งวัน
  • เพื่อนนัดกินบุฟเฟ่ต์ แต่เราไปถึงช้า เวลากินไม่เยอะ เลยกินไม่ค่อยอิ่ม รู้สึกไม่คุ้ม แต่คิดอีกทีก็ดีเหมือนกัน เพราะถึงวัยนี้แล้วเราไม่ควรกินอิ่มเกินไป
  • หมอตรวจเจอความผิดปกติในเลือด ถือว่าเป็นเรื่องดี จะได้เริ่มจริงจังกับการกลับมาดูแลตัวเอง ดีกว่าไปรู้ทีหลังตอนที่ทุกอย่างสายเกินไป

ความสัมพันธ์ที่ดี

  • ทะเลาะกับแฟน ซึ่งนับเป็นเรื่องดีที่ต่างฝ่ายได้ระบายความในใจ เมื่อเห็นว่าเราและเขายังมีข้อบกพร่องตรงไหน จะได้เรียนรู้ที่จะปรับตัวเข้าหากันและเป็นคู่รักที่ดีกว่าเดิม
  • ลูกจะสิบขวบแล้ว แต่ยังอยากให้เราอุ้ม ถือว่าเราโชคดี เพราะมีไม่กี่คนในโลกนี้ที่ยอมให้เราอุ้ม เราควรจะอุ้มตอนที่เรายังอุ้มไหวและเขายังอยากให้เราอุ้มอยู่ ซึ่งเหลืออีกไม่กี่ปีแล้ว
  • เพื่อนยืมเงินแล้วไม่คืน จะทวงก็เกรงใจ แต่ถ้ามันไม่ได้ทำให้เราเดือดร้อน ก็ถือเป็นการคัดกรองคนไปในตัว และสอนให้เรารู้ว่าครั้งต่อไปถ้าใครมายืมเงินเราจะรับมืออย่างไรไม่ให้ซ้ำรอย

ใจที่สงบไม่ดิ้นรน

  • มีคนมาพูดจาไม่ดีหรือพูดจาลับหลัง เราผิดหวังและรู้สึกไม่ดี แต่นี่คือโอกาสที่จะฝึกความเมตตา ฝึกที่จะไม่เอาชนะในเกมที่ลงเล่นแล้วไม่คุ้ม
  • รถติดและเรากำลังจะไปสาย ก็ไม่เป็นไร จะได้ดูใจที่มันหงุดหงิดดิ้นไปดิ้นมา
  • คนที่เรารักจากไป นี่เป็นมรณานุสติที่ดี เตือนให้เราใช้ชีวิตที่เหลือด้วยความไม่ประมาท

ที่ยกตัวอย่างไปนี้ไม่ใช่การหลอกตัวเอง ไม่ใช่การบอกว่าห้ามเศร้าหรือห้ามโกรธ เพียงแต่ในเมื่อมันเกิดขึ้นแล้วก็อย่าปล่อยให้มันเสียเปล่า

เมื่อมองใกล้เราอาจโกรธ ท้อแท้ หรือไม่พอใจ แต่เมื่อมองให้ไกลเราจะรู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นล้วนมีคุณค่ากับเราได้ทั้งนั้น

ชีวิตนี้ยังต้องเดินทางอีกหลายสิบล้านก้าว แต่ถ้าเราระลึกได้ว่าเรากำลังจะไปไหน อุปสรรคจะกลายเป็นเส้นทางครับ


ป.ล. เห็นชื่อบทความนี้บางคนอาจจะนึกถึงหนังสือ The Obstacle Is the Way ของ Ryan Holiday ซึ่งเนื้อหาอาจจะมีความเชื่อมโยงกับบทความนี้บ้างในบางส่วนครับ

ผ่านแผ่นดินไหวด้วยใจที่ไม่เหมือนเดิม

เวลาที่ตีพิมพ์บทความนี้ คือ 13:20 วันศุกร์ที่ 4 เมษายน 2568

7 วันหลังเหตุการณ์แผ่นดินไหวในประเทศไทยเมื่อเวลา 13:20 วันศุกร์ที่ 28 มีนาคม 2568

เหมือนกับหลายๆ คนที่อยากบันทึกความรู้สึกบางอย่างเอาไว้ จะได้ไม่ลืมสิ่งที่ได้จากเหตุการณ์นี้ครับ

ปกติวันศุกร์จะเป็นวันที่ทีม People ทุกคนเข้าออฟฟิศที่อยู่ชั้น 24 ในโครงการของ One Bangkok Tower 4 (ที่บริษัทผมจะเรียกทีม HR ว่าทีม People)

วันนั้นตอนบ่ายโมงครึ่งผมกับทีมจะมีประชุมเรื่องสำคัญกับทีม Finance ก่อนเข้าประชุมผมจึงไปเข้าห้องน้ำก่อน แล้วก็เกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวขึ้นในจังหวะที่อยู่ในห้องน้ำ

แน่นอนว่าความรู้สึกแรกคือนึกว่าบ้านหมุน แต่พอผ่านไปได้ 5 วินาทีก็รู้สึกว่าไม่ใช่แล้ว นี่น่าจะเป็นแผ่นดินไหว แล้วก็คิดขึ้นได้ว่า การที่ตึกมันโอนไปเอนมาแบบนี้ถือเป็นเรื่องดี เพราะมันจะช่วยลดความเสียหายที่จะเกิดขึ้นได้

ผมเดินออกมาจากห้องน้ำและตรงไปที่ห้องทีม People เห็นหลายคนกำลังตื่นตระหนกตกใจ บางคนปลอบเพื่อนที่กำลังน้ำตาไหล ตึกยังคงโคลงเคลงอยู่

ผมเดินเลี้ยวขวาเดินไปตรงประตูหนีไฟ จำภาพได้ว่า ‘ไปร์ท’ น้องที่ดูแลออฟฟิศเปิดประตูหนีไฟออกไป ก็เห็นคนกำลังทยอยเดินลงมาจากชั้นบนเช่นกัน ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ ‘ยอด’ CEO บริษัทผมด้วย ซึ่งทำให้รู้สึกอุ่นใจขึ้นอย่างประหลาด

ผมเดินลงมาได้ 2 ชั้น แม่ก็โทรมา บอกว่าแผ่นดินไหว ให้ตั้งจิตถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่บ้านเราเคารพนับถือ ผมวางหูจากแม่แล้วก็โทรหา ‘ผึ้ง’ ผู้เป็นภรรยา

ผึ้งกำลังขับรถไปงานหนังสือที่ศูนย์สิริกิติ์ เพราะบริษัทของเขาออกบูธอยู่ที่นั่น พอผมบอกเขาว่าแผ่นดินไหว ผึ้งก็เล่าให้ฟังว่าเมื่อกี้ตกใจมาก ว่าทำไมจู่ๆ ก็รู้สึกถนนมันโคลงเคลง นึกว่าตัวเองป่วย แต่พอเห็นคนวิ่งออกมาจากตึกจึงพอเดาได้ว่าเกิดอะไรขึ้น ผมวางหูแล้วเดินลงบันไดหนีไฟต่อ

ระหว่างเดินลงมา จำได้ว่ามีเสียงในหัวเกิดขึ้นสองประโยค

หนึ่งคือ “ภาวนาน้อยไปหน่อยนะ”

สองคือ “กอดลูกน้อยไปหน่อยนะ”

ผมว่านี่น่าจะเป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบปีที่รู้สึกว่ากำลังสบตากับยมฑูต ในความเชื่อทางศาสนาพุทธ คุณภาพของจิตในขณะสุดท้ายจะเป็นตัวกำหนดว่าเราจะไปเกิดในภพภูมิไหน ถ้าทุกอย่างมันจะจบลงในไม่กี่วินาทีต่อจากนี้ ผมไม่แน่ใจว่าผมฝึกฝนมามากพอที่จะได้ไปภพภูมิที่ดีหรือเปล่า

ผมมีลูกสองคนหญิง-ชาย ปรายฝน 9 ขวบ ใกล้รุ่ง 7 ขวบ คิดว่าเขาอยู่โรงเรียนอาคารแค่ 2 ชั้น น่าจะปลอดภัยดี แต่ช่วงเดือนที่ผ่านมาผมทำงานจนค่ำมืดหลายวัน ไม่ค่อยได้ใช้เวลาหัวค่ำร่วมกันมากเท่าที่ควร ก็เลยรู้สึกเสียดายที่ได้กอดลูกน้อยไปหน่อย

จากนั้นผมก็กลับมารู้สึกที่เท้าของตัวเอง พยายามเดินอย่างรู้สึกตัว ประหลาดใจตัวเองเล็กน้อยที่สงบกว่าที่คิด อาจเพราะไม่ได้มีการสั่นไหวเพิ่มเติมให้ตื่นกลัว อาจเพราะรู้สึกว่ามีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง อาจเพราะมีเรื่องให้เสียดายไม่มากนัก

เดินลงมาถึงชั้นล่าง มีเจ้าหน้าที่โบกให้เราเดินออกไปนอกตึก หลายคนไปรวมตัวกันที่ลานน้ำพุ บางส่วนเลือกที่จะเดินข้ามไปสวนลุมเลย

หลังจากโล่งอก คำแรกที่ผมคิดขึ้นได้คือ quote ที่ Morgan Housel ชอบพูดถึงบ่อยๆ

“Risk is what’s left over when you think you’ve thought of everything.”

-Carl Richards

ความเสี่ยงคือสิ่งที่ยังเหลืออยู่หลังจากที่เราคิดว่าเราคิดทุกอย่างมาอย่างรอบคอบแล้ว

สิ่งใดที่ถูกคาดการณ์ได้ มักจะถูกป้องกันหรือลดความเสี่ยง

ส่วนสิ่งที่จะสร้างความเสียหายได้มากมาย ก็คือสิ่งที่คาดการณ์ไม่ได้และไม่มีใครพร้อมรับมือ หรือ Black Swan นั่นเอง

ผมเดินไปคุยกับยอด CEO ว่าควรสื่อสารกับพนักงานอย่างไรดี แล้วยอดก็เลยพิมพ์เข้าไปในห้อง Slack ที่มีพนักงานพันกว่าคนว่าอย่ากลับขึ้นไปบนตึก ให้ทุกคนกลับบ้านได้เลย

ผมเจอกับ ‘บอย’ ที่เป็น CTO บอยเล่าว่าตอนเกิดเหตุกำลังนั่งทำงานอยู่ที่โต๊ะ พอตึกเริ่มไหวก็เลยเข้าไปหลบอยู่ใต้โต๊ะ แต่พอมันไหวไม่หยุดและได้ยินเสียง “แคร้ก” ของปูน ก็รู้สึกว่าไม่ได้แล้ว เลยวิ่งตรงไปที่ประตูหนีไฟ

ซึ่งตรงกับหลายคนที่ผมได้คุยด้วย ว่าจังหวะที่ทำให้ตัดสินใจเดินไปตรงประตูหนีไฟก็คือการได้ยินเสียงปูนแตกซึ่งทำให้เราจินตนาการถึงขั้นเลวร้ายสุดได้นี่แหละ

เล่ามาถึงตรงนี้ ผมเห็นหลายคนคอมเมนต์ในโซเชียลว่า ช่วงที่เกิดแผ่นดินไหว การเดินลงบันไดหนีไฟอันตรายมาก จริงๆ แล้วควรหาที่กำบังและรอให้แผ่นดินไหวสงบลงก่อน แล้วจึงค่อยเคลื่อนย้าย

ถูกต้องตามทฤษฎี แต่ถ้าลองได้ไปอยู่ในตึกสูงระฟ้าที่ไม่เคยผ่านแผ่นดินไหว และเจอแผ่นดินไหวด้วยระยะเวลาที่ยาวนานขนาดนั้นเป็นครั้งแรกในชีวิต และรู้สึกได้เลยว่าเรา “อาจจะไป” เมื่อไหร่ก็ได้ ผมไม่แน่ใจว่าเราจะทำในสิ่งที่หัวสมองรู้มากกว่าที่หัวใจรู้สึกได้จริงรึเปล่า

“Everybody has a plan until they get punched in the mouth.”

-Mike Tyson

‘รอง’ น้องชายส่งไลน์ว่ากำลังไปรับเด็กๆ ที่โรงเรียน (ลูกของผมกับน้องชายเรียนโรงเรียนเดียวกัน) หายกังวลไปหนึ่งเปลาะ

ผมโทรหาผึ้งแต่สัญญาณขาดๆ หายๆ พอจะได้ความว่างานหนังสือก็ปิดเหมือนกัน ผึ้งเลยจะขับรถมารับผม แต่รถติดมาก ผมเลยบอกว่าจะเดินย้อนไปเจอกันตรงกลาง

ระหว่างเดินไป ก็ได้ข้อความจากหลายคนว่า

“The government has informed that there will be an aftershock at 2:30 p.m. Please leave the building immediately.

ได้รับแจ้งจากรัฐบาลว่า เวลา 14:30 น. จะเกิดอาฟเตอร์ช็อก กรุณาออกจากตึกโดยด่วน”

เชื่อว่าหลายคนน่าจะได้ข้อความนี้ ซึ่งเมื่อมองย้อนกลับไปก็ดูเป็นตลกร้ายเหมือนกันว่าในยามหน้าสิ่วหน้าขวาน ข้อความที่ดูเหมือนมาจากหน่วยงานภาครัฐ เป็นเพียงสิ่งที่ส่งต่อกันมาทางไลน์เหมือนจดหมายลูกโซ่

ผมเดินหนึ่งกิโลกว่าๆ จนถึงหน้าสถานี MRT คลองเตย ผึ้งก็ขับรถมาถึงแถวนั้นพอดี ผมกระโดดขึ้นรถ ขึ้นทางด่วนแล้วตรงกลับบ้าน ตอนนั้นไม่รู้เลยว่าผมเป็นหนึ่งในคนที่ได้กลับบ้านเร็วมากเมื่อเทียบกับคนในเมืองส่วนใหญ่ในวันนั้น

ถึงหมู่บ้านตอนสี่โมง แวะบ้านน้องชายที่ปรายฝนกับใกล้รุ่งไปเล่นรอ แต่เด็กๆ ไม่ยอมกลับมาด้วย อยากเล่นกันต่อ แต่เราก็อุ่นใจแล้วว่าเขาไม่ได้ตื่นตระหนกตกใจกลัวแล้ว

กลับถึงบ้าน ก็มานั่งดูสถานการณ์ต่อและโทรคุยกับน้องในทีมที่ดูแลออฟฟิศ ตึก One Bangkok ประกาศให้พนักงานเดินขึ้นบันไดหนีไฟเข้าไปเอาของได้ตอน 4.15pm น้องในทีมก็น่ารักมาก เดินถือของของผมลงมาให้ด้วย เพื่อจะส่ง messenger ตามมาให้ที่บ้าน

นั่งคุยกับผึ้ง ผึ้งบอกว่าพอเกิดเหตุการณ์แบบนี้ ก็เพิ่งรู้ตัวเหมือนกันว่าตัวเองไม่ได้ต้องการอะไรเลย แค่อยากกลับบ้านไปเจอหน้าลูกๆ ก็พอ

ตอนเย็นพาผึ้งกับใกล้รุ่งออกไปกินข้าวเย็นที่ร้านใกล้บ้าน ประมาณหนึ่งทุ่มแม่โทรมาถามว่ายังอยู่ที่ตึกรึเปล่า (คงเห็นข่าวว่าหลายคนกลับบ้านไม่ได้เพราะการจราจรเป็นอัมพาต)

ผมบอกว่ากลับถึงบ้านเรียบร้อยแล้ว และรู้สึกผิดกับแม่เล็กน้อยที่ไม่ได้ส่งข่าวก่อนหน้านี้

ตอนเกิดเหตุเราเป็นห่วงลูก แต่เรากลับลืมไปเลยว่าแม่เราก็มีลูกเหมือนกัน

ระหว่างที่นั่งกินข้าว ก็คุยกับผึ้งว่าไม่รู้ว่างานหนังสือจะยกเลิกรึเปล่า คอนเสิร์ตโต๋ Piano & I จะได้จัดมั้ย แล้วคอนเสิร์ตทิ้งทวนของ Cocktail ที่ราชมังฯ จะเป็นยังไงต่อ

ผึ้งบอกว่างานหนังสือรอบนี้ทีมงานตั้งใจจัดบูธกันมาก ถ้าต้องยกเลิกงานก็เข้าใจแต่ก็คงเซ็งน่าดู หรือถึงจะจัดงานอยู่แต่คนก็อาจไม่มาเดินก็ได้ เลยต้องทำใจไว้ล่วงหน้า

กลับถึงบ้าน ผมส่งข้อความหาทั้ง ‘พี่เอ๋ นิ้วกลม’ และ ‘ชิงชิง’ ว่าถ้าพรุ่งนี้งานหนังสือยังจัดอยู่ ผมพร้อมจะไปเซ็นหนังสือตอน 6 โมงเย็นตามที่เคยนัดหมายกันไว้

วันรุ่งขึ้น ซึ่งเป็นวันเสาร์ รู้แล้วว่างานหนังสือจะยังจัดต่อไป ผมสองจิตสองใจว่าจะประกาศลงเพจดีมั้ยว่าจะไปเซ็นหนังสือ แต่ก็คิดว่าไม่เหมาะและคนคงไม่มีอารมณ์เท่าไหร่ เลยไม่ได้ประกาศไป

ช่วงเช้าขับรถไปส่งลูกเรียนเปียโนตามปกติ และนัดเจอกับเพื่อน IMET MAX ในรุ่นเพื่อเอาหนังสือไปให้

ตอนบ่ายไปคอนเสิร์ตโต๋ The Bakery Song Book 2 คนมาเยอะกว่าที่คาด ที่นั่งเต็มประมาณ 95% โต๋ออกมาพูดขอบคุณทุกคนด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

ตรงนี้เป็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจ ว่าเมื่อผ่านวิกฤติมาหมาดๆ อะไรที่ทำได้ อะไรที่ไม่ควรทำ การที่เราออกมาดูคอนเสิร์ตในขณะที่ยังมีคนงานติดอยู่ในตึกสตง.ที่ถล่มลงมาเป็นสิ่งที่ควรทำหรือไม่

ในความเป็นจริงแล้ว โศกนาฏกรรมเกิดขึ้นอยู่ทุกวัน ซึ่งขึ้นอยู่กับเราแล้วว่า “วงกลมของการใส่ใจ” ของเรานั้นใหญ่แค่ไหน ใหญ่เท่าครอบครัว ใหญ่เท่าบริษัท ใหญ่เท่าจังหวัด ใหญ่เท่าประเทศ หรือจะใหญ่ไปกว่านั้น

คำตอบที่ผมได้ ซึ่งผมไม่แน่ใจว่ามันถูกต้องหรือไม่ ก็คือเราควรดำเนินชีวิตของเราต่อไป เพียงแต่เราต้องระวังการโพสต์ขึ้นโซเชียลเพื่อไม่ให้มันไปรบกวนใจของคนที่อาจถูกผลกระทบมากกว่าเรา

ช่วงที่ผมชอบที่สุดในคอนเสิร์ตโต๋ คือตอนที่ ‘บอย ตรัย’ เปิดตัวด้วยเพลง ‘ชั่วโมงต้องมนต์ (Magic Moment)’ ในชุด Harry Potter พร้อมคฑาในมือ

ผมร้องเพลงตามและรู้สึกถึงน้ำตาที่รื้นขึ้นมา เพราะนึกขึ้นได้ว่าเมื่อ 24 ชั่วโมงที่แล้วผมอยู่ในสถานการณ์ที่ต่างออกไปมาก โมเมนต์ที่ตึกสั่นและขาสั่นอยู่บนชั้น 24 และรู้สึกว่าทุกอย่างอาจจบลงภายในไม่กี่นาทีต่อจากนี้ แต่เวลานี้ผมกลับได้มานั่งฟังเสียงร้องสดๆ และดนตรีดีๆ จากนักร้องที่เราชื่นชอบมานาน จังหวะนั้นผมบอกตัวเองในใจดังๆ ว่า “ดีจังเลยที่ยังมีชีวิตอยู่”

จบคอนเสิร์ตโต๋ ผมไปงานหนังสือต่อ คนมาเดินเยอะกว่าที่คาดเอาไว้มาก คิดว่าทั้งผึ้ง พี่เอ๋ และชิงชิง น่าจะใจชื้นขึ้น

ผมไปนั่งที่บูธ KOOB ช่วงแรกก็ไม่มีใครเอาหนังสือมาให้เซ็น น้องที่ดูแลบูธก็ไม่รู้จักผม ถามผมว่าผมไม่ค่อยได้ออกสื่อใช่มั้ย แต่ก็ขอบรีฟหนังสือของผมไปช่วยอธิบายให้คนที่แวะเวียนกันมา สรุปวันนั้นก็ได้เซ็นหนังสือไปร่วม 10 เล่ม และได้นั่งคุยกับแต่ละคนค่อนข้างยาวทีเดียว ก่อนจะได้เดินงานหนังสือนิดหน่อยจนงานปิด

กลับถึงบ้านเกือบสี่ทุ่ม เช็ค Slack ก็เห็นว่า ‘ไปร์ท’ ที่ดูแลออฟฟิศส่งข้อความมาว่าทางอาคาร One Bangkok ได้ตรวจโครงสร้างทั้งหมดเสร็จเรียบร้อยแล้ว พบว่าโครงสร้างยังแข็งแรง ปลอดภัยดี แต่ลิฟต์จะยังไม่เปิดครบทุกตัว

เช้าวันอาทิตย์ผมตื่นขึ้นมานั่งสรุปสิ่งที่คิดว่าเราจะตัดสินใจเรื่องกลับเข้าออฟฟิศวันไหน การ onboard พนักงานใหม่ในวันอังคารที่ 1 เมษายนเราจะทำอย่างไร และคนที่ทิ้งคอมไว้ที่ออฟฟิศตั้งแต่วันศุกร์เราจะช่วยเขาอย่างไรได้บ้าง

ก็ได้ข้อสรุปกับ CEO ว่า วันจันทร์และอังคารเราจะให้ทำงานที่บ้าน การ onboard พนักงานใหม่จะย้ายไปเป็นออนไลน์ทั้งหมด ซึ่งเราจะส่งคอมด้วย messenger ไปให้ที่บ้านหรือที่โรงแรมหากพนักงานมาจากต่างจังหวัด ส่วนพนักงานที่ทิ้งคอมไว้ที่ออฟฟิศ ทีม IT Support จะไปเก็บคอมและส่ง messenger ไปให้เช่นกัน

ตอนสายๆ เราออกจากบ้านไปพร้อมกัน ผึ้งกับปรายฝนไปงานสัปดาห์หนังสือ ส่วนผมกับใกล้รุ่งไปเอารถที่ผมจอดทิ้งไว้ที่ออฟฟิศและไปเรียนเลขที่ห้างพาราไดซ์ กลับถึงบ้านก็นั่งเขียนประกาศเพื่อส่งให้พนักงานทุกคนตอน 5 โมงเย็น

วันจันทร์ผมไม่ได้เข้าออฟฟิศ แต่ทีมที่ดูแลออฟฟิศเข้าไปเดินสำรวจตึกกับทางเจ้าของอาคาร ส่วน IT Support ก็เข้าไปเพื่อส่งคอมให้พนักงาน ระหว่างวันมีข่าวลือว่ามีคนรู้สึกว่าตึกสั่นไหว ก็เลยต้องอพยพลงมาข้างล่างกันอีกรอบ ดูในข่าวก็มีหน่วยงานราชการหลายที่ที่ทำแบบนั้นเช่นกัน ดูข่าวจากกรมอุตุแล้ว aftershocks ที่เกิดไม่น่าจะมีผลกระทบถึงไทยได้ น่าจะเป็นการที่คนยังตื่นตระหนกกับแผ่นดินไหวอยู่

เห็นข่าวนี้แล้วทำให้ผมนึกถึงช่วงแรกๆ ที่โควิดมาถึงประเทศไทย และหนังสือพิมพ์ก็ลงข่าวว่าคนที่ติดเชื้อไปไหนมาบ้าง เพื่อที่ประชาชนจะได้หลีกเลี่ยงการไปพื้นที่เหล่านั้น

เราจะ over-react กับสิ่งที่เรายังไม่ค่อยเข้าใจเสมอ

วันอังคารไม่มีเหตุอะไรที่น่าเป็นห่วงเกิดขึ้นอีก ผมปรึกษากับยอดแล้วจึงตัดสินใจว่าให้ออฟฟิศกลับมาเปิดได้ตั้งแต่วันพุธ แต่ถ้าใครยังไม่สะดวกเข้าออฟฟิศก็ไม่เป็นไร เพราะหลายคนก็ย้ายออกจากคอนโดกลับไปอยู่บ้านที่อยู่ไกลจากออฟฟิศพอสมควร

วันพุธขับรถไปทำงานแต่เช้า ถนนโล่งกว่าปกติ คิดว่าคนคงยังไม่กลับเข้าออฟฟิศกัน ค่าฝุ่นแถวบ้านดูน่าเป็นห่วง แต่ที่สวนลุมต่ำกว่า 100 ก็เลยตัดสินใจไปวิ่งที่สวนลุม กลับเข้าออฟฟิศ เจอน้องในทีม รู้สึกราวกับว่าไม่ได้เจอกันนานมากทั้งที่เพิ่งเดินลงจากตึกมาด้วยกันเมื่อ 5 วันที่แล้วนี่เอง

วันพฤหัสฯ ผมทำงานที่บ้าน แต่ตอนเย็นมีนัดกินข้าวกันที่ One Bangkok เจอยอด CEO บอย CTO และอีกหลายคนเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่แผ่นดินไหว ผมถามยอดว่าตอนที่เกิดเหตุเกิดความคิดอะไรบ้าง

ยอดตอบว่า สิ่งที่คิดได้ตอนนั้นก็คือ สิ่งที่เราทำมาทั้งหมดอาจไม่มีความหมายเลยก็ได้ งานทั้งหมดที่ทำมา เงินทั้งหมดที่เก็บมา ทุกอย่างอาจจบลงได้ในพริบตา ในวันเกิดเหตุยอดกลับถึงบ้านแล้วก็เลยตั้งใจเปิดไวน์ราคาแพงมาดื่ม

ผมก็บอกทุกคนบนโต๊ะอาหารเช่นกัน ว่าพอผ่านเหตุการณ์นั้นและความรู้สึกนั้นมาแล้ว พอต้องมาเจอเรื่องที่เคยทำให้เราขุ่นใจ เช่นลูกๆ ทะเลาะกัน แฟนอารมณ์ไม่ดี งานเครียด หรืออะไรก็ตาม ผมรู้สึกเป็นบวกกับมันเกือบทั้งนั้นเลย เพราะไม่ว่าเราจะไม่ชอบใจสิ่งนั้นแค่ไหน แต่ยังไงมันก็ดีกว่าการที่เราจะ ‘ไม่ได้อยู่ตรงนี้’ เพื่อรับรู้ความรู้สึกเหล่านั้นอีกแล้ว

ผมคิดว่าประสบการณ์แผ่นดินไหวคราวนี้เป็นหนึ่งในเหตุการณ์เปลี่ยนชีวิตของผม มันทำให้ผมเห็นชัดขึ้นว่าอะไรที่ควรให้คุณค่าและให้เวลา และอะไรที่เราเคยคิดว่าสำคัญ แต่ที่จริงแล้วมันไม่ได้สำคัญขนาดนั้นหรอก

แต่ก็รู้ทันตัวเองอีกว่า พอเวลาผ่านไป 3 เดือน 6 เดือน ผมน่าจะลืมความรู้สึกนี้ ก็เลยหยิบสมุดบันทึกที่ไม่ได้เขียนมาร่วมเดือน แล้วเขียนความตั้งใจ 3 ข้อลงไป พอนำสิ่งที่อยู่ในหัวจรดลงในกระดาษด้วยปากกา ความรู้สึกก็หนักแน่นขึ้นเช่นกัน

ไม่สำคัญว่า 3 ข้อที่ผมเขียนลงไปคืออะไร สำคัญคือเราได้ทบทวนหรือไม่ ว่าเหตุการณ์ครั้งนี้ให้อะไรกับเรา อะไรคือสิ่งที่เราต้องการอย่างแท้จริง และจากนี้เราจะใช้ชีวิตที่เหลือแบบไหน

ขอให้เราผ่านแผ่นดินไหวด้วยจิตใจที่ไม่เหมือนเดิมครับ


วันเสาร์ที่ 5 เมษายนช่วงบ่าย 2 ใครไปงานสัปดาห์หนังสือ แวะมาทักทายกันได้ที่บูธ K33 สำนักพิมพ์ KOOB ครับ