5 ข้อคิดที่ได้จากหนังสือ Personal OKRs

วันนี้ผมเพิ่งอ่านหนังสือ “Personal OKRs: ชีวิตจะสำเร็จตามเป้าหมาย ถ้าวัดผลได้เป็นระบบ” ของอาจารย์นภดล ร่มโพธิ์ จบครับ

แม้ผมเองจะใช้ OKR มาหลายปีแล้ว แต่ยังไม่เคยเอามาใช้กับชีวิตส่วนตัวเหมือนกัน เพราะโดยจริตแล้วไม่ใช่คนสนุกกับการตั้งเป้าหมายและติดตามผลขนาดนั้น

แต่เมื่อได้อ่านหนังสือเล่มนี้แล้วก็ได้ข้อคิดอะไรบางอย่าง เลยขอนำมาเล่าสู่กันฟังครับ

1.ก่อนเขียน OKR ให้เขียน Mission, Vision, Values
เหตุผลที่ทำ OKR ไม่สำเร็จเพราะบางทีมันไม่ได้สอดคล้องกับความต้องการและตัวตนของเราอย่างแท้จริง ดังนั้นก่อนจะเขียน OKR เราควรจะให้เวลากับการนั่งคิดว่าอะไรเป็น mission vision และ values ของเราบ้าง จากนั้นจึงค่อยตั้ง OKR ที่ไม่ขัดกับสิ่งเหล่านี้

2. ควรมี OKR ระดับ 3 ปี / 1 ปี / 3 เดือน
OKR ขององค์กรนั้นมักจะเป็นระดับ 3 เดือน แต่ OKR ส่วนตัวควรจะมีระดับ 3 ปีด้วย เพราะมันจะทำให้เราวาดภาพอนาคตได้ชัดเจนมากขึ้น และช่วยกำหนดทิศทางว่า OKR ระดับ 1 ปีกับ 3 เดือนนั้นควรจะหน้าตาแบบไหน

3. ตั้ง OKR แล้วจะเครียดน้อยลง
หลายคนคิดว่าการตั้งเป้าหมายและติดตามผลนั้นจะทำให้ชีวิตยากหรือเครียดเกินไปรึเปล่า ผมจึงขอยกคำพูดจากอาจารย์นภดลมาเลยแล้วกันครับ
“ผมว่าการมีเป้าหมายในชีวิตไม่ใช่ความเครียดเลยครับ กลับกัน เป้าหมายเหล่านี้จะมีส่วนช่วยอยากให้เราลุกขึ้นมาทำสิ่งต่างๆ อีกมากมาย ความเครียดหลายครั้งเกิดจากการไม่รู้เป้าหมายมากกว่า”

4. การทำ OKR ไม่ได้ตามเป้าไม่ได้แปลว่าล้มเหลว
หนึ่งใน OKR ของอาจารย์นภดลคือการได้มีงานวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารระดับนานาชาติแบบ top tier ซึ่งแน่นอนว่าอาจารย์ก็โดนปฏิเสธไปไปหลายครั้ง แต่นั่นไม่ใช่ความล้มเหลว เพราะ OKR ไม่ได้ถูกตั้งให้เราไปให้ถึง แต่ถูกตั้งขึ้นมาเพื่อให้เราได้ท้าทายตัวเอง ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่ผมพูดเวลาสอนเรื่อง OKR เช่นกันว่าสำหรับผมมันไม่ใช่ Performance Management tool แต่มันเป็น Engagement tool ถ้ามันถูกใช้กับคนที่เหมาะสม

5. การตั้ง OKR นั้นมีความเสี่ยงต่ำ
การลองเขียนหรือนำ OKR ไปใช้นั้นแทบไม่มีความเสี่ยงเลย อย่างมากก็เสียเวลานิดหน่อยตอนเขียน ถ้าทำไม่ได้ก็แค่เลิกทำ และชีวิตเราคงไม่ได้แย่ไปกว่าตอนก่อนทำหรอก ดังนั้นมันคือการลงทุนที่ Low Risk แต่ High Return ซึ่งหาได้ไม่มากนัก

พออ่านหนังสือเล่มนี้จบ ผมก็เลยลองตั้ง Personal OKRs ของตัวเองดูเป็นครั้งแรก แล้วเดี๋ยวผมจะลองเอามาเชื่อมกับการสร้าง routine ซึ่งน่าจะทำให้ผมทำสิ่งที่สอดคล้องกับ OKRs ได้โดยไม่ต้องเคี่ยวเข็ญตัวเองเกินไปนัก

ไว้จะมารายงานผลเมื่อสบโอกาสนะครับ 🙂


ป.ล.ใครสนใจเรื่องตั้ง OKR ในองค์กร ลองอ่านบทความที่ผมเคยเขียนเอาไว้ในบล็อก Life@LMWN: ตั้งเป้าหมายให้พนักงานด้วยเทคนิค OKR ครับ

3 ไอเดียจากหนังสือ เคล็ดลับหลับสนิทเร็ว x3

  1. เวลาสมองเราล้า หัวจะใหญ่ขึ้น เพราะเลือดและน้ำไขสันหลังในสมองไหลเวียนได้ไม่ดี ทำให้เกิดการสะสมของเสีย ขนาดหัวที่ใหญ่ขึ้นนั้นเล็กน้อยจนสังเกตไม่เห็นได้ด้วยตา แต่เราจะรู้สึกได้ว่าหนังศีรษะตึงขึ้น และมีอาการอื่นๆ เช่นปวดหัว เราจึงควรนวดหัวเพื่อกระตุ้นการไหลเวียนของน้ำไขสันหลังเพื่อเป็นการขับของเสียออกไป โดยเราควรนวดหัวในช่วงพักระหว่างชั่วโมงการทำงาน
  2. Power nap คือการงีบช่วงบ่าย 1 ถึงบ่าย 3 ควรกินเวลา 15-30 นาที นานกว่านั้นไม่ดี ดังนั้นจึงควรตั้งนาฬิกาปลุกไว้โดย โดยจริงๆ แล้วเราไม่จำเป็นต้องนอนให้หลับก็ได้ แค่เอนกายแล้วหลับตา 15 นาทีก็ช่วยให้สดชื่นขึ้นได้เช่นกัน เพราะตอนลืมตาสมองเราจะทำงานตลอดเวลา ส่งผลให้สมองล้าขึ้นเรื่อยๆ การหลับตาโดยไม่ต้องหลับจริงๆ จึงช่วยให้สมองหายล้าได้เช่นกัน
  3. ใครที่ไม่ได้ออกกำลังกายเป็นประจำ การทำสควอตแค่วันละ 6 ครั้งก็จะช่วยให้หลับได้ดีขึ้น เพราะสควอตคือการบริหารกล้ามเนื้อทุกส่วนที่จำเป็นสำหรับมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นขา หน้าท้อง หลัง หรือก้น วิธีสควอตที่ถูกต้องคือยืนกางขาให้กว้างเท่าไหล่ หายใจเข้าแล้วค่อยๆ ย่อตัวลง หายใจออกแล้วค่อยๆ ยืนขึ้น ห้ามกลั้นหายใจ ห้ามโก่งหลังหรือแอ่นเอว และเข่าต้องไม่เลยปลายเท้า สิ่งสำคัญคืออย่าหักโหมทำจนเจ็บเข่า ถ้าอยากเพิ่มจำนวนให้เพิ่มความถี่แทน เช่นเช้า 6 ครั้ง เย็น 6 ครั้ง

ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ เคล็ดลับหลับสนิทเร็ว x3 มัตสึโมโตะ มิเอะ เขียน อาภากร รุจิรไพบูลย์ แปล สำนักพิมพ์เนชั่นบุ๊คส์

3 ไอเดียจากหนังสือ Life Hacks

1. Restart! – เมื่อทำงานเสร็จหนึ่งชิ้นแล้ว ให้รีสตาร์ทคอมพิวเตอร์ หรืออย่างน้อยก็ปิด Application ทุกอย่างทิ้งเพื่อให้พร้อมสำหรับการเริ่มงานชิ้นใหม่ ถ้าทำอย่างนี้หลายๆ ครั้งในหนึ่งวัน หัวสมองและคอมพิวเตอร์เราก็จะปลอดโปร่ง ไม่สับสน

2. Task Diet – เปิดแอป To Do List ที่เราใช้ขึ้นมาแล้วท้าทายตัวเองให้ลบ tasks จนเหลือแค่ครึ่งเดียว เพราะการจะทำให้ทุกอย่างใน To Do List ให้เสร็จนั้นเป็นเรื่องที่แทบเป็นไปไม่ได้ การตัดเรื่องที่ไม่จำเป็นออกไปจึงถือเป็นจุดประสงค์หนึ่งของการใช้ To Do List ได้เช่นกัน

3. Rocket Start ใช้กฎ 80:20 คือตั้งเป้าหมายเอาไว้ว่าจะทำงาน 80% ให้เสร็จโดยใช้เวลาแค่ 20% ถ้ามีเอกสาร 100 หน้าที่ต้องทำให้เสร็จภายใน 1 เดือน ก็ตั้งใจทำให้เสร็จ 80 หน้าภายใน 4 วันแรก มันคือการทุ่มเทเวลาจำนวนมากในตอนแรก ทำงานเหมือนกับว่าใกล้ถึงกำหนดส่งแล้ว วิธีคิดแบบหน้ามือเป็นหลังมือจะทำให้ผลลัพธ์เปลี่ยนไป


ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ Life Hacks มูฟออนชีวิตเริ่มคิดแบบเล็กๆ นาสะตะเกะ โฮริ เขียน จุฬาลักษณ์ กรณ์สกุล แปล สำนักพิมพ์ SandClock Books

3 ไอเดียจากหนังสือ Mindset

1. งานวิจัยพบว่า การชื่นชมความสามารถของเด็กจะทำให้ไอคิวของเด็กลดลง แต่การชื่นชมความพยายามของเด็กจะทำให้ไอคิวของเด็กสูงขึ้น คำชมบางอย่างที่ผู้ใหญ่ไม่ได้คิดอะไรก็อาจเป็นผลเสียต่อเด็กได้ เช่นคำชมอย่าง “ลูกเรียนเรื่องนี้ได้เร็วเพราะลูกเป็นเด็กฉลาด” ตัวเด็กก็อาจจะตีความว่าการเรียนรู้ช้าเป็นเรื่องที่ไม่ดี

2. นักกีฬาที่มี growth mindset ไม่ได้สนใจแต่เรื่องชัยชนะ พวกเขาจะโฟกัสไปที่การฝึกซ้อมและสนุกไปกับความท้าทายพอๆ กับผลการแข่งขัน ในทางกลับกัน นักกีฬาที่มี fixed mindset นั้นจะทำทุกวิถีทางให้ได้ชัยชนะเพื่อแสดงให้เห็นว่าเขาเหนือกว่าคู่แข่ง และหากต้องพบความพ่ายแพ้พวกเขาก็จะผิดหวังสุดๆ

3. โลกธุรกิจมักจะให้ความสำคัญกับคนเก่งและคนฉลาด แต่นั่นก็สร้างปัญหาได้เช่นกัน Enron เป็นบริษัที่จ้างแต่คนเรียนเก่งและจบสูงๆ มา แต่มันก็สร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ห้ามทำพลาดเพราะจะทำให้ชื่อเสียงของตัวเองและของบริษัทเสียหาย Enron จึงเกลียดการยอมรับผิดและให้ความสำคัญกับการรักษาภาพลักษณ์มาก พอเกิดการสอบสวนขึ้นมา ผู้บริหารจึงเอาแต่ปกป้องตัวเองแม้ว่าจะต้องให้ข้อมูลที่เป็นเท็จก็ตาม


ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ Mindset: The New Psychology of Succes by Carol S. Dweck, สรุปหนังสือโดย getAbstract

3 ไอเดียจากหนังสือ Healthy Always

1.กฎเหล็กเพื่อสุขภาพที่ดี 6 ข้อ ได้แก่ ห้ามสูบบุหรี่ ดื่มไวน์เพียงวันละ 1-2 แก้ว ออกกำลังกายวันละ 30 นาที กินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ควบคุมน้ำหนักไม่ให้รอบเอวใหญ่กว่าครึ่งนึงของส่วนสูง และนอนคืนละ 7-8 ชั่วโมง ซึ่งเหล่านี้เป็นการปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ ข้อที่สำคัญที่สุดก็คือ เลิกสูบบุหรี่และงดมื้อเย็นหรือกินอาหารเย็นให้น้อยที่สุด แล้วใช้เวลานั้นไปออกกำลังกายแทน

2. ร่างกายมนุษย์ไม่ได้ถูกสร้างเพื่อกินอาหารทั้งวันทั้งคืน แต่ควรกินเฉพาะเวลาที่มีแสงแดดเป็นหลัก จากการทดลอง หนูที่จำกัดการกินอาหารวันละ 8 ชั่วโมงจะมีน้ำหนักน้อยกว่าหนูที่กินทั้งวันทั้งคืนถึง 28% แม้ว่าหนูทั้งสองกลุ่มจะได้รับปริมาณแคลอรีต่อวันเท่ากัน เมื่อไม่กินพร่ำเพรื่อ ร่างกายจะย่อยและใช้อาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ เราจึงควรจำกัดช่วงเวลาในการกิน และปล่อยให้ตัวเองมีเวลาหิวเล็กน้อยทุกวัน แต่ละมื้ออย่าใช้เวลากินเกิน 40 นาที และถ้ามีเวลาเดินหลังมื้ออาหารสัก 20 นาทีจะดีมากเพราะกล้ามเนื้อจะเรียกใช้น้ำตาลในร่างกาย ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดไม่พุ่งสูง

3. แม้ในอนาคตจะมีวัคซีน COVID-19 ออกมาก็อย่าคิดว่าไวรัสจะถูกกำจัดราบคาบ เราต้องไม่ลืมว่าปัจจุบันมนุษย์ไม่มีวัคซีนป้องกันไข้หวัด และโคโรนานั้นก็เป็นไวรัสไข้หวัดชนิดหนึ่ง แม้จะมีวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ก็ไม่ได้มีประสิทธิผล 100% เรารู้กันดีว่าโอกาสในการเสียชีวิตจากโคโรนาไวรัสก็คืออายุและโรคประจำตัว เราเปลี่ยนอายุเราไม่ได้ แต่เราสามารถดูแลตัวเองเพื่อไม่ให้มีโรคประจำตัวได้


ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ Healthy Always สุขภาพดีตลอดไป โดย ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ สำนักพิมพ์ openbooks