ไม่ผิดแล้วจะถูกเอง

20160531_nowrong

ถ้าใครเป็นแฟนคลับของหลวงพ่อปราโมทย์ และเคยฟัง mp3 ของท่าน น่าจะจำคอนเซ็ปต์หนึ่งที่ท่านมักสอนอยู่เสมอ คือ “รู้ว่าผิดแล้วมันจะถูกเอง”

เช่น ถ้าอยากมีสติมากขึ้น ก็แค่คอยรู้ตัวว่าเผลอ หรือรู้ตัวว่าคิดอยู่ สติก็เกิดแล้ว

หรือในศาสนาพุทธ ถ้าอยากเป็นคนดี เราก็ไม่ต้องทำดีก็ได้ แค่ละเว้นจากการทำชั่วด้วยการถือศีลห้า คุณก็เป็นคนดีได้แล้วเช่นกัน

วันเสาร์ที่ผ่านมา ผมอยากจะใช้เวลาให้มีประโยชน์มากขึ้น เพราะสังเกตตัวเองหลายทีแล้วว่าวันหยุดมักจะหมดเวลาไปกับการอ่านการ์ตูนบนไอแพด หรือนั่งเล่นเฟซบุ๊คในคอมหรือมือถือมากเกินไป

วันนั้นผมจึงไม่มีแผนตายตัว แค่บอกตัวเองว่า อยากทำอะไรก็ทำไป แต่ก่อนเที่ยงวันนี้จะไม่เล่นมือถือ ไอแพด หรือคอมพิวเตอร์

พอปิดโอกาสตัวเองที่จะผลาญเวลากับอุปกรณ์พวกนี้ ผมก็เลยได้เก็บกวาดห้องนอน พับผ้า ถูพื้น และทำอะไรอีกหลายๆ อย่างที่ผัดวันประกันพรุ่งมานานเพราะว่า “ไม่มีเวลา”

วันนั้นจังเป็นวันที่รู้สึก productive มากที่สุดวันหนึ่ง ทั้งๆ ที่ไม่มีแผนการอะไรเลย

คุณผู้อ่านลองเอาเทคนิค “ไม่ผิดแล้วจะถูกเอง” ไปลองใช้ดูบ้างก็ได้นะครับ แค่ระบุว่าอะไรที่เราไม่ควรทำ (เช่นเล่นเฟซบุ๊คหรือเช็คอีเมล์) แล้วก็ลองตั้งใจที่จะไม่ทำสิ่งนั้นซัก 2 ชั่วโมง

แล้วคุณอาจจะแปลกใจกับผลลัพธ์ครับ


อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

ทักษะแสตมป์

20160229_Stamp

Be like a postage stamp. Stick to one thing until you get there.

จงทำตัวให้เหมือนแสตมป์ อยู่กับสิ่งสิ่งนั้นจนกว่าจะถึงจุดหมายปลายทาง

– Josh Billings

ในช่วงสองสามปีที่ผ่านมาผมมีอาการประหลาดที่ไม่เคยเป็นสมัยหนุ่มๆ

อาการนั้นคืออาการ “อ่านอะไรก็ไม่จบ”

ไม่ว่าจะเป็นหนังสือที่ซื้อมา หนังสือออนไลน์ที่โหลดมา หรือบทความที่เซฟเก็บเอาไว้

หนังสือบางเล่มอ่านไปได้แค่ครึ่งเดียวก็หยุดอยู่แค่นั้น

หนังสือออนไลน์หนักกว่า เพราะอ่านได้แค่ไม่กี่หน้าก็ดันไปเจอหนังสืออื่นที่น่าอ่านกว่าอีกแล้ว

และแน่นอน บทความบางบทความที่เซฟไว้ไม่เคยได้ถูกเปิดอ่านเลยด้วยซ้ำ

ในยุคที่ทางเลือกมีมากมาย ของฟรีมีไม่จำกัด เราก็กำลังถูกช่วงชิงอะไรบางอย่างที่สำคัญไม่แพ้กัน

คือความอดทน ความเสมอต้นเสมอปลาย และความจดจ่อกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเรา

ผมเชื่อว่าผมไม่ใช่คนเดียวที่จิตใจชอบ “กระโดดไปกระโดดมา” ในยุคที่ข้อมูลทั้งหลายถาโถมเข้าหาเรายิ่งกว่าน้ำป่าไหลหลาก

เราคว้ามันเอาไว้อย่างตะกละตะกลาม เพราะกลัวว่าจะพลาดสิ่งดีๆ ไป

อ่านหนังสือดีๆ สิบเล่ม เล่มละสิบหน้า อาจได้ประโยชน์ไม่เท่าอ่านหนังสือดีสุดยอดให้จบซักเล่ม

ตอนนี้เลยตั้งใจว่าจะฝึกทักษะการเป็นแสตมป์

Be like a postage stamp. Stick to one thing until you get there.

เพราะผมเชื่อว่า ยิ่งนานวัน คนที่มีทักษะนี้น่าจะหายากขึ้นเรื่อยๆ ครับ

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

กินข้าวครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่?

20151028_LastMeal

วันนี้มีเหตุให้ผมต้องกินข้าวเที่ยงคนเดียว

ผมสั่งเส้นใหญ่ผัดซีอิ๊วหมูแล้วก็มานั่งรอพลางอ่านบทความในมือถือ พอผัดซีอิ๊วมาถึง ผมก็ลงมือใส่เครื่องปรุง แล้วก็ตั้งท่าจะใช้มือซ้ายเล่นมือถือและใช้มือขวาเสียบเส้นใส่ปาก

แต่พอนึกอะไรบางอย่างขึ้นได้ ก็เลยวางมือถือลง แล้วลองใส่ใจกับผัดซีอิ๊วที่วางอยู่ตรงหน้า

เส้นใหญ่เหนียวกำลังดี ส่วนหมูที่มีกลิ่นซีอิ๊วก็นุ่มๆ สากๆ ลิ้น ผมเคี้ยวไปได้หน่อยก็จะกลืนตามความเคยชิน แต่พอสังเกตได้ว่าหมูยังชิ้นใหญ่อยู่ก็เลยใช้เวลาเคี้ยวให้มากขึ้นอีกนิดนึง ผักคะน้าที่คละเคล้ามาด้วยก็แทบไม่มีรสขม ถูกจริตผมจริงๆ

ใช้เวลาประมาณ 10 นาที ผัดซีอิ๊วจานนี้ก็จบบริบูรณ์

—–

คุณผู้อ่านเคยถามตัวเองมั้ยครับว่ากินข้าวครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่?

กินข้าวในที่นี้หมายถึงการรับประทานอาหาร จึงหมายรวมถึงก๋วยเตี๋ยว สลัด ขนมหวาน หรืออาหารอะไรก็ได้

ผมรู้สึกว่า เราห่างเหินกับการ “กินข้าวจริงๆ” มากขึ้นทุกที

ถ้าไม่กินไปคุยไป ก็กินไปเล่นมือถือไป หรือไม่ก็กินไปดูทีวีไป

เรากินข้าวกันอย่างลืมเนื้อลืมตัว จนแทบไม่รู้ด้วยซ้ำว่ารสชาติอาหารเป็นยังไง เว้นแต่ว่ามันจะอร่อยหรือรสชาติแย่มากจริงๆ

ถามว่าการกินอาหารพร้อมกับทำกิจกรรมอื่นไปด้วยมันผิดตรงไหน?

ไม่ผิดหรอกครับ แต่บางทีมันก็น่าเสียดาย

เพราะการรับประทานอาหารน่าจะเป็นกิจกรรมที่สำคัญที่สุดต่อการดำรงอยู่ของชีวิตมนุษย์ เป็นรองก็แค่การหายใจเท่านั้น

แถมที่มาที่ไปของอาหารนั้นก็อัศจรรย์

กว่าจะมาเป็นผัดซีอิ๊วได้ ข้าวต้องถูกหว่าน หมูต้องถูกขุน และคะน้าต้องถูกเพาะ

พลังงานที่ทำให้ข้าวออกรวง หมูลงพุง และคะน้าผลิใบ ก็คือพลังงานที่ส่งตรงมาจากท้องฟ้าและมหาสมุทร

และเมื่อผัดซีอิ๊วเข้าสู่ท้อง พลังงานที่เคยไหลเวียนอยู่ในแดดและในน้ำก็กลายมาเป็นเลือดเนื้อของเรา

เพราะอาหารเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อชีวิต และกระบวนการของมันก็อัศจรรย์ขนาดนี้ ผมเลยรู้สึกว่าบางทีเราก็ควรจะปฏิบัติต่ออาหารด้วยความเคารพ

และการกินอาหารอย่างรู้เนื้อรู้ตัวก็น่าจะเป็นวิธีที่ดีที่จะแสดงออกถึงความเคารพนั้น

ถ้าที่แล้วมา คุณทานอาหารควบกับการทำอย่างอื่นเสมอ

มื้อต่อไป ลองวางมือถือ ปิดทีวี แล้วลองกินข้าวอย่างเดียวดูนะครับ

มันอาจจะไม่ได้ทำให้ชีวิตขึ้นกว่าเดิม

แต่ข้าวจานนั้นอาจอร่อยกว่าเดิมครับ

—–

ขอบคุณภาพจาก Flickr : Fortune Live Media 

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่