ถ้าตั้งเป้าหมายแล้วทำไม่ได้ซักที

20190801

ถ้าตั้งเป้าหมายแล้วทำไม่ได้ซักที

แสดงว่าเป้าหมายนั้นอาจขัดแย้งกับตัวตนของเราอยู่

นี่เป็นกับดักที่ควรระวัง เพราะบางทีเป้าหมายที่เรามีมันอาจไม่ใช่เป้าหมาย “ของเรา” แต่เป็นเป้าหมายของคนอื่นที่เราเห็นว่าเข้าท่าดี ก็เลยคิดจะทำอย่างเขาบ้าง

อยากมีเงินล้านก่อนอายุ 30

อยากมีซิกแพ็ค

อยากไปโตเกียวมาราธอน

ล้วนแต่เป็นเป้าหมายที่น่าชื่นชม แต่ถ้ามันขัดกับตัวตน ก็อาจสำเร็จได้ยาก

สมมติว่าเราตั้งเป้าว่าจะมีเงินล้านก่อนอายุ 30 แต่เรากลับชอบท่องเที่ยว ชอบกินแต่อาหารดีๆ ชอบเก็บเกี่ยวประสบการณ์ ชอบงานที่มีพื้นที่สำหรับเวลาส่วนตัว ก็อาจเป็นไปได้ยากที่เราจะเก็บเงินได้ตามเป้า

เราจึงควรสำรวจว่าเป้าหมายที่เรามีนั้นมันคือสิ่งที่เราอยากได้มาจริงๆ รึเปล่า

ถ้าสำรวจจนแน่ใจแล้วว่าใช่ นี่คือเป้าหมายที่เราอยากบรรลุ ก็อาจต้องกลับไปตั้งคำถามกับค่านิยมบางอย่างในตัวเราว่าเราจะสามารถลดความเข้มข้นลงได้หรือไม่ เช่นเที่ยวให้น้อยลง กินอาหารข้างทาง หรือทำธุรกิจเสริมแม้จะต้องแลกมาด้วยเวลาส่วนตัวที่หดหาย

แต่ถ้าสำรวจแล้วว่าไม่ใช่ ก็อย่ารู้สึกผิดที่จะโละเป้าหมายนั้นทิ้ง

เพราะคงไม่มีอะไรไร้ประโยชน์ไปกว่าการเสียเวลามากมายไปกับการทำสิ่งที่ขัดกับตัวตนจนบรรลุเป้าหมายที่เราไม่ได้ต้องการจริงๆ ครับ

ติดตาม Anontawong’s Musings ทางไลน์: bit.ly/tgimline

Reaction แรก คืองอแง

20190714c

ลองสังเกตตัวเองดูนะครับ เวลาเจอใครพูดอะไรที่ขัดใจเรา ปฏิกิริยาแรกของเรามักเป็นการงอแง

สามี: “ไฟเขียวแล้ว”
ภรรยา: “มาขับเองเลยมั้ย”

พนักงาน: “จัดงานอะไร ไม่เห็นมีประโยชน์เลย”
HR: (คิดในใจ) “งั้นคราวหลังก็ไม่ต้องจัดมันละ”

นักข่าว: “เมื่อไหร่เศรษฐกิจจะดีขึ้น”
นายก: “คุณมาบริหารเองเลยมั้ย”

เหตุผลที่เรามีอาการงอแง เพราะ

หนึ่ง เราปรารถนาดี
สอง เราตั้งใจทำเต็มที่
สาม เรากำลังเหนื่อย

พอมาเจอถ้อยคำที่บั่นทอน ความเป็นผู้ใหญ่ของเราจึงหลบฉาก เด็กน้อยตัวเราโผล่ออกมาหน้าฉาก เมื่อเด็กคุมเวที เราจึงออกอาการอย่างที่เห็น

แต่มันเป็นแค่อารมณ์ชั่ววูบเท่านั้น พอเราหายเหนื่อย พอเราทบทวนด้วยใจเป็นกลางและเห็นว่าที่เขาพูดก็มีส่วนถูก และที่สำคัญ พอเราระลึกได้ว่าความปรารถนาที่จะทำสิ่งที่มีประโยชน์ยังไม่ได้หายไปไหน

เราก็ควรเชิญเด็กลงจากเวที แล้วตอบสนองกับเรื่องนี้แบบที่ผู้ใหญ่ควรทำกันครับ

อย่าลืมลับขวาน

20190711_saw

หนังสือ 7 Habits of Highly Effective People ของ Stephen Covey ถือเป็นหนังสือ How-to ขึ้นหิ้งที่มีคนอ่านไปแล้วหลายสิบล้านคน

Habit ที่ผมรู้สึกว่ามีคนพูดถึงน้อยที่สุดคือ Habit สุดท้าย – Sharpen the saw หรือการหยุดและทบทวนสิ่งที่เราทำว่ามันดีแล้วจริงรึเปล่า

เพราะเราใช้ชีวิตกันอย่างเร่งรีบ แค่จะทำงานให้เสร็จก็เต็มกลืนแล้ว เวลาว่างที่เหลือน้อยนิดเราก็เอาแต่จ้องจอ ผลที่ตามมาก็คือเราใช้ขวานเล่มเดิมตัดฟืนท่อนแล้วท่อนเล่าจนขวานบิ่น แต่เราก็ไม่เคยหยุดลับขวาน

เหมือนชายฉกรรจ์สี่คนลากเกวียนเดินทางไกลอย่างทุลักทุเลเพราะเกวียนนั้นใช้ล้อทรงสี่เหลี่ยมทั้งหมด พอมีคนผ่านมาแล้วทักว่าทำไมไม่เปลี่ยนล้อเป็นทรงกลม ชายฉกรรจ์กลับบอกว่าพวกเขากำลังรีบ ไม่มีเวลาเปลี่ยนล้อหรอก

เรากำลังใช้ล้อสี่เหลี่ยมในการเดินทาง เรากำลังใช้ขวานบิ่นๆ ในการทำงานอยู่รึเปล่า นี่คือสิ่งที่เราควรถามตัวเอง

เพราะปัญหาใหญ่ของคนทำงานไม่ใช่เราขยันไม่พอ แต่เราขยันเกินไป ขยันทำแต่สิ่งที่เราคุ้นเคย ขยันอย่างก้มหน้าก้มตาจนไม่เคยหยุดคิดว่าเราขยันถูกจุดและเราขยันอย่างฉลาดหรือเปล่า

หัดขี้เกียจเสียบ้าง ลดการกระทำ และเพิ่มการคิดให้มากขึ้นอีกนิด

จะได้ไม่ทู่ซี้ใช้ขวานบิ่นๆ ไปทั้งชีวิตครับ

อย่าสู้รบกับความจริง

20190709_fightreality

เพราะนั่นคือต้นเหตุแห่งความทุกข์ทั้งหมด

หรือจะพูดให้ถูกกว่านี้ ต้นเหตุแห่งความทุกข์คือความคาดหวังที่คลาดเคลื่อนจากความจริง

แฟนทิ้งไม่ได้ทำให้เราทุกข์ การที่เราไม่อยากให้แฟนทิ้งต่างหากที่ทำให้เราทุกข์

หุ้นตกไม่ได้ทำให้เราทุกข์ การที่เราอยากให้หุ้นไม่ตกต่างหากที่ทำให้เราทุกข์

เจ้านายด่าไม่ได้ทำให้เราทุกข์ การที่เราอยากให้เจ้านายไม่ด่าต่างหากที่ทำให้เราทุกข์

ดังนั้น ถ้าไม่อยากทุกข์ ก็ต้องหยุดอยาก

เข้าใจครับว่าพูดง่ายแต่ทำยาก

แต่อย่างน้อย ถ้าเราตระหนักได้ว่า ต้นเหตุแห่งความหงุดหงิด ความเครียด ความโศกเศร้าของเราทั้งหมด ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเรื่องที่เกิดขึ้นภายนอกเลย แต่เกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นในใจเราล้วนๆ

เราก็จะเหมือนมีเกราะพิเศษที่พาเราฟันฝ่าชีวิตนี้ไปโดยไม่ตกม้าตายกลางทาง

สู้รบกับความจริง สู้ให้ตายยังไงก็ไม่ชนะ

สู้รบกับความคาดหวังในใจเรา อย่างน้อยยังพอมีลุ้นบ้าง

ทุกสิ่งที่เราทำคือการเตรียมของขวัญให้ตัวเองในอนาคต

20190627_gift

พอตื่นเช้า ไม่ต้องเสียเวลากับรถติด เราก็จะมีเวลา me time พอสมควร

วันนี้ผมได้ออกกำลังกาย 7 นาที ได้อ่านหนังสือ 20 นาที ได้เขียนไดอารี่ประจำวัน (พิมพ์ใส่ notepad) ได้กินน้ำอร่อยๆ และได้มานั่งเขียนบทความนี้

การออกกำลังกาย 7 นาทีนั้นทำได้เลยที่บ้าน ช่วยให้ร่างกายตื่นตัว มีแรงทำอะไรได้ทั้งวัน สลับกับบางวันที่ผมจะวิ่ง 5-10 กิโลเมตร เมื่อร่างกายดี จิตใจก็ดี ทำอะไรก็มักจะได้ดั่งใจ

ปีนี้ผมตั้งใจจะอ่านหนังสือมากขึ้น ด้วยการทำมันเป็นสิ่งแรกเมื่อเดินทางถึงที่ทำงาน เพราะรู้ตัวแล้วว่าถ้าเก็บไว้อ่านระหว่างวันหรือตอนกลางคืนก็มักจะไม่ได้อ่านเพราะงานยุ่งและลูกก็ต้องการเวลาจากเรา

ผมอ่านหนังสือเฉลี่ยปีละ 30-50 เล่มมาอย่างน้อย 15 ปีแล้ว แสดงว่าอ่านหนังสือไปไม่น้อยกว่า 500 เล่ม ซึ่งทำให้ผมมองอะไรๆ ได้ลึกขึ้น กว้างขึ้น เชื่อมโยงอะไรๆ ได้มากขึ้น ถ้าไม่ได้อ่านหนังสือ ก็คงไม่มีบล็อกชื่อ Anontawong’s Musings

ผมเพิ่งกลับมาเขียนไดอารี่ได้ไม่นาน ด้วยระลึกได้ว่ามันเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า เพราะสมองคนเราความจำแย่มาก 3 วันที่แล้วกินอะไรเป็นข้าวเที่ยงยังจำไม่ได้เลย แต่ถ้าเราจดลงสมุดหรือลงคอมพิวเตอร์มันจะอยู่กับเราไปอีก 3 ปีหรือแม้กระทั่ง 30 ปี

ส่วนการเขียนบล็อกวันละตอนที่เริ่มต้นเมื่อ 4.5 ปีที่แล้ว ก็นำพาโอกาสดีๆ เข้ามามากมาย รู้สึกขอบคุณตัวเองสุดๆ ที่วันนั้นได้ตัดสินใจทำสิ่งนี้

แล้วผมก็ปิ๊งขึ้นมาว่า ทุกสิ่งที่เราทำคือการเตรียมของขวัญให้ตัวเองในอนาคต

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความสัมพันธ์กับคนสำคัญ ความใส่ใจในงานที่ตัวเองทำ หรือการค่อยๆ เดินตามความฝันวันละก้าว

ถ้าวันนี้เราทำสิ่งที่ดีมีคุณค่า กล่องของขวัญนี้ก็จะสวยงามขึ้นเรื่อยๆ

ถ้าวันนี้เราทำสิ่งที่ไร้แก่นสาร กล่องของขวัญก็จะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

และถ้าวันนี้เราทำสิ่งที่เป็นโทษ เราก็กำลังเอาเศษขยะมาทิ้งไว้ในกล่อง

สุดท้าย คนที่จะกลับมาเปิดกล่องนี้ก็คือตัวเราในอนาคต

ในวันนั้นที่เปิดกล่อง เขาจะกล่าวขอบคุณหรือกล่าวสบถ ก็ขึ้นอยู่กับเราในวันนี้แล้วครับ