ใบหน้าที่คุณคู่ควร

20170509_face

“At 50, everyone has the face he deserves.”

“ตอนอายุ 50 ทุกคนจะมีใบหน้าที่เขาสมควรได้รับ”

—–

คนที่ไม่ได้เกิดมาหน้าตาดี น่าจะต้องเคยมีความรู้สึกว่าโลกนี้มันไม่แฟร์

เพราะคนที่หน้าตาสวยหล่อมักจะได้อะไรมาง่ายกว่าคนหน้าตาธรรมดาเสมอ

ตอนเป็นเด็กผู้ใหญ่ก็เอ็นดู พอเป็นวัยรุ่นก็มีแต่คนตามจีบ เรียนจบแล้วก็มีโอกาสหางานได้ง่ายกว่า เพราะยังไงคนเราก็ยังมักตัดสินคนจากหน้าตา

แต่ความได้เปรียบนี้จะลดลงไปเรื่อยๆ ในวันที่อายุมากขึ้น

ถ้าคุณหน้าตาดีแต่ใช้ชีวิตอย่างประมาท กินเหล้า สูบบุหรี่ นอนดึก ทานแต่อาหารขยะ ก็มีความเป็นไปได้สูงว่าเมื่อแก่ตัวไป คุณจะดูแย่ยิ่งกว่าเพื่อนหน้าตาธรรมดาที่ดูแลตัวเอง

ใบหน้าในวัยหนุ่มสาว คือใบหน้าที่เราได้มาจากพันธุกรรมของพ่อแม่

แต่ใบหน้าในวัยกลางคน คือใบหน้าที่เราได้มาจากพฤติกรรมของตัวเองครับ


อ่านบทความใหม่ทุกวันที่เพจ Anontawong’s Musings: facebook.com/anontawongblog
อ่านบทความทั้งหมด anontawong.com/archives
ดาวน์โหลดหนังสือ “เกิดใหม่” anontawong.com/subscribe/

ฟังเพศแม่ให้มากขึ้น

20170506_norespect

[ถาม] เพศชายเป็นสิ่งมีชีวิตที่อันตรายขนาดนั้นเลยเหรอ
[ตอบ] แน่นอน ไม่มีอะไรในโลกนี้ที่จะอันตรายไปกว่าผู้ชายที่ไม่มีอะไรจะเสีย ผู้ชายที่มีแต่ความบ้าคลั่ง ไร้มนุษยธรรม ไร้หลักการ ไม่มีสิ่งไหนจะเป็นภัยต่อมนุษย์เท่ากับสิ่งนี้แล้ว แม้แต่เสือ กระทิง แรด ก็สู้ไม่ได้ โดยเฉพาะในวัย 17-30 ปี คือช่วงเวลาที่โหดร้ายที่สุดสำหรับผู้ชาย เป็นช่วงวัยที่เราสามารถทำอะไรก็ได้ เผาป่า ระเบิดภูเขา ฆ่าคนได้นับล้าน

[ถาม] คุณมีช่วงเวลาที่อันตรายแบบนั้นด้วยเหรอ
[ตอบ] ก็ต้องมี แต่โชคดีที่ผมมีแม่ซึ่งเป็นคนที่ส่งอิทธิพลสูงสุดในชีวิต แล้วในวัยเด็กของผมเต็มไปด้วยผู้หญิงที่ทรงพลัง น่าเคารพนับถือ ผมเติบโตมาในโลกที่มีผู้หญิงเยอะกว่า ดังนั้น ผมอาจจะบางเบาลง ไม่ได้โหดเหี้ยมเท่ากับคนที่ถูกเลี้ยงดูมาแบบทิ้งๆ ขว้างๆ ผมฝึกหัดที่จะนำความโหดร้ายและอารมณ์ร้อนๆ ที่อยากจะแสดงออกเข้าไปใส่ไว้ในดนตรี ไปแสดงออกในผลงานเพลง ถือว่าเป็นการทำงาน เป็นแหล่งระบายพลังบางอย่าง ความตื่นเต้นความกระตือรือร้น ความดี ความเลว และทุกอย่างที่ผสมๆ กันอยู่ออกไปสู่ภายนอก ผมก็มีศัตรูให้ต่อต้าน มีเป้าหมาย และเป้าต่างๆ ที่ผมอยากจะไปเล่นงานมัน แต่ผมทำได้โดยไม่ใช้ความรุนแรง อย่างว่าแหละ การถูกเลี้ยงด้วยผู้หญิงเป็นหลัก ผมจึงไม่สามารถใช้ชีวิตกับผู้หญิงแบบทิ้งๆ ขว้างๆ อย่างที่เห็นกันทั่วไปในสังคมทุกวันนี้ได้ ทั้งๆ ที่ชีวิตในสังคมวงการบันเทิงมันเอื้ออำนวยโอกาสที่คุณจะทำอะไรตามอำเภอใจตัวเอง โดยเฉพาะในเมืองไทยเรา เรื่องพวกนั้นยังถือว่ามีอยู่ตลอด แต่ผมรู้สึกว่าเราทำไม่ได้ เพราะเรามีอะไรจะสูญเสีย

[ถาม] ผู้หญิงมีความสำคัญต่อชีวิตของผู้ชายอย่างไร
[ตอบ] คือสิ่งสำคัญที่สุดเลยครับ เพราะว่าถ้าไม่มีผู้หญิง ผมคิดว่ามาตรฐานในชีวิตของตัวเราเองจะลดต่ำลงมาก มาตรฐานที่มีให้กับตัวเอง ความพอใจในตัวเอง ยกตัวอย่างเช่น ถ้ามีผู้ชายด้วยกันมาพิพากษาว่า ‘เฮ้ย เล็ก มึงเป็นคนไม่ดี’ ผมโคตรไม่แคร์เลยว่ะ (หัวเราะ) มึงไม่มีความหมายเลยนะ แต่ลองให้แม่ หรือแฟน หรือ น้องสาว พี่สาว มาบอกว่าผิดหวังในตัวผม อันนี้สิเราจะรู้สึกลึกไปถึงข้างใน อันนี้แค่ความรู้สึกของตัวผมนะ ผมไม่รู้ว่าคนอื่นเป็นเหมือนกันหรือเปล่า ผมจะเอามาตรฐานว่าเราควรทำตัวยังไง พฤติกรรมของเราดีหรือไม่ดี โดยวัดจากสายตาของเพศตรงข้าม ถ้าไม่มีตรงนั้นตัวเราก็ไม่มีมาตรฐาน ทำอะไรก็ได้ตามใจชอบ คิดว่าไม่มีอะไรผิด เพราะตามธรรมชาติของผู้ชายเราๆ นี่มันต้องแข่งกันโหด แข่งกันเจ๋ง แข่งกันเหี้ยม แข่งกันทำเป็นไม่สน แสดงความเลือดเย็น ความนิ่ง ความโหด ต้องเป็นนักเลงสิเว้ย นี่เป็นสิ่งที่ได้รับการเชิดชูในสังคมผู้ชาย ความไม่กลัว ความแข็ง ความดื้อ นี่เป็นสิ่งที่ผู้ชายด้วยกันจะชื่นชม เฮ้ยเพื่อน มึงแม่งแน่ว่ะ แต่ว่าผู้หญิงเขาไม่ได้เคารพเรื่องพวกนี้

[ถาม] แต่มันก็มีนะ มีผู้หญิงที่หลงใหลในผู้ชายอำมหิต
[ตอบ] ก็มี แต่ว่าโดยส่วนใหญ่แล้วผู้ชายเราเป็นเองมากกว่า เราจะไม่ทักท้วงกันเลย ถ้าคุณกำลังทำตัวล้มเหลว คุณกำลังเล่นยา คุณกำลังกินเหล้าจนอ้วก คุณกำลังขี่มอเตอร์ไซค์แล้วไม่ใส่หมวกกันน็อก ไม่มีผู้ชายคนไหนเข้ามาห้ามคุณหรอก สมมติถ้าคุณเมาแล้วขับ ไม่มีเพื่อนผู้ชายคนไหนบอกคุณว่า ‘มึงแน่ใจเหรอ จะดีเหรอ’ แต่ลองเป็นผู้หญิงสิ เขาจะช่วยเข้ามาห้ามปราม เราก็จะรู้สึกตัวขึ้นมา ถึงเขาไม่พูด เราก็จะรู้สึกว่าเขาไม่พอใจ หรือไม่เห็นด้วย

– ฮิวโก้ จุลจักร จักรพงษ์
a day BULLETIN issue 469 | 24 February 2017
เรื่อง: ปริญญา ก้อนรัมย์, ทรรศน หาญเรืองเกียรติ, มิ่งขวัญ รัตนเดช
ภาพ: มณีนุช บุญเรือง
สไตลิสต์: Hotcake


ในเมืองไทยจะมีผู้ชายอยู่สามคนที่ผม “หลงใหล”

หลงใหลในแง่ที่ว่า ถ้าเห็นเขาให้สัมภาษณ์นิตยสารฉบับไหน ผมไม่พลาดที่จะอ่านทุกตัวอักษร

สามคนที่ว่า คือพี่ต้อม เป็นเอก รัตนเรือง, พี่ตุล อพาร์ทเมนต์คุณป้า และคุณฮิวโก้ จุลจักร จักรพงษ์

มานั่งคิดดู ทั้งสามคนที่ผมหลงใหลนี้ผมได้เจอตัวเป็นๆ มาหมดแล้ว แต่ไม่เคยได้คุยกัน

ผมเคยเจอพี่ตุลตัวเป็นๆ ที่ผับเล็กๆ ที่เล่นดนตรีสดใน RCA เมื่อประมาณ 5 ปีที่แล้ว

เคยเห็นพี่ต้อม ตัวเป็นๆ บนเวทีงานครบรอบ 50 ปี Leo Burnett เมื่อมิถุนายนปีที่แล้ว

ส่วนคุณฮิวโก้นี่เพิ่งเจอเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมานี่เอง เวลาบ่ายโมงตรงตอนที่ผมกำลังรีบเข้าออฟฟิศที่ทองหล่อ จนไม่ได้หยุดรถให้ผู้ชายไว้เคราใส่แว่นตาดำที่กำลังเดินข้ามถนน


บทสัมภาษณ์ของคุณฮิวโก้ ใน a day BULLETIN เป็นอีกหนึ่งบทสัมภาษณ์ที่ดีที่สุดที่ผมได้อ่านในรอบหลายเดือนที่ผ่านมา อยากแนะนำให้เข้าไปอ่านกันนะครับ

ในบทสัมภาษณ์มีประเด็นที่น่าสนใจมากมาย แต่เรื่องที่ผมอยากหยิบยกมาเขียนในบทความนี้เป็นเรื่องของค่านิยมบางอย่างของผู้ชายที่มันทำให้ผมคิดถึงเพื่อนหลายๆ คน

เพื่อนสนิทผมคนหนึ่งเป็นคนเงียบๆ นิสัยดี มีแต่คนรักใคร่ แต่ช่วงวัยรุ่นเพื่อนผมคนนี้คบผู้หญิงพร้อมกันถึง 4 คน แถมพูดจาทีเล่นทีจริงกับผมด้วยว่าอยากจะมีซัก 7 คน จะได้เจอกันคนละวันในหนึ่งสัปดาห์

เพื่อนสนิทผมอีกคนก็ชอบเป็นเจ้ามือแทงบอลและเล่นหุ้นแบบ day trading เวลาเจ็บตัวหนักๆ ก็เงินหายไปหลายแสน

ส่วนเพื่อนอีกคนเคยเรียนอาชีวะ ครั้งหนึ่งทียกพวกตีกัน มันยิงปืนใส่คู่อริบาดเจ็บสาหัสจนมันต้องหลบตัวไปอยู่ต่างจังหวัดหลายปีจนกว่าคดีจะเงียบ

ที่น่าสนใจก็คือ ผมไม่เคยห้ามปรามหรือตำหนิใครซักคนเลย

“ถ้าคุณกำลังทำตัวล้มเหลว คุณกำลังเล่นยา คุณกำลังกินเหล้าจนอ้วก คุณกำลังขี่มอเตอร์ไซค์แล้วไม่ใส่หมวกกันน็อก ไม่มีผู้ชายคนไหนเข้ามาห้ามคุณหรอก”

พี่น้องที่โตมาในบ้านเดียวกัน มีพ่อแม่คนเดียวกัน กลับมีค่านิยมที่แตกต่างกันเพียงเพราะว่าคนหนึ่งเป็นผู้ชาย อีกคนหนึ่งเป็นผู้หญิง

นิสัยเจ้าชู้ นิสัยชอบเสี่ยง ชอบความรุนแรง เป็นเหมือนคุณค่าที่เหล่าผู้ชายยึดถือกันโดยไม่ต้องมีใครสอน

แต่เราเคยตั้งคำถามมั้ยว่าค่านิยมเหล่านี้มันมาจากไหน?


ใครที่ตามอ่านบทความ Sapiens ของผม อาจจะพอจำได้ว่า 70,000 ปีที่แล้ว Sapiens ออกเดินทางจากแอฟริกาไปทั่วโลกและหาอยู่หากินด้วยการล่าสัตว์และเก็บพืชผลจนกระทั่ง 12,000 ปีที่แล้วที่เกิดการปฏิวัติเกษตรกรรมที่ทำให้ Sapiens หันมาเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์แทน

เราจึงใช้ชีวิตแบบ Hunters-Gatherers อยู่ถึง 58,000 ปีเป็นอย่างน้อย

ในสังคมล่าสัตว์-เก็บพืชผลนี้ ผู้ชายกับผู้หญิงจะแบ่งหน้าที่กันชัดเจน นั่นคือผู้ชายจะออกล่าสัตว์ ส่วนผู้หญิงจะเก็บพืชผล

จึงพอจะจินตนาการได้ไม่ยากว่า ผู้ชายในสมัยนั้นจะมีคุณสมบัติอย่างไร

“ตามธรรมชาติของผู้ชายเราๆ นี่มันต้องแข่งกันโหด แข่งกันเจ๋ง แข่งกันเหี้ยม แข่งกันทำเป็นไม่สน แสดงความเลือดเย็น ความนิ่ง ความโหด ต้องเป็นนักเลงสิเว้ย นี่เป็นสิ่งที่ได้รับการเชิดชูในสังคมผู้ชาย ความไม่กลัว ความแข็ง ความดื้อ นี่เป็นสิ่งที่ผู้ชายด้วยกันจะชื่นชม เฮ้ยเพื่อน มึงแม่งแน่ว่ะ แต่ว่าผู้หญิงเขาไม่ได้เคารพเรื่องพวกนี้”

ผู้หญิงเขาไม่เคารพเรื่องพวกนี้เพราะว่าผู้หญิงมีหน้าที่เก็บพืชผล จึงไม่ต้องโหด ไม่ต้องเจ๋ง ก็สามารถทำหน้าที่ของตัวเองได้

ปีนี้คือปี 2017 เราไม่ต้องเข้าป่า ไม่ต้องล่าสัตว์แล้ว จึงไม่มีความจำเป็นต้องทำตัวให้ดูเก๋า แต่ผู้ชายอย่างเราๆ ก็ยังรักษาค่านิยมแบบนี้อยู่ โดยอาจไม่เคยหยุดคิดว่ามันยังมีประโยชน์อยู่รึเปล่า

ซึ่งก็น่าเห็นใจ เพราะเราใช้ชีวิตแบบนักล่าอยู่ร่วม 60,000 ปี ในขณะที่สังคมที่เราคุ้นเคยในปัจจุบันนี้เพิ่งจะมีอายุแค่ร้อยกว่าปีเท่านั้น

“ถ้าไม่มีผู้หญิง ผมคิดว่ามาตรฐานในชีวิตของตัวเราเองจะลดต่ำลงมาก”

“สมมติถ้าคุณเมาแล้วขับ ไม่มีเพื่อนผู้ชายคนไหนบอกคุณว่า ‘มึงแน่ใจเหรอ จะดีเหรอ’ แต่ลองเป็นผู้หญิงสิ เขาจะช่วยเข้ามาห้ามปราม เราก็จะรู้สึกตัวขึ้นมา ถึงเขาไม่พูด เราก็จะรู้สึกว่าเขาไม่พอใจ หรือไม่เห็นด้วย”

ส่วนตัวผมจึงเห็นด้วยกับคุณฮิวโก้ว่าเราควรจะฟังผู้หญิงให้มากขึ้น

ไม่ใช่เพราะว่าเขาฉลาดกว่าหรือเป็นคนดีกว่า แต่เป็นเพราะว่าทัศนคติของเพศแม่น่าจะสอดคล้องกับสภาพสังคมปัจจุบันมากกว่าทัศนคติของ “นักล่า” ซึ่งหมดยุคไป 12,000 ปีแล้ว


ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก a day BULLETIN issue 469 | 24 February 2017

อ่านบทความใหม่ทุกวันที่เพจ Anontawong’s Musings: facebook.com/anontawongblog
อ่านบทความทั้งหมด anontawong.com/archives
ดาวน์โหลดหนังสือ “เกิดใหม่” anontawong.com/subscribe/

ข้ออ้างที่เราใช้บ่อยเกินไป

20170414_excuse

“Two wrongs don’t make a right, but they make a good excuse.”
-Thomas Szasz

ผมเชื่อว่าความต้องการขั้นพื้นฐานอย่างหนึ่งของมนุษย์ คือความต้องการที่จะเห็นความยุติธรรม

เราจึงมัก “ของขึ้น” เวลาเห็นอะไรไม่ถูกต้อง

ชาวบ้านจึงพร้อมใจกันรุมประชาทัณฑ์ผู้ต้องหาฆ่าข่มขืน และชาวเน็ตจึงแสดงความสะใจเมื่อเด็กวัยรุ่นเกเร ถูกลุงวิศวะยิงดับ

ความยุติธรรมเป็นเรื่องสำคัญนะครับ แต่ก่อนที่เราจะทำอะไรเพื่อแสดงออกว่าเรารักความยุติธรรม ก็ต้องถามตัวเองให้ดี ว่าอะไรสำคัญกว่ากัน ระหว่างการแสดงออก กับความเป็นมนุษย์ในตัวเรา

มนุษย์แปลว่าผู้มีจิตใจสูง ดังนั้นผมคิดว่าไม่ใช่เรื่องที่ฉลาดเท่าไหร่ที่จะปล่อยให้การกระทำไม่ดีของคนอื่นมาดึงจิตใจและการกระทำของเราให้ต่ำลงไปด้วย

และหากเรารู้สึกว่า “ถึงเราจะต่ำแต่ก็ยังดีกว่าเขา” ผมว่าเรากำลังโดนกิเลสในใจเราหลอกเข้าเต็มเปาแล้ว

ไม่ใช่เรื่องยากที่จะมองว่าการลงประชาทัณฑ์กับการสะใจในความตายของผู้อื่นเป็นเรื่องผิด แต่การทำผิดเพราะว่าคนอื่นทำผิดนั้นยังมาในรูปแบบอื่นที่แยบยลกว่ามาก

เช่นการมาสายหรืออู้งาน เพราะเห็นว่าเพื่อนร่วมงานคนอื่นมาสายกว่าเราอีก

หรือยัดเงินตำรวจเวลาทำผิดกฎจราจร เพราะขี้เกียจเสียเวลา และใครๆ ก็ทำกัน

หรือหลบหลีกไม่ยอมเสียภาษี โดยอ้างว่านักการเมืองชอบโกงกินภาษีประชาชน

“Two wrongs don’t make a right, but they make a good excuse.”

การอ้างความผิดของคนอื่น ไม่ได้ทำให้การทำผิดของเราถูกต้องขึ้นเลยแม้แต่นิดเดียว

กรรมของเขาก็เป็นกรรมของเขา กรรมของเราก็ยังเป็นกรรมของเรา

ยิ่งใช้ข้ออ้างนี้บ่อยเท่าไหร่ ยิ่งมีความเสี่ยงที่จะเดือดร้อนมากขึ้นในภายภาคหน้าครับ


อ่านบทความใหม่ทุกวันที่เพจ Anontawong’s Musings: facebook.com/anontawongblog
อ่านบทความทั้งหมด anontawong.com/archives
ดาวน์โหลดหนังสือ “เกิดใหม่” anontawong.com/subscribe/

ฮึดฮัดกับเรื่องเล็กน้อย

20170401_trivial_anger

“People are strange: They are constantly angered by trivial things, but on a major matter like totally wasting their lives, they hardly seem to notice.”

“คนเรานี่ก็แปลก เรามักฮึดฮัดกับเรื่องไม่เป็นเรื่องอยู่เสมอ แต่พอเรื่องใหญ่สุดๆ อย่างการใช้ชีวิตอย่างเปล่าเปลืองเรากลับไม่รู้สึกรู้สาอะไร”

– Charles Bukowski

—–

ผมเป็นคนหนึ่งที่เสพข่าวสารน้อยมาก เพราะรู้สึกว่าแค่ความรับผิดชอบที่มีในแต่ละวันก็แทบจะทำไม่ทันอยู่แล้ว

อีกอย่าง ผมมีความเชื่อว่าแม้เราจะไม่ได้อ่านข่าว แต่เรื่องที่สำคัญจริงๆ  มันก็ยังหาทางมาถึงเราได้อยู่ดี

ส่วนข่าวที่สนุกๆ อย่างดราม่า ผมก็ต้องคอยเตือนตัวเองว่าอย่าไปอินกับมันมากนัก เพราะถึงแม้ว่ามันจะทำให้เรารู้สึกว่าตัวเองมีศีลธรรมเหนือกว่าคนในข่าวเพียงใด สุดท้ายแล้วก็ไม่ได้ทำให้ชีวิตเราดีขึ้นซักกี่มากน้อย

ที่สำคัญ ทุกนาทีที่เราใช้ไปกับเรื่องพวกนี้ คือทุกนาทีที่เราเสียไปในการทำสิ่งที่มีประโยชน์กับเราจริงๆ

มาเลิกฮึดฮัดกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง จะได้มีเวลามาใส่ใจกับเรื่องใหญ่ๆ ครับ

 

ไม่รู้ปุ่มหยุด

20170331_play_stop

ถาม: การเปลี่ยนชีวิตมาเป็นพระสงฆ์ เป็นการตัดสินใจฉับพลันหรือค่อยเป็นค่อยไป
ตอบ: ค่อยเป็นค่อยไป อาตมาสนใจธรรมะมานานเป็นสิบปีแล้ว ขนานไปกับการทำงาน ซึ่งการทำงานโฆษณานี่ ถ้าเราไม่ดูแลจิตใจตัวเอง เราจะอยู่ไม่ได้ หลายคนในวงการนี้รู้ปุ่มไปแต่ไม่รู้ปุ่มหยุด อาตมาเองก็เคยเป็นแบบนั้น จริงๆ ทุกอาชีพนั่นแหละ

– จิตร์ จิตตสังวโร
GQ Magazine Thailand 
เรื่อง: แป้งร่ำ
ภาพ: แสงอรุณ จำปาวัน
31/01/2017


สมัยทำงานอยู่ที่ทอมสันรอยเตอร์ มักจะมีผู้บริหารชาวต่างชาติแวะมาเยี่ยมเยือนและเล่าให้เราฟังว่าศักยภาพของโปรดักท์ของเราก้าวหน้าไปถึงไหนแล้ว

หนึ่งในตลาดที่ทอมสันรอยเตอร์เป็นผู้เล่นหลัก คือการส่งข้อมูลราคาหุ้นและอัตราแลกเปลี่ยนเงิน

ในตลาดนี้ เราจะแข่งกันว่าใครจะสามารถส่งข้อมูลถึงลูกค้าได้เร็วกว่ากัน เมื่อสิบกว่าปีก่อนวัดกันเป็นวินาที สามสี่ปีหลังแข่งกันเป็น milliseconds (1 ใน 1000 ของวินาที) และเดี๋ยวนี้เขาวัดความเร็วกันเป็น microseconds หรือ 1 ใน 1,000,000 ของวินาทีแล้ว

ผมยกมือถามเขาว่า การแข่งกันเร็วขึ้นเรื่อยๆ นี่มันจะพาเราไปสู่จุดไหนเหรอ

เขาก็ตอบว่า

“I really don’t know. Scary isn’t it.”
“ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน น่ากลัวมั้ยล่ะ”


สัปดาห์ที่ผ่านมา ระหว่างขับรถไปทำงาน ผมได้ฟังพอดคาสท์ Hardcore History เกี่ยวกับ “เหตุการณ์สำคัญที่สุดที่ไม่ได้เกิดขึ้นในศตวรรษที่ 20

เหตุการณ์ที่ว่านั้นคือสงครามนิวเคลียร์ระหว่างสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียต

อเมริกาคิดค้นระเบิดนิวเคลียร์สำเร็จในสมัยประธานาธิบดีทรูแมน ซึ่งสั่งการให้ทิ้งระเบิดลงฮิโรชิมาและนางาซากิอันนำไปสู่การลงเอยของสงครามโลกครั้งที่สอง

อีกไม่กี่ปีต่อมา อเมริกายังประสบความสำเร็จในการสร้างไฮโดรเจนบอมบ์ที่มีพลังทำลายล้างมากกว่าระเบิดที่ฮิโรชิมา 300 เท่า

โลกไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เพราะการตัดสินใจของมนุษย์เพียงคนเดียว (ประธานาธิบดีสหรัฐ) สามารถฆ่าคนนับล้านได้ภายในเวลาแค่ไม่กี่นาที

โซเวียตเองก็เร่งสร้างระเบิดนิวเคลียร์ขึ้นมาไม่น้อย และสองมหาอำนาจนี้ก็จวนเจียนจะเปิดสงครามนิวเคลียร์ใส่กันในเหตุการณ์ Cuban Missile Crisis ในเดือนตุลาคมปี 1962 เดชะบุญที่ John F. Kennedy กับ Nikita Khrushchev ผู้นำทั้งสองชาติหาทางออกร่วมกันได้

ไอน์สไตน์เคยกล่าวไว้ว่า

“I know not with what weapons World War III will be fought, but World War IV will be fought with sticks and stones.”

“ผมไม่รู้หรอกนะว่าสงครามโลกครั้งที่ 3 จะใช้อาวุธอะไรสู้กัน รู้แต่ว่าสงครามโลกครั้ง 4 นี่คนจะสู้กันด้วยไม้และก้อนหินแน่ๆ”

ความ “ก้าวหน้า” ทางเทคโนโลยีของมนุษยชาติได้สร้างอาวุธที่สามารถพาเรา “ถอยหลัง” กลับสู่ยุคหินได้อีกครั้ง

ยิ่งคิดภาพโดนัลด์ ทรัมป์ มีปุ่มกดยิงขีปนาวุธอยู่ในมือยิ่งใจไม่ดีเอาเสียเลย


เคยถามตัวเองมั้ยครับว่า แต่ละวันเราใช้มือถือวันละกี่ชั่วโมง?

และย้อนกลับไปเมื่อซัก 30 ปีที่แล้ว ก่อนที่พวกเราจะมีมือถือ เราเอาเวลาว่างไปทำอะไรกัน?

สมัยนั้นถ้าผมต้องนั่งรอรถเมล์ ผมก็คงคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย หรือไม่ก็ทนทุกข์ทรมานกับการรอคอย

แม้จะไม่ค่อย productive เท่าไหร่ แต่อย่างน้อยคนเราสมัยนั้นก็ยังมีเวลาได้ใจเหม่อลอยหรือคิดนู่นคิดนี่ได้

มาสมัยนี้เราไม่มีเวลาให้เหม่อลอยหรือคิดนู่นคิดนี่กันแล้ว ว่างเมื่อไหร่ต้องหยิบมือถือขึ้นมาส่องเฟซหรือเช็คไลน์ เจออะไรก็ต้องเสพ มีความเห็นอะไรก็ต้องเมนท์

เราเสพติด “การทำอะไรตลอดเวลา” จนไม่มีโอกาสได้ทอดสายตาไปไกลๆ หรือกลับมารู้เนื้อรู้ตัวเลย

ขนาดผู้ใหญ่อย่างเราซึ่งเคยมีโอกาสได้อยู่ในโลก analog ยังเสพติดการทำอะไรตลอดเวลาขนาดนี้ คิดดูว่ารุ่นลูกของเราจะยิ่งเหนื่อยกว่าเราขนาดไหน

เหนื่อยที่ใจไม่เคยได้พักแม้ซักวินาทีเดียว

“คนในวงการนี้รู้ปุ่มไปแต่ไม่รู้ปุ่มหยุด”

ในโลกที่มนุษย์เกือบร้อยละร้อยรู้จักแต่การเคลื่อนที่ไปข้างหน้า โดยไม่เคยหยุดถามด้วยซ้ำว่ากำลังมุ่งหน้าไปสู่อะไร

บางทีการ “อยู่เฉยๆ” ให้เป็นอาจเป็นทักษะที่สำคัญที่สุดในศตวรรษที่ 21 ก็ได้นะครับ


ขอบคุณข้อมูลจาก GQ Thailand: จิตร์ จิตตสังวโร สร้างความสงบในใจและเผื่อแผ่แก่ผู้อื่น