หากโดนทำร้ายซ้ำแล้วซ้ำเล่า

20160704_hurt

คำถามก็คือทำไมเรายังยอมอยู่ได้?

Don’t ask why someone keeps hurting you.
Ask why you keep letting them.

-Anonymous

เหมือนที่เคยเล่าไปในตอนเหตุผลที่เราควรมีเมตตาว่า ที่เมืองนอกมีเด็กเกเรที่ชอบรังแกคนอื่น หรือที่เรียกกันว่า Bully

ลองคิดภาพว่าเราเองเป็นเด็กนักเรียนตัวเล็กๆ ที่ดันไปอยู่ห้องเดียวกับเด็กเกเรและโดนเขาแกล้งอยู่เป็นประจำ เราก็คงทุกข์ใจน่าดู

แต่เหตุผลเดียวที่เขายังแกล้งเราอยู่เรื่อยๆ ก็เพราะเขารู้ว่าเราไม่สู้

วิธีการแก้ปัญหา bully ที่ดีที่สุด คือลองสู้กับมันซักตั้ง สู้แบบกัดไม่ปล่อยเหมือนโนบิตะสู้กับไจแอนท์ในโดราเอเมอนตอนอวสาน 

ข้อดีของการเผชิญหน้ากับ Bully ก็คือ ครั้งเดียวก็เกินพอ

เพราะครั้งต่อไปถ้าเขาจะทำอะไรเราอีก เขาก็คงคิดหนักเหมือนกัน หันไปรังแกคนอื่นง่ายกว่าเยอะ

ในกรณีที่รู้ว่าสู้แล้วจะเดือดร้อนเกินไป ก็ลองมองหาทางออกอื่นๆ เช่นหลีกเลี่ยงไม่ต้องพบไม่ต้องเจอ หรือไม่ก็ขอความช่วยเหลือ

Don’t ask why someone keeps hurting you.
Ask why you keep letting them.

ถามตัวเองดีๆ เรากลัวอะไร ถึงปล่อยให้เขาทำร้ายเราอยู่แบบนี้

อาจจะพบว่า ที่เรายังยอม เพราะเรายังหวังประโยชน์จากเขาอยู่

“ประโยชน์” ที่ว่าอาจจะเป็นเรื่องของสิ่งที่จับต้องได้อย่างเงิน ลาภยศหรือสิ่งของ

หรืออาจเป็นประโยชน์ในเชิงอารมณ์ที่ว่า ถ้าเรายอม เขาจะยังรักและไม่ทิ้งเราไปไหน

แต่จริงๆ ถ้าทำร้ายกันแบบนี้ แม้ตัวจะอยู่แต่ใจก็ทิ้งขว้างไปเรียบร้อยแล้วไม่ใช่เหรอ?

เลิกหวังประโยชน์จากเขาได้เมื่อไหร่ เราก็จะเลิกกลัวแล้วตัดสินใจทำอะไรซักอย่าง

เพราะเขากับเราก็คนเท่าๆ กัน

อย่าปล่อยให้มารังแกกันอยู่เลย


อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

เราไม่ได้เห็นโลกอย่างที่มันเป็น

20160621_SeeThings

เราเห็นโลกอย่างที่เราเป็นต่างหาก

We don’t see things as they are
We see them as we are
– Anonymous*

เพราะมนุษย์ส่วนใหญ่เอาสิ่งที่เห็นไปประมวลผลผ่านความคิดและประสบการณ์เสมอ

และเมื่อประสบการณ์และวิธีคิดต่างกัน ผลลัพธ์ที่ได้ย่อมต่างกัน

คนสองคนได้ยินประโยคเดียวกัน คนหนึ่งรู้สึกเฉยๆ อีกคนกลับเดือดร้อนจะเป็นจะตาย

คนสองคนตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน คนหนึ่งสนุกกับการคิดหาทางออก แต่อีกคนกลับเคร่งเครียดจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ

คนสองคนมองมาที่เรา คนหนึ่งคิดว่าเราเป็นคนดี อีกคนคิดว่าเราเป็นคนใช้ไม่ได้

ดังนั้น อย่าเสียใจหากมีคนมองว่าเราใช้ไม่ได้ ทั้งๆ ที่เราว่าเราก็ทำดีที่สุดแล้ว

เพราะการที่คนๆ หนึ่งจะมองเราว่าเราเป็นคนแบบไหน อาจไม่ได้สะท้อนตัวตนของเราเลย

แต่มันสะท้อนตัวตนของเขาต่างหาก


* คำพูดประโยคนี้ส่วนใหญ่จะบอกว่ามาจากนักเขียนชื่อ Anaïs Nin แต่ Quote Investigator บอกว่ามีหลายคนที่พูดประโยคนี้เลยไม่แน่ใจว่าเริ่มจากใครกันแน่ครับ

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

เหตุผลที่เราควรมีเมตตา

20160529_BeKind

“Be kind, for everyone you meet is fighting a hard battle.”

– Plato


ที่เมืองไทยเราอาจจะไม่ค่อยมีปัญหา “เด็กเกเรที่ชอบรังแกคนอื่น”

แต่ฝรั่งจะมีคำที่เรียกเด็กเหล่านี้โดยเฉพาะ นั่นคือคำว่า “bully”

ผมเดาว่าคำนี้น่าจะมาจากคำว่า bull หรือวัวกระทิงที่ดุดัน

ถ้าใครเคยดูหนังเรื่อง Back to the future น่าจะจำพอจำได้ว่าพ่อของพระเอกเป็นเด็กหงอและมักเจอบุลลี่ที่ชื่อ Biff และลิ่วล้อรังแกเป็นประจำ

ผมเคยอ่านเจอใน Quora ว่า เด็กๆ ที่เป็นบุลลี่นั้น ส่วนใหญ่มาจากครอบครัวที่พ่อชอบใช้ความรุนแรง

เช่นเด็กที่โตมาในบ้านของทหารที่เพิ่งไปรบกลับมา

พ่อไปสู้ศึกสงคราม แบกรับบาดแผลกลับมาที่บ้าน แล้วมาระบายกับแม่และลูก

ลูกที่สู้พ่อไม่ได้ ก็เลยทนรับความรุนแรงของพ่อ แล้วมาปล่อยกับเพื่อนร่วมรุ่นที่โรงเรียน

จะเห็นได้ว่าทุกคนเป็น “เหยื่อ” ด้วยกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นเด็กหงอที่โดนรังแก หรือเด็กเกเรที่ถูกพ่อใช้ความรุนแรง หรือแม้กระทั่งตัวพ่อเองที่ถูกทำร้ายจากสงครามที่เขาไม่ได้เริ่ม


แต่ละวันเราจะเจอคนที่ทำให้เราหงุดหงิดหรือผิดหวัง

อาจจะเป็นคนที่ขับรถปาดหน้า พูดจาไม่เข้าหู หรือทำตัวไม่น่ารัก

สิ่งที่ทำให้เขาแสดงออกมาอย่างนั้น อาจไม่เกี่ยวอะไรกับเราเลย

เขาเองน่าจะบาดเจ็บจากอะไรมา ก็เลยต้องระบายสู่คนรอบข้าง แม้จะโดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม

เราเองบางครั้งก็เป็นเช่นนั้นเช่นกัน อาจจะเครียดจากเรื่องงานแล้วทำให้พูดจาไม่ดีกับแม่ หรือทะเลาะกับใครมาก็เลยขับรถไร้มารยาท ทั้งๆ ที่มันไม่ใช่ตัวตนของเราซักหน่อย

“Be kind, for everyone you meet is fighting a hard battle.”

ใช่แล้ว ทุกคนก็มีเรื่องทุกข์อยู่ข้างในจนปริ่ม จึงเป็นธรรมดาที่บางส่วนอาจจะล้นออกมาโดนคนอื่น

ถ้าเราไม่ลืมประเด็นนี้ เราจะมีเมตตากับคนรอบกายมากขึ้น

โดยเฉพาะคนที่ทำตัวไม่น่ารัก


อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

เมื่อหัวหน้าไม่ใส่ใจ

20160525_planet

คนทำงานหลายคนอาจเคยเจอสภาวะ “น้อยใจหัวหน้า”

ส่งเมล์ไปก็ไม่ค่อยอ่าน ให้ฟีดแบ็คอะไรไปก็ไม่เห็นจะเอาไปทำอะไรต่อ อธิบายอะไรก็ไม่ค่อยจะฟัง แถมบางทียังพูดจาทำร้ายน้ำใจเราอีก

ทั้งๆ ที่เขาก็เป็นคนเก่ง และโดยพื้นฐานแล้วก็น่าจะเป็นคนจิตใจดี แต่ทำไมเขาถึงไม่ให้ความสำคัญกับเราเลย

บางทีอาจจะเป็นเพราะเหตุผลนี้ครับ – เราเป็นเพียงดาวเคราะห์ดวงหนึ่งในสุริยจักรวาลของเขา

หัวหน้าของเราคือพระอาทิตย์ ยิ่งถ้าเขาเป็นคนเก่ง ยิ่งมีความรับผิดชอบ ก็ยิ่งมีดาวบริวารหลายดวงจนอาจดูแลได้ไม่ทั่วถึง

แต่เรามักจะลืมประเด็นนี้ เพราะว่าเราเห็นเขาตลอดเวลา และเผลอคิดว่าเขาควรจะเห็นเราตลอดเวลาเช่นกัน

ดาวเคราะห์มองเห็นพระอาทิตย์ได้ง่ายเพราะพระอาทิตย์เป็นดาวฤกษ์ที่มีแสงสว่างและมีอยู่ดวงเดียว แต่จะให้พระอาทิตย์มองเห็นดาวเคราะห์ทุกดวงตลอดเวลานั้นเป็นเรื่องไม่ง่ายเลย

ดังนั้นก็จงอย่าน้อยใจไปถ้าหัวหน้าจะดูแลเราไม่ได้ดังที่เราคาดหวัง

ดีเสียอีก ที่เรามีโอกาสเลือกได้ว่าจะรักษาระยะห่างกับเขามากแค่ไหน

ถ้าอยู่ไกลมากเหมือนดาวเนปจูน ก็อาจหนาวเหน็บและโดดเดี่ยว แต่ถ้าเราอยู่ใกล้กับเขาเหมือนดาวพุธก็อาจจะร้อนจนอยู่ยากเหมือนกัน

ทำตัวเองให้เป็น “ดาวเคราะห์โลก” นี่แหละดีที่สุด ใกล้พอให้ได้รับแสงแดด ไกลพอที่จะไม่โดนแผดเผา ฤดูร้อนอาจจะอบอ้าวหน่อย ฤดูหนาวอาจต้องทนสักนิด แต่ก็สบายใจได้ว่าแต่ละฤดูมันก็จะผ่านมาและผ่านไป

และอย่าลืมว่าถึงหัวหน้าจะเป็นดาวฤกษ์สำหรับเราก็จริง แต่เขาก็เป็นดาวเคราะห์สำหรับเจ้านายเขาด้วย

และที่สำคัญกว่านั้นก็คือ แม้เราจะเป็นดาวเคราะห์ของหัวหน้า แต่เราก็เป็นดาวฤกษ์ของใครบางคนเช่นกัน (เพียงแต่คนเหล่านั้นอาจไม่ได้อยู่ที่ทำงาน)

ดังนั้น แทนที่จะมัวมานั่งน้อยใจหัวหน้า สู้หันมารักษาระยะห่างให้เหมาะสม และทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด

และใช้เวลาที่เหลือมาใส่ใจดาวเคราะห์ของเราดีว่า (เขาอาจจะแอบน้อยใจเราอยู่ก็ได้นะ)


อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

โปสเตอร์ล่องหน

20160805_Poster

ไม่แน่ใจว่าผมเคยเล่าให้ฟังรึยังว่าผมทำงานด้านสื่อสารองค์กร (อ่านประวัติผมได้ที่นี่ครับ)

ส่วนหนึ่งของงานสื่อสารองค์กรคือการจัดกิจกรรม และประชาสัมพันธ์งานนั้นให้เพื่อนพนักงานรับทราบ

ช่องทางประชาสัมพันธ์ที่ใช้ก็คือการส่งอีเมล์, แชร์ลงในอินทราเน็ตของบริษัท, แปะโปสเตอร์, บอกผ่าน directors หรือ managers ให้ไปกระจายให้น้องๆ ในทีมต่อ

การแปะโปสเตอร์เป็นสื่อที่ผมไม่ค่อยได้ใช้บ่อยนัก เพราะไม่ค่อยเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และบริษัทก็มีโปสเตอร์เรื่องอื่นๆ เยอะพอสมควรแล้ว

แต่สำหรับบางงานที่ใช้วิธีแปะโปสเตอร์ ผมจะมีกฎอยู่ข้อหนึ่งคือ จะแปะโปสเตอร์แค่หนึ่งสัปดาห์ก่อนวันงาน (ในกรณีที่ผู้เข้าร่วมไม่ต้องลงทะเบียนอะไรก่อนนะครับ ถ้าต้องลงทะเบียนก่อนก็อาจจะแปะล่วงหนัานานกว่านั้น)

ที่ผมแปะโปสเตอร์แค่หนึ่งสัปดาห์ก่อนวันงาน เพราะรู้ว่าหลังจากที่คนเห็นโปสเตอร์นั้นซักหนึ่งสัปดาห์แล้ว โปสเตอร์นั้นจะค่อยๆ “จางลง” จนกลายเป็น โปสเตอร์ล่องหน” ไปในที่สุด

“โปสเตอร์ล่องหน” ที่ว่า จริงๆ แล้วก็ยังแปะอยู่ที่เดิม เพียงแต่พนักงานจะ “มองไม่เห็น” โปสเตอร์นี้อีกต่อไป เพราะชินตาจนสมองได้คัดมันทิ้งไปเรียบร้อยแล้ว

ดังนั้นถ้าแปะโปสเตอร์ก่อนงานเร็วเกินไป พอใกล้วันงานจริง คนก็จะลืมสนิทเพราะไม่เคยกลับไปตั้งใจอ่านโปสเตอร์เหล่านั้นเลย

วันนี้ตอนเข้าออฟฟิศลองดูก็ได้ครับว่า โปสเตอร์ที่แปะๆ กันอยู่นั้น เราให้ความสนใจกับมันครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่


สมองของคนเราเก่งมากเรื่องการคัดสิ่งที่เราเห็นอยู่ประจำออกไปจากสมอง

เช่นถ้าคุณเข้าเว็บไซต์ที่มีแบนเนอร์โฆณาหนักๆ เราจะ “ตาบอด” กับแบนเนอร์เหล่านั้นทันที ต่อให้มันจะกะพริบ จะโฉบไปโฉบมา หรือจะป๊อปอัพขึ้นมาทิ่มตาแค่ไหนก็เถอะ

เพราะเรารู้อยู่แล้วว่าต้องเจอแน่ๆ เราจึงแทบไม่เคยอ่านข้อความในโฆษณาเลย

ในทางกลับกัน ถ้าเราเข้าเว็บสารานุกรมอย่าง Wikipedia แล้วเจอป๊อปอัพข้อความ เราจะสนใจทันที เพราะเราไม่เคยเห็นป๊อปอัพใน Wikipedia มาก่อน

สรุปก็คือ อะไรก็ตามที่เราคุ้นชิน เราจะตาบอดกับสิ่งเหล่านั้นโดยเราไม่รู้ตัว

ซึ่งก็นำมาสู่ประเด็นของผมในวันนี้ (อ้าว อ่านมาตั้งนานเพิ่งเข้าประเด็นเหรอเนี่ย)

ประเด็นของผมก็คือ ความดีของคนใกล้ตัวเรานั้น ไม่ต่างอะไรกับโปสเตอร์

เราเห็นความดีนั้นทุกวัน จนเราหยุดเห็นมันไปเรียบร้อยแล้ว

ไม่ว่าจะเป็นแฟนหนุ่มที่ขับรถมารับมาส่ง มานั่งรอเราจนดึกดื่น และฟังเราบ่นเรื่องที่ทำงานโดยไม่ขัดจังหวะเราซักคำ

หรือจะเป็นแฟนสาวที่ซื้อขนมมาฝาก พูดจาหวานหู และทำตัวติ๊งต๊องให้เรายิ้มได้

หรือจะเป็นแม่ที่คอยโอบอุ้มคนทั้งบ้าน ควบคุมรายรับรายจ่าย และหุงข้าวปลาอาหารให้พ่อและลูกๆ

เรามองไม่เห็น เพราะว่าเราคุ้นชินและคิดว่ามันเป็นสิ่งที่เราต้องได้รับอยู่แล้ว

ในทางกลับกัน ถ้าเขาทำอะไรที่ไม่ได้ดั่งใจเรานิดหน่อย เราจะมองเห็นมันทันที เหมือนที่เรามองเห็นป๊อปอัพใน Wikipedia

พอความดีกลายเป็นโปสเตอร์ล่องหน เราก็เลยอาจหลงลืมไปว่า เราโชคดีแค่ไหนที่มีคนเหล่านี้ในชีวิต

คนกับโปสเตอร์แตกต่างกันที่โปสเตอร์นั้นหาใหม่ได้เรื่อยๆ

ถ้าไม่เห็นความดีของคนใกล้ตัวในวันนี้

ถึงวันที่เขาต้อง “ล่องหน” ไปจริงๆ

เราอาจหาใครใหม่มาแทนไม่ได้อีกแล้วนะครับ


อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com