เหมือนกันไม่เหมือนกัน

20180818

เมื่อวานนี้น้องที่ทำงานคนหนึ่งเล่าว่า ตอนเด็กๆ เขานึกว่าแพนเค้กกับวอฟเฟิลคืออาหารชนิดเดียวกัน โตมาถึงเพิ่งรู้ความแตกต่าง

—–

ตอนเรียนอยู่ปี 1 ที่มหาวิทยาลัย ผมมีเพื่อนที่พกน้ำขวดติดตัวตลอดเวลา เขาบอกผมว่าเขาดื่มน้ำยี่ห้อนี้ยี่ห้อเดียวเท่านั้น น้ำยี่ห้ออื่นมันไม่หวาน ใจผมตอนนั้นก็คิดว่า น้ำดื่มยี่ห้อไหนมันก็น้ำเปล่าทั้งนั้น ไม่มีสีไม่มีกลิ่นไม่มีรส ไม่เห็นจะต่างกันเลย

ผ่านมาเป็นสิบปีถึงเพิ่งเข้าใจสิ่งที่เพื่อนเคยบอก น้ำดื่มแต่ละยี่ห้อรสชาติไม่เหมือนกันจริงๆ และเวลาผมซื้อน้ำขวดก็จะเลือกซื้อแค่ไม่กี่ยี่ห้อเท่านั้น

—–

แต่ก่อนผมเป็นคนชอบกินพริงเกิลส์มาก โดยเฉพาะรสซาวครีมและหัวหอม แต่ก็ซื้อกินได้ไม่บ่อยเพราะราคากระป๋องละ 65-80 บาทและมีวางขายแต่ในซูเปอร์มาร์เก็ต

จนกระทั่งเมื่อซัก 7 ปีที่ผ่านมา พริงเกิลส์ก็บุกตลาดไทยเต็มตัว แถมราคาก็ถูกลงด้วย แต่สิ่งที่หลายคนอาจไม่รู้ก็คือพริงเกิลส์กระป๋องละ 55 บาทที่เราเห็นวางขายใน 7-Eleven ตอนนี้มันคนละเวอร์ชั่นกับพริงเกิลส์กระป๋องละ 65 บาท

พริงเกิลส์ที่มีวางขายกันทั่วไปนั้นผลิตในมาเลเซีย ส่วนพริงเกิลส์กระป๋องละ 65 บาทนั้นผลิตในอเมริกาและยังหาซื้อยากเหมือนเดิม ผมแทบไม่เคยซื้อเวอร์ชั่นมาเลเซียเลย แต่ถ้าเจอเวอร์ชั่นอเมริกาเมื่อไหร่ก็จะซื้อติดมือกลับบ้านเสมอ

—–

รอบตัวเรามีสิ่งที่เหมือนกันแต่ไม่เหมือนกันอยู่หลายอย่าง

เป๊ปซี่กับโค้ก

มาม่ากับยำยำ

ยาคูลท์กับบีทาเก้น

เราอาจจะมีเพื่อนที่เรื่องมากกับเรื่องเล็กน้อยเหล่านี้ เหมือนที่ผมเรื่องมากจะกินแต่พริงเกิลส์สัญชาติอเมริกัน ทั้งๆ ที่ถ้ามองจากคนนอก จะกินอันไหนมันก็เหมือนๆ กัน

แต่ผมว่ารายละเอียดเล็กน้อยเหล่านี้แหละครับที่สำคัญ

คำพูดเดียวกัน แต่พูดด้วยน้ำเสียงที่แตกต่างกัน ความหมายก็แตกต่างแล้ว

คำพูดเดียวกัน แต่คนพูดคนละคนกัน คนฟังก็รู้สึกแตกต่างแล้ว

สไลด์เนื้อหาเหมือนกัน แต่ใช้ฟอนท์ต่างกัน ก็ดูเป็นมืออาชีพไม่เท่ากันแล้ว

ดังนั้น โปรดระวังเวลาเรากำลังเกิดความคิดที่ว่า “เพื่อน/แฟน/หัวหน้าเรื่องมากจัง มันก็เหมือนๆ กันนั่นแหละ”

เพราะจริงๆ แล้วมันไม่เหมือนกันเลย อย่างน้อยก็สำหรับคนคนนั้น

หากเราเข้าใจและใส่ใจรายละเอียดเหล่านี้ เราก็น่าจะไปได้ไกลกว่า ทั้งในเรื่องความสัมพันธ์และการทำงานครับ

ผิดเกม

20180804_wronggame

วันนี้เจอบทความหนึ่งใน Quora ที่คิดว่าเจ๋งดี เลยอยากเอามาเล่าสู่กันฟังครับ

คำถามคือ เรื่องอะไรที่คนเรามักจะพลาดโดยไม่รู้ตัว? – What is a common mistake people make without realizing it?

Sean Kernan เข้ามาตอบคำถามดังนี้ครับ

—-

เมื่อคืนนี้ผมเจอเลนส์กล้องถ่ายรูปที่ผมอยากได้เปิดประมูลขายอยู่บนเว็บ

มันเป็นเลนส์มือสองและยังไม่มีคนมาเสนอซื้อ

ผมเลยเสนอราคาไป $425

มีเวลาเหลือเพียงสองชั่วโมงก่อนจะปิดประมูล หนึ่งชั่วโมงผ่านไปก็ยังไม่มีใครมาประมูลเพิ่ม ผมเริ่มตื่นเต้นเพราะเลนส์นี้มันเจ๋งมาก

และแล้วก็มีเสียงปิ๊งป่อง

$430

อ๋อ จะแข่งเหรอ ได้เลย!

ผม: $440

เขา: $445

มั่นใจมากใช่มั้ย?

แล้วเราก็เริ่มประมูลแข่งกันอย่างดุเดือด ผมไม่รับโทรศัพท์ด้วยซ้ำเพราะต้องคอยพิมพ์ราคาใหม่ตลอด

ราคาประมูลวิ่งมาถึง $725

แล้วเขาก็เสนอราคา $730

แล้วผมก็ตาสว่าง

นี่แกจะยอมจ่ายเงินขนาดนั้นเพื่อเลนส์มือสองจริงๆ เหรอ เลนส์นี้ราคามือหนึ่งคือ $790 นะ

ผมก็เลยถอนตัวจากการประมูล

ในหลายสถานการณ์ เราไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าเรากำลังพยายาม “เอาชนะ” อยู่

ปัญหาก็คือเรากำลังเอาชนะผิดเกม (the problem is we are trying to win the wrong game)

สำหรับชีวิตคนเรา เรามักจะพบว่าต้นทุนของการเอาชนะก็คือความพ่ายแพ้
(In life, we often find that the price of winning is losing.)

—–

เป็นเรื่องปกติของคนเราที่อยากเอาชนะ เพราะมันเป็นอาหารอันโอชะของอัตตาตัวตน

แต่ทั้งๆ ที่เราคิดว่าเราชนะ เราอาจจะแพ้ก็ได้

แพ้ในการรักษาน้ำใจ แพ้ในความสัมพันธ์ แพ้ให้กับกิเลสของเราเอง

การเอาชนะไม่ใช่สิ่งผิด แต่ถ้ารู้ตัวว่าเราเป็นคนเสพติดชัยชนะ สิ่งที่ต้องระวังที่สุด คือการ win the wrong game ครับ

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก Quora: Sean Kernan’s answer to What is a common mistake people make without realizing it?

Time Management Workshop รุ่นที่ 10 เปิดรับสมัครแล้วครับ เรียนวันเสาร์ที่ 1 กันยายนที่ Sook Station สุขุมวิท 101/2 (BTS อุดมสุข) ดูรายละเอียดได้ที่นี่ครับ https://goo.gl/eXKLhg (เหลืออีก 13 ที่)

ความรักไม่ใช่เรื่อง 50:50

20180623c

ใครที่มีคู่หรือเคยมีคู่ น่าจะต้องรู้จักกับความรู้สึกนี้

รู้สึกว่าเราลงแรงในความสัมพันธ์มากกว่าอีกฝ่ายหนึ่ง

เช่นเราอุตส่าห์มารอตั้งนาน พอเจอหน้าไม่เห็นขอโทษเราซักคำ

หรือเราอุตส่าห์ลงมือทำอาหารให้กิน กว่าจะหาสูตร กว่าจะไปซื้อของ กว่าจะเข้าครัวได้เมนูจานนี้มา แต่พอเขากินเสร็จแล้วจะปริปากชมให้ชื่นใจซักนิดก็ไม่มี

แต่ความรักไม่ใช่เรื่องคนละครึ่งนะครับ

ความรักไม่เคยเป็นเรื่อง 50:50

มันมักจะเป็น 90:10 เสมอ

นั่นคืออีกฝ่ายหนึ่งจะเป็นฝ่ายให้มากกว่า ขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งจะเป็นฝ่ายรับเสียเยอะ

ประเด็นสำคัญอยู่ตรงนี้ครับ

วันนี้เรา 90 เขา 10 ก็จริง

แต่พรุ่งนี้เราอาจ 10 และเขา 90 ก็ได้

เพราะสิ่งที่เราแต่ละคนเจอในแต่ละวันมันไม่เหมือนกัน วันนี้เขาอาจงานสบาย ส่วนเราโดนหนักมาทั้งวัน ก็เป็นเรื่องธรรมดาที่เขาควรเอาอกเอาใจเราหน่อย พรุ่งนี้พอเรามีแรงมากขึ้นเราก็เอาอกเอาใจเขากลับบ้าง

เราจึงไม่ควรน้อยใจหรือเรียกร้องความแฟร์ในความสัมพันธ์

เพราะในความเป็นจริง บางวันมันต้องไม่แฟร์อย่างสุดๆ ด้วยซ้ำไป

เพราะมีแต่คนที่รักกันเท่านั้นที่จะยอมให้กันได้ขนาดนี้ จริงมั้ยครับ?

—–

ขอบคุณประกายความคิดจาก The James Altucher Show: 360 – Joey Coleman: How to Relate to People (Customers, Bosses, Loved Ones and Cops) 

อย่าให้ลูกคิดว่าเรารักมือถือมากกว่าเขา

201806201

เวลาผมกลับถึงบ้าน ผมจะเอาคอมกับมือถือไว้นอกห้อง

เพราะรู้ตัวว่าถ้าเอามือถือเข้าห้อง ยังไงๆ ผมก็ต้องหยิบมันขึ้นมาเล่นแน่ๆ

การบังคับใจไม่ให้เล่นมือถือที่เห็นอยู่ตรงหน้า ยากกว่าการไม่เล่นมือถือที่อยู่นอกห้องเป็นร้อยเท่า

ตอนนี้ปรายฝน ลูกสาวคนโตอายุสองขวบครึ่งแล้ว เริ่มพูดเก่งแล้ว และเริ่มติดพี่เลี้ยงมากกว่าพ่อกับแม่แล้ว ถ้าเวลาตอนค่ำที่มีอยู่น้อยนิดผมยังแบ่งไปเล่นมือถืออีก ผมก็เกรงว่าลูกจะรู้สึกว่าเราเห็นมือถือสำคัญกว่าเขา

ลูกเป็นสิ่งมีชีวิตที่โตไวมาก เขายังตัวเล็กพอให้เรากอดให้เราอุ้มได้อีกไม่นาน ดังนั้นใช้เวลากับเขาให้เยอะๆ นะครับ


หาซื้อหนังสือ Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 3 ได้ที่ Zombie Books RCAร้านหนังสือเดินทาง ถ.พระสุเมรุ, ซีเอ็ด นายอินทร์ B2S ศูนย์หนังสือจุฬา คิโนะคุนิยะ เอเชียบุ๊คส์  และร้านหนังสือทั่วไปครับ

ฉันมันไม่ดีตรงไหน

20180605_howhaveiwrongedyou

เป็นคำถามที่ไม่สร้างสรรค์

แถมยังอาจไม่จริงใจอีกด้วย

“ฉันมันไม่ดีตรงไหน” เป็นคำถามที่มีนัยว่า ฝ่ายหนึ่งผิด ฝ่ายหนึ่งถูก

ดูเผินๆ เหมือนจะบอกว่า ฉันมันผิดเอง เธอเป็นฝ่ายถูก ดังนั้นช่วยบอกฉันทีสิว่า ฉันผิดตรงไหน ฉันมันไม่ดียังไง

แต่ถ้ามองลงไปอีกชั้นหนึ่ง ก็จะพบว่าคนที่พูดคำนี้ คือคนที่มั่นใจว่าตัวเองทำดีมาทุกอย่าง ทำถูกมาทุกอย่างแล้ว จึงไม่เข้าใจว่าทำไมเธอถึงยังไม่รักฉันอีก ดังนั้น เธอนั่นแหละที่ตัดสินใจผิด

ซึ่งอาจจะไม่ใช่เลยก็ได้

เพราะเรื่องบางเรื่องมันไม่เกี่ยวกับดีหรือไม่ดี มีแค่เหมาะหรือไม่เหมาะ

แทนที่จะถามว่า ฉันมันไม่ดีตรงไหน คำถามที่อาจสร้างสรรค์กว่าก็คือ เราไม่เหมาะกันตรงไหน

เปลี่ยนจากฉันเป็นเรา เปลี่ยนจากดีเป็นเหมาะ

แล้วคราวนี้มันก็จะไม่ใช่เรื่องใครผิดใครถูก ไม่ใช่เรื่อง subjective แต่เป็นเรื่อง objective เช่นนิสัยบางอย่างหรือรสนิยมบางเรื่องที่ไม่ตรงกัน

เราไม่ได้ไปต่อด้วยกัน ไม่ใช่เพราะว่าเธอไม่ดี หรือฉันดีเกินไป แต่เพียงเพราะว่าเราไม่เหมาะกัน ก็เท่านั้นเอง

“เธอ” ในที่นี้อาจจะเป็นสาวงาม หนุ่มเซอร์ ลูกค้า หรือแม้กระทั่งบริษัทเราใฝ่ฝันอยากร่วมงานก็ได้

เพราะฉะนั้นเลิกถามได้แล้วว่าฉันมันไม่ดีตรงไหน หาให้เจอว่าเราไม่เหมาะกันยังไง ถ้าปรับได้ก็ปรับ แต่ถ้าปรับไม่ได้ก็วางมันลงแล้วดำเนินชีวิตของเราต่อไปเท่านั้นเอง

—–

หาซื้อหนังสือ Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 3 ได้ที่ Zombie Books RCAร้านหนังสือเดินทาง ถ.พระสุเมรุ, ซีเอ็ด นายอินทร์ B2S ศูนย์หนังสือจุฬา คิโนะคุนิยะ เอเชียบุ๊คส์  และร้านหนังสือทั่วไปครับ