วันเดียวที่ง่ายคือเมื่อวานนี้

เพราะมันผ่านไปแล้ว และจะไม่กลับมาอีกแล้ว

วันนี้จะไม่ง่าย แผนที่เราวางไว้อย่างดีอาจพังทลายจากโทรศัพท์แค่สายเดียว หรือข้อความไลน์แค่ข้อความเดียว

สำคัญคือเมื่อเจอเหตุการณ์ที่อยู่นอกเหนือแผนการ เราทำตัวอย่างไร และสำคัญกว่านั้นคือเราทำใจอย่างไร

ทำใจในที่นี้ไม่ได้แปลว่าจำยอม แต่หมายถึงว่าเรามีมุมมองอย่างไรต่อเรื่องที่ไม่คาดคิด

ถ้าเราเผื่อใจไว้แล้วว่าแต่ละวันจะมี surprises เต็มไปหมด เราก็จะไม่หงุดหงิด และรับมือกับสถานการณ์ตรงหน้าได้ด้วยใจเป็นกลาง

แต่ถ้าเราหงุดหงิด แสดงว่าเราไม่ได้อยู่กับปัจจุบัน แต่เรากำลังติดอยู่ในกับดักความคิดของตัวเองที่คาดหวังว่าสิ่งต่างๆ มันไม่ควรจะยากแบบนี้

“The only easy day was yesterday.”
-Anonymous

วันที่ง่ายนั้นผ่านไปแล้ว วันนี้จะมีแต่ความท้าทาย

เพราะท้าทายจึงสนุก เพราะสนุกจึงคุ้มค่าครับ

อย่าหักหลังตัวเราในอนาคต

เอาจริงๆ เรารู้อยู่แก่ใจว่าสิ่งที่เรากำลังทำวันนี้มันจะนำไปสู่อะไร

การใช้เงินแบบไม่เหลือเก็บจะนำไปสู่อะไร

การสูบบุหรี่จะนำไปสู่อะไร

การเอาชนะคะคานจะนำไปสู่อะไร

การเอาเปรียบคนอื่นจะนำไปสู่อะไร

การทำงานหามรุ่งหามค่ำไม่ดูแลสุขภาพจะนำไปสู่อะไร

แต่ถึงจะรู้ก็ยังทำ ต้องรอให้เห็นโลงศพถึงจะหลั่งน้ำตา

อาจเป็นเพราะเรามองตัวเราในอนาคตกับตัวเราในวันนี้เป็นคนละคน

เรานึกถึงตัวเราในอดีตได้ไม่ยาก แต่เรานึกถึงตัวเราในอนาคตได้ลำบาก จนบางสำนักบอกว่าจะช่วยได้ถ้าเราใช้แอปแต่งรูปที่ทำให้เราแก่ขึ้นซัก 30 ปีแล้วปริ๊นท์รูปนี้มาติดไว้หน้าตู้เย็นหรือที่ที่เราเดินผ่านบ่อยๆ เราจะได้ทำความคุ้นเคยกับตัวเราในอนาคตเอาไว้

เมื่อเราตระหนักว่าสิ่งที่เราทำในวันนี้จะทำให้ตัวเราในอีก 30 ปีต้องพบเจออะไรบ้าง เราอาจจะมีความยับยั้งชั่งใจขึ้นมาก่อนจะทำอะไรไม่ฉลาดลงไป

อย่ายึดตัวเราในปัจจุบันเป็นศูนย์กลางของจักรวาล

ไม่อย่างนั้นเราอาจกำลังหักหลังตัวเราในอนาคตครับ

นิสัยที่แก้ไม่หายของทหารผ่านศึก

วันนี้อ่านเจอกระทู้น่าสนใจใน Quora ที่ถามว่า นิสัยอะไรที่คุณได้เรียนรู้สมัยอยู่ในกองทัพที่คุณไม่คิดจะเลิกแม้จะกลับมาใช้ชีวิตพลเรือนแล้ว (What habits did you learn in the military that you simply cannot and do not wish to drop in your civilian life?)

นี่คือคำตอบของ Roland Bartetzko อดีตหทารชาวเยอรมันวัย 51 ปีครับ

“สิ่งเดียวที่ผมเรียนรู้ตอนอยู่ในกองทัพและยังยึดมั่นอยู่จนถึงทุกวันนี้ก็คือนิสัยช่างแ_่ง

มันคือความไม่แยแสโดยสิ้นเชิงกับเรื่องชวนงุดหงิดที่เกิดขึันเป็นปกติ

รถคันหลังบีบแตรไล่เพราะไฟเขียวแล้วแต่ผมยังไม่ขยับรถอย่างนั้นเหรอ

โดนเพื่อนร่วมงานโกรธเพราะผมสั่งกาแฟมาให้ผิดอย่างนั้นเหรอ

ข่างซ่อมห้องน้ำมาสายหนึ่งชั่วโมงอย่างนั้นเหรอ

ไม่เห็นจะเป็นอะไร กองทัพได้สอนให้ผมไม่ยี่หระกับเรื่องแบบนี้

ผมไม่แคร์ ไม่แม้แต่นิดเดียว ผมเคยร่วมรบในสงครามมาแล้วสองครั้ง สิ่งที่ผมมองว่า “เป็นปัญหา” นั้นหน้าตาต่างออกไป ยกตัวอย่างเช่น

คุณอยู่ท่ามกลางห่ากระสุนของทั้งสองฝ่าย กำลังโดนศัตรูตีวงล้อมเข้ามา และเพื่อนของคุณก็โดนสไนเปอร์ซุ่มยิง (บอสเนีย)

หรือไม่คุณก็โดนสะเก็ดระเบิดชิ้นใหญ่ฝังอยู่ในขา แถมแถวนั้นก็ไม่มีโรงพยาบาลเลยด้วย (สงครามโคโซโว)

หรือสหายร่วมรบเลือดไหลไม่หยุดเพราะเส้นเลือดใหญ่ขาด ขณะที่คุณพยายามหาทางช่วยชีวิตเขา (โคโซโว)

เหล่านี้ต่างหากคือปัญหาที่กองทัพสอนให้ผมแคร์

ในขณะที่วิถีชีวิตแบบพลเรือนนั้น ต่อให้เลวร้ายขั้นสุดผมก็ยังรู้สึกว่าง่ายเหมือนปอกกล้วย ผมเลยสนุกกับมันทุกนาที

บางทีคนรอบตัวก็หงุดหงิดกับท่าทีแบบนี้ของผม แต่ก็อย่างที่ผมบอกไปครับว่าผมก็ช่างแ_่งเหมือนกัน”

ถ้าข้างในเราถูก ข้างนอกจะถูกเอง

เคยนั่งเครื่องบินแล้วเจอแอร์สองคนที่บริการไม่เหมือนกันมั้ยครับ

คนหนึ่งอารมณ์ดี ยิ้มแย้มแจ่มใส แต่อีกคนดูขุ่นๆ ไม่ค่อยรับแขกเท่าไหร่

ทั้งๆ ที่ตำแหน่งเดียวกัน ได้ค่าตอบแทนพอๆ กัน บินไฟลท์เดียวกัน เจอผู้โดยสารชุดเดียวกัน

สภาวะจิตใจที่แตกต่างของทั้งสองคนจึงไม่น่าจะเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายนอก แต่เป็นวิธีการที่เขาเลือกที่จะตอบสนองต่อเหตุการณ์เหล่านั้นมากกว่า

เหมือนคำกล่าวที่ว่าสองคนยลตามช่อง คนหนึ่งมองเห็นโคลนตม อีกคนตาแหลมคม มองเห็นดาวอยู่พราวพราย

แน่นอนว่าโลกนี้มันไม่แฟร์ บางคนเกิดมาแล้วช่างขัดสน บางคนเกิดมาแล้วเพียบพร้อมไปหมด

แต่นั่นคือสิ่งที่ผ่านไปแล้ว และเราทำอะไรไม่ได้ สิ่งเดียวที่เราทำได้คือเรียนรู้ที่จะรับมือกับประสบการณ์ทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาในชีวิต

หากเราเลือกที่จะมองให้เห็นว่าประสบการณ์นี้จะทำให้เราดีขึ้นได้อย่างไร ทุกเหตุการณ์ย่อมมีคุณค่า

แต่เราเอาแต่โทษฟ้าดินในความไม่แฟร์ เราก็จะยืนอยู่ที่เดิมหรือเดินถอยหลัง

การตอบสนองของเรานี่เองที่จะเป็นตัวกำหนดว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับเราต่อไป สิ่งที่เราคิด พูด ทำ มันจะทำให้สถานการณ์ดีขึ้นหรือแย่ลง ถ้าเราระลึกความจริงข้อนี้ได้ เราจะไม่ทำอะไรที่ไม่ฉลาดลงไป

ถ้าข้างในเราถูก ข้างนอกจะถูกเองครับ

อย่าไปเสียเวลาซ้ำเติมตัวเอง

เวลาเราทำพลาด เราจะเสียเวลามากมายไปกับการด่าตัวเอง

ทำไมเรากระจอกขนาดนี้ ทำไมเราโง่ขนาดนี้ ทำไมเราเลวขนาดนี้

อาการทับถมตัวเองนี่ยาวนานเป็นชั่วโมงหรือเป็นวันๆได้เลย ทำราวกับว่ายิ่งทับถมตัวเองมากเท่าไหร่เราจะพลาดน้อยลงอย่างนั้นแหละ

เวลาที่พระท่านสอนเรื่องภาวนา ท่านจะบอกว่าถ้าเผลอก็แค่ให้รู้ แล้วกลับมาเริ่มใหม่ ไม่ต้องต่อว่าตัวเองอะไรทั้งนั้น ยิ่งเผลอบ่อยยิ่งเป็นสัญญาณที่ดี เพราะธรรมดาคนเราเผลอแล้วไม่เคยรู้ตัวว่าเผลอ

ถ้ากำลังกินข้าวแล้วเผลอ ก็แค่กลับมากินข้าว ถ้ากำลังเดินแล้วเผลอ ก็แค่กลับมาเดิน ถ้ากำลังอ่านบทความนี้แล้วเผลอ ก็แค่กลับมาอ่านบทความ

เผลอแล้วรู้ พลาดแล้วรู้ แล้วก็แค่กลับมา ไม่ต้องทำอะไรมากกว่านี้

เช่นเดียวกับทุกๆ เรื่องในชีวิต ทำงานพลาด ก็แค่เริ่มใหม่ ทะเลาะกันไปแล้ว ก็แค่เริ่มใหม่ ตัดสินใจพลาดไปแล้ว ก็แค่เริ่มใหม่

อย่ามัวไปเสียเวลาซ้ำเติมตัวเองอยู่เลย