66 เคล็ดลับการเป็นหัวหน้าให้ลูกน้องระอาใจ

1.คิดว่าตัวเองเป็นสิ่งมีชีวิตที่เหนือกว่าลูกน้อง
2.ยึดมั่นถือมั่นในความคิดตัวเอง
3.ไม่ไว้ใจลูกน้อง
4.พูดจาไม่ให้เกียรติกัน
5.ตำหนิน้องต่อหน้าธารกำนัล
6.ขอโทษใครไม่เป็น
7.ไม่เคยเอ่ยปากชมใคร
8.ไม่ปกป้องลูกน้อง
9.เอาดีใส่ตัว
10.ไม่ให้เครดิตคนทำงาน
11.ชอบประชดประชัน
12.แซวคนอื่นจนเกินพอดี
13.บ่นลูกน้องให้คนอื่นฟัง แต่ไม่เคยบอกเจ้าตัวตรงๆ
14.พูดมากที่สุดในห้องประชุม
15.ฟังน้อยที่สุดในห้องประชุม
16.ไม่บอกให้ชัดว่าต้องการอะไร
17.ชอบเปลี่ยนใจนาทีสุดท้าย
18.ตรวจงานไม่ละเอียด ทำให้ต้องแก้หลายรอบ
19.พี่ถูกเสมอ
20.ควบคุมอารมณ์ไม่ได้
21.ไม่สนใจว่าลูกน้องงานหนักเกินไปรึเปล่า
22.ไม่ empower คนในทีม
23.ตามงานลูกน้องตอนดึกดื่นทั้งที่ไม่ใช่เรื่องสำคัญ
24.ชอบ message หาในวันที่ลูกน้องลางาน
25.สั่งงานกะทันหันบ่อยๆ
26.เก็บข้อมูลเอาไว้คนเดียว
27.อมงานจนตัวเองกลายเป็นคอขวด
28.Micromanage ลูกน้อง
29.บังคับว่าต้องใช้วิธีนี้เท่านั้น
30.ไม่รับฟังความเห็นที่แตกต่าง
31.พูดอย่างทำอย่าง
32.ปากหวานก้นเปรี้ยว
33.ไม่รักษาคำพูด
34.ไม่เคยลงไปดูหน้างาน
35.พิมพ์ไลน์ในเรื่องที่ควรจะโทรหาหรือเดินมาคุย
36.Overreact เมื่อเกิดความผิดพลาด
37.ปล่อยให้คนบางคนทำผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า
38.เอาผลประโยชน์ส่วนตัวเป็นที่ตั้ง
39.คาดหวังว่าลูกน้องต้องเป็นเหมือนตัวเอง
40.ไม่ชอบให้ใครเด่นกว่า
41.Favor ลูกน้องที่เอาอกเอาใจ
42.ใช้ลูกน้องให้ไปทำธุระส่วนตัวบ่อยๆ
43.ตั้งกฎที่ไม่เมคเซ้นส์
44.คาดหวังให้คนอื่นทำตามกฎ แต่ตัวเองเป็นข้อยกเว้น
45.จำชื่อลูกน้องไม่ได้
46.เขียนชื่อลูกน้องผิดตลอด
47.ไม่เคยถามไถ่ความเป็นไปของลูกน้อง
48.ไม่รับฟังฟีดแบ็ค
49.บอกให้ฟีดแบ็คพี่ตรงๆ ได้ แต่พอน้องบอกก็โกรธ
50.ได้ฟีดแบ็คไปแล้วไม่ทำอะไร
51.ไม่เคยให้ฟีดแบ็คลูกน้อง มาบอกเอาตอนประเมินผล
52.ไม่สร้างโอกาสให้น้องได้เติบโต
53.ใช้ CAPITAL LETTERS สีแดงเวลาส่งอีเมล
54.ไฮไลท์หรือขีดเส้นใต้บางประโยคที่เชือดเฉือน
55.สื่อสารโดยไม่ให้ context (บริบท)
56.แบ่งพรรคแบ่งพวก
57.ตรรกะวิบัติ
58.ดึงดันใช้ตรรกะกับเรื่องที่ควรใช้ความเป็นมนุษย์
59.ชอบมโนไปเอง
60.ชอบจับผิด
61.น้องพลาดแล้วซ้ำ
62.ขาดความเห็นใจ
63.ไร้อารมณ์ขัน
64.ยึดติดวิธีการแบบเดิมๆ
65.เกรงใจคนที่ทำงานไม่ดี
66.ไม่เกรงใจคนที่ทำงานดี

ทำได้ครบ 66 ข้อนี้ รับรองว่าเราจะเป็นหัวหน้าที่ลูกน้องระอาใจได้อย่างแน่นอน

กลับกัน ถ้าเราอยากเป็นหัวหน้าที่ดี ก็หลีกเลี่ยง 66 ข้อนี้ให้ได้มากที่สุดครับ

หัวหน้าที่ดีต้องรู้ว่าตัวเองไม่รู้อะไร

นอกจากรู้ว่าตัวเองไม่รู้อะไร ต้องมีอีโก้ที่ต่ำพอที่จะยอมรับว่าตัวเองไม่รู้ด้วย

เพราะหากหัวหน้ามีอีโก้สูง ต้องการเป็น the smartest person in the room เสมอ ก็จะยึดมั่นถือมั่นในความคิดของตัวเอง และพาทีมออกทะเลไปได้ไกล

หากหัวหน้าทำเป็นรู้ในสิ่งที่ตัวเองไม่รู้ และสร้างความเสียหายหรือเสียเวลา ก็ย่อมสูญเสียความเชื่อมั่นของลูกทีม ซึ่งตรงข้ามกับสิ่งที่หัวหน้าคนนั้นต้องการเลยด้วยซ้ำ

หมดยุคที่คนหนึ่งคนต้องมีคำตอบสำหรับทุกอย่างแล้ว ความรู้และข้อมูลถูก democratized โดย Google ไปเรียบร้อย คุณค่าของหัวหน้าจึงไม่ใช่ความรู้ที่มีมากกว่าใคร คุณค่าของหัวหน้าคือการมอบหมายงานให้ถูกกับคน รับฟังความคิดเห็นที่หลากหลาย เป็นตัวกลางในการรับส่งข้อมูล และตัดสินใจเมื่อได้ไตร่ตรองปัจจัยต่างๆ อย่างครบถ้วนแล้ว

หัวหน้าที่ยอมรับว่าตัวเองไม่รู้ และเอ่ยปากถามคนที่รู้ นั่นคือหัวหน้าที่ลูกน้องส่วนใหญ่อยากทำงานด้วยครับ

Empathy คือทักษะสำคัญที่สุดของผู้นำยุคนี้

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว มีบทความหนึ่งของ Forbes ที่มีเนื้อหาน่าสนใจ

บทความนี้มีชื่อว่า Empathy Is The Most Important Leadership Skill According To Research เขียนโดย Tracy Brower

ในบรรดาทักษะทั้งหมดที่ผู้นำจำเป็นต้องมีเพื่อสร้างทีมงานที่พนักงานรู้สึก engaged มีความสุข และปลดปล่อยศักยภาพได้อย่างเต็มที่นั้น empathy หรือความสามารถในการเข้าใจความรู้สึกนึกคิดของผู้อื่นคือทักษะที่สำคัญที่สุด

เหตุผลที่ empathy สำคัญกว่าที่ผ่านๆ มา เพราะ COVID-19 ส่งผลให้สภาพจิตใจของคนทำงานนั้นย่ำแย่ลงอย่างเห็นได้ชัด

จากการเก็บข้อมูลจากทั่วโลกของ Qualtrics พบว่า 42% ของผู้คนรู้สึกว่าสุขภาพจิตแย่ลง

ถ้าเจาะให้ลึกไปกว่านั้น 67% ตอบว่ารู้สึกว่าเครียดขึ้น 57% มีความกังวลใจมากกว่าเดิม 54% รู้สึกหมดแรงทางอารมณ์ (emotionally exhausted) และ 28% รู้สึกว่าไม่สามารถโฟกัสกับงานได้

อีกงานวิจัยหนึ่งก็พบว่า ความเครียดจากงานทำให้นอนหลับไม่สนิท และมักทำให้เผลอปล่อยพลังงานลบใส่คนอื่นโดยเฉพาะกับแฟนหรือคู่สมรส

จากการศึกษาของ Carleton University ก็พบว่า เมื่อพนักงานต้องเจอกับ “ความป่าเถื่อน” (incivility) จากเพื่อนร่วมงาน ก็จะส่งผลให้ตัวเองทำหน้าที่พ่อแม่ได้แย่ลง ส่วนงานวิจัยชิ้นใหม่ของ Georgetown University ก็พบว่าความเถื่อนในที่ทำงานนั้นกำลังขยายวงกว้างและส่งผลให้พนักงานไม่ค่อยร่วมมือกัน

เมื่อเราต้องลำบากกับสภาวะ burnout และหาความสุขจากการทำงานไม่ค่อยได้ การมีเจ้านายที่มี empathy คือแสงสว่างสำหรับคนทำงานโดยแท้ทรู

ในงานวิจัยล่าสุดของ Catalyst ที่สำรวจพนักงาน 889 คนได้พบความแตกต่างระหว่างองค์กรที่ผู้นำมีหรือไม่มี empathy ดังนี้

หัวข้อ / องค์กรที่ผู้นำมี empathy / องค์กรที่ผู้นำไม่มี empathy

Engagement ความรู้สึกผูกพันกับองค์กร / 76% / 32%

Ability to be Innovative ความสามารถที่จะคิดใหม่ทำใหม่ / 61% / 13%

Retention ความรู้สึกอยากอยู่กับองค์กรต่อไป / 57% / 14%

Inclusivity ความรู้สึกว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร / 50% / 17%

Work-Life Navigation ความสามารถในการจัดสรรเรื่องงานและเรื่องส่วนตัว / 86% / 60%

Empathy เป็นสิ่งที่มีอยู่ในตัวเรามาตั้งแต่เกิด งานวิจัยของ Lund University นั้นพบว่าเด็กอายุแค่ 2 ขวบก็รู้แล้วว่าคนอื่นๆ ไม่ได้คิดและรู้สึกเหมือนตัวเอง

Empathy ของผู้นำนั้นมีได้สองแบบ:

Cognitive Empathy รู้ว่าคนอื่นคิดยังไง

Emotional Empathy รู้ว่าคนอื่นรู้สึกยังไง

แต่ผู้นำที่ดีต้องไม่ใช่แค่รู้ว่าคนอื่นคิดหรือรู้สึกยังไง เขาต้องแสดงออกด้วยว่าเป็นห่วงเป็นใยและถามลูกทีมกันตรงๆ พร้อมทั้งตั้งอกตั้งใจฟังสิ่งที่ลูกน้องจะพูดด้วย

เราสามารถเป็นหัวหน้าที่มี empathy โดยไม่จำเป็นต้องเรียนด้านจิตวิทยามาก่อน เพียงแค่คุยกับลูกทีมบ่อยๆ และหัดสังเกตสังกา และหากหัวหน้ารู้ว่าองค์กรที่อยู่นั้นมีเครื่องมืออะไรที่จะช่วยซัพพอร์ตสภาพจิตใจของพนักงานได้บ้างก็ยิ่งเป็นเรื่องดี

การเป็นผู้นำที่มี empathy จึงไม่ใช่แค่เรื่องนโยบายหรือการเล่นวาทะ แต่มันต้องแสดงออกมาจากใจและลงมือทำจนคนเชื่อว่าเราแคร์

เหมือนคำฝรั่งที่บอกว่า people may not remember what you say, but they will remember how you made them feel.

คนคนหนึ่งอาจจะลืมสิ่งที่เราพูด แต่เขาจะไม่มีวันลืมว่าเราเคยทำให้เขารู้สึกอย่างไรครับ


ขอบคุณข้อมูลจาก Forbes: Empathy Is The Most Important Leadership Skill According To Research by Tracy Brower