ไม่มีทีมงานที่แย่ มีแต่หัวหน้าที่แย่

“There are no bad teams, only bad leaders”
-Jocko Willink

คนทำงานทุกคนมีศักยภาพอยู่ในตัว ผู้นำที่ดีคือคนที่สามารถดึงศักยภาพเหล่านั้นออกมาเพื่อสนับสนุนเป้าหมายของทีมได้

เวลาทีมฟุตบอลฟอร์มตก คนแรกๆ ที่จะโดนตำหนิก็คือผู้จัดการทีม

ถ้าทีมทำงานช้า เกี่ยงงาน ไม่ให้ความร่วมมือ คนที่ควรโดนตำหนิก็คือหัวหน้าเช่นกัน

ถ้าเราเป็นหัวหน้า แล้วลูกน้องยังทำงานไม่ได้ดั่งใจ ลองกลับมาทบทวนตัวเองใหม่ว่าเราสอนเขาดีพอหรือยัง ใช้คนถูกกับงานหรือยัง เรามีความเป็นผู้ใหญ่พอหรือยัง

มีคนกล่าวไว้ว่าฝูงแกะที่นำโดยสิงโตนั้นน่ากลัวยิ่งกว่าฝูงสิงโตที่มีแกะเป็นจ่าฝูง

ถ้ารู้ตัวว่าทีมของเรามีสิงโตเป็นหัวหน้า ก็ขอแสดงความยินดีด้วย แม้งานจะหนัก งานจะยาก แต่เราก็ยังโชคดีกว่าใครหลายคน

แต่ถ้าทีมของเรามีแกะเป็นหัวหน้า หรือหนักกว่านั้นคือมีเด็กเลี้ยงแกะเป็นหัวหน้า ก็ขอให้ใช้โอกาสนี้ในการหล่อหลอมตัวเองให้เก่งและแกร่งกว่าเดิม

และเรียนรู้ว่าโตขึ้นเราจะไม่เป็นหัวหน้าแบบนั้นครับ

4 Mindsets และ 5 Skills สำหรับผู้นำทศวรรษใหม่

เผอิญผ่านไปเจอสรุปเนื้อหาจากหนังสือ The Future Leader: 9 Skills and Mindsets to Succeed in the Next Decade ของ Jacob Morgan

เลยนำมาเล่าสู่กันฟังครับ

4 Mindsets ที่สำคัญสำหรับผู้นำในทศวรรษนี้

Mindset 1: นักสำรวจ (Explorer)
ผู้นำยุคใหม่ต้องมีความสงสัยใคร่รู้และความพร้อมที่จะปรับตัวเพื่อรับมือความเปลี่ยนแปลง

Mindset 2: เชฟ (Chef)
ผู้นำยุคใหม่ต้องหาส่วนผสมกลมกล่อมระหว่างเทคโนโลยีและความเป็นมนุษย์ (“HumanIT”) เขายินดีจะลองใช้เครื่องมือใหม่ๆ แต่เครื่องมือเหล่านี้ต้องไม่ไปลดทอนความเป็นมนุษย์ของคนในองค์กร

Mindset 3: ผู้รับใช้ (Servant)
องค์กรที่ดีจะเต็มไปด้วยผู้รับใช้ ลูกน้องจะรับใช้หัวหน้าเพื่อบรรลุเป้าหมาย หัวหน้าจะรับใช้ลูกน้องเพื่อให้ลูกน้องได้เติบโตและเติมเต็มศักยภาพของตัวเอง ทุกคนจะรับใช้ลูกค้าและผู้ใช้งานเพื่อให้ทุกคนมีประสบการณ์ที่ดี

Mindset 4: พลเมืองโลก (Global Citizen)
ผู้นำยุคใหม่ต้องมองกว้างและใจกว้าง ยอมรับความแตกต่างของผู้คนที่มาจากต่างวัฒนธรรมต่างโลกทัศน์

5 Skills ที่จำเป็นสำหรับผู้นำยุคใหม่

Skill 1: นักอนาคตศาสตร์ (The Futurist)
มองไกล ใคร่ครวญถึงสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น และเตรียมพร้อมที่จะรับมือไม่ว่าไพ่จะออกมาหน้าไหน

Skill 2: โยดา (Yoda)
ใช้ความฉลาดทางอารมณ์เพื่อสร้างความรู้สึกปลอดภัยในที่ทำงานและสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมสำหรับการล่มหัวจมท้ายของคนในทีม

Skill 3: นักแปล (The Translator)
ฟังและสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อให้คนในองค์กรเห็นและมองไปในทิศทางเดียวกัน

Skill 4: โค้ช (The Coach)
เข้าถึง ผลักดัน สร้างแรงบันดาลใจและถ่ายทอดให้กับทุกคนโดยไม่หวงวิชา

Skill 5: วัยรุ่นสายเทค (The Technology Teenager)
กล้าเล่นกล้าลองของใหม่ๆ

ลองนำไปปรับใช้กันดูนะครับ

เป็นหัวหน้าอย่า add value มากเกินไป

ปัญหาคลาสสิคของหัวหน้าที่ฉลาดคือการ add value มากเกินไป

เวลาลูกน้องมีไอเดียดีๆ อะไรมานำเสนอ หัวหน้ามักอดไม่ได้ที่จะออกความเห็น

“เป็นไอเดียที่ดีนะ แต่พี่ว่าทำแบบนี้น่าจะเวิร์คกว่า”

ฟังดูก็เมคเซนส์ดี เพราะเรามีประสบการณ์มากกว่า และน้องก็มาหาเราเพราะต้องการคำแนะนำ

แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องระลึกไว้ก็คือ คำแนะนำของเราอาจจะทำให้ไอเดียดีขึ้น 5% แต่ทำให้ commitment ของน้องน้อยลงไป 50%

เพราะเมื่อหัวหน้าออกความเห็นมากเกินไป ไอเดียนั้นมันจะกลายเป็นไอเดียของหัวหน้า ไม่ใช่ไอเดียของน้องแล้ว ความรู้สึกเป็นเจ้าของ หรือ ownership ย่อมน้อยลงไปเยอะ

งานจะออกมาดีหรือไม่ขึ้นอยู่กับ สองปัจจัย คือ

คุณภาพของไอเดีย x ความทุ่มเทในการเข็นไอเดียออกมาให้สำเร็จ

Quality of the idea x the commitment to make it work

ดังนั้น ในฐานะหัวหน้า เราต้องระวังที่จะไม่ add value มากเกินไป

เพราะบรรทัดสุดท้ายอาจจะได้ของที่แย่กว่าเดิมครับ


ขอบคุณเนื้อหาจาก Youtube: Marshall Goldsmith: Adding Too Much Value

หัวหน้าที่ดีต้องดับความกลัวของลูกน้อง

กลัวว่าจะทำไม่ได้

กลัวว่าทำพลาดแล้วจะโดนดุ

กลัวว่าจะดูโง่

กลัวโดนเอาเปรียบ

กลัวว่าตัวเองจะไม่เก่งจริง

กลัวว่าตัวเองอยู่ถูกที่รึเปล่า

เหล่านี้ล้วนเป็นความกลัวที่คนทำงานทุกคนมี และหัวหน้าที่ดีย่อมช่วยขจัดความกลัวเหล่านี้จากใจลูกน้องได้

เมื่อความกลัวหายไป ความกล้าจะเข้ามาแทน การกระทำจะเกิด ผลงานจะมี แล้วทุกคนก็จะได้ประโยชน์กันถ้วนหน้าครับ


ป.ล. เข้าใจว่าหัวหน้าบางคนใส่ความกลัวลงในใจลูกน้อง ซึ่งนั่นก็อาจจะสร้างผลงานได้เหมือนกัน แต่ผลกระทบที่ตามมาย่อมไม่เหมือนกันครับ

หัวหน้าเป็นสิ่งมีชีวิตที่โดดเดี่ยว

20191028

หัวหน้าเป็นสิ่งมีชีวิตที่โดดเดี่ยว

หัวหน้าต้องแบกรับความกดดันจากผู้บริหาร ซึ่งลูกน้องไม่เคยรับรู้หรือรู้แค่เพียงเศษเสี้ยว

ในขณะเดียวกันหัวหน้าก็ต้องรับมือกับข้อจำกัดของลูกน้องและกระบวนการทำงานที่ไม่เมคเซ้นส์ ซึ่งผู้บริหารไม่เคยรับรู้หรือรู้แค่เพียงเศษเสี้ยว

หัวหน้ามักจะถูกโปรโมตขึ้นมาเพราะทำงานเก่ง แต่พอได้รับการโปรโมตแล้ว งานที่เคยทำได้ดีก็มักจะไม่ค่อยมีโอกาสได้ทำ แต่ละวันจึงมักได้ทำแต่งานที่ยังไม่เก่งเช่นการจัดการคน หรืองานที่พอทำได้แต่ไม่สนุกหรือไม่ค่อย add value เช่นงาน admin สิ่งที่หัวหน้าได้เจอในแต่ละวันจึงไม่ค่อยเหลืออะไรที่ spark joy

หลายครั้งลูกน้องทำงานไม่ได้ดั่งใจ หัวหน้าคาดหวัง 10 ลูกน้องทำได้แค่ 5 ถ้าไป push น้องมากๆ เกิดน้องเครียดหรือเป็นซึมเศร้าขึ้นมาก็รู้สึกผิดอีก

หัวหน้าบางคนยังโหยหางานที่ตัวเองเคยเก่งอยู่ แถมลูกน้องก็มักทำไม่ได้ดั่งใจ ก็เลยลงไปทำงานแทนลูกน้อง ผลก็คือตัวเองเหนื่อยกว่าเดิม น้องก็ไม่เก่งขึ้นซักที และงานที่สำคัญอย่างการโค้ชน้องและการจัดการทีมก็ไม่ได้ทำ วงจรนี้จึงยังดำเนินอยู่ร่ำไป

หัวหน้าตกอยู่ในความกังวลตลอดว่าถ้าใครในทีมลาออก คนแรกที่ต้องเข้ามารับงานส่วนนั้นเอาไว้ก่อนก็คือตัวหัวหน้า

บางทีเวลามีคนในทีมที่ toxic หรือไม่ perform หัวหน้าก็อยากจะลงดาบเหมือนกัน แต่ก็กลัวว่าถ้าเอาออกไป คนทั้งทีมก็ต้องรับงานหนักขึ้น ยิ่งถ้า HR ไม่แข็ง ไม่สามารถหาคนมาแทนได้รวดเร็ว หัวหน้าก็ยิ่งไม่กล้าจัดการลูกน้องที่ไม่ดี

หัวหน้าบางคนเงินเดือนมากกว่าลูกน้องรุ่นใหม่แค่ 3 พัน แต่ต้องรับผิดชอบมากกว่า 3 เท่า

กรุ๊ปไลน์จะมีอย่างน้อยสองกรุ๊ป หนึ่งคือกรุ๊ปทีม สองคือกรุ๊ปทีมที่ไม่ได้เชิญหัวหน้าเข้ามาด้วย

ยิ่งหัวหน้าอยู่สูงแค่ไหน ยิ่งมีโอกาสที่หัวหน้าจะได้กินข้าวคนเดียวมากขึ้นเท่านั้น

ตอนกลางวันหัวหน้าอาจมีคนห้อมล้อมมากมาย แต่ตอนกลางดึกต้องนอนไม่หลับกลิ้งไปกลิ้งมาอยู่คนเดียว

หัวหน้าก็เป็นมนุษย์ธรรมดาที่อยากมีคนเข้าใจ แต่หลายครั้งก็ต้องทนอยู่กับการที่ไม่มีใครเข้าใจเขาเลย

หัวหน้าจึงเป็นสิ่งมีชีวิตที่โดดเดี่ยว

ก็ได้แต่หวังว่าลูกน้องจะเห็นใจสิ่งมีชีวิตตนนี้บ้างเท่านั้นเอง

หัวหน้าไม่ได้มีตาทิพย์

201707182

และก็ไม่ได้มีหูทิพย์ด้วย

ดังนั้นอย่าหวังว่า ถ้าเราทำดีแล้วหัวหน้าจะเห็นเอง-จะรู้เอง

คนที่คิดอย่างมักจะลงเอยด้วยความผิดหวัง แล้วก็มานั่งน้อยอกน้อยใจว่าหัวหน้าไม่เคยเห็นคุณค่า

จริงๆ แล้วเป็นเพราะเราต่างหากที่ไม่ได้ช่วยหัวหน้าเท่าที่ควร

หัวหน้ามีเรื่องที่ต้องรับผิดชอบมากกว่าเราตั้งเท่าไหร่ มีคนต้องดูแลตั้งเท่าไหร่ การไปหวังให้เขารู้ทุกอย่างที่เราทำมันดูเรียกร้องมากเกินไปรึเปล่า

การบอกหัวหน้าถึงงานที่เราทำไม่ใช่การอวดตัว ไม่ใช่การเอาหน้า แต่มันคือการช่วยให้ชีวิตเขาง่ายขึ้น สบายใจขึ้นว่าเราดูแลตัวเองได้ ไม่ต้องรอให้เขาตามงานหรือกังวลว่างานไปถึงไหนแล้ว

เลิกกลัวว่พูดแล้วจะดูไม่ดี และเลิกคิดได้แล้วว่าทำดีแล้วหัวหน้าจะรู้เอง

สื่อสารให้มากกว่านี้ เพราะหัวหน้าไม่ได้มีตาทิพย์ครับ

หัวหน้าควรพูดเป็นคนสุดท้าย

20190701_lasttospeak

ซึ่งเข้าใจว่ามันเป็นเรื่องยาก

เพราะคนที่ได้ขึ้นมาเป็นหัวหน้ามักจะเป็นคนที่ทำงานเก่ง เน้นผลลัพธ์ หรือไม่ก็มีทักษะในการสื่อสารดีเยี่ยม

เมื่อเห็นลูกน้องพูดอะไรที่ไม่เข้าท่าจึงมักจะทนไม่ได้ ต้องเอ่ยปากอะไรบางอย่างเสมอ

แต่เมื่อไหร่ที่เราพูดออกมาก่อน เราก็กำลังตัดโอกาสอะไรหลายๆ อย่าง

โอกาสที่จะได้รู้อะไรใหม่ๆ โอกาสที่จะรู้ว่าน้องแต่ละคนคิดยังไง และโอกาสที่น้องจะได้คิดอะไรด้วยตัวเอง

หากเราพูดเป็นคนแรก ลูกน้องย่อมไม่กล้าพูดอะไรที่ขัดกับความคิดของเรา ยิ่งเราตำแหน่งสูงเท่าไหร่ โอกาสที่เราจะได้รับความเห็นที่แตกต่างน้อยลงเท่านั้น

อีกอย่างที่สำคัญก็คือเราจะไปรู้ได้อย่างไรว่าความคิดของเราดีที่สุด? ทุกคนรู้อะไรบางอย่างที่เราไม่รู้ทั้งนั้น

ดังนั้น เราจึงควรฟังให้เยอะเข้าไว้ หลังจากได้ฟังความคิดเห็นคนอื่นๆ จนครบถ้วนแล้วเราจะมีโอกาสได้พูดแน่นอนครับ

ไม่มีทีมที่แย่

20190103b

มีแต่หัวหน้าที่แย่

“There are no bad teams. Only bad leaders”
-Jocko Willink

มีคำคมฝรั่งที่บอกว่าฝูงแกะที่นำด้วยสิงโตนั้นน่ากลัวกว่าฝูงสิงโตที่นำด้วยแกะ

ทีมจะเต็มไปด้วยคนเก่งแค่ไหน แต่ถ้าผู้นำไม่ดีก็หาทางเจริญได้ยาก

นี่คือเหตุผลที่ทำไมเวลาทีมฟุตบอลผลงานย่ำแย่ เขาจะเปลี่ยนผู้จัดการก่อน (ผมเชียร์แมนยู และผมดีใจที่มูรินโญโดนปลดและได้โซลชาร์มาแทน)

น้องที่ทำงานจบโทจากมหาลัยรัฐที่โด่งดังแห่งหนึ่ง แม้จะจบมานานแล้วแต่ก็ยังกลับไปช่วยสอนเป็น teaching assistant อยู่ทุกปี แต่ปีนี้เขาบอกว่าจะสอนเป็นปีสุดท้าย เพราะพอเปลี่ยนคณบดีแล้ว อะไรๆ ก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

หัวเปลี่ยนเพียงคนเดียวสะเทือนไปได้ทั้งกระบวน

ถ้าเราเป็นหัวหน้าทีม แล้วมีคนมาบอกว่าทีมเราทำงานแย่ คนที่ควรเพ่งเล็งคนแรกคือตัวเราเอง

แล้วถ้าเรายังเป็นเด็กในทีม แล้วหัวหน้าทีมไม่ดี เราจะทำอะไรได้บ้าง?

1. อย่าเป็นอย่างเขา

2. ทำสิ่งที่รู้ว่าถูกต้องและเหมาะสม lead by example เพราะความเป็นผู้นำนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับตำแหน่งแห่งหน ต่อให้เป็นเด็กจบใหม่ก็อาจจะมีความเป็นผู้นำและความน่านับถือมากกว่าคนที่ทำงานมาเป็นสิบปีก็ได้

3. ตั้งใจไว้ว่า เมื่อถึงวันที่เราเติบโตเป็นใหญ่ หนึ่งในสิ่งที่สำคัญที่สุดที่เราจะทำได้คือการเลือกหัวหน้าที่ดีให้กับทีมงานที่อยู่ข้างใต้เราครับ

—–

Storytelling with Powerpoint รุ่นที่ 2 เรียนเสาร์ที่ 19 มกราคมนี้ เหลืออีก 13 ที่ ดูรายละเอียดได้ที่  http://bit.ly/tgimstory2fb

บทความวันละตอนจาก Anontawong’s Musings:

LINE: bit.ly/tgimline

Facebook: bit.ly/tgimfb

Twitter: bit.ly/tgimtwt