17 คำแนะนำสำหรับหัวหน้ามือใหม่

  1. แต่ก่อนเราอาจเคยเป็น “พี่ชาย/พี่สาว” ของน้องในทีม เราจะเป็นที่พึ่งที่คอยให้คำปรึกษาและดูแลจิตใจ แต่พอเราขึ้นมาเป็นหัวหน้า บทบาทของเราจะแตกต่างออกไป จงแยกแยะความแตกต่างระหว่างการเป็นพี่และการเป็นหัวหน้าให้ออก
  2. เวลาสั่งงาน ให้แน่ใจว่าเขาเข้าใจว่าเราต้องการอะไรด้วย ถ้าน้องเข้าใจผิด นั่นถือเป็นความผิดของเรา ไม่ใช่ของน้อง
  3. หนึ่งในเรื่องที่ยากที่สุดของการเป็นหัวหน้า คือการฟีดแบ็คลูกน้องที่ยังทำงานไม่ได้ตามมาตรฐานในใจเรา แต่การไม่จัดการ low performer คือการทำร้ายคนทั้งทีม
  4. การให้ฟีดแบ็คลูกน้อง บางทีก็ไม่ต่างกับการจีบสาว แค่พูดไปตามที่เรารู้สึก ไม่ต้องใช้เทคนิค ไม่ต้องมีลีลาเยอะ คิดอย่างไรบอกอย่างนั้น ดีกว่ากลัวไปเองว่าพูดไปแล้วเขาจะไม่ชอบเรา
  5. การพูดตรงไม่ได้แปลว่าให้พูดแรง อย่าใช้คำพูดเชือดเฉือนเพราะนอกจากจะทำให้ลูกน้อง defensive แล้วยังทำให้เขาเก็บเรื่องนี้ไว้ในใจไปอีกนานเลยด้วย
  6. ความผิดพลาดที่เห็นบ่อยที่สุดของหัวหน้า คืออมงานเอาไว้ ไม่ยอมแจกจ่ายงาน เพราะกลัวน้องจะเหนื่อย หรือกลัวน้องจะทำได้ไม่ดี สุดท้ายเราเลยกลายเป็นคอขวดเสียเอง
  7. เมื่อยอมรับได้ว่าลูกน้องเก่งกว่าเราในบางเรื่อง เราจะเหนื่อยน้อยลงไปเยอะ
  8. วิธีจัดการลูกน้องเก่งๆ คือให้งานที่ท้าทายความสามารถ เอ่ยชื่อของเขาให้คนอื่นได้ยินเวลาเราเอาผลงานของน้องมาใช้ อย่าให้งานน้อยเกินไปจนฟุ้งซ่าน แต่ก็ไม่ให้เขาทำงานเยอะเกินไปจน burn out ก่อนวัยอันควร
  9. การเคลมเครดิตที่ควรเป็นของลูกน้องคือสิ่งที่จะทำให้หัวหน้าเสียเครดิตมากที่สุด (ความลับไม่มีในโลก)
  10. อย่าใช้เวลากับ low performer หรือ high performer มากเกินไป ควรมีเวลาให้ลูกน้องทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน ด้วยการจัดเวลาให้มีการคุย 1:1 อย่างน้อยเดือนละครั้ง
  11. ให้ระลึกว่าเรื่องที่คุยใน 1:1 ควรเป็นเรื่องที่คุยในที่ประชุมไม่ได้ หรือคุยได้ไม่เต็มที่ ทั้งเรื่องงาน เรื่องส่วนตัว เรื่องปัญหากับเพื่อนร่วมงาน เรื่องที่เขาอยากให้เราปรับปรุง
  12. สำคัญยิ่งกว่า manage ลูกน้อง คือ manage หัวหน้าของเรา โดยเฉพาะเรื่องความคาดหวังและ timeline ในการส่งงาน
  13. การคัดสรรคนเป็นอีกหน้าที่หนึ่งที่หัวหน้ามือใหม่มักละเลยหรือเตรียมตัวน้อยเกินไป ขอให้รู้ว่าไว้ว่าพลาดคนที่ใช่นั้นยังดีกว่าได้คนที่ไม่ใช่ การได้ปลาผิดน้ำมานั้นมีต้นทุนมหาศาลแต่เราไม่ค่อยใส่ใจกัน
  14. อย่าให้การคัดคนเป็นเพียงการมาอ่านเรซูเม่ในห้องสัมภาษณ์แล้วถาม-ตอบ แต่ควรให้ผู้สมัครทำแบบทดสอบที่จะวัดว่าเขามีความสามารถในตำแหน่งนี้หรือไม่ เราควรอ่านเรซูเม่มาก่อน เตรียมคำถามไว้ในใจ และควรเข้าห้องสัมภาษณ์ให้ตรงเวลา หรือก่อนเวลา 1 นาทีได้ยิ่งดีในกรณีที่สัมภาษณ์ออนไลน์
  15. อย่าลืมว่าเราไม่ได้สัมภาษณ์เขาอย่างเดียว เขาก็สัมภาษณ์เราด้วยเช่นกัน ยิ่งผู้สมัครเป็นคนเก่งและมีความสามารถเขาย่อมมีตัวเลือกเยอะแยะ เราจะทำยังไงให้ตัวเรา ทีมเรา และองค์กรของเรามีเสน่ห์ดึงดูดเขาได้มากพอ
  16. อย่ากลัวที่จะรับคนเก่งเข้าทีม อย่ากลัวว่าน้องจะโดดเด่นเกินหน้า ยิ่งได้คนเก่งและนิสัยดีเข้ามาเรายิ่งสบาย A Player จะจ้าง A Player แต่ B Player จะจ้าง C Player และ C Player จะจ้าง D Player สุดท้ายองค์กรจะไม่มี talent density และทุกคนจะเหนื่อยกันหมด
  17. หัวหน้าไม่ใช่เจ้าชีวิตของลูกน้อง เราต่างก็เป็นลูกจ้าง แค่มีหน้าที่แตกต่างกันเท่านั้นเอง

66 เคล็ดลับการเป็นหัวหน้าให้ลูกน้องระอาใจ

1.คิดว่าตัวเองเป็นสิ่งมีชีวิตที่เหนือกว่าลูกน้อง
2.ยึดมั่นถือมั่นในความคิดตัวเอง
3.ไม่ไว้ใจลูกน้อง
4.พูดจาไม่ให้เกียรติกัน
5.ตำหนิน้องต่อหน้าธารกำนัล
6.ขอโทษใครไม่เป็น
7.ไม่เคยเอ่ยปากชมใคร
8.ไม่ปกป้องลูกน้อง
9.เอาดีใส่ตัว
10.ไม่ให้เครดิตคนทำงาน
11.ชอบประชดประชัน
12.แซวคนอื่นจนเกินพอดี
13.บ่นลูกน้องให้คนอื่นฟัง แต่ไม่เคยบอกเจ้าตัวตรงๆ
14.พูดมากที่สุดในห้องประชุม
15.ฟังน้อยที่สุดในห้องประชุม
16.ไม่บอกให้ชัดว่าต้องการอะไร
17.ชอบเปลี่ยนใจนาทีสุดท้าย
18.ตรวจงานไม่ละเอียด ทำให้ต้องแก้หลายรอบ
19.พี่ถูกเสมอ
20.ควบคุมอารมณ์ไม่ได้
21.ไม่สนใจว่าลูกน้องงานหนักเกินไปรึเปล่า
22.ไม่ empower คนในทีม
23.ตามงานลูกน้องตอนดึกดื่นทั้งที่ไม่ใช่เรื่องสำคัญ
24.ชอบ message หาในวันที่ลูกน้องลางาน
25.สั่งงานกะทันหันบ่อยๆ
26.เก็บข้อมูลเอาไว้คนเดียว
27.อมงานจนตัวเองกลายเป็นคอขวด
28.Micromanage ลูกน้อง
29.บังคับว่าต้องใช้วิธีนี้เท่านั้น
30.ไม่รับฟังความเห็นที่แตกต่าง
31.พูดอย่างทำอย่าง
32.ปากหวานก้นเปรี้ยว
33.ไม่รักษาคำพูด
34.ไม่เคยลงไปดูหน้างาน
35.พิมพ์ไลน์ในเรื่องที่ควรจะโทรหาหรือเดินมาคุย
36.Overreact เมื่อเกิดความผิดพลาด
37.ปล่อยให้คนบางคนทำผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า
38.เอาผลประโยชน์ส่วนตัวเป็นที่ตั้ง
39.คาดหวังว่าลูกน้องต้องเป็นเหมือนตัวเอง
40.ไม่ชอบให้ใครเด่นกว่า
41.Favor ลูกน้องที่เอาอกเอาใจ
42.ใช้ลูกน้องให้ไปทำธุระส่วนตัวบ่อยๆ
43.ตั้งกฎที่ไม่เมคเซ้นส์
44.คาดหวังให้คนอื่นทำตามกฎ แต่ตัวเองเป็นข้อยกเว้น
45.จำชื่อลูกน้องไม่ได้
46.เขียนชื่อลูกน้องผิดตลอด
47.ไม่เคยถามไถ่ความเป็นไปของลูกน้อง
48.ไม่รับฟังฟีดแบ็ค
49.บอกให้ฟีดแบ็คพี่ตรงๆ ได้ แต่พอน้องบอกก็โกรธ
50.ได้ฟีดแบ็คไปแล้วไม่ทำอะไร
51.ไม่เคยให้ฟีดแบ็คลูกน้อง มาบอกเอาตอนประเมินผล
52.ไม่สร้างโอกาสให้น้องได้เติบโต
53.ใช้ CAPITAL LETTERS สีแดงเวลาส่งอีเมล
54.ไฮไลท์หรือขีดเส้นใต้บางประโยคที่เชือดเฉือน
55.สื่อสารโดยไม่ให้ context (บริบท)
56.แบ่งพรรคแบ่งพวก
57.ตรรกะวิบัติ
58.ดึงดันใช้ตรรกะกับเรื่องที่ควรใช้ความเป็นมนุษย์
59.ชอบมโนไปเอง
60.ชอบจับผิด
61.น้องพลาดแล้วซ้ำ
62.ขาดความเห็นใจ
63.ไร้อารมณ์ขัน
64.ยึดติดวิธีการแบบเดิมๆ
65.เกรงใจคนที่ทำงานไม่ดี
66.ไม่เกรงใจคนที่ทำงานดี

ทำได้ครบ 66 ข้อนี้ รับรองว่าเราจะเป็นหัวหน้าที่ลูกน้องระอาใจได้อย่างแน่นอน

กลับกัน ถ้าเราอยากเป็นหัวหน้าที่ดี ก็หลีกเลี่ยง 66 ข้อนี้ให้ได้มากที่สุดครับ

หัวหน้าที่ดีต้องรู้ว่าตัวเองไม่รู้อะไร

นอกจากรู้ว่าตัวเองไม่รู้อะไร ต้องมีอีโก้ที่ต่ำพอที่จะยอมรับว่าตัวเองไม่รู้ด้วย

เพราะหากหัวหน้ามีอีโก้สูง ต้องการเป็น the smartest person in the room เสมอ ก็จะยึดมั่นถือมั่นในความคิดของตัวเอง และพาทีมออกทะเลไปได้ไกล

หากหัวหน้าทำเป็นรู้ในสิ่งที่ตัวเองไม่รู้ และสร้างความเสียหายหรือเสียเวลา ก็ย่อมสูญเสียความเชื่อมั่นของลูกทีม ซึ่งตรงข้ามกับสิ่งที่หัวหน้าคนนั้นต้องการเลยด้วยซ้ำ

หมดยุคที่คนหนึ่งคนต้องมีคำตอบสำหรับทุกอย่างแล้ว ความรู้และข้อมูลถูก democratized โดย Google ไปเรียบร้อย คุณค่าของหัวหน้าจึงไม่ใช่ความรู้ที่มีมากกว่าใคร คุณค่าของหัวหน้าคือการมอบหมายงานให้ถูกกับคน รับฟังความคิดเห็นที่หลากหลาย เป็นตัวกลางในการรับส่งข้อมูล และตัดสินใจเมื่อได้ไตร่ตรองปัจจัยต่างๆ อย่างครบถ้วนแล้ว

หัวหน้าที่ยอมรับว่าตัวเองไม่รู้ และเอ่ยปากถามคนที่รู้ นั่นคือหัวหน้าที่ลูกน้องส่วนใหญ่อยากทำงานด้วยครับ