นิทานสามก้าว

20170721_3steps

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

มีชายผู้หนึ่ง โง่เขลาเบาปัญญา มิหนำซ้ำฐานะยากจน ทว่าอยู่มาวันหนึ่งด้วยโชควาสนาที่พอมีอยู่ ขณะที่ชายผู้นี้กำลังซ่อมแซมรั้วในสวนหลังบ้านซึ่งพังลงมาเพราะพายุฝน ได้บังเอิญขุดพบทองคำก้อนโตที่ฝังอยู่ริมรั้ว จนทำให้เขากลายเป็นเศรษฐีในชั่วข้ามคืน แต่ด้วยความที่รู้ว่าสติปัญญาของตนเองค่อนข้างทื่อทึบ จึงเกรงว่าอาจจะถูกผู้อื่นมาหลอกลวงเอาเงินทองไป เขาจึงนำเรื่องไปปรึกษากับอาจารย์เซน

อาจารย์เซนแนะนำว่า “ในเมื่อตอนนี้ท่านมีเงิน ส่วนผู้อื่นมีปัญญา เหตุใดไม่นำเงินของท่านไปแลกปัญญาจากผู้อื่นเล่า?”

ชายผู้เป็นเศรษฐีใหม่ผู้นี้ จึงได้พกพาคำแนะนำของอาจารย์เซน ไปหาพระที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้ฉลาดปราดเปรื่องทรงภูมิรู้ผู้หนึ่ง จากนั้นเอ่ยปากว่า “ท่านสามารถขายปัญญาของท่านให้กับข้าได้หรือไม่?”

พระรูปนั้นตอบว่า “ปัญญาของเรามีราคาแพงมาก”

ชายผู้โง่เขลาจึงรีบตอบว่า “ขอเพียงสามารถซื้อปัญญามาประดับสมอง แพงเท่าไหร่ข้าก็พร้อมยอมจ่าย”

เมื่อได้ฟังดังนั้น พระจึงกล่าวว่า “อันว่าปัญญานั้น คือเมื่อท่านประสบปัญหาใดก็ตาม อย่าใจเร็วด่วนได้รีบร้อนแก้ไข จงค่อยๆ เดินหน้า 3 ก้าว จากนั้นถอยหลัง 3 ก้าว ทำเช่นนี้กลับไป-มาให้ครบ 3 รอบ เมื่อนั้นปัญญาจะเกิดขึ้น”

เมื่อชายผู้โง่เขลาฟังจบก็ได้แต่รำพึงในใจว่า “ที่แท้ “ปัญญา” ง่ายดายถึงเพียงนี้จริงหรือ?” เขาเชื่อครึ่งมิเชื่อครึ่ง ใจหนึ่งเกรงว่าจะโดนพระหลอกลวงเงินทอง

ส่วนพระรูปนั้น เมื่อมองตาของชายผู้โง่เขลา ก็ล่วงรู้ถึงจิตเจตนาของอีกฝ่าย จึงได้กล่าวว่า

“ท่านยังไม่จำเป็นต้องเชื่อเราตอนนี้ จงกลับไปก่อน หากทบทวนดูแล้วคิดว่าปัญญาของเราไม่คุ้มกับเงินทองก็จงอย่าได้กลับมา แต่หากคิดว่าคุ้มค่าก็ค่อยนำเงินมามอบให้เรา”

เศรษฐีใหม่ผู้โง่เขลากลับถึงบ้านยามค่ำ มองเห็นผู้เป็นภรรยากำลังนอนอยู่กับคนอีกผู้หนึ่งบนเตียงของตน แต่ในความมืดสลัวไม่ทราบว่าเป็นใคร

เมื่อเห็นดังนั้นเขาจึงบันดาลโทสะเพราะเข้าใจว่าภรรยานอกใจ ฉวยมีดพร้าหวังบั่นคอคนผู้นั้น แต่ยังไม่ทันได้ลงมือ พลันนึกถึงคำกล่าวของพระที่ขายปัญญาให้กับเขาเมื่อตอนกลางวัน จึงได้ก้าวเดินไปข้างหน้า 3 ก้าว จากนั้นถอยหลัง 3 ก้าว กลับไป-มา 3 รอบ

พอดีกับที่บุคคลนิรนามที่นอนอยู่บนเตียงเดียวกับภรรยาของเขาตื่นขึ้นมา และร้องถามว่า “ลูกเอ๋ย ดึกดื่นป่านนี้ เจ้าเดินทำอะไรอยู่?”

เมื่อได้ยิน เศรษฐีใหม่ผู้โง่เขลาจึงค่อยทราบว่า ที่แท้ผู้ที่นอนอยู่บนเตียงกับภรรยาของเขาก็คือมารดาบังเกิดเกล้าของเขาเอง ในใจจึงได้คิดว่า “หากข้าไม่ซื้อปัญญามาเมื่อกลางวัน วันนี้คงได้สังหารมารดาของตนเองเป็นแน่”

เช้าวันรุ่งขึ้น เศรษฐีใหม่จึงนำเงินค่าปัญญาไปถวายพระด้วยความยอมรับนับถือ


ขอบคุณนิทานจาก Manager Online: นิทานเซน : ใช้ทองซื้อปัญญา

facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives

นิทานลิงเกลียดกะปิ

20170714_monkey

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ใครที่มาจากต่างจังหวัดหลายคนจะรู้ว่าเจ้าลิงเกลียดกะปิที่สุดในชีวิต

คนที่อยากจะแกล้งลิงก็จะเอากะปิไปทาที่มือลิง เจ้าลิงก็จะเอามือมาดม เมื่อพบว่ามีกลิ่นกะปิที่ไม่ชอบติดอยู่ มันก็จะถูมือไปกับสิ่งต่าง ๆ จนเลือดไหลท่วมมือ

ถามว่าสิ่งที่ทำให้ลิงบาดเจ็บจนเลือดไหลคือ กะปิ หรือความเกลียดกะปิในใจลิง

เจ้าลิงไม่เคยฝึกตามรู้จิตใจตัวเอง มันจึงไม่รู้ว่า ตัวมันนั่นเองที่หยิบกะปิมาดมตลอดเวลา แล้วความเกลียด ความอยากผลักไสของมัน ก็ทำร้ายตนเองอย่างแสนสาหัส

คนที่แกล้งลิงอาจจะหัวเราะเยาะว่าลิงโง่ แต่เราทุกคนก็เคยเป็นเหมือนตัวลิง ที่หยิบกะปิมาดม ทำร้ายตัวเองอยู่ทุกขณะจิตโดยไม่รู้ตัว

เหมือนกับคำพูด การกระทำ เหตุการณ์ที่เราไม่ชอบใจ อาจจะจบลงไปตั้งนานแล้ว แต่ตัวเรานี่แหละที่หยิบคำพูดการกระทำ เหตุการณ์นั้น ๆ มาเปิดดู เปิดฟังในหัวเราซ้ำแล้ว ซ้ำอีก เหมือนกับคนอื่นเขาแทงเราได้แค่เพียงครั้งเดียว แต่ตัวเรานี่แหละ ที่หยิบมีดด้ามนั้นมาแทงตัวเราเอง ไม่ยอมจบ ไม่ยอมวาง

ถ้าเราเฝ้าสังเกตจิตใจตัวเอง เราจะรู้ทันทีที่ใจหยิบมีด หยิบความคิดมาทิ่มแทงตัวเอง

เมื่อฝึกตามรู้ ตามดู ความรู้สึกนึกคิดของตนเอง เราจะพบว่า ความคิดร้าย ๆ ความทรงจำที่ทิ่มแทงเข้ามาตลอดเวลา ห้ามไม่ได้ บังคับควบคุมไม่ได้

ได้รู้ความจริงอย่างหนึ่งคือ ตัวเราเอง เรายังควบคุมบังคับให้เป็นอย่างใจไม่ได้ แล้วนับประสาอะไรกับคนอื่น หรือเหตุการณ์อื่น ที่เราอยากให้เป็นอย่างใจเราตลอดเวลา

—–

ขอบคุณนิทานจาก ลิงกับกะปิและมีดปักใจ หนังสือเข็มทิศชีวิต  โดยคุณฐิตินาถ ณ พัทลุง (โพสท์ลง Gotoknow.org โดยนายวาโย)

ป.ล.หนังสือเข็มทิศชีวิตเล่ม 1 กับ 2 เป็นหนังสือที่ดีมากครับ แต่เล่มหลังๆ ผมอ่านแล้วไม่ชอบเท่าไหร่

นิทานปีนเขา

20170615_climbmountains

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ยังมีชายหนุ่มผู้หนึ่งที่นับได้ว่าเป็นผู้มีความรู้ความสามารถ เขาพยายามศึกษาหาความรู้ในศาสตร์หลายๆ แขนง แต่ทว่าในอาชีพการงานกลับมีความสำเร็จเพียงระดับหนึ่ง ไม่สามารถที่จะเจริญก้าวหน้าไปถึงยังจุดที่ตนเองหวังไว้ได้ เขาขบคิดไม่เข้าใจว่าเป็นเพราะเหตุใด จึงได้ไปขอคำชี้แนะจากอาจารย์เซน

เมื่ออาจารย์เซนได้รับฟังปัญหาของชายหนุ่ม กลับไม่เอื้อนเอ่ยอันใดออกมา เพียงแต่เชื้อเชิญให้ชายหนุ่มรับประทานอาหารเจด้วยกันที่วัด บนโต๊ะเรียงรายไว้ด้วยอาหารเจละลานตานับร้อยชนิด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นอาหารที่ชายหนุ่มไม่เคยพบเห็นมาก่อน เขาจึงได้พยายามลิ้มลองอาหารเหล่านั้นให้ครบทุกอย่าง ต่อเมื่อรับประทานครบ จึงค่อยวางตะเกียบและรู้สึกว่าตนเองอิ่มเกินไป

อาจารย์เซนถามว่า “อาหารที่ท่านรับประทานลงไปนั้นมีรสชาติเช่นไรบ้าง?”

ชายหนุ่มตอบด้วยความลำบากใจว่า “มีรสชาติร้อยพัน ยากที่จะจำแนกแยกแยะ สุดท้ายรู้สึกแค่เพียงว่ากระเพาะขยายอย่างยิ่ง”

อาจารย์เซนถามต่อไปว่า “เช่นนั้นแปลว่าท่านรู้สึกสบายดีและพอใจใช่หรือไม่?”

ชายหนุ่มตอบว่า “มิใช่ กลับทรมานอย่างยิ่ง”

เมื่ออาจารย์เซนได้ฟัง ก็เพียงแต่ยิ้มเล็กน้อย ไม่พูดจา

วันต่อมาอาจารย์เซนชวนชายหนุ่มปีนขึ้นไปบนยอดเขา แต่เมื่อทั้งสองปีนขึ้นไปถึงกลางทาง ชายหนุ่มได้พบกับหินคริสตัลสีสดสวยแวววาวมากมาย จึงเกิดความอยากได้ และเก็บหินเหล่านั้นใส่ย่ามของตนจนเต็มแน่น แต่น้ำหนักของหินที่มากเกินไปทำให้เขาไม่สามารถปีนขึ้นไปต่อได้ ขณะเดียวกันก็ไม่อาจตัดใจทิ้งคริสตัลเหล่านั้น

ขณะที่ยืนลังเลอยู่กลางทางนั้นเอง อาจารย์เซนจึงได้กล่าวขึ้นว่า “ท่านควร “วางลง” ได้หรือยัง? มิเช่นนั้นจะขึ้นไปถึงจุดสูงสุดได้อย่างไร?”

เมื่อชายหนุ่มได้ฟัง ก็พลันกระจ่างแจ้งในใจ สองมือวางก้อนหินเหล่านั้นลง พลางป่ายปีนขึ้นไปถึงยอดภูสูงได้สำเร็จ จากนั้นจึงกราบลาอาจารย์เซนเดินทางกลับ เมื่อเวลาผ่านไปอีกหลายปี ชายหนุ่มก็ประสบความสำเร็จดังที่มุ่งหวังไว้


ขอบคุณนิทานจาก Manager Online:  นิทานเซน : ได้อย่างเสียอย่าง

นิทานอารามเบญจมาศ

20170615_chrysanthemum

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

วันหนึ่ง อาจารย์เซนนำต้นเบญจมาศจากป่ามาปลูกไว้ในลานกว้าง ณ อารามเซน ซึ่งตั้งอยู่บนเขา สามปีผ่านไป ดอกเบญจมาศบานสะพรั่งเต็มบริเวณ ทำให้ลานโล่งในอารามเซนกลายเป็นสวนดอกเบญจมาศที่ส่งกลิ่นหอมฟุ้ง

กลิ่นหอมของดอกไม้ตลบอบอวลไปจนถึงหมู่บ้านเชิงเขา ส่งผลให้ชาวบ้านในหมู่บ้านพากันเดินทางขึ้นเขาเพื่อมาชื่นชมความงามของสวนเบญจมาศอย่างไม่ขาดสาย และเมื่อมาเห็นด้วยตา ชาวบ้านต่างกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า “ดอกไม้เหล่านี้ช่างงดงามยิ่ง” ทั้งยังเอ่ยปากขอแบ่งต้นเบญจมาศกลับไปปลูกยังบริเวณบ้านของตนอีกด้วย ซึ่งอาจารย์เซนก็อนุญาตโดยไม่ขัดข้อง

จากนั้นเป็นต้นมา ชาวบ้านที่ตามกลิ่นหอมขึ้นเขามาชมสวนเบญจมาศ แทบทุกคนล้วนนำต้นเบญจมาศติดไม้ติดมือกลับลงไปปลูกยังที่อยู่ของตน ณ หมู่บ้านเชิงเขา เวลาผ่านไปไม่นานนัก ต้นเบญจมาศในอารามเซนก็ถูกถอนไปจนเหี้ยนเตียน บริเวณรอบอารามกลับเป็นลานโล่งดังเดิม

อารามเซนที่ไม่มีสวนเบญจมาศอีกต่อไป ให้ความรู้สึกเงียบเหงาวังเวง จนศิษย์เซนอดไม่ได้ที่จะปรารภกับอาจารย์เซนว่า “น่าเสียดายนัก แต่เดิมที่นี้ควรจะเป็นอารามที่มีสวนเบญจมาศหอมฟุ้ง”

เมื่ออาจารย์เซนได้ฟัง เพียงแต่ยิ้มเล็กน้อยพลางกล่าวสั้นๆ ว่า “เช่นนี้กลับดียิ่งกว่า ท่านรอดู อีก 3 ปีถัดไป ณ เบื้องล่าง จะกลายเป็นหมู่บ้านเบญจมาศหอม”

ได้ฟังดังนั้น เหล่าศิษย์ต่างกระจ่างในใจ พลันเห็นรอยยิ้มของอาจารย์เซนแจ่มจ้าอยู่กลางลานโล่ง


ขอบคุณนิทานจาก Manager Online:  นิทานเซน : หมู่บ้านเบญจมาศหอม

นิทานขอทานซื้อขนมเปี๊ยะ

20170615_beggarspringroll

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

มีวัดเซนแห่งหนึ่งขึ้นชื่อในการทำขนมเปี๊ยะอย่างมาก ขนมเปี๊ยะที่ทำออกมา นอกจากขนาดใหญ่แล้ว ยังหอมหวานชวนรับประทาน ดึงดูดให้ผู้คนทั่วทุกสารทิศขึ้นเขามายังวัดแห่งนี้ เพื่อขอซื้อขนมเปี๊ยะมาลิ้มลอง

วันหนึ่ง มีขอทานผู้หนึ่งเดินทางมาจากแดนไกล เพราะได้ยินกิตติศัพท์ร่ำลือถึงความอร่อยของขนมที่วัดแห่งนี้ เมื่อมาถึงวัดจึงได้เอ่ยปากต่อพระลูกวัด เพื่อขอลิ้มลองรสชาติขนมเปี๊ยะอันเลื่องชื่อ

ทว่าบรรดาพระลูกวัดเมื่อเห็นท่าทางสกปรกโกโรโกโสของขอทานผู้นี้ก็นึกรังเกียจ จึงไม่ยอมให้ขอทานเข้าไปยังครัวของวัดเพื่อรับขนมเปี๊ยะ จนเกิดการฉุด ลากผลักดึงกันอยู่ในบริเวณวัด

ในตอนนั้น เจ้าอาวาสได้มาพบเห็นเหตุการณ์ จึงได้กล่าวปรามพระลูกวัดว่า “บรรพชิตต้องมีเมตตาธรรม เหตุใดพวกเจ้าจึงปฏิบัติตนเช่นนี้”

จากนั้นเจ้าอาวาสจึงคัดเลือกขนมเปี๊ยะชิ้นใหญ่ด้วยตัวเอง และนำมามอบให้กับขอทานด้วยความนบนอบ โดยไม่คิดเงิน

เมื่อขอทานเห็นดังนั้น ก็รู้สึกตื้นตันใจเป็นอันมาก และรับประทานขนมเปี๊ยะรสเลิศจนหมด

ก่อนจากไป ขอทานได้ควักเงินทั้งหมดที่มีอยู่น้อยนิด ออกมามอบให้กับเจ้าอาวาส เป็นค่าขนมเปี๊ยะ พลางกล่าวว่า

“นี่เป็นเงินทั้งหมดที่ข้าขอทานมาได้ หวังว่าท่านเจ้าอาวาสจะรับไว้”

เจ้าอาวาสรับเงินค่าขนมเปี๊ยะมาจริงๆ จากนั้นจึงประนมมือพลางกล่าวอวยพรขอทานว่า “ขอให้ท่านเดินทางโดยสวัสดี”

เหล่าพระลูกวัดเห็นดังนั้น ก็เกิดความกังขายิ่งนัก และเอ่ยถามเจ้าอาวาสว่า “ในเมื่อท่านบริจาคขนมเปี๊ยะให้เป็นทานแล้ว ไยจึงรับเงินมา?”

เจ้าอาวาสจึงกล่าวตอบว่า “ขอทานเดินทางมาไกลแสนไกล เพียงเพื่อลิ้มลองรสชาติขนมเปี๊ยะของวัดเรา ดังนั้น เราจึงมอบขนมเปี๊ยะให้เขาโดยไม่คิดเงิน ส่วนการที่เขาจ่ายค่าตอบแทน ก็แสดงว่าขอทานผู้นี้มีความดีงามในจิตใจ รู้จักวิถีการปฏิบัติตัวในสังคม ด้วยเหตุนี้ เราจึงรับเงินนั้นไว้ เพื่อเติมเต็มความเคารพในตนเองของเขา ซึ่งจะเป็นแรงขับให้เขามีความสำเร็จยิ่งขึ้นไปในอนาคต”

ปัญญาเซน : เจ้าอาวาสบริจาคขนมเปี๊ยะให้เป็นทาน สามารถดับความทุกข์จากความหิวโหยของขอทาน ส่วนการรับเงินค่าตอบแทนกลับมา ถือเป็นการเติมเต็มความเคารพในตนเองให้กับขอทาน

เนื่องเพราะท้องอิ่มเป็นเพียงการตอบสนองความต้องการทางร่างกายเพียงชั่วครั้งคราว แต่การเติมเต็มความเคารพในตนเองให้กับจิตวิญญาณของคนคนหนึ่ง จะเป็นแรงผลักดันเกื้อหนุนให้คนผู้นั้นไปตลอดทั้งชีวิต


ขอบคุณนิทานจาก Manager Online: นิทานเซน : ขอทานซื้อขนมเปี๊ยะ