อะไรคือ Superpower ของคุณ?

20171007_supwerpower

เมื่อวานนี้เรามีการจัด Townhall ที่ Wongnai ครับ

Townhall คือประชุมใหญ่ประจำไตรมาส ที่ตัวแทนแต่ละแผนกจะผลัดกันออกมาเล่าเรื่องราวสำคัญๆ ในสามเดือนที่ผ่านมาและสิ่งที่เราจะทำต่อจากนี้

ผมเองก็ได้ออกไปพูดหน้าชั้นเหมือนกัน

สไลด์แรกของผมจั่วหัวด้วยคำถามที่ว่า “What is your superpower”?

ผมขอให้คนในห้องสุ่มวันในสัปดาห์มาหนึ่งวัน (เขาตอบว่าวันจันทร์) ผมจึงขอให้ทุกคนที่เกิดวันจันทร์ลุกขึ้นยืน จากนั้นก็เรียกชื่อเล่นและชื่อจริงครบทุกคน

เมื่อผมเรียกชื่อทุกคนเรียบร้อยแล้ว ผมจึงบอกว่าพลังพิเศษของผมในฐานะ Head of People คือการจำหน้า ชื่อเล่น ชื่อจริง และแผนกของพนักงานทุกคนใน Wongnai

ทั้งหมด 182 คนพอดี

—–

ทีม People ที่ Wongnai ดูแลอยู่สามอย่างคือ Recruitment / Engagement / Development

สามเดือนที่ผ่านมาผมเน้นไปที่เรื่อง Development มีการจัด knowledge sharing ข้ามทีม มีการตั้งงบเทรนนิ่งให้พนักงานทุกคน และมีการเชิญคนเจ๋งๆ มาพูดอย่างคุณเบนซ์ ธนชาติ พี่ก้อง ทรงกลดและพี่ต่อ ฟีโนมีน่า

สามเดือนต่อจากนี้ผมอยากจะเน้นเรื่อง Employee Wellbeing (ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ Engagement) เราจะจัด Wongnai WeFit กันอีกครั้งเพื่อให้พนักงานได้ลดน้ำหนักและสุขภาพแข็งแรง จะมีการเปลี่ยนประเภทขนมที่เราให้พนักงานกินฟรีในออฟฟิศเป็นขนมที่ดีต่อสุขภาพมากขึ้น และเราจะมีตรวจสุขภาพประจำปีซึ่งเป็นสิ่งที่พนักงานขอกันมานานแล้ว

—–

ผมปิดท้ายว่าจริงๆ แล้ว superpower ของผมไม่ใช่การจำชื่อคน แต่คือการ “ฟัง”

“ฟัง” ว่าพนักงานต้องการอะไร แล้วทีม People เองจะทำอะไรได้บ้าง

การเชิญพี่ต่อ ฟีโนมีน่ามาก็เกิดจากน้องในทีม Content ขอมา ส่วนการตรวจสุขภาพประจำปีก็เกิดจากน้องผู้หญิงอีกสองคนที่มาคุยกับผมตอนต้นปี

สิ่งที่ขอ บางอย่างก็ทำไม่ได้ บางอย่างก็ทำได้เลย หรือบางอย่างก็ต้องใช้เวลา

มองจากข้างนอกเข้ามา คนอาจจะนึกว่า Wongnai มีเงินถุงเงินถัง ทั้งๆ ที่จริงๆ ปีนี้จะเป็นปีแรกที่เราทำกำไรได้ หลังจากเปิดเว็บ wongnai.com มา 7 ปี*

ดังนั้นเราจึงรู้ตัวว่าสวัสดิการในบริษัทเรายังสู้บริษัทใหญ่ๆ ไม่ได้หรอก แต่สิ่งที่เราให้ได้คือเรื่องอย่างขนมฟรี ทำงานจากที่บ้านได้ ไม่จำกัดวันลา ฯลฯ ซึ่งเรื่องอย่างนี้ใช้เงินไม่สูง แต่ใช้ความไว้ใจสูงมาก

สิ่งที่ผมอยากบอกก็คือมันจะดีขึ้นเรื่อยๆ

โดยเฉพาะถ้าทุกคนค้นให้พบว่า superpower ของเราคืออะไร แล้วนำมันมาใช้ที่ Wongnai กันให้เต็มที่

Superpower ของเราอาจเป็นการเล่าเรื่องราว street food ที่ใครอ่านแล้วต้องตามไปกิน

Superpower ของเราอาจเป็นการ “รู้ทิศทางลม” ว่ากระแสอะไรกำลังจะมา แล้วใช้ประโยชน์จากมันในการทำ social media marketing ให้คนชอบคนแชร์

Superpower ของเราอาจเป็นการ “ดูคน” เพื่อคัดแต่คนเก่งและจิตใจดีมาร่วมทีม

Superpower ของเราอาจจะเป็นการทำความสะอาดห้องน้ำให้สะอาดเอี่ยมอ่องจนใครๆ ก็อยากใช้

ไม่มี superpower ไหนที่ยิ่งใหญ่เกินไป และไม่มี superpower ไหนที่จิ๊บจ๊อยเกินไป

ถ้าทุกคนร่วมมือร่วมใจใช้ superpower ในทุกวันที่มาทำงาน เป้าหมายที่เราฝันไว้ย่อมไม่ไกลเกินเอื้อมแน่นอน


* เป็นเรื่องปกติที่ startup จะกำไรช้า เพราะโดยธรรมชาติของ startup จะเอารายได้ไปลงทุนต่อเพื่อสร้างการเจริญเติบโตให้เร็วที่สุด บริษัทอย่าง Amazon ที่ก่อตั้งเมื่อปี 1994 เพิ่งมีกำไรปีแรกในปี 2003

นิทานขโมยโค้ก

20171006_stealcoke

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานที่สร้างจากเรื่องจริงกันนะครับ

ในปี 2549 พนักงานบริษัทโคคา-โคล่า 3 คนนาม Joya Williams, Ibrahim Dimson และ Edmund Duhaney พยายามจะขายสูตรลับของโค้กให้กับบริษัทเป๊ปซี่ในราคา 1.5 ล้านดอลลาร์

แทนที่เป๊ปซี่จะแอบซื้อสูตรนี้ไว้ เป๊ปซี่กลับแจ้ง FBI และบริษัทโคคาโคล่า จนพนักงานทั้งสามถูกจับกุมในข้อหาลักขโมยและขายความลับทางการค้า

Dave DeCecco โฆษกของเป๊บซี่ได้ออกมาแถลงว่า

“เราเพียงทำในสิ่งที่องค์กรที่มีจิตสำนึกควรทำ แม้การแข่งขันจะดุเดือดแค่ไหนแต่เราก็ต้องแข่งกันแบบแฟร์ๆ ด้วย”

—–

ขอบคุณเรื่องจริงจาก Quora: Ryan Yau’s answer to What are some examples of integrity

หนังสือ “Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” เริ่มขาดตลาดแล้ว หากหาซื้อไม่ได้ สามารถสั่งออนไลน์กับผม (พร้อมลายเซ็น) ได้ที่ bit.ly/tgimorder ครับ

ผัดผ่อนการยอมแพ้

20171005_procrastinate

การ์ตูนเรื่องหนึ่งที่ผมชอบอ่านตอนม.ปลายมีชื่อว่า “จิ๋วพลังอึด

เป็นการ์ตูนของเด็กผู้ชายชื่อว่า “อิตโต โช” (แปลว่า “รางวัลที่หนึ่ง”) ที่ชอบการวิ่งมาราธอนมาก แต่ชีวิตก็แสนอาภัพ บ้านยากจน พ่อเสีย แถมตัวเองก็ตัวเตี้ยม่อต้อจนไม่มีใครคิดว่าจะเป็นนักวิ่งที่ดีได้

แต่ด้วยความพยายามเขาก็ฝึกฝนจนสามารถขึ้นมาเป็นนักวิ่งระดับแนวหน้าของประเทศ

แต่ชีวิตก็ยังไม่หยุดเล่นตลก เมื่อก่อนจะถึงงานมาราธอนระดับโลกอย่าง “โตเกียวมาราธอน” ไม่กี่วัน โชกลับล้มป่วย แถมแม่เองก็ป่วยหนักจนต้องผ่าตัด แม้จะดั้นด้นพาตัวเองมาอยู่ที่จุดสตาร์ทได้ แต่ตอนออกวิ่งก็ล้มลงจนถูกคนอื่นๆ ทิ้งห่างไปหมด

เมื่ออยู่เป็นลำดับสุดท้ายในการแข่งมาราธอนที่มีแต่นักวิ่งเทพๆ แถมร่างกายตัวเองก็ไม่สมบูรณ์ “โช” จึงท้อเป็นธรรมดา

แต่โชก็บอกตัวเองว่า “ขอแซงคนข้างหน้าไปก่อน อีกคนเดียวเท่านั้น แล้วค่อยเลิก”

แล้วพอโชแซงได้หนึ่งคน ก็บอกตัวเองว่า ไม่ไหวแล้ว แต่ขอแซงอีกซักคนแล้วกัน

วิ่งแซงทีละคน ทีละคนไปเรื่อยๆ จนวิ่งทันกลุ่มนำ

ผมขอไม่เล่าว่าสุดท้ายแล้วโชชนะการแข่งวิ่งโตเกียวมาราธอนรึเปล่า เพราะนั่นไม่ใช่ประเด็น

ประเด็นคือโช “ผัดวันประกันพรุ่ง” การยอมแพ้ ออกไปเรื่อยๆ

สำหรับโช เขาจะยอมหยุดวิ่งก็ต่อเมื่อเขาแซงคนข้างหน้าได้ซักหนึ่งคนก่อน แต่พอแซงได้ก็ “นิสัยไม่ดี” ผัดวันประกันพรุ่งการหยุดวิ่งออกไปอีก

ผมเองก็เคยคิดที่จะหยุดเขียนบล็อกหลายครั้ง เพราะการเขียนบล็อกวันละตอนนี่ก็เป็นอะไรที่ต้องใช้แรงและพลังมหาศาล ยิ่งช่วงที่ลูกเล็กหรืองานหนักก็ยิ่งทำให้คิดเรื่องเขียนไม่ค่อยออกเข้าไปใหญ่ แต่ผมก็คอยบอกตัวเองว่าขอแค่อีกซักตอนน่า พรุ่งนี้ค่อยว่ากันใหม่

เมื่อไหร่ที่เราเจอเรื่องหนักๆ ที่ทำให้ท้อ ขอให้ตระหนักว่าเราทุกคนเป็นยอดฝีมือในการผัดวันประกันพรุ่งอยู่แล้ว จึงคงไม่ยากเกินไปที่จะผัดผ่อน “การยอมแพ้” ออกไปอีกซักหนึ่งวัน

ผัดผ่อนไปเรื่อยๆ วันหนึ่งเราอาจจะถึงเส้นชัยโดยไม่รู้ตัวก็ได้

—–

ขอบคุณประกายความคิดจาก tmrteckk on Reddit: [Story] I treat giving up like procrastination. I keep saying I’m going to do it but never get around to it. 

หนังสือ “Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” เริ่มขาดตลาดแล้ว หากหาซื้อไม่ได้ สามารถสั่งออนไลน์กับผม (พร้อมลายเซ็น) ได้ที่ bit.ly/tgimorder ครับ

ความสำเร็จชั่วข้ามคืน

20171004_overnightsuccess

ล้วนใช้เวลาเกิน 10 ปี

“People are rewarded in public for what they’ve practiced for years in private.”
-Tony Robbins

เพราะวัยรุ่นสมัยนี้ใจร้อน ความสำเร็จจึงเป็นเรื่องที่รอไม่ได้

และเพราะรอไม่ได้ จึงมองหา “ทางลัด” อยู่เสมอ

ทำอย่างไรถึงจะรวยเร็วกว่านี้ ประสบความสำเร็จเร็วกว่านี้ โดยที่ไม่ต้องเหนื่อยเท่าคนอื่นๆ

แต่เท่าที่ผมฟังคนเจ๋งๆ เขาแชร์ประสบการณ์ชีวิตของตัวเอง เขาจะบอกอยู่เสมอนะครับว่าความสำเร็จไม่มีทางลัด มันต้องแลกมากับการทำงานหนักเสมอ คนกลุ่มเดียวที่บอกว่าความสำเร็จมีทางลัดคือนักจัดสัมมนา!

ผมไม่ได้ต่อต้านการจัดสัมมนานะครับ เพราะผมเองก็จัดเวิร์คช็อปเหมือนกัน แต่ผมเคยได้ยินคนบางคนเล่าว่าเขาเคยเดินสายเข้าสัมมนาเป็นว่าเล่น อันไหนที่ว่าดีเขาไปมาหมด เสียเงินกับการเข้าสัมมนาปีละเป็นแสน แต่กราฟชีวิตก็ยังเป็นแนวราบเหมือนเดิม

การหาความรู้และพัฒนาตัวเองนั้นดีครับ แต่ถ้ามัวแต่หาความรู้จนเป็นข้ออ้างให้ไม่ได้ลงมือทำก็ถือเป็นการหลอกตัวเองอย่างหนึ่ง

ถ้าเรายอมรับความจริงได้ว่า ความสำเร็จชั่วข้ามคืนอาจใช้เวลาเป็น 10 ปีแล้วเรายังรู้สึกอยากทำมันอยู่ ก็ถือเป็นการเริ่มต้นด้วยเจตนาที่ถูกต้องเพราะมีสัมมาทิฐิแล้ว

เริ่มลงมือเสียแต่วันนี้ ทำมันทุกวัน และหมั่นสำรวจตัวเองอยู่เสมอ ยังไงมันก็ต้องเก่งขึ้น

และเมื่อถึงวันที่เรามีดีพอ ความสำเร็จก็จะตามหาเราแน่นอน

—–

หนังสือ “Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” เริ่มขาดตลาดแล้ว หากหาซื้อไม่ได้ สามารถสั่งออนไลน์กับผม (พร้อมลายเซ็น) ได้ที่ bit.ly/tgimorder ครับ

เหตุผลที่ไม่เข้าท่า

20171002_inexcusable

สมมติว่าวันนี้เป็นวันสุดท้ายในชีวิต

คุณกำลังนอนอยู่บนเตียง ลมหายใจรวยริน ในอกเต็มไปด้วยความเสียดาย

พญามัจจุราชมาปรากฎกายอยู่ข้างเตียงคุณ แล้วเอ่ยถามว่า

“ทำไมเจ้าถึงไม่ได้ใช้ชีวิตอย่างที่เจ้าฝันไว้”?

คุณจะตอบว่าอะไร?

บางคำตอบก็พอฟังขึ้น:-

“ตัดสินใจผิดพลาด”

“ทำธุรกิจเจ๊ง”

“ความรู้ไม่พอ”

“วิกฤติเศรษฐกิจ”

“ขาดคู่คิดที่ดี”

 

บางเหตุผลก็ฟังไม่ค่อยขึ้นเท่าไหร่:-

“กลัวจะทำให้คนอื่นผิดหวัง”

“อยากรวยก่อนแล้วค่อยทำสิ่งที่อยากทำ”

“นึกว่าจะมีเวลามากกว่านี้”

“หา passion ไม่เจอ”

 

แต่เหตุผลที่ไม่เข้าท่ามากที่สุด :-

“มัวแต่เล่นมือถือ”

 

ถ้าตอบอย่างนี้ไป มัจจุราชจะมีสีหน้ายังไงนะ?

ถ้าสุดท้ายชีวิตจะล้มเหลวจริงๆ ก็ขอให้ล้มเหลวจากเหตุผลที่เข้าท่าหน่อยนะครับ

—–

หนังสือ “Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” เริ่มขาดตลาดแล้ว หากหาซื้อไม่ได้ สามารถสั่งออนไลน์กับผม (พร้อมลายเซ็น) ได้ที่ bit.ly/tgimorder ครับ