เจ็บจินตนาการ

20171109_imageindpain

วันนี้ที่บริษัทมีเจาะเลือดตรวจสุขภาพ จึงทำให้คิดถึงตัวเองตอนเด็กๆ สมัยที่ยังกลัวเข็มเอามากๆ

ช่วงเรียนป.5 ผมต้องไปฉีดวัคซีนสร้างภูมิคุ้มกันตับอักเสบ B ซึ่งต้องฉีดทั้งหมดสามเข็ม ไปฉีดทีไรเป็นอันได้ร้องไห้ทุกครั้งเพราะมันเจ็บเสียยิ่งกว่าเจ็บ

พอขึ้นป.6 ผมมีอาการตาแดงเรื้อรังอยู่หลายสัปดาห์ ตรวจไปตรวจมาจึงพบว่าเป็นภูมิแพ้ วิธีรักษาคือต้องไปฉีดยาทุกสองสัปดาห์อยู่พักใหญ่ ก่อนจะเว้นช่วงเป็นเดือนละครั้งและสองเดือนครั้ง

ในช่วงเวลาปีเศษๆ ผมจึงโดนฉีดยาไปไม่ต่ำกว่า 20 เข็ม พอโดนบ่อยๆ เข้าผมก็เลยเลิกร้องไห้ไปโดยปริยาย

ความกลัวยังมีอยู่ทุกครั้งนะครับ แต่พอเริ่มได้ใกล้ชิดกับเข็ม จึงสังเกตเห็นว่า แม้โดนเข็มฉีดยาจะเจ็บก็จริง แต่ระดับความเจ็บและระยะเวลาที่เจ็บนั้นน้อยกว่าเดินเตะขาโต๊ะหรือโดนครูเอาไม้เรียวฟาดเป็นไหนๆ

บางคนอาจจะบอกว่า ยังไงเขาก็ยังยอมเจ็บจากการเดินเตะขาโต๊ะมากกว่าโดนเข็มฉีดยา

ผมเลยมีสมมติฐานว่า เหตุผลที่เรากลัวเข็มฉีดยามากกว่าขาโต๊ะ ก็เพราะว่าเข็มฉีดยานั้นเร้าจินตนาการเราได้มากกว่าขาโต๊ะ

ถ้าเขียนเป็นสูตร ก็น่าจะได้ประมาณนี้

ความเจ็บที่แท้จริง x จินตนาการ = ความเจ็บจินตนาการ

เตะขาโต๊ะ มีค่าความเจ็บที่แท้จริง 5 หน่วย แต่ขาโต๊ะไม่ได้เร้าจินตนาการอะไร เลยมีค่าแค่ 1 หน่วย

ความเจ็บจินตนาการจึงมีค่าเท่ากับ

5 x 1 = 5

โดนฉีดยา มีค่าความเจ็บที่แท้จริง 1 หน่วย แต่เข็มฉีดยาปลุกเร้าจินตนาการได้มากกว่าขาโต๊ะเป็น 10 เท่า ความเจ็บจินตนาการจึงมีค่าเท่ากับ

1 x 10 = 10

ความเจ็บของการโดนฉีดยาจึงมากกว่าเดินเตะขาโต๊ะ อย่างน้อยก็ในจินตนาการ

เพราะฉะนั้น ถ้าอยากลดความเจ็บ ก็ต้องลดจินตนาการ

ในกรณีโดนฉีดยา วิธีลดจินตนาการที่หลายคนทำ คือดูเข็มฉีดยาวินาทีที่มันจิ้มลงตรงแขน

พอเห็นความเจ็บแบบตรงๆ แบบไม่มีจินตนาการมาเกี่ยวข้อง เราก็จะเข้าใจว่ามันไม่ได้แย่อย่างที่คิด

ยังมีอีกหลายกรณีที่ความเจ็บในจินตนาการดูใหญ่โตเกินจริงเสมอ เช่นเจ็บจากการถูกปฏิเสธ เจ็บจากการถูกมองว่าเป็นตัวประหลาด เจ็บจากความผิดพลาด

เรื่องเหล่านี้ ความเจ็บที่แท้จริงมีเพียงนิด แต่ถูกจินตนาการของเราขยายให้ใหญ่เว่อร์ๆ เป็นสิบเป็นร้อยเท่า

พอจินตนาการเยอะ ก็กลัวเยอะ พอกลัวเยอะ ก็เลยเดินหนี พอเดินหนีก็เลยเสียโอกาสไปไม่รู้ตั้งเท่าไหร่

ลองสำรวจตัวเองดูนะครับว่า เรากำลังกลัวเจ็บจากอะไรอยู่บ้าง

แล้วแยกให้ออกว่า ส่วนไหนคือเจ็บจริง และส่วนไหนคือเจ็บจินฯ ครับ

อย่าทิ้งฝันเพียงเพราะมันต้องใช้เวลา

20171107_taketime

เพราะยังไงๆ เวลาต้องผ่านพ้นไปอยู่แล้ว

“Never give up on a dream just because of the time it will take to accomplish it. The time will pass anyway.”
-Earl Nightingale

ตอนเด็กๆ เราล้วนมีความฝันกันทั้งนั้น

พอขึ้นมัธยมหรือเรียนมหาวิทยาลัย เราก็ยังมีความฝันอยู่ เพียงแต่ฝันอาจเปลี่ยนไปนิดหน่อยให้มันชิคมันคูลขึ้น

พอเรียนจบออกมา ต้องทำงานหาเงินเอง ต้องรับภาระ ต้องเผชิญโลกแห่งความจริงมากๆ เข้า ความฝันก็เลยค่อยๆ จางหายไปทีละฝันสองฝัน

แล้วถึงวันหนึ่ง ความฝันก็หมดไป เหลือไว้เพียงความรับผิดชอบ

ถ้าชีวิตถึงจุดนี้ ก็อาจจะแห้งผากไปหน่อยนะครับ

“ความเป็นผู้ใหญ่” หลายครั้งก็มาพร้อมกับชุดความเชื่อที่ว่า เราไม่อาจเป็นอย่างที่เราฝันได้หรอก เพราะเราเก่งไม่พอ ทุนไม่พอ มีเวลาไม่พอ

สารพัดสารพันเหตุผลที่จะหยิบยกขึ้นมา

ความฝันบางอย่าง มันอาจจะหมดอายุไปแล้วจริงๆ เพราะมัันเกี่ยวพันกับกายภาพ เช่นฝันอยากเป็นนักฟุตบอลอาชีพ แต่ตอนนี้อายุ 37 แล้วก็คงต้องปล่อยมันไป

แต่ความฝันหลายอย่างไม่เกี่ยวกับอายุ

อยากเป็นศิลปิน อยากเป็นนักเขียน อยากออกเดินทาง

แน่นอนว่ามันไม่ง่าย ต้องใช้แรง และเวลา

แต่ยังไงเสียเวลาย่อมจะต้องผ่านไปอยู่แล้ว

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เรื่องเวลา

คำถามสำคัญคือคุณพร้อมจะออกแรงดูซักตั้งรึเปล่า

แบ่งเวลาวันนี้จากจอทีวี จอมือถือ และจอไอแพด ซัก 30 นาทีเพื่อเอาเมล็ดฝันลงดินแล้วลองรดน้ำใส่ปุ๋ยดู

วันละ 30 นาที หนึ่งปีก็ 180 ชั่วโมง 5 ปีก็เกือบ 1000 ชั่วโมงแล้ว

1000 ชั่วโมงนี่สร้างอะไรได้มากมายนะครับ

ถ้าเราทำมันอย่างสม่ำเสมอ ด้วยความเพียรและด้วยพลังงานบวก ยังไงมันก็ต้องออกดอกออกผลบ้างล่ะน่า

อย่าเอาแต่มองนาฬิกา

20171106_watchtheclock

แต่ให้ทำตามนาฬิกา

คือเดินหน้าไปเรื่อยๆ

“Don’t watch the clock; do what it does. Keep going.”
Sam Levenson

คนที่เกลียดวันจันทร์รักวันศุกร์ มักใช้นาฬิกาเป็นกระดิ่งเลิกโรงเรียน

“เมื่อไหร่จะห้าโมงเย็นซะที”

“ห้าโมงปุ๊บเด้งปั๊ป”

“สี่โมงครึ่งก็เริ่มแต่งหน้ารอแล้ว”

องค์กรที่มีคนอย่างนี้เยอะๆ คงมีคำถามให้ชวนคิดหลายข้อ

– นี่คือวัฒนธรรมที่เราอยากให้เป็นรึเปล่า?
– พนักงานไม่ค่อยมีความสุขกับการทำงานที่นี่รึเปล่า?
– เราควรจะ flexible กับพนักงานมากกว่านี้มั้ย?
– เรากำลังใช้กรอบความคิดจากยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมเมื่อ 200 ปีที่แล้วอยู่รึเปล่า?

ข้อสุดท้ายนี่สำคัญ เพราะหลายสิ่งหลายอย่างบนโลกมันยังเป็นอย่างนั้นอยู่เพียงเพราะว่า “ทำกันอย่างนี้มาตลอด” หรือ “ใครๆ เขาก็ทำกัน” ทั้งที่มันอาจจะไม่ได้เมคเซนส์ (make sense) อีกต่อไปแล้วก็ได้

ในบางธุรกิจ การทำงานแบบโรงงาน เข้าแปดโมงเช้าเลิกห้าโมงเย็นอาจยังจำเป็นอยู่ แต่กับบริษัทที่ผลงานไม่ได้แปรผันโดยตรงกับจำนวนชั่วโมง ก็ถึงเวลาต้องทบทวนแล้วรึยัง

ถ้าอยากมีพนักงานที่ทุ่มเทให้กับองค์กรมากกว่านี้ เราก็ต้องเป็นองค์กรที่จะเข้าใจความต้องการและวิถีชีวิตของคนรุ่นใหม่ให้มากกว่านี้

เมื่อเราเข้าใจและใจกว้างกับเขา เขาก็จะเข้าใจและใจกว้างกับเราครับ

เราไม่ได้เจ๋งอย่างที่เราคิด

20171105_good

และเราก็ไม่ได้กระจอกอย่างที่เราคิดด้วย

“You’re never as good as everyone tells you when you win, and you’re never as bad as they say when you lose.”
-Lou Holtz

คนเรามีทั้งเรื่องที่ตัวเองเก่งและเรื่องที่ตัวเองไม่เก่ง

ไม่สิ

ถ้าจะพูดให้ถูก คนเรามีทั้งเรื่องที่คิดว่าตัวเองเก่งและเรื่องที่คิดว่าตัวเองไม่เก่ง

เพราะว่าการที่จะ “เก่ง” หรือ “ไม่เก่ง” เรื่องอะไรนั้น เป็นผลการตัดสินใจจากอดีต

เช่นถ้าตอนเรียนมหาลัยเราไม่ชอบวิชาเลข แม้จะจบออกมาเป็นสิบปีแล้วเราก็ยังเชื่อว่าตัวเองไม่เก่งเลขอยู่ดี

แต่สมองของคนเรานั้นมหัศจรรย์ ถ้าเราพบวิธีการเรียนรู้เลขที่ถูกจริตกับเรา เราอาจจะกลายเป็นคนเก่งเลขขึ้นมาก็ได้

ตัวผมเองแต่ก่อนไม่ชอบเรียนวิชาประวัติศาสตร์เลย เพราะต้องมานั่งท่องจำปีที่เกิดเหตุการณ์สำคัญๆ หรือชื่อตัวละครที่ยาวและจำยากเพื่อเอาไปสอบให้ผ่าน

แต่พอได้อ่านประวัติศาสตร์มนุษย์จากหนังสือ Sapiens: A Brief History of Humankind‎ ผมกลับชอบมากจนเขียนบทความออกมาถึง 20 ตอน

ดังนั้นน่าจะเป็นการดีหากเราจะเผื่อใจเอาไว้ทั้งสองทาง

“You’re never as good as everyone tells you when you win, and you’re never as bad as they say when you lose.”

ชนะแล้วอย่าชูคอ แพ้แล้วก็อย่าตีอกชกตัว

เพราะเป็นไปได้สูงว่าคุณกำลังประเมินตัวเองผิดไปครับ

ผู้แพ้ใช้อดีตเป็นแหล่งกบดาน

20171105_past

ส่วนผู้ชนะใช้อดีตเป็นแหล่งเรียนรู้เพื่ออิ่มเอมกับปัจจุบันและมุ่งหวังกับอนาคต

“Losers live in the past. Winners learn from the past and enjoy working in the present toward the future.”
-Denis Waitley

ถ้าอยากเป็นคนอมทุกข์ หนึ่งในนิสัยสำคัญที่เราต้องมีคือการเป็นคนช่างเปรียบเทียบ

เปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นที่เขารวยกว่า หล่อกว่า มีแฟนสวยกว่า

หรือเปรียบเทียบปัจจุบันกับอดีตที่เราเคยมีความสุขกว่านี้

จุดอ่อนของการเปรียบเทียบแบบแรกคือเราไม่มีทางรู้เลยว่าคนที่เขารวยเขาสวยกว่าเรานั้นมีความทุกข์อะไรบ้าง เราเห็นแต่สิ่งที่เขาอยากให้เราเห็นเท่านั้น

จุดอ่อนของการเปรียบเทียบแบบที่สองก็คือเรามักจะจำอดีตได้ดีกว่าที่มันเป็นเสมอ

Daniel Kahneman เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม (behavioral economics) บอกว่าตัวตนของเรา ณ ตอนที่สัมผัสประสบการณ์นั้น (experiencing self) กับตัวตนของเราที่จำประสบการณ์นั้น (remembering self) เป็นคนละคนกัน

ตอนที่เราเป็นเด็กม.ปลาย (experiencing self) เราก็รู้สึกว่าชีวิตเราก็งั้นๆ แหละ อยากจะโตไวๆ จะได้มีเงินซื้อโน่นซื้อนี้ แต่พอโตมาแล้วเรากลับระลึกถึงสมัยเรียนม.ปลายอย่างมีความสุขและแสนคิดถึง (remembering self)

อดีตจึงไม่ใช่ที่ที่เราควรพาตัวเองกลับไปบ่อยนัก เพราะมันไม่ได้ตรงกับความเป็นจริง แถมไม่มีอยู่จริงด้วย

สิ่งเดียวที่มีอยู่จริงคือปัจจุบัน

ดังนั้น อย่าใช้อดีตเป็นที่ซ่อนตัวจากความจริงเลยนะครับ

เพราะยังไงความจริงก็ตามหาคุณเจออยู่ดี