นิทานปีนผา

20171209_cliff

เมื่อวานวันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

มีพระอาจารย์ท่านหนึ่ง เมื่อย่างเข้าสู่วัยชรา จึงคิดจะหาผู้สืบทอดเป็นเจ้าอาวาสต่อไป

วันหนึ่งจึงพูดกับ “ฮุ่ยหมิง” และ “เฉิงเหยียน” ศิษย์สองคนซึ่งพระอาจารย์หมายตาไว้

“พวกเจ้าสองคนหากมีใครสามารถปีนจากหน้าผาของหลังวัดขึ้นไปถึงยอดเขาได้ คนนั้นจะได้เป็นเจ้าอาวาสคนต่อไป”

ศิษย์ทั้งสองจึงเดินไปที่หน้าผา หน้าผานั้นสูงชันและมีแง่งหินขรุขระตลอดทั้งหน้าผา ฮุ่ยหมิงซึ่งมีร่างกายที่แข็งแรงกว่า มีความมั่นใจในตัวเองอย่างเต็มเปี่ยม แต่ปีนขึ้นไปได้ไม่นานก็ลื่นตกลงมา

เขาจึงเพิ่มความระมัดระวังในการปีนมากขึ้น แต่ที่สุดก็ลื่นไหลตกลงมาอีก แต่ไม่ว่าจะตกลงมากี่ครั้ง เขาก็ไม่ท้อแท้ ครั้งสุดท้ายเขารวบรวมพลังที่มีอยู่ปีนขึ้นไป แต่เมื่อปีนได้ครึ่งทางก็หมดแรง และบริเวณนั้นก็ไม่มีที่ที่จะให้หยุดพักได้ ที่สุดก็พลัดตกลงมาอีก ศีรษะกระแทกก้อนหินจนสลบแน่นิ่งไป

ฝ่ายเฉิงเหยียน ตอนเริ่มต้นก็เหมือนกับฮุ่ยหมิง พยายามใช้แรงอย่างมากมายในการปีน แต่แล้วก็ลื่นไหลลงมาหลายครั้ง ครั้งหนึ่งขณะที่ปีนถึงกลางหน้าผาแล้วมองลงไปข้างล่าง เฉิงเหยียนก็ตัดสินใจปีนลงมาจากหน้าผา ปัดเสื้อผ้าที่เลอะดินทรายออก เดินไปที่ลำธาร แล้วเดินทวนกระแสน้ำขึ้นไปจนไปถึงยอดเขา

เมื่อเขาเดินกลับมาหาพระอาจารย์ ศิษย์ทุกคนนึกว่าเฉิงเหยียนจะต้องถูกพระอาจารย์ต่อว่าอย่างแรงว่ารักตัวกลัวตาย ใจไม่กล้าแล้วยังอ่อนแอ จนน่าจะถูกขับไล่ออกจากสำนักไป

แต่พระอาจารย์กลับพูดว่าให้เฉิงเหยียนดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสต่อไป

ทุกคนต่างมองหน้ากันไปมา ไม่เข้าใจว่าเพราะอะไร

เฉิงเหยียนเลยอธิบายให้ศิษย์ร่วมสำนักฟังว่า หน้าผาที่อยู่หลังวัดนั้นยากเกินกำลังมนุษย์จะปีนป่าย แต่เมื่อมองจากกลางหน้าผา ก็จะเห็นทางเล็กๆ ที่จะเดินขึ้นไปสู่ยอดได้

พระอาจารย์มักพูดบ่อยๆ ว่า “ผู้มีปัญญาจะสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามสภาพแวดล้อม ผู้รู้จะเดินเกมไปตามเหตุ” นี่เป็นการสอนให้พวกเรารู้จักยืดหยุ่นและเปลี่ยนแปลงได้ไปตามเหตุการณ์เฉพาะหน้า

พระอาจารย์พยักหน้าด้วยความพอใจแล้วพูดว่า

“หากเป็นผู้อยากได้หน้าอยากได้ชื่อ ในจิตก็จะมีแต่ทางตันของหน้าผา ฟ้าไม่ได้วางกรงขังไว้ แต่จิตเราสร้างกรงขังไว้เอง ในกรงขังแห่งความอยากมีชื่อเสียง แย่งชิงกันอย่างลำบากยากเย็น อย่างเบาก็แค่เกิดความทุกข์กังวล อย่างหนักอาจจะต้องร่วงหล่นลงจนร่างเละ”

หลังจากนั้นพระอาจารย์ก็มอบบาตรและจีวรแก่เฉิงเหยียน และพูดกับทุกคนว่า

“การปีนหน้าผา เป็นการทดสอบสภาพจิตของพวกเจ้า ไม่ให้หลงวนเข้าไปอยู่ในตาข่ายแห่งชื่อเสียงเกียรติยศ ในจิตที่ไม่กังวลสิ่งใด สามารถเดินไปตามครรลองที่เป็นไปได้ นั่นคือคนที่ข้าปรารถนา”

—–

ขอบคุณนิทานจาก What Am I.net รวมหลายเรื่องจากเวบไซต์ อกาลิโก

ผู้จัดการจักรวาล

20171207_generalmanager

“For peace of mind, we need to resign as general manager of the universe.”
-Larry Eisenberg

มนุษย์นั้นสงสัยใคร่รู้และรักความถูกต้องมาแต่กำเนิด

เมื่อสงสัยใคร่รู้ ก็เลยชอบฟังชอบดู ทั้งเรื่องตัวเองและเรื่องคนอื่น

และเมื่อรู้แล้วเห็นว่ามันไม่ถูกต้อง ก็กระฟัดกระเฟียด อยากให้มันเป็นอย่างนั้น-เป็นอย่างนี้

ซึ่งการรู้ไปเสียทุกอย่าง-ตัดสินไปเสียทุกอย่างนั้นอาจไม่ใช่ทางเลือกในการใช้ชีวิตที่ดีนัก

หนึ่งคือสิ่งที่เราเห็นว่าไม่ถูกต้อง จริงๆ แล้วมันแค่ไม่ถูกใจเราเฉยๆ

หลวงพ่อชาเคยสอนไว้ว่า “ทุกอย่างในโลกนี้มันถูกอยู่แล้ว มีแต่ความเห็นของเราเท่านั้นที่ผิด”

สองคือถึงจะไม่ถูกใจเราแค่ไหน แต่ 99% ของสิ่งที่เราไม่ถูกใจนั้นเราก็ทำอะไรกับมันไม่ได้

นักการเมืองจะโกง นายกจะพูดจาไม่เพราะ ประชาชนจะเหยียบเท้าพี่ตูน เราไม่สามารถควบคุมอะไรได้เลย

1% เท่านั้นที่เราพอจะคุมได้คือตัวเราเอง – ไม่ยัดเงินตำรวจเวลาขับรถผิดกฎจราจร ไม่ตวาดคนใกล้ตัว คอยตบมืออยู่ห่างๆ เวลาพี่ตูนวิ่งผ่าน เป็นต้น

สามคือเวลาของเรามีจำกัด ถ้าไปหัวฟัดหัวเหวี่ยงกับเรื่องที่เราทำอะไรไม่ได้ เราก็จะยิ่งเหลือเวลาให้กับสิ่งที่เราทำได้น้อยลง

For peace of mind, we need to resign as general manager of the universe.

ใครที่รู้ตัวว่ากำลังดำรงตำแหน่ง “ผู้จัดการแห่งจักรวาล” อยู่ ถ้าเหนื่อยนักก็ลาออกได้นะครับ

รู้แล้วเรียนไม่ได้

20171205_cantlearn

“It is impossible for a man to learn what he thinks he already knows.”
-Epictetus

สิ่งหนึ่งที่คนวัยหนุ่มสาวพกติดตัวก็คือความคิดว่าตัวเองรู้แล้ว

ยิ่งถ้าใครติดตามข่าวสารบ้านเมือง อ่านบทวิเคราะห์ ถกเถียงกับเพื่อนบ่อยๆ ก็จะยิ่งมั่นใจว่าสิ่งที่ตัวเองรู้ สิ่งที่ตัวเองคิด สิ่งที่ตัวเองเชื่อนั้นถูกต้องแน่นอน

ที่กล้าพูดอย่างนี้เพราะผมก็เคยเป็นอย่างนั้นมาก่อน

แต่พอได้อยู่ไปเรื่อยๆ ได้เห็นว่าสิ่งต่างๆ ที่เราเคยคิดว่ามันใช่ สุดท้ายกลับไม่ใช่ ความมั่นใจในตัวเองก็จะค่อยลดลงเรื่อยๆ ลดลงเรื่อยๆ

จากที่เคยคิดว่ารู้เยอะ ก็เริ่มรู้สึกว่ารู้น้อย

และจากที่คิดว่ารู้น้อย ก็พบว่าเราไม่รู้อะไรเลย

และวันนั้นแหละ ถึงจะเป็นจุดเริ่มต้นครั้งใหม่

เมื่อเห็นตามจริง ก็ยอมรับได้ในความไม่รู้ของตัวเอง

เมื่อรู้ว่าไม่รู้ ใจก็จะเปิดมากขึ้น

เมื่อใจเปิดมากขึ้น ก็จะฟังมากขึ้น

เมื่อฟังมากขึ้น วันนี้เราอาจฉลาดขึ้นอีกนิดก็ได้


Writing Workshop เสาร์ที่ 16 ธ.ค. 9:30-12:30 ยังมีที่ว่างอีก 4 ที่ครับ ใครสนใจอ่านรายละเอียดได้ที่นี่ครับ bit.ly/anontawongwriting

ความกลัวกับความเสียดายเป็นเพื่อนซี้กัน

20171205_fearregrets

เมื่อกลัว ก็ไม่ได้ทำ เมื่อไม่ได้ทำ ก็มานั่งเสียดายภายหลัง

กลัวที่จะเข้าไปขอเบอร์สาว สุดท้ายคนอื่นเอาไปกิน

กลัวที่จะเริ่มต้น ผ่านไปอีก 1 ปี เห็นคนอื่นที่ได้เริ่มเขาไปถึงไหนแล้ว

กลัวที่จะพยายามมากกว่านี้ สุดท้ายได้ที่สองจนทำได้แค่เขกหัวตัวเอง

แต่คนส่วนใหญ่เลือกที่จะกลัว เพราะตอนตกอยู่ใต้สถานการณ์ที่ต้องเลือกนั้น ความกลัวมีขนาดใหญ่กว่าความเสียดายมาก

แม้ตัวจะใหญ่กว่า แต่ความกลัวกับมี “น้ำหนัก” น้อยกว่าความเสียดาย

เพราะความกลัวเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป แต่ความเสียดายกลับจะค่อยๆ หนักขึ้นตามเวลาที่ผ่านไป

อีกหนึ่งข้อแตกต่างก็คือ ความกลัวนั้นแก้ไขได้ เพราะเรากลัวสิ่งที่ยังไม่ได้เกิด

แต่ความเสียดายเป็นสิ่งที่แก้ไขไม่ได้แล้ว ต่อให้เสียดายแค่ไหนก็กลับไปทำอะไรกับอดีตไม่ได้อีกแล้ว

จะเดินหนีความกลัวในวันนี้ เพื่อเผชิญหน้ากับความเสียดายในภายหลัง

หรือจะเผชิญหน้ากับความกลัวในวันนี้ เพื่อจะได้ไม่ต้องมีความเสียดายในภายหลัง

เลือกให้ดีนะครับ

—–

ขอบคุณประกายความคิดจาก หนังสือ คิดต้องทำ คันต้องเกา (Stop Talking, Start Doing) by Shaa Wasmund & Richard Newton ก็ไปเจอภาพที่เตะตาจนต้องอ่านต่อ

Writing Workshop เสาร์ที่ 16 ธ.ค. 9:30-12:30 ยังมีที่ว่างอีก 6 ที่ครับ ใครสนใจอ่านรายละเอียดได้ที่นี่ครับ bit.ly/anontawongwriting

การตัดสินใจที่จะเปลี่ยนชีวิตเรา

20171205_changelife

ไม่ใช่การตัดสินใจว่าจะเรียนคณะอะไร

หรือจะสมัครงานที่ไหน

หรือจะซื้อบ้านโครงการใด

มันอาจเป็นการตัดสินใจครั้งใหญ่ก็จริง และมันก็อาจมีผลกระทบกับชีวิตได้มากมาย

แต่ผมเชื่อว่าการตัดสินใจที่จะเปลี่ยนชีวิตเราจริงๆ คือการตัดสินใจเล็กๆ น้อยๆ ที่เราทำอยู่ทุกวัน

จะอ่านหนังสือหรือจะเล่นมือถือ

จะจดจ่อกับงานหรือจะเสพกระทู้ดราม่า

จะคุยเรื่องสร้างสรรค์หรือจะจับกลุ่มนินทา

จะดื่มน้ำเปล่าหรือน้ำอัดลม

จะพูดจาไพเราะหรือหยาบคาย

จะออกกำลังกายหรือจะนอนไถเฟซ

การตัดสินใจเล็กๆ น้อยๆ ที่เราทำอยู่ทุกวันมันก็เหมือนดอกเบี้ยทบต้น หนึ่งสัปดาห์อาจไม่มีผลอะไร หนึ่งเดือนก็ยังไม่มีผลอะไร แต่หนึ่งปีย่อมเห็นความแตกต่าง และ 10 ปีความแตกต่างจะราวฟ้ากับเหว

การตัดสินใจครั้งใหญ่อาจสำคัญก็จริง แต่เทียบไม่ได้เลยกับการตัดสินใจครั้งเล็กๆ ใน 24 ชั่วโมงต่อจากนี้ครับ


Writing Workshop เสาร์ที่ 16 ธ.ค. 9:30-12:30 ยังมีที่ว่างอีก 6 ที่ครับ ใครสนใจอ่านรายละเอียดได้ที่นี่ครับ bit.ly/anontawongwriting