วุ่นวายคือหลบซ่อน

20180617_hide

ผมมีทฤษฎีอย่างหนึ่งว่า คนที่กลับบ้านดึกเป็นประจำ ตอบอีเมลไม่เคยทัน เสาร์อาทิตย์ก็ยังทำงานจนไม่มีเวลาดูแลตัวเองเลย เขาคนนั้นกำลังหลบอะไรบางอย่างอยู่

กลับบ้านดึก เพราะไม่มีความสุขตอนอยู่บ้าน

ตอบเมลไม่เคยทัน เพราะไม่สามารถจัดการอีเมลให้เป็น Inbox Zero ได้

เสาร์อาทิตย์ก็ยังทำงาน เพราะไม่มีงานอดิเรกหรือไม่มีสังคมให้ไปใช้เวลาด้วย

เมื่องานกลายเป็นตัวตน อัตลักษณ์ และแหล่งความสุขเพียงอย่างเดียวของเขา เขาจึงยึดงานไว้แน่นจน “ไม่มีเวลา” ทำอย่างอื่น

ผมเชื่อว่าชีวิตเราไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อนั่งอยู่หน้าจอคอมตลอดเวลา เราไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อเก็บเงินและซื้อของเล่นให้ได้มากที่สุด เราเป็นส่วนหนึ่งของระบบทุนนิยมก็จริงแต่เราต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับมันอย่างชาญฉลาดและมี EQ ด้วย

เราทำงานไปเพื่ออะไร? นี่คือคำถามที่ต้องคิดให้จงหนัก ไม่อย่างนั้นเราจะใช้ชีวิตอย่างขาดสมดุลย์ และอะไรก็ตามที่ขาดสมดุลย์ซักวันมันก็ต้องล้มครืน

ที่สำคัญ การล้มครืนนั้นมันเกิดจากเราทำตัวเราเองแท้ๆ ไม่อาจโทษใครได้เลย

ใครก็ตามที่กำลังหลบซ่อนภายใต้ข้ออ้างว่า “ฉันยุ่ง” อาจต้องใช้ความกล้าเพิ่มขึ้นอีกซักนิด

กล้าที่จะหยุด กล้าที่จะคุยกับคนใกล้ตัว กล้าที่จะถามว่าเราต้องการอะไรกันแน่ เรามาอยู่ที่นี่เพื่ออะไรกันแน่

ถามตัวเองบ่อยๆ และขอให้ได้คำตอบรางๆ ในเร็ววัน

เพราะเวลาในวัยผู้ใหญ่นั้นหมุนเร็วเกินกว่าที่เราจะใช้มันอย่างไร้สติครับ

ตัดสินใจครั้งเดียว

20180617_decideonce

วิธีหนึ่งที่จะลดความกังวลใจในชีวิตประจำวันได้ คือตัดสินใจเรื่องๆ หนึ่งแค่ครั้งเดียว

มาร์ค ซักเคอร์เบิร์ก ตัดสินใจเพียงครั้งเดียวว่าเขาจะใส่เสื้อยืดสีเทาไปทำงานทุกวัน แล้วก็ทำอย่างนี้มาหลายปี

Seth Godin บล็อกเกอร์ที่เขียนบล็อกมาแล้วเจ็ดพันกว่าบทความก็กินอาหารเช้าอยู่เมนูเดียวคือสมูทตี้ที่ทำจากนมอัลมอนด์+ผงโปรตีน+กล้วย+พลัมแห้ง+วอลนัท

เมื่อประมาณสามปีที่แล้ว ผมก็ตัดสินใจว่าจะเขียนบล็อกทุกวัน ตลอดพันกว่าวันที่ผ่านมาผมจึงไม่ต้องถามตัวเองอีกเลยว่า “วันนี้จะเขียนบล็อกดีมั้ย”

แน่นอน ชีวิตย่อมต้องการสีสัน แต่การใส่เสื้อยืดสีเทาทุกวันก็ไม่ได้แปลว่าชีวิตของมาร์คจะไม่มีสีสันซักหน่อยจริงมั้ย?

ถ้าเราสามารถตัดสินใจเรื่องส่วนใหญ่แค่ครั้งเดียวและใช้มันไปตลอดได้ ในแต่ละวันเราก็จะเหลือเวลาและพลังสมองมากขึ้นในการทำเรื่องสร้างสรรค์อื่นๆ ครับ

เส้นนี้ที่มีคนขีดเอาไว้

20180617_line

คนขีดเขาอาจตายไปนานแล้วก็ได้นะ

ตายในที่นี่ อาจหมายถึงตายไปจริงๆ หรือตายจากองค์กรที่เราอยู่

ตอนที่เขาขีดเส้นนี้ มันอาจจะเมคเซ้นส์ด้วยเหตุผลต่างๆ นาๆ

แต่เมื่อเวลาผ่านไปนานเข้า บริบทเปลี่ยนไป เครื่องไม้เครื่องมือเปลี่ยนไป องค์กรเปลี่ยนไป เส้นนี้อาจจะไม่เมคเซ้นส์แล้วก็ได้

ถ้าองค์กรไหนมีพนักงานชอบพูดว่า “มันก็ต้องเป็นอย่างนี้แหละ เพราะมันเป็นอย่างนี้มาตั้งนานแล้ว” อนาคตขององค์กรนั้นอาจจะไม่สดใสเท่าไหร่นัก เพราะมันเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าพนักงานในองค์กรเก่งแต่เรื่องการทำตามคำสั่ง แต่คิดอะไรเองไม่ค่อยได้

วิธีแก้คือต้องตั้งคำถามบ่อยๆ ว่างานนี้ยังต้องทำอยู่รึเปล่า กฎนี้ยังจำเป็นอยู่มั้ย มันทำให้เราดูแลพนักงานหรือดูแลลูกค้าได้ดีขึ้นจริงเหรอ

และคนที่ต้องถามคำถามพวกนี้บ่อยสุดคือผู้บริหาร เพราะถ้าผู้บริหารยังยึดติดอยู่กับสิ่งเดิมๆ ก็อย่าหวังว่าลูกน้องจะกล้าตั้งคำถามกับสิ่งเหล่านั้น

เส้นนี้ที่คนขีดเอาไว้ คนขีดอาจตายไปนานแล้ว

แต่ถ้าเรายังอยากอยู่กันต่อ ต้องรีวิวเส้นเหล่านี้บ่อยๆ ครับ

พลาดแล้วเปลี่ยน

20180616_changewhenyouarewrong

เท่าที่ผมสังเกตมา คนที่ประสบความสำเร็จไม่ใช่คนที่รู้ว่าอะไรคือคำตอบที่ถูกต้องสำหรับเรื่องราวต่างๆ ในชีวิต

เขาไม่ได้ IQ สูงไปกว่าเรา เข้าถึงสื่อได้มากกว่าเรา หรือมีต้นทุนทางการเงินมากไปกว่าเราซักเท่าไหร่นัก

สองอย่างที่เขาทำแต่เราไม่ค่อยได้ทำกันคือ

1.คิดแล้วลงมือทำ
2.ถ้าทำพลาด ก็ยอมรับและปรับเปลี่ยน

คนส่วนใหญ่จะติดตั้งแต่ข้อแรกแล้ว คือเอาแต่คิดแล้วก็ไม่ได้ลงมือทำเพราะต้องรอให้พร้อมหรือรอให้หลายๆ อย่างเป็นใจก่อน

แต่เราไม่เคยพร้อมและโลกก็ไม่เคยเป็นใจ

จริงๆ แล้ว เราต้องลงมือทำไปก่อน โลกถึงค่อยๆ เป็นใจ และเราถึงจะค่อยๆ พร้อมขึ้นมา

พอผ่านขั้นตอนแรกมาแล้ว ก็มีไม่น้อยที่มาติดอยู่ขั้นตอนที่สอง

คือพลาดแล้วไม่เปลี่ยน

พลาดในที่นี้อาจจะพลาดโดยไม่รู้ตัวก็ได้ เพราะไม่เคยวัดผลหรือสำรวจจริงๆ จังๆ ว่าที่เราทำอยู่นี้มันดีแล้วหรือยัง ยังปรับปรุงตรงไหนได้มั้ย

พอไม่สำรวจ จึงก้มหน้าก้มตาดั้นด้นทำไป สปีดในความก้าวหน้าจึงช้ากว่าที่ควรจะเป็น

หรือแม้บางทีจะรู้ตัวว่าพลาด ก็ยังไม่ยอมเปลี่ยน จะด้วยกลัวเสียหน้า หรือเสียดายแรงที่ลงไปเพราะไม่เข้าใจสิ่งที่เรียกว่า sunk cost

พอพลาดแล้วไม่ยอมเปลี่ยน จึงเสียโอกาสที่จะทำให้มันดีขึ้น มันก็เลยไม่ประสบความสำเร็จซักที

คิดแล้วลงมือทำ ทำพลาดแล้วเปลี่ยน ถ้าทำสองข้อนี้ได้ ความสำเร็จก็คงอยู่ไม่ไกลครับ

นิทานแฮมสี่รุ่น

20180613_ham

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

วันหนึ่ง ขณะที่เด็กสาวกำลังมองผู้เป็นแม่ตระเตรียมเนื้อแฮมไว้อบ เธอถามขึ้นว่า

“แม่คะ ทำไมต้องตัดส่วนหัวท้ายของแฮมออกด้วยคะ”

“ก็เพราะคุณยายทำแบบนี้มาตลอดยังไงล่ะลูก” แม่เอ่ยขึ้น

“แต่ทำไมต้องทำล่ะคะ”

“ไม่รู้สิ ลองไปถามคุณยายกันนะ”

ทั้งคู่จึงไปหาคุณยายเพื่อถามเรื่องนี้

“ยายคะ เวลายายเตรียมแฮมสำหรับอบ ยายตัดหัวท้ายออกตลอดเลย ทำไมต้องทำอย่างนั้นด้วยคะ”

“คุณทวดก็ทำแบบนั้นมาตลอดจ้ะ” คุณยายตอบ

“แต่ทำไมล่ะคะ”

“ไม่รู้สิ ไปถามคุณทวดกัน”

ทั้งสามจึงไปที่บ้านคุณทวดเพื่อถามเรื่องนี้

“คุณทวดคะ เวลาที่เตรียมแฮมสำหรับอบ ทวดตัดหัวตัดท้ายออกตลอด ทำไมต้องทำอย่างนั้นด้วยคะ”

“ก็เพราะว่า” ยายทวดเอ่ย “แต่ก่อนกระทะมันเล็กไปน่ะ”

—–

ขอบคุณนิทานจากหนังสือ “เงินหรือชีวิต”, แปลโดย ฐนฐ จินดานนท์, สำนักพิมพ์ openbooks (Your Money or Your Life by Vicki Robin & Joe Dominguez with Monique Tilford)