เหตุผลที่เราควรเข้าออฟฟิศ (ที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึง)

เมื่อสามปีที่แล้ว ผมเขียนบทความ “เหตุผลที่บริษัทไม่ควรบังคับให้พนักงานเข้าออฟฟิศทุกวัน” ซึ่งมีคนมาแสดงความเห็นกันอุ่นหนาฝาคั่ง

ตอนนั้นบริษัทผมมีนโยบายค่อนข้างหลวม ทีม tech จะเข้าหรือไม่เข้าออฟฟิศก็ได้ ส่วนทีม non-tech ให้เข้าประมาณ 1-2 วัน

สามปีผ่านไป สิ่งที่เปลี่ยนไปคือเราย้ายออฟฟิศใหม่ และตอนนี้เรามีนโยบายให้ทีม tech เข้าออฟฟิศสัปดาห์ละอย่าง 1 วันเป็นอย่างน้อย และทีม non-tech เข้าออฟฟิศสัปดาห์ละ 3 วัน

แน่นอนว่าตอนเปลี่ยนนโยบายก็มีพนักงานบ่นว่าทำงานที่บ้านได้งานเยอะกว่า ไม่ต้องเสียเวลากับการเดินทาง ไม่เปลืองค่าใช้จ่าย

แต่การที่บริษัทชั้นนำทั่วโลกหันมาปรับนโยบายให้คนเข้าออฟฟิศมากขึ้นก็ย่อมมีเหตุผล เพราะว่าเขาเชื่อว่ามันจะ productive มากกว่า แต่ถามว่ามีหลักฐานประกอบแบบชัดเจนหรือไม่ผมก็ยังไม่แน่ใจ

ช่วงแรกบริษัทผมก็ไม่ได้จริงจังกับการบังคับใช้นโยบายนี้มากนัก เพราะอยากให้มันค่อยเป็นค่อยไป แต่เมื่อ Q3 2025 เราก็เริ่มเอาข้อมูลขึ้นมาดูกันอย่างจริงจังว่าทีมไหนเข้าออฟฟิศอย่างที่เราคาดหวังไว้บ้าง

คนที่เข้าออฟฟิศตามที่เราคาดหวัง – 1 วันสำหรับทีม tech และ 3 วันสำหรับทีมที่เหลือ เราจะเรียกพวกเขาว่า office lovers

ส่วนคนที่ไม่ได้เข้าตามที่เราคาดหวัง เราเรียกกลุ่มนี้ว่า home lovers

ชื่ออาจจะฟังดูจั๊กกะจี้นิดนึง แต่ผมก็ยังนึกคำที่สื่อความหมายและไม่กล่าวโทษที่ดีกว่านี้ไม่ได้

เราเริ่มมีการเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลการเข้าออฟฟิศโดยดูจากการ “ตี๊ดบัตร” ที่ประตูทางเข้า แล้วเอามาสรุปเป็นรายแผนก ส่งให้ผู้บริหารทุกคนดูเพื่อจะได้รู้ว่าทีมไหนยังไม่ค่อยเข้าออฟฟิศ เพื่อให้พวกเขาไปพูดคุยกับทีมงานของตัวเอง

ช่วงกลางปี เรามี office lovers แค่ประมาณ 50% เท่านั้น แต่ผ่านไป 3 เดือน เรามี office lovers ประมาณ 75% ซึ่งทำให้วันที่คนเข้าออฟฟิศเยอะๆ (อังคารกับพุธ) มักมีปัญหาที่นั่งไม่พอและเน็ตช้าในบางโซน

ซึ่งทางทีม HRBP ก็ช่วยกันเจรจากับหัวหน้าฝ่ายให้กระจายการเข้าออฟฟิศของคนมากขึ้น โดยแต่ก่อนวันจันทร์กับศุกร์ออฟฟิศจะเงียบมาก แต่ตอนนี้เริ่มกลับมามีชีวิตชีวาแล้ว

สิ่งที่เราแก้ต่อมาคือเพิ่มโต๊ะ เก้าอี้ และจอมอนิเตอร์ และกำลังจะปรับปรุงระบบอินเทอร์เน็ตซึ่งจะทำให้ออฟฟิศของเรารองรับพนักงานได้อย่างเต็มที่

แต่ถึงออฟฟิศจะมีศักยภาพพร้อมรองรับคนมากขึ้นแล้วก็ตาม พนักงานส่วนหนึ่งก็อาจจะยังตั้งคำถามและไม่เชื่อว่าการเข้าออฟฟิศจะมีประโยชน์เท่ากับการทำงานที่บ้าน

ที่ผ่านมา นโยบายเรื่อง hybrid work มักจะถกเถียงกันในประเด็นที่ว่าอะไร productive กว่ากัน การได้ทำงานที่บ้านอย่างมีสมาธิ หรือการได้เข้าออฟฟิศเพื่อจะได้ทำงานร่วมกันได้ดีขึ้น ซึ่งประเด็นเหล่านี้ล้วนโคจรอยู่รอบคำถามที่ว่า การทำงานแบบไหนถึงจะเกิดประโยชน์ต่อองค์กรมากกว่า

แต่วันนี้ผมอยากจะเสนออีกมุมมองหนึ่งที่คนน่าจะยังไม่ค่อยได้พูดถึงกันเท่าไหร่ และโคจรอยู่บนคำถามที่ว่าการทำงานแบบไหนถึงจะมีประโยชน์ต่อคนทำงานในระยะยาวมากกว่ากันครับ

วันนั้นผมกับแฟนขับรถกลับจากห้างแถวบ้าน แฟนที่ทำงานสำนักพิมพ์เล่าให้ฟังว่ากำลังหาทางทำให้สิ่งที่สำนักพิมพ์โพสต์ในช่องทางโซเชียลต่างๆ เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้มากขึ้น เลยมีความคิดจะว่าจ้างเอเจนซี่เพื่อช่วยยิงแอด

แล้วผมก็คิดขึ้นได้ว่า เดี๋ยวนี้ใครๆ ก็น่าจะตั้งตัวเป็นเอเจนซี่ได้ไม่ยาก ต่อให้ไม่ได้มีประสบการณ์มากนักก็ยังเรียนรู้เอาเองได้ แถมติดขัดอะไรก็ถามเอไอได้เสมอ

คำถามที่ผุดขึ้นมาก็คือ ในวันที่ทุกคนใช้เอไอเป็น แล้วเราจะมีจุดเด่นกว่าคนอื่นได้อย่างไร ในเมื่อชุดความรู้ต่างๆ บนโลกใบนี้มันถูก democratized หรือถูกทำให้เข้าถึงอย่างง่ายดายที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษย์?

และนี่คือคำตอบที่ผมได้ครับ

เอไอที่คนส่วนใหญ่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันนั้นตั้งอยู่บน LLM หรือ Large Language Models (LLMs)

โดย LLMs ยุคแรกนั้นถูก “เทรน” ด้วยข้อความในหนังสือ เว็บไซต์ บทความ และโค้ดในโปรแกรมต่างๆ

ส่วน LLMs ยุคหลังที่เป็น Multimodal LLMs นั้นเอาเสียง รูปภาพ และวิดีโอมาเทรนด้วยเช่นกัน

ดังนั้นเอไอจึงรู้ไปหมดราวกับเป็นสัพพัญญู (ตัว o ใน GPT-4o ก็คือ Omni ที่แปลว่าสัพพัญญูนี่เอง)

แต่ถึงอย่างไร ข้อมูลที่เอไอรู้ ก็เป็นเพียงความรู้ที่เคยถูก “บันทึก” เอาไว้เท่านั้น

แต่ความรู้ในโลกใบนี้ก็สามารถแบ่งออกได้เป็นสองแบบ คือความรู้ชัดแจ้ง (explicit knowledge) กับความรู้ฝังลึก (tacit knowledge)

อะไรที่เป็น explicit knowledge ย่อมถูกบันทึกเอาไว้ในรูปแบบต่างๆ และเอไอย่อมจะเรียนรู้มาเกือบหมดแล้ว

แต่ยังมีความรู้อีกมากมายที่ไม่ได้ถูกบันทึกเอาไว้ เพราะมันเป็น tacit knowledge สอนกันไม่ได้ เพราะไม่รู้จะอธิบายอย่างไร เป็นปัจจัตตัง ต้องอาศัยการสังเกตและซึมซับ การเล่าเรียนสมัยก่อนศิษย์จึงต้องไปฝากตัวกับครูบาอาจารย์เป็นสิบปีเพื่อที่จะได้เรียนรู้ tacit knowledge นี้

ในที่ทำงาน อะไรบ้างที่เป็น tacit knowledge?

จังหวะจะโคนในการพูด น้ำเสียงที่ใช้ การสบตาคู่สนทนา การจับอารมณ์ของคนในห้องประชุม การใช้อารมณ์ขันระหว่างที่ความตึงเครียดในห้องประชุมกำลังพุ่งสูง การเลือกที่จะใช้ความเงียบแทนการตอบโต้ การครองสติเอาไว้ได้ในสถานการณ์ฉุกเฉิน

สิ่งเหล่านี้ให้เขียนอธิบายออกมาอย่างไรก็ไม่มีทางเข้าใจเท่ากับการได้เห็นกับตาได้ยินกับหู

ถ้าเรายังเป็นคนทำงานที่มีประสบการณ์ไม่มากนัก วิธีที่จะได้มาซึ่ง tacit knowledge เหล่านี้ คือการพาตัวเองไปอยู่ใกล้ๆ กับคนที่เก่งกว่า เก๋ากว่า ประสบการณ์มากกว่า ผ่านสนามรบมามากกว่าเรา แล้วใช้ความสังเกตสังกา ครูพักลักจำ บวกกับโยนิโสมนสิการ เพื่อเรียนรู้และซึมซับสิ่งที่เขาเป็นและสอนให้กับเราโดยไม่ได้เจตนา

พูดอีกนัยหนึ่ง การเข้าออฟฟิศจะช่วยให้เรามีทักษะบางอย่างที่เอไอไม่มีทางสอนเราได้ และทักษะที่ได้มาด้วยความลำบากเหล่านี้นี่แหละที่จะทำให้เราโดดเด่นกว่าคนอื่น ในวันที่ทุกคนเข้าถึงเอไอได้ไม่ต่างจากเรา แถมทักษะที่เปี่ยมไปด้วยความเป็นมนุษย์เหล่านี้ไม่น่าจะมีวันหมดอายุเสียด้วย

และนี่คือเหตุผลที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึง ว่าทำไมเราจึงควรเข้าออฟฟิศบ้าง ไม่มากก็น้อยครับ