สิ่งที่เราพยายามซื้อคือความแน่นอน

บทสนทนาหนึ่งที่ผมชอบมาก คือตอนที่ Sean D’Souza ผู้เขียนหนังสือ The Brain Audit คุยกับ “ทอย DataRockie” ซึ่งทอยได้เขียนเล่าไว้เมื่อวันที่ 6 สิงหาคมที่ผ่านมา

[“แอด” หมายถึงตัวทอยเอง]

  1. Sean ถามแอดว่า “งานอดิเรกคุณคืออะไร” แอดตอบ “ชอบอ่านหนังสือ” Sean บอก “อ่านหนังสือไม่ใช่งานอดิเรก .. คุณกำลังรู้สึกไม่ปลอดภัยใช่ไหม” นั่นนน มองออกเฉย 555+
    .
  2. แอดรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ “กลัว” ไม่ได้กลัวว่าตัวเองจะไปไม่รอด แต่กลัวว่าคิโนะลูกชายแอด (อายุ 10 เดือน) โตขึ้นมา อาจจะต้องเจอชีวิตที่ยากลำบากกว่าปัจจุบันนี้อีกมาก
    .
  3. Sean บอก “สอนลูกให้เติบโตเป็นต้นไม้ที่แข็งแกร่ง มีรากที่หยั่งลึกลงในพื้นดิน” ถ้าเค้าเลือกเส้นทางแห่งความแข็งแกร่ง เค้ามีทางเดินไปต่อได้เสมอ The Obstacle is The Way

เมื่อผมมานั่งมองตัวเอง และคนรอบตัว ก็พบว่าหลายๆ อย่างที่เราทำ ก็เพื่อซื้อความแน่นอนให้อนาคต

เราเก็บเงินและลงทุนในวันนี้ ก็เพื่อที่เราจะได้มีกินมีใช้ในวัยเกษียณ

เราออกกำลังกายและใส่ใจสุขภาพ ก็เพื่อที่เราจะได้ไม่ต้องล้มหมอนนอนเสื่อในวัยชรา

เราทำงานไม่หยุดไม่หย่อน เพื่อที่จะได้มีเงินส่งลูกเรียนโรงเรียนดีๆ เพื่อให้ลูกของเรามีอนาคตที่สดใส

หรือแม้กระทั่งการที่เรา “ไม่ทำอะไร” บางครั้งก็เป็นไปเพื่อ “ซื้อความแน่นอน” เช่นกัน

หมดใจกับงานเดิมมาหลายปีแต่ก็ไม่ยอมหางานใหม่ เพราะไม่รู้ว่าถ้าได้งานใหม่จะทำได้ไหมและจะต้องเจออะไรบ้าง

ไม่ยอมเลิกคบกับแฟนที่ทำร้ายกัน เพราะกลัวความเหงาหรือกลัวเจอคนใหม่ที่ไม่ใช่ยิ่งกว่าเดิม

ไม่ยอมปรับวิธีการใช้ชีวิต เพราะเคยชินกับวิถีแบบนี้มานาน

สำหรับบางคน แม้สิ่งที่ต้องผจญอยู่จะเป็นความทุกข์ แต่อย่างน้อยก็เป็นความทุกข์ที่คุ้นเคย เป็นความทุกข์ที่แน่นอน ซึ่งอาจอุ่นใจกว่าการออกไปเจอความทุกข์ที่ไม่แน่นอน


ผมเคยอ่านเจอในหนังสือเล่มหนึ่ง จำถ้อยคำเป๊ะๆ ไม่ได้ แต่เนื้อหาประมาณว่า

บางศาสนาสอนว่าหากเราเชื่อในพระเจ้า เราจะมีชีวิตนิรันดร์ในโลกหน้า

ขณะที่บางศาสนา สอนให้เราเข้าถึง “อนันตกาลของปัจจุบัน” ในโลกนี้

เมื่อหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับปรากฎการณ์ตรงหน้า อัตตาก็จะหายไป “เวลา” จะอันตรธาน ไม่มีทั้งอดีตหรืออนาคตกาล มีเพียง “ที่นี่เดี๋ยวนี้” ทอดยาวติดต่อกันไปตลอดเส้นทาง

ปัจจุบันจึงเป็นสิ่งเดียวที่เรารู้ว่ามีอยู่จริง ขณะที่อนาคตนั้นเป็นเพียงสิ่งที่อยู่ในจินตนาการ

เราจึงไม่ควรเพียงหวังสร้างอนาคตอันแน่นอน แต่เราควรจะลดความกลัวที่เรามีต่ออนาคตอันไม่แน่นอนด้วย

Tim Ferriss ผู้เขียนหนังสือ The 4-Hour Workweek ได้พูดถึงแนวคิดเรื่อง Stoicism (สโตอิก) อยู่บ่อยครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเทคนิคที่เรียกว่า “การจินตนาการถึงความเลวร้าย” (premeditatio malorum)

ในแต่ละปี Ferriss จะลองใช้ชีวิตด้วยการสวมเสื้อผ้าเก่าๆ นอนบนพื้นแข็งๆ หรือกินอาหารราคาถูกติดกันหลายๆ มื้อ

การทำเช่นนี้เพื่อจะช่วยย้ำเตือนให้ Ferriss ตระหนักได้ว่า “ชีวิตที่เลวร้าย” นั้นอาจไม่ได้แย่อย่างที่เขาคิด

เมื่อจิตใจมีภูมิคุ้มกันต่อความทุกข์ เมื่อเรารู้แล้วว่าเราสามารถรับมือกับสถานการณ์ที่แย่ที่สุด เราก็จะมีความกล้าและมั่นใจมากขึ้นที่จะทำอะไรที่แตกต่างไปจากเดิม เพราะต่อให้ล้มเหลว เราก็จะยังรับมือกับผลลัพธ์ที่ตามมาได้


โดยแท้จริงแล้ว ความไม่แน่นอนนั้นไม่ใช่ bug แต่เป็น feature

ครูบาอาจารย์จึงสอนให้เราหัดสังเกต ว่าโลกนี้มันเปลี่ยนแปลง ทนอยู่ได้ยาก และไม่อาจควบคุม

หากเราเข้าใจความจริงข้อนี้ เรากับความไม่แน่นอนก็อาจเป็นมิตรที่ดีต่อกัน

“พี่ก็” ดร.วิรไท สันติประภพ เคยบอกไว้ว่า เพราะโลกนี้มันอนิจจัง ทุกปัญหาจึงมีทางออก

วันนี้ปัญหาเป็นแบบนี้ แต่พรุ่งนี้มันจะมีปัจจัยใหม่ ตัวละครใหม่ เงื่อนไขใหม่ๆ เข้ามา

เมื่อโลกเต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลง โจทย์และทางออกย่อมมีความลื่นไหลเสมอ

ความไม่แน่นอนจึงไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้น เพราะมันให้ได้ทั้งคุณและโทษ ทำให้ชีวิตของเราน่าตื่นเต้นและเต็มไปด้วยความเป็นไปได้

สิ่งที่เราควรทำ จึงไม่ใช่การวิ่งหนีหรือทำลายความไม่แน่นอนให้หมดสิ้น เพราะเป็นสิ่งที่ไม่อาจทำได้

แต่เป็นการฝึกฝนตนเองให้เป็นต้นไม้ที่แข็งแกร่ง มีรากที่หยั่งลึกลงในพื้นดิน เพื่อพร้อมรับพายุฝนแห่งความไม่แน่นอนที่จะมาเยือนเราในทุกฤดูกาลของชีวิตครับ