เมื่อคนอื่นปากหนัก เราต้องหัดชมตัวเองบ่อยๆ

Imposter Syndrome คืออาการของคนที่คิดว่าตัวเองไม่ได้เก่งจริง

ที่น่าสนใจคืออาการนี้มักจะเกิดกับผู้หญิงบ่อยกว่าผู้ชาย

ผมเคยอ่านเจอว่า เวลาจะสมัครงาน หากผู้หญิงอ่าน Qualifications แล้วตัวเองมีไม่ครบจะไม่ค่อยกล้ากดสมัคร แต่ถ้าเป็นผู้ชายจะไม่สน ขอกดสมัครไปก่อน ถ้าเขาไม่เรียกก็เสมอตัว แต่ถ้าเขาเรียกก็ค่อยไปลุ้นเอา

หากเราเป็นหนึ่งในคนที่ชอบคิดว่าตัวเองไม่เก่งจริง หรือรู้สึกว่าตัวเองขาดคุณสมบัติบางข้ออยู่เนืองๆ ให้รู้ไว้ว่าเราอาจจะเข้มงวดกับตัวเองมากไป

ยิ่งคนไทยมีอะไรไม่ค่อยชมกันอยู่แล้ว สังเกตง่ายๆ ว่าคำไทยที่เอาไว้ชมกันในที่ทำงานนั้นมีไม่เท่าไหร่ เต็มที่เราก็ชมว่า “ใช้ได้” หรือ “เก่งมาก” ขณะที่ฝรั่งมีคำพวกนี้อยู่พะเรอเกวียน – Well done! Excellent! Amazing! Fantastic! Exceptional! Awesome!

เมื่อคนอื่นปากหนัก เราจึงต้องหัดชมตัวเองบ้าง

แค่พูดเบาๆ ว่า “เรานี่ก็ใช้ได้เหมือนกันนะเนี่ย” ก็เพียงพอที่จะเป็นน้ำหล่อเลี้ยงจิตใจให้เรามีแรงทำงานต่อไปครับ

12 ข้อคิดจากหนังสือ เมื่อการทำงานหนักไม่ใช่คำตอบของความก้าวหน้า

  1. คนอื่นไม่ได้สนใจหรอกว่าเราพยายามขนาดไหน อย่าเอาความพยายามของตัวเองมา justify ว่าเราเป็นคนสำคัญ
  2. Adam Grant ผู้เขียน Think Again บอกว่า Moderate Procrastinator มักจะสร้างผลลัพธ์ได้ดีกว่าคนที่ทำทันที (และแน่นอนว่าดีกว่าคนที่เอาแต่ผัดวันประกันพรุ่งจนทุกอย่างล่าช้ากว่ากำหนด) ดังนั้นเราจึงควรมี deadline ที่ชัดเจน แต่ไม่ต้องรีบทำให้เสร็จ ควรประวิงเวลาเอาไว้บ้างเพื่อเปิดโอกาสให้ไอเดียใหม่ๆ ได้ทำงาน
  3. ความเครียดนั้นมี 2 แบบและมีวิธีจัดการที่แตกต่างกัน แบบแรกคือแบบที่พลังพุ่งขึ้น เช่นโกรธ อึดอัด จัดการได้ด้วยวิธีทำให้ความรู้สึกเบาบางลงเช่นทำอะไรที่ผ่อนคลาย ความเครียดแบบที่สองนั้นจะทำให้พลังของเราตก เช่นเศร้าและห่อเหี่ยว ซึ่งเราควรแก้ไขโดยทำให้ตัวเองมีพลังงานมากขึ้น เช่นขยับเนื้อขยับตัวและออกไปข้างนอก
  4. ถ้าเราเห็นคนข้างหน้าเดินเหยียบอึหมา เราก็คงจะไม่ไปเหยียบซ้ำ ถ้าเราเห็นใครทำงานผิดพลาด เราก็ควรระมัดระวังที่จะไม่ไป “เหยียบอึหมา” ซ้ำเช่นกัน
  5. ระลึกไว้เสมอว่าการ “ได้รับตำแหน่ง” กับการ “ได้รับความยอมรับ” นั้นเป็นคนละเรื่องกัน
  6. โดยส่วนใหญ่แล้ว ค่าตอบแทนคือมาตรวัดความสามารถของเราในการสร้างคุณค่าให้คนอื่น ถ้ารู้สึกว่ารายได้เรายังน้อย ลองมองหาวิธีสร้างคุณค่าให้มากขึ้นดู
  7. การนอนนั้นสำคัญมาก ระดับที่เจฟ เบโซส เจ้าของ Amazon ที่เป็น trillion dollar company ยังนอนคืนละ 8 ชั่วโมง ถ้าคนที่มีภาระหน้าที่ขนาดนั้นยังจัดเวลาเพื่อพักผ่อนได้ เราก็ไม่ควรมีข้ออ้าง
  8. บางทีการตัดสินใจทำอะไรสักอย่างในชีวิต มันไม่ต้องมีเหตุผลดีๆ ก็ได้ ลองลงมือทำไปก่อน แล้วเหตุผลจะตามมาเอง
  9. เด็กใหม่ในที่ทำงานนั้นถือว่าเป็น “อภิสิทธิ์ชน” เพราะจะได้เรียนรู้อะไรมากมาย ได้ทำงานที่หลากหลาย และถ้าพลาดพลั้งคนก็ยังพร้อมให้อภัย คนที่ทำงานมานานจะไม่ได้สิทธิ์เหล่านี้ เราจึงควรใช้อภิสิทธิ์ของความเป็นเด็กใหม่ให้คุ้มค่า
  10. นอกจากมี To Do List แล้ว พอทำงานเสร็จแล้วลองทำ Have Done List เอาไว้บ้าง หมดวันจะได้กลับมาดูอย่างภาคภูมิใจว่าวันๆ หนึ่งเราก็ทำอะไรเสร็จไปหลายอย่างเหมือนกัน
  11. อย่าให้นามบัตรหรือ Job Description มาตีกรอบว่าเราจะทำอะไรได้บ้าง ให้มองตำแหน่งที่สลักในนามบัตรเป็น minimum ที่เราควรจะทำได้
  12. เคล็ดลับของการเป็น High Performer คืออย่าเทียบตัวเองกับเพื่อน แต่ให้เทียบตัวเองกับคนที่อยู่สูงกว่าเราหนึ่งหรือสองระดับ แล้วพยายามทำให้ได้แบบเขา

ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ เมื่อการทำงานหนักไม่ใช่คำตอบของความก้าวหน้า เธมส์ THINKต่าง เขียน สำนักพิมพ์ DOT

นิทานกิ่งไม้ผิดมือ

วันนีัวันศุกร์ที่ความทุกข์ปกคลุมชาวไทย ทำให้ผมนึกถึงนิทานเรื่องหนึ่งที่ผมอ่านให้ลูกฟังเป็นประจำ

มีชายหนุ่มคนหนึ่งอาศัยอยู่ในบ้านเก่าๆ ริมชายป่า เขาคิดจะเข้าป่าเพื่อตัดต้นไม้มาซ่อมแซมบ้าน แต่ขวานของเขาใช้งานไม่ได้เพราะด้ามหัก

เขาจึงไปอ้อนวอนกับราชาแห่งต้นไม้ใหญ่ในป่าเพื่อขอกิ่งไม้ขนาดเหมาะมือสักท่อน แม้ต้นไม้หลายต้นในป่าจะคัดค้านถึงผลเสียที่จะตามมา แต่ราชาแห่งต้นไม้ก็อนุญาตให้เขาใช้มีดฟันกิ่งไม้ไปได้

ชายหนุ่มได้นำกิ่งไม้นั้นมาทำเป็นด้ามขวาน จากนั้นก็นำขวานเล่มนั้นไปตัดต้นไม้ใหญ่ในป่าจนโค่นไปหลายต้น

ก่อนที่ราชาต้นไม้จะถูกโค่นเป็นต้นต่อไป มันก็ได้แต่รำพึงว่า “นี่ถ้าเราไม่ให้กิ่งไม้กับเขาไป ภัยก็คงไม่มาถึงเราเช่นนี้”

จะมีความสุขได้ ต้องมีความกล้าเสียก่อน

“The secret of happiness is freedom, and the secret of freedom is courage.”
-Thucydides

หลายคนถูกขังอยู่ในกรงที่เราลงกลอนไว้เอง

เมื่อเคยชินกับ comfort zone การออกไปข้างนอกกรงจึงดูอันตราย

เบื่องานที่ทำอยู่เต็มที แต่ไม่กล้าเปลี่ยนสายงาน

เบื่อคนที่คบอยู่เต็มที แต่ไม่กล้าบอกเขาตรงๆ

เบื่อตัวเองเต็มที แต่ไม่กล้าลุกขึ้นมาทำอะไร

เมื่อไม่มีความกล้า ก็เลยไร้ซึ่งทางเลือก เมื่อเลือกไม่ได้จึงต้องติดหล่มกับสิ่งที่ตัวเราในอดีตได้ทำเอาไว้

แต่หากเราเพิ่มความกล้าขึ้นอีกนิด เสี่ยงขึ้นอีกหน่อย บอกตัวเองว่าถ้าพลาดก็ไม่เป็นไร ยังไงเราคงเอาตัวรอดได้

เราก็จะได้พบหนทางใหม่ๆ ที่นำพาไปสู่วิถีชีวิตที่สอดคล้องกับความเชื่อและตัวตนของเรายิ่งขึ้น และช่วยให้เรามีโอกาสจะพึงพอใจกับชีวิตมากกว่าเดิม

จะมีความสุขได้ต้องมีความกล้าเสียก่อนครับ

ง่ายที่สุดคือพูด ยากที่สุดคือทำ

พี่โบ๊ท ไผท ผดุงถิ่น Co-founder & CEO ของ Builk เคยพูดเอาไว้ว่า

“เหงื่อมันหอม น้ำลายมันเหม็น”

คนจริงไม่พูดเยอะ คนจริงจะทำให้ดูเป็นตัวอย่าง

Derek Sivers เป็นผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จจนไม่ต้องทำงานแล้ว มักจะมีผู้คนเข้ามาหาเพื่อเสนอไอเดียธุรกิจใหม่ๆ เสมอ

Sivers บอกว่ามูลค่าของธุรกิจนั้นเป็น “ผลคูณ” ของสองปัจจัยคือ

Idea x Excecution

ต่อให้ไอเดียของคุณจะสุดยอดแค่ไหน แต่ถ้าคุณไม่ลงมือทำ ธุรกิจที่วาดไว้ก็ไม่มีมูลค่าอะไรแม้แต่น้อย

ถ้าไอเดียคุณใช้ได้ และคุณมี execution ที่ดี นี่สิถึงจะเป็นธุรกิจที่จับต้องได้

คนไอเดียดีๆ มีเต็มแผ่นดิน คนลงมือจริงมีเพียงหยิบมือ

ถ้าอยากสร้างคุณค่า จงใช้หนึ่งสมองสองมือของเราทำงาน และให้ปากของเราได้พักผ่อน

เพราะง่ายที่สุดคือพูด ยากที่สุดคือทำครับ


ขอบคุณประกายความคิดจากหนังสือ อะไรทำให้ชีวิตเราดีกว่าเมื่อวาน คิมจงวอน เขียน อาสยา อภิชนางกูร แปล สำนักพิมพ์อมรินทร์ How to