นิทานสิงโตกับหมู

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

พระพุทธเจ้าทรงเล่าว่า ในอดีตชาติ พระองค์ทรงเคยเกิดเป็นราชสีห์เจ้าป่า

จู่ๆ วันหนึ่งมีหมูสกปรกที่ชอบนอนกลิ้งเกลือกในหลุมอุจจาระเหม็นคลุ้ง มาท้าสู้กัน

ราชสีห์เจ้าป่ามองดูเจ้าหมูสกปรกแล้วก็คำรามขึ้นว่า

“เจ้าหมูสกปรกเอ๋ย หากเจ้าต้องการชัยชนะ ข้ายินดีจะยกชัยชนะนั้นให้เจ้าเดี๋ยวนี้เลย แต่จะให้ข้าไปสู้กับเจ้านั้น ข้าไม่สู้หรอก ข้ายินดียอมแพ้เสียยังจะดีกว่าไปสู้กับหมูสกปรกอย่างเจ้า”

คนบางคนนั้น มีธาตุแท้ไม่ต่างอะไรกับหมูที่ชอบคลุกอจจาระ หากคนเช่นนี้เข้ามาป้วนเปี้ยนในชีวิตของเรา วิธีที่ดีที่สุด ไม่ใช่การไปสู้กับเขา แต่ควรถอยออกมาจะดีกว่า การถอยนั้น บางครั้งไม่ใช่การยอมแพ้ แต่เป็นการแก้ปัญหาที่ดีที่สุดรูปแบบหนึ่ง


ขอบคุณนิทานจากเพจนิทานเซน

https://linktr.ee/anontawong

ประโยชน์ของถ้วยชาอยู่ที่ความว่างเปล่าของมัน

ถ้าถ้วยไม่มีความว่าง ก็ใส่น้ำชาไม่ได้

ประโยชน์ของบ้านอยู่ที่ความว่างเปล่าของมัน

ถ้าบ้านไม่มีที่ว่าง ก็วางของลำบากหรือไม่มีที่ให้เดิน

ประโยชน์ของโทรศัพท์มือถือ คือความว่างเปล่าของมัน

หากใครเคยใช้มือถือที่เม็มโมรี่เต็ม จะรู้ว่ามือถือช้าจนน่าหงุดหงิด

ประโยชน์ของ calendar คือความว่างเปล่าของมัน

ถ้า calendar เต็มไปด้วยการประชุม เราก็จะไม่เหลือเวลาให้ทำงาน จนต้องเก็บงานมาทำตอนกลางคืน

“ความว่าง” จึงเป็นสินทรัพย์ที่คนมักมองข้าม

เพราะโลกทุนนิยมนั้นผลักดันให้เรา “เอาเข้า” มากกว่า “เอาออก”

เราจึงกดซื้อของแบบไม่บันยะบันยังทุกครั้งที่เขามีแคมเปญ เราจึงลงแอปและดาวน์โหลดทุกอย่างมาไว้ในมือถือ เราจึงรับนัดและ commit กับอะไรไว้มากมายจนแทบไม่มีพื้นที่ให้หายใจ

เมื่อชีวิตเต็มไปด้วย “stuff” เราจึงขาดแคลน “space”

ซึ่งถ้าเราผ่านโลกมามากพอ เราจะเข้าใจว่า space นั้นสำคัญกว่า stuff

เพราะเราไม่ได้ต้องการสิ่งของหรือกิจกรรมมากมายเพื่อจะได้มีชีวิตที่ดี

สิ่งที่เราต้องการจริงๆ คืออิสรภาพที่จะทำในสิ่งที่เราอยากทำ ซึ่งจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากเรามีแต่สิ่งที่เราต้องทำ

กลับมาให้ความสำคัญกับ “ที่ว่าง” ให้มากกว่านี้

ไม่อย่างนั้นถ้วยชาของเราจะไม่มีวันใส่อะไรได้เลยครับ


ขอบคุณประกายความคิดจากหนังสือ “จงเป็นเช่นน้ำ Be Water, My Friend” – แชนนอน ลี เขียน จีรชาตา เอี่ยมรัศมี แปล สำนักพิมพ์ howto

https://linktr.ee/anontawong

สิ่งที่จะเปลี่ยนไปเมื่อเราอายุเกิน 70 ปี

มีคนเคยถามชายชราที่อายุเกิน 70 ว่ามีอะไรที่เปลี่ยนไปในตัวของเขาบ้าง นี่คือสิ่งที่เขาตอบกลับมาครับ

1. หลังจากรักพ่อแม่ พี่น้อง ภรรยา ลูกๆ และเพื่อนฝูง ตอนนี้ผมเริ่มรู้จักที่จะรักตัวเอง

2. ผมเข้าใจแล้วว่าผมไม่ใช่ “Atlas” ผมไม่จำเป็นต้องแบกโลกเอาไว้ก็ได้

3. ผมเลิกต่อราคาผักและผลไม้ การจ่ายแพงขึ้นนิดหน่อยคงไม่ทำให้ผมถังแตกหรอก แต่เงินที่คนขายได้มากขึ้นน่าจะช่วยให้เขาจ่ายค่าเทอมลูกสาวได้

4. ผมให้ทิปกับบ๋อยทีละเยอะๆ เพราะมันทำให้เธอยิ้มกว้าง เธอต้องเผชิญกับความลำบากมากกว่าผมหลายเท่า

5. ผมเลิกเตือนคนแก่คนอื่นๆ ว่าเขาเล่าเรื่องนี้ซ้ำมาหลายรอบแล้ว การได้เล่าเรื่องต่างๆ ช่วยให้เขาได้ระลึกความหลังและกลับไปใช้ชีวิตอีกครั้ง

6. ผมเรียนรู้ที่จะไม่แก้ไขความผิดพลาดของคนอื่น การทำให้ทุกคนดีพร้อมนั้นไม่ใช่ภารกิจของผม ความสงบในจิตใจสำคัญกว่าความเพอร์เฟ็ค

7. ผมเอ่ยปากชื่นชมมากกว่าเดิม คำชมนั้นทำให้อารมณ์เขาดีขึ้นและทำให้อารมณ์ผมดีขึ้นด้วย อ้อ และคำแนะนำสำหรับคนที่ได้รับคำชม – จงอย่าปฏิเสธคำชมเหล่านั้น แค่พูดว่า “ขอบคุณ” ก็พอ

8. ผมเรียนรู้ที่จะไม่กังวลใจเรื่องรอยยับบนกางเกงหรือรอยเปื้อนบนเสื้อ เพราะรูปลักษณ์ไม่สำคัญเท่านิสัย

9. ผมตีตัวออกห่างจากคนที่ไม่ดีกับผม เขาไม่เห็นค่าผมก็ไม่เป็นไร แต่ผมเห็นคุณค่าในตัวเอง

10. ผมไม่ร้อนใจเวลาใครเล่นไม่ซื่อเพื่อเอาชนะในการแข่งขันหนูถีบจักร ผมไม่แข่งกับใคร และผมก็ไม่ใช่หนู

11. ผมเรียนรู้ที่จะไม่อับอายอารมณ์ที่เกิดขึ้นในใจ อารมณ์ต่างๆ นี่แหละที่ทำให้เราเป็นมนุษย์

12. ผมเข้าใจแล้วว่าการลดอัตตานั้นดีกว่าการทำลายความสัมพันธ์ อัตตาจะทำให้ผมโดดเดี่ยว ความสัมพันธ์จะทำให้ผมมีเพื่อน

13. ผมเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตแต่ละวันราวกับว่ามันเป็นวันสุดท้าย ซึ่งสักวันหนึ่งมันก็จะเป็นอย่างนั้นจริงๆ

14. ผมทำสิ่งต่างๆ ก็เพื่อให้ตัวเองมีความสุข เพราะมันคือสิ่งที่ผมควรได้รับ และคนเรานั้นเลือกที่จะมีความสุขได้เสมอ

จริงๆ เราไม่ต้องรอให้อายุถึง 70 ก็ได้นะครับ 🙂


ขอบคุณข้อมูลจาก Quora: This is too good not to share. I asked a friend who has crossed 70 & is heading towards 80 what sort of changes he is feeling in himself? He sent me the following…

ข้อความสำหรับหัวหน้ามือใหม่ที่ชอบทำอะไรเองคนเดียว

สิ่งหนึ่งที่เป็นปัญหาของหัวหน้ามือใหม่ – หรือแม้กระทั่งมือเก่าก็ตาม – คือการที่ตัวเองถืองานเอาไว้เยอะเกินไป

สาเหตุหลักๆ น่าจะมีอยู่สองข้อ

1. เกรงใจน้อง เห็นน้องงานเยอะอยู่แล้ว

2. น้องทำแล้วไม่ได้ดั่งใจ ช้า ทำเองเร็วกว่า

เหตุผลข้อ 1 กับ 2 อาจจะต่างกันอย่างสิ้นเชิง แต่ให้ผลลัพธ์ที่คล้ายคลึงกัน คือหัวหน้าต้องจัดการเองคนเดียว จนบางทีกลายเป็นคนคอขวด น้องก็ไม่เก่งขึ้นสักที เราก็เลยไม่วางใจน้อง ก็เลยต้องแบกเองต่อไป เป็นวงจรที่ดูน่าสงสารอยู่เหมือนกัน

คนที่ได้โปรโมตเป็นหัวหน้านั้น ถ้าไม่ใช่เพราะทำงานเก่งมากๆ ก็เพราะว่าเป็นคนที่เป็นผู้ใหญ่และมีความรับผิดชอบ รับปากแล้วก็จะต้องทำให้ได้ ต่อให้ต้องเสียสละทำงานล่วงเวลาหรือวันเสาร์อาทิตย์ก็ตาม

แต่หัวหน้าไม่ควรตีความหมายคำว่า “รับผิดชอบ” หรือการมี ownership ให้แคบเกินไปนัก

เพราะการรับผิดชอบงานไม่ใช่การทำด้วยตัวเองทั้งหมด

นิยามใหม่ที่จะมีประโยชน์กว่าสำหรับคนที่เป็นหัวหน้าก็คือ:

การรับผิดชอบงาน = การรู้จักใช้คนอย่างรับผิดชอบ

งานส่วนตัวของเราก็ต้องทำให้ดีที่สุด ส่วนงานที่เรามอบหมายไปให้คนอื่น เราก็ต้องคอยกระตุ้น คอยโค้ช และคอยติดตามผลว่าลูกน้องจะทำออกมาได้ดีเพียงพอ

อย่างนี้ถึงจะเรียกว่า “การรับผิดชอบงาน” ในฐานะของหัวหน้าอย่างแท้จริงครับ


ขอบคุณประกายความคิดจากหนังสือ ทำมากเหนื่อยฟรี ทำถูกวิธีไม่เหนื่อยเลย โดย ฮิโรคาซึ ยามาชิ

15 วิธีเพิ่มความน่าเชื่อถือในที่ทำงาน

1. ทำโดยไม่ต้องสั่ง

2. คาดการณ์ปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นและวางแผนที่จะแก้ปัญหานั้น

3. ช่วยเหลือเพื่อนร่วมงาน

4. ทำเกินกว่าที่ขอ

5. มีความใฝ่รู้ (curious) และตั้งคำถามที่ดี

6. ขอฟีดแบ็ค

7. ยอมรับในความผิดพลาดและแก้ไขอย่างรวดเร็ว

8. พกพาพลังงานบวก สนุกกับงาน สร้างเสียงหัวเราะ

9. ขบคิดหาวิธีด้วยตัวเอง

10. ทำงานเสร็จเรียบร้อยโดยไม่ต้องให้ใครคอยเตือน

11. ให้ความร่วมมือกับหัวหน้า

12. พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงและกล้าเสี่ยงอย่างมีสมอง

13. พูดเข้าประเด็นและคุยกับหัวหน้าอย่างตรงไปตรงมา

14. ทำการบ้านและเตรียมตัวมาเป็นอย่างดี

15. ทำให้หัวหน้าและเพื่อนร่วมทีมดูดี


ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ Impact Players by Liz Wiseman