อย่ามัวกังวลสายตาของคนอื่น

อาจารย์เสกสรรค์ ประเสริฐกุลเคยกล่าวไว้ว่า ต้นทุนของการเป็นตัวของตัวเองนั้นอาจไม่ได้สูงอย่างที่คิด

เพราะไม่ว่าเราจะทำอะไร เพื่อนแท้ย่อมเข้าใจ คนทั่วไปไม่สังเกต ส่วนศัตรูนั้นยังไงมันก็มองเราไม่ขึ้น

ไม่ได้หมายความว่าเราจะเป็นคนไม่ฟังใคร เพราะหากคำทัดทานหรือคำวิจารณ์นั้นมาจากคนที่ปรารถนาดี เราก็ควรใส่ใจเช่นกัน

แต่เมื่อคิดมาดีแล้ว ฟังคนที่เราควรฟังแล้ว ตัดสินใจไปแล้ว ก็อย่าไปกังวลสายตาของคนอื่นเลย

“It never ceases to amaze me: we all love ourselves more than other people, but care more about their opinion than our own.”
-Marcus Aurelius

รักตัวเองกับรักตัวตน เป็นคนละอย่างกันนะครับ


ติดตาม Anontawong’s Musings ได้ที่

https://anontawong.com (subscribe เพื่อรับบทความทางอีเมลได้)
blockdit.com/anontawong
twitter.com/anontawong
instagram.com/anontawong
http://bit.ly/LINEanontawong

Work from home ยังไงไม่ให้ burnout ไปเสียก่อน

ช่วงนี้โควิดกลับมาระบาดอีกครั้ง ชวนให้นึกถึงช่วงเดียวกันนี้เมื่อปีที่แล้วที่ต้องทำงานจากที่บ้าน

จำได้ว่าช่วงนั้นค่อนข้างทรมาน ที่คิดว่ามีเวลามากขึ้น กลับเหมือนมีเวลาน้อยลง ที่คิดว่าจะสบายขึ้น กลับรู้สึกว่าเหนื่อยกว่าเดิม อะไรที่คิดว่าจะได้ทำก็ไม่ได้ทำ ส่วนตัวก็เลยรู้สึกขยาดการ work from home พอสมควร

รอบนี้เลยคิดว่าจะต้องมี game plan เสียใหม่เพื่อจะได้ไม่ซ้ำรอยเดิม

และนี่คือ 5 สิ่งที่ผมคิดว่าควรทำเพื่อให้การ WFH ไม่นำไปสู่การ burnout ครับ

  1. รักษา routine ตอนเช้า
    พอไม่ต้องเข้าออฟฟิศ เราก็มักจะตื่นสายกว่าเดิม อะไรที่เคยต้องรีบทำตอนเช้าเช่นออกกำลังกาย เราก็รู้สึกว่ามีเวลาให้ทำทั้งวัน สุดท้ายเลยมักไม่ค่อยได้ทำ ดังนั้นเราต้องรักษากิจวัตรยามเช้าที่ productive ของตัวเองเอาไว้เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับวันที่จะมาถึง
  2. เปลี่ยนเสื้อผ้า/อาบน้ำ
    การใส่ชุดนอนนี่มันมีผลต่อจิตใจเหมือนกัน มันเป็นสัญญาณบอกว่า “นี่คือวันหยุด” ทำให้เราไม่ค่อยกระตือรือร้นเท่าไหร่ มันจะเนือยๆ แฉะๆ ดังนั้นเราจึงควรอาบน้ำ หรืออย่างน้อยที่สุดควรจะเปลี่ยนเป็นชุดอะไรก็ได้ที่ไม่ใช่ชุดนอนเพื่อจะบอกสมองว่านี่ไม่ใช่วันหยุดนะจ๊ะ
  3. หาของกินที่มีประโยชน์มาไว้ใกล้มือ
    ของกินนั้นส่งผลอย่างมากต่อระดับพลังงานที่เรามีตลอดวัน ถ้าตู้เย็นและโต๊ะกินข้าวมีแต่ขนมขบเคี้ยว ก็รับรองเลยว่าเราจะหยิบสิ่งเหล่านั้นมากินก่อน และเมื่อกินแล้วจะส่งผลให้พลังงานเราตกลงไปเยอะมาก แต่ถ้าเรามีผลไม้ น้ำเปล่า หรือของกินที่มีประโยชน์อยู่ใกล้มือ ก็น่าจะช่วยให้เราไม่พลั้งปากมากเกินไป และช่วยให้เรารักษาหุ่นในช่วงทำงานจากบ้านได้
  4. ตั้งนาฬิกาปลุกให้ตัวเองลุกจากโต๊ะทุก 30 นาที
    ข้อนี้สำคัญที่สุดสำหรับการป้องกันการ burnout เพราะตอนอยู่ออฟฟิศ เราจะได้ละสายตาจากจอคอมเป็นครั้งคราวจากการที่มีเพื่อนร่วมงานมาทักทายอยู่แล้ว แต่พออยู่ที่บ้าน ทุกอย่างมันเกิดขึ้นในจอคอมทั้งหมด เราจึงแทบไม่ได้ลุกไปไหนเลย ผมสันนิษฐานว่านี่คือสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผมรู้สึกหมดแรงจากการ WFH มากกว่าการทำงานที่ออฟฟิศ
  5. สร้าง routine ใหม่ๆ ระหว่างวันและช่วงเย็น
    ช่วงที่เราละจากจอคอม เราควรสร้าง routine ใหม่ๆ เช่นวิดพื้น 3 ครั้ง อ่านหนังสือ 3 ย่อหน้า จิบน้ำ 3 อึก ฯลฯ เพื่อเป็นการเติมพลังให้กับเรา ส่วนช่วงเย็นก็เป็น golden hours ที่เรามักจะไม่ค่อยมีตอนทำงานที่ออฟฟิศเพราะเคยแต่กลับบ้านค่ำตลอด แต่ในเมื่อเราทำงานที่บ้านแล้ว เราควรใช้โอกาสนี้ในการใช้เวลากับคนที่เรารัก อาจจะไปเดินเล่นและกินข้าวกันพร้อมหน้าพร้อมตาเพื่อเป็นการชาร์จแบตให้จิตใจ เสร็จจากตรงนั้นแล้วค่อยมาเคลียร์งานอีกนิดหน่อยก็ถือเป็นอันจบวัน

และนี่คือ 5 สิ่งที่เราทำได้สำหรับการ work from home รอบนี้ให้ดีกว่าเดิม ใครมีไอเดียอะไรอื่นๆ อีกมาแชร์ได้เลยนะครับ

ก็แค่ทำตามคำแนะนำที่เราให้ไว้กับคนอื่น

ในหนังสือ 12 Rules for Life ของ Jordan Peterson กฎข้อที่ 2 ระบุไว้ว่า

Treat yourself like someone you are responsible for helping – จงดูแลตัวเองเหมือนที่เราอยากดูแลคนที่เรารัก

เวลาเราคุยกับเพื่อนสนิท แฟน หรือลูก เราคงไม่บอกให้เขาดูทีวีให้เยอะๆ นอนให้น้อยๆ กินของไม่มีประโยชน์ ใช้เงินเกินกว่าที่หามาได้ และใช้ชีวิตแบบเช้าชามเย็นชาม

เราล้วนแต่ปรารถนาที่จะให้คนที่เรารักมีชีวิตที่ดีและมีความสุข ดังนั้นเราต้องเผื่อแผ่ความรักแบบนั้นให้กับตัวเราเองด้วย

เรารู้อยู่แก่ใจว่าอะไรควรอะไรไม่ควร ที่เหลือก็แค่ทำตามคำแนะนำที่เรามักบอกคนอื่นเท่านั้นเอง – just follow your own advice

รู้ว่ามันไม่ง่าย เพราะชีวิตมันไม่ง่าย สิ่งล่อตาล่อใจมันเยอะ กิเลสนั้นเหมือนภูเขาที่ตั้งตระหง่านสูงเสียดฟ้า ขณะที่ใจนั้นเหมือนทะเลที่น้ำขึ้นน้ำลง

แต่ถ้าเราดูแลตัวเองเหมือนที่เราดูแลคนที่เรารักได้ ปัญหาทั้งหลายก็อาจไม่ยากเย็นอย่างที่คิดนะครับ

ถ้าชีวิตไม่ได้ดีอย่างที่ควรจะเป็น ลองพูดความจริงดูมั้ย

“If your life is not what it could be, try telling the truth.

If you cling desperately to an ideology, or wallow in nihilism, try telling the truth.

If you feel weak and rejected, and desperate, and confused, try telling the truth.

In Paradise, everyone speaks the truth. That is what makes it Paradise.”

‐Jordan Peterson

“ถ้าชีวิตไม่ได้ดีอย่างที่ควรจะเป็น ลองพูดความจริงดูมั้ย

ถ้ากำลังยึดมั่นถือมั่นในอุดมการณ์อะไรบางอย่าง หรือปล่อยเนื้อปล่อยตัวเพราะเห็นว่าทุกสิ่งช่างไร้ความหมาย ลองพูดความจริงดูมั้ย

ถ้ารู้สึกอ่อนแอ พ่ายแพ้ ร้อนรน และสับสน ลองพูดความจริงดูมั้ย

บนสรวงสวรรค์นั้นทุกคนพูดความจริง เพราะการพูดความจริงนั่นเองที่ทำให้สถานที่นั้นเป็นสรวงสวรรค์”

– จอห์แดน ปีเตอร์สัน ผู้เขียนหนังสือ 12 Rules for Life

หลังจากอ่านถ้อยคำนี้แล้ว เราอาจจะแย้งว่า ธรรมดาเราก็ไม่ได้พูดโกหกเสียหน่อย

แต่ถ้าลองคิดดีๆ เราอาจจะพบว่ามันมีหนึ่งคนที่เราโกหกเป็นประจำ และคนคนนั้นก็คือตัวเราเอง

โกหกว่าเรามีความสุขดีอยู่แล้ว

โกหกว่าเราเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้

โกหกว่าเดี๋ยวมันก็ดีขึ้น

ยังมีอีกหลายคำที่เราพร่ำบอกตัวเองตลอดมา และเราก็ยังยึดมั่นว่ามันยังเป็นความจริง ทั้งๆ ที่โลกเปลี่ยนไปแล้ว บริบทเปลี่ยนไปแล้ว และตัวเราเองก็ได้เปลี่ยนไปแล้ว

ลองสบตากับความจริงอีกครั้ง ถามตัวเองให้ดีว่ายังมีแง่มุมไหนของชีวิตที่เรายังไม่ซื่อตรงกับตัวเองอยู่

หาให้เจอแล้วลงมือทำอะไรบางอย่าง

แล้วจะพบว่าชีวิตนี้ยังไปได้อีกไกลครับ

นิทานทิ้งหินลงแม่น้ำ

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

เช้ามืดวันหนึ่ง ระหว่างที่ชาวประมงคนหนึ่งกำลังเดินไปที่แม่น้ำ เขารู้สึกว่าเดินเหยียบอะไรบางอย่าง พอก้มลงดูจึงเห็นว่าเป็นถุงที่ใส่หินไว้นับร้อยก้อน

ระหว่างที่นั่งรอให้ฟ้าสว่างเพื่อจะได้เริ่มงาน ชาวประมงหยิบหินโยนลงไปในแม่น้ำเพื่อแก้เบื่อ ทีละก้อน ทีละก้อน ทีละก้อน

กว่าฟ้าจะรุ่งสาง เขาก็โยนหินไปเกือบหมดถุงแล้ว เหลือเพียงก้อนเดียวในมือ แล้วเขาก็ใจหายแว้บเมื่อเห็นว่าสิ่งที่เขาคิดว่าเป็นก้อนหินนั้น จริงๆ แล้วมันเป็นอัญมณีต่างหาก ตลอดครึ่งชั่วโมงที่ผ่านมาเขาโยนอัญมณีลงแม่น้ำไปแล้วไม่รู้ตั้งเท่าไหร่!

เขาเจ็บใจและก่นด่าตัวเอง เขาได้สมบัติที่จะทำให้เขามีชีวิตที่สมบูรณ์พูนสุข แต่ในความมืดมิดนั้นเขากลับทิ้งมันลงแม่น้ำ

แต่จริงๆ แล้วก็ต้องถือว่าเขายังโชคดี เขายังเหลืออัญมณีอีกหนึ่งเม็ดในมือ ฟ้าสว่างเสียก่อนที่เขาจะโยนมันทิ้ง

คนส่วนใหญ่ไม่ได้โชคดีขนาดนั้น


ขอบคุณนิทานจาก OSHO Stories: Bag full of gems