ไม่มีอนาคตเพราะไม่มีปัจจุบัน

ทุกเป้าหมายที่เรามี ไม่ใช่มีไว้เพื่อวันพรุ่งนี้ แต่มีไว้เพื่อวันนี้

วันนี้ที่เราจะทำอะไรต่างออกไปจากเดิม เพื่อเขียนอนาคตใหม่

คนที่มีอนาคตที่ดี คือคนที่ทำปัจจุบันได้ดี

ส่วนคนที่ไม่มีปัจจุบัน ก็ย่อมกลายเป็นคนที่ไม่มีอนาคต

คนที่ไม่มีปัจจุบันคืออะไร

ไม่ใส่ใจงานที่อยู่ตรงหน้า

ไม่ใส่ใจคนที่อยู่ตรงหน้า

เฝ้าแต่คิดถึงอนาคตที่ดีกว่านี้

โหยหาอดีตที่ผ่านพ้นไปแล้ว

ติดอยู่ในความคิดตลอดเวลา

ขาดความรู้เนื้อรู้ตัว

ท่านพุทธทาสกล่าวว่า ถ้าวันนี้ดี ก็ไม่ต้องกังวลถึงวันพรุ่งนี้

ถ้าวันนี้ดี วันพรุ่งนี้จะดูแลตัวมันเอง

มาเป็นคนมีอนาคต ด้วยการเป็นคนมีปัจจุบันกันครับ

นโยบายไม่จำกัดวันลาของ Netflix

Netflix น่าจะเป็นบริษัทแรกๆ ที่ริเริ่มนโยบายไม่จำกัดวันลาของพนักงาน

เพราะเขาถือว่า ในยุค Information Age สิ่งที่สำคัญไม่ใช่ชั่วโมงการทำงาน สิ่งสำคัญคือคุณทำอะไรสำเร็จบ้างต่างหาก

Reed Hastings (รี้ด เฮสติ้ง) ผู้ก่อตั้งและ CEO ของ Netflix ก็บอกว่าตัวเขาเองไม่เคยสนใจเลยว่าใครทำงานเยอะหรือทำงานหนักแค่ไหน

“When it comes to how we judge performance at Netflix, hard work is irrelevant.”

แต่ถึงกระนั้น Netflix ก็เคยมีการกำหนดวันลาพักร้อนในแต่ละปี และแทร็คว่าพนักงานลาไปกี่วันแล้ว จนกระทั่งปี 2003 ก็มีพนักงานคนหนึ่งเสนอขึ้นมาว่า

“We are all working online some weekends, responding to emails at odd hours, taking off an afternoon for personal time. We don’t track hours worked per day or week. Why are we tracking days of vacation per year?”

เราทุกคนล้วนเคยทำงานวันเสาร์อาทิตย์ เคยตอบเมลตอนดึกๆ เคยลางานช่วงบ่ายเพื่อไปทำธุระส่วนตัว เราไม่เคยนับชั่วโมงการทำงานต่อวันหรือต่อสัปดาห์ ทำไมเราต้องมานั่งนับวันลาต่อปีด้วย?

ซึ่งรี้ดก็เห็นด้วย พนักงานอาจจะทำงานตั้งแต่ 9 โมงเช้าถึง 5 โมงเย็น = 8 ชั่วโมง หรือทำงานตั้งแต่ตี 5 ถึง 3 ทุ่ม = 16 ชั่วโมงก็ได้ ชั่วโมงการทำงานต่างกันถึง 100% แต่ก็ไม่เห็นจะมีใครมานั่งแทร็คเลย แล้วทำไมบริษัทต้องแคร์ด้วยว่าพนักงานคนไหนทำงาน 50 สัปดาห์ต่อปีหรือ 48 สัปดาห์ต่อปี เพราะมันต่างกันแค่ 4% เท่านั้นเอง

Patty McCord ที่เป็น Head of HR ในตอนนั้นเลยบอกรี้ดว่า งั้นเรามาตั้งนโยบายลาพักร้อนกันใหม่ดีกว่า

Our vacation policy is ‘Take Some!’ – นโยบายลาพักร้อนของเราก็คือจงลางานบ้างก็แล้วกัน!

ซึ่งรี้ดก็เป็นห่วงว่าจะเกิดปัญหาได้สองแบบ

  1. จะมีคนลางานสุรุ่ยสุร่ายจนทำให้งานเสีย
  2. จะไม่มีใครกล้าลางานเลย

แต่รี้ดอยากให้พนักงานได้ลาพักร้อนเพราะเขารู้ว่ามันดีต่อบริษัทแน่นอน พนักงานคนหนึ่งชื่อ Neil Hunt มักจะได้ไอเดียดีๆ เสมอหลังจากได้หยุดยาว มีครั้งหนึ่งนีลเคยลางานไปเดินในเทือกเขา Siera Nevada และนอนในกระท่อมน้ำแข็ง (igloo) อยู่หลายคืน ระหว่างที่หัวว่างๆ จากการทำงาน นีลก็เกิดไอเดียสำหรับการทำ algorithm ใหม่สำหรับการเลือกหนังมาแนะนำให้ผู้ใช้งานของเน็ตฟลิกซ์ ซึ่งได้ผลตอบรับที่ดีมาก

การได้หยุดพักจากงานจะช่วยสร้างพื้นที่ว่างในสมอง เปิดโอกาสให้พนักงานได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์และมองเห็นงานจากมุมใหม่ๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยหากเราทำงานตลอดเวลา

รี้ดจึงตัดสินใจเรียกประชุมผู้บริหารว่าจะทดลองนโยบายไม่จำกัดวันลานี้ดู เพราะน่าจะตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ที่เกลียดการลงเวลา แถมยังลดงาน admin ที่ต้องมานั่งแทร็ควันลากันด้วย

แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือการที่บริษัทไม่จำกัดวันลา มันคือการส่งสัญญาณบอกพนักงานว่าบริษัทไว้ใจว่าเขาจะทำในสิ่งที่ถูกต้อง และในทางกลับกันพนักงานก็จะประพฤติตนอย่างเหมาะสมให้คู่ควรกับความไว้ใจนั้นเช่นกัน

แต่เมื่อไม่มีการจำกัดวันลาแล้ว พนักงานจะลางานเยอะแค่ไหนและลางานเมื่อไหร่ ขึ้นอยู่กับสองปัจจัย

ปัจจัยแรกคือหัวหน้าลาพักร้อนเยอะแค่ไหน ถ้าตัวหัวหน้าเองไม่ค่อยลาพักร้อน ลูกน้องก็คงไม่กล้าลาพักร้อนมากกว่าหัวหน้า สิ่งที่รี้ดทำก็คือขอให้ผู้บริหารระดับสูงทุกคนทำให้ดูเป็นตัวอย่าง โดยรี้ดเองก็ลางานอย่างน้อยปีละ 6 สัปดาห์

ปัจจัยที่สองคือการมี “กฎ กติกา มารยาท” ที่ตกลงกันภายในทีม เช่นทีมบัญชีห้ามลาช่วงปิดงบ หรือถ้าหากจะลางานยาวหนึ่งสัปดาห์ต้องแจ้งล่วงหน้าอย่างน้อยหนึ่งเดือน ซึ่งถ้าหัวหน้าทีมสื่อสารกับลูกน้องได้ดี พนักงานส่วนใหญ่ก็จะไม่ลางานในรูปแบบที่จะทำให้คนอื่นๆ เดือดร้อน

ด้วยตัวอย่างที่ดีและข้อตกลงที่ชัดเจนของคนในทีม ความยืดหยุ่นจึงเกิดขึ้น พนักงานบางคนทำงานสัปดาห์ละ 80 ชั่วโมงติดต่อกันหลายเดือน เพื่อที่จะได้ลางานหลายสัปดาห์ไปเที่ยวป่าอเมซอน

หลังจาก Netflix เลิกแทร็ควันลาพนักงาน บริษัทอื่นๆ ก็เริ่มทำตามบ้าง เช่น LinkedIn, Glassdoor, HubSpot, EventBrite หรือแม้กระทั่ง Virgin

ที่เมืองไทยเอง ก็มีบริษัทอย่าง Wongnai ที่ไม่จำกัดวันลาพนักงานมาหลายปีแล้ว (เฉพาะพนักงาน Permanent) พอ LINE MAN รวมกับ Wongnai ก็เลยนำนโยบายนี้มาใช้ด้วยเช่นกัน ซึ่งผมเองในฐานะ Head of People ที่ LINE MAN Wongai ก็มองว่าเป็นนโยบายที่ดีและบ่งบอกตัวตนขององค์กรว่าเราปฏิบัติกับคนของเราแบบไหนครับ


ขอบคุณเนื้อหาจาก No Rules Rules: Netflix and the Culture of Reinvention by Reed Hastings & Erin Meyer

แพ้คือทางขึ้น ชนะคือทางลง

ชายคนหนึ่งแข่งหมากรุกกับเพื่อนสาวที่เล่นหมากรุกเก่งกว่าเขามาก

รอบแรกเขาแพ้เละเทะ แต่เขาก็ไม่ท้อ ขอประลองใหม่ แล้วก็จบด้วยความพ่ายแพ้อีกเช่นเคย

เขากลับไปศึกษาเกมส์หมากรุกให้ถ่องแท้ยิ่งขึ้น หัดเล่นกับคอมเพื่อฝึกฝนตัวเอง และนัดเล่นหมากรุกกับเพื่อนคนนี้เรื่อยๆ

ต้องแข่งกันหลายสิบครั้งกว่าเขาจะเอาชนะเพื่อนตัวเองได้

จากนั้นเขาก็ชนะเพื่อนอีกหลายรอบ นานไปก็เริ่มชะล่าใจ สุดท้ายเขาก็กลับมาแพ้อีกจนได้

แล้วเขาก็ได้บทเรียนว่า ช่วงที่เขาแพ้นั้น เขาเก่งขึ้นทุกวัน แต่พอเขาได้พบชัยชนะแล้ว เขากลับหย่อนยานและย่ำอยู่กับที่

จะนับเป็นกฎข้อหนึ่งเลยก็ได้ ว่าเมื่อใดที่เราแพ้ เมื่อใดที่เราพลาด เราจะได้เรียนรู้อะไรมากมาย แต่พอเราชนะ เรามักจะนึกว่าตัวเองอยู่บนยอดเขา เราจะประมาท และเราจะหยุดพัฒนา

แพ้คือทางขึ้น ชนะคือทางลงครับ

ก่อนจะตั้งเป้าหมายใหม่ อย่าลืมถามว่าเราพร้อมจะทิ้งอะไรบ้าง

เพราะทุกวันนี้ทุกคนก็บ่นว่า “ไม่มีเวลา” อยู่แล้ว

ถ้าอยากจะตั้งเป้าหมายใหม่ เราก็ต้องไม่หลอกตัวเองว่าเราจะสามารถทำอะไรเพิ่มขึ้นมาได้โดยที่เราจะยังคงทำทุกอย่างที่เราเคยทำได้เหมือนเดิม

ตอนผมเรียนปริญญาโท มีน้องบ่นว่าช่วงนี้เขานอนไม่พอ กว่าจะดูละครจบก็สี่ทุ่มแล้ว พอต้องอ่านหนังสือและทำการบ้านก็เลยสะโหลสะเหลไปทำงานแทบทุกวัน

ผมเลยตอกไปเบาๆ ว่าเรียนโทแล้วยังคิดจะดูละครอีกเหรอ? น้องเขาก็ได้แต่ยิ้มเขินๆ

การแยกแยะระหว่างเรื่องสำคัญกับเรื่องไม่สำคัญนั้นไม่ยาก ใครๆ ก็ทำได้

แต่ที่พวกเราส่วนใหญ่ struggle ก็คือการแยกแยะระหว่างเรื่องสำคัญกับเรื่องสำคัญที่สุด

ยิ่งทางเลือกเรามีมากมายก่ายกองกว่าที่เคยเป็นมา เรายิ่งต้องพัฒนากล้ามเนื้อประเมินประโยชน์ให้แข็งแรง และพร้อมที่จะตัดสินใจ ซึ่งชื่อก็บอกอยู่แล้วว่ามันคือการ “ตัด” ทางเลือกที่เหลือ อย่างน้อยก็ช่วงเวลาหนึ่งเพื่อให้เรามีแรงและเวลาไปทำสิ่งที่สำคัญที่สุดของเราได้

ปีใหม่ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ใครเคยตั้ง New Year’s Resolutions เอาไว้แล้วทำไม่สำเร็จ ความน่าจะเป็นก็คือเราน่าจะพยายามจะเพิ่มอะไรเข้ามาในชีวิตมากเกินไปโดยไม่ยอมตัดอะไรเลย ยังเล่นมือถือเยอะเหมือนเดิม ยังใช้จ่ายเหมือนเดิม ยังกินเยอะเหมือนเดิม

ก่อนจะตั้งเป้าหมายใหม่อย่าลืมถามว่าเราพร้อมจะทิ้งอะไรบ้าง

เพราะมันจะช่วยเพิ่มโอกาสให้เราบรรลุเป้าหมายได้ไม่น้อยเลยทีเดียวครับ

นิทานเมียไม่ทำงาน

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

สามีมาพบนักจิตวิทยาเพราะเขาไม่พอใจภรรยา รู้สึกว่ามันไม่ยุติธรรมที่เขาต้องหาเลี้ยงครอบครัวอยู่คนเดียว

ตอนนี้คุณทำงานอะไร?
เป็นผู้ตรวจสอบบัญชีครับ

แล้วภรรยาของคุณล่ะ?
เธอไม่ได้ทำงานครับ

ใครทำอาหารเช้าให้ที่บ้านกิน?
ภรรยาของผม

ภรรยาของคุณตื่นกี่โมง?
ประมาณ ตี 5 เพราะเธอต้องทำความสะอาดบ้านก่อนทำอาหารเช้า

แล้วใครไปส่งลูกๆ ที่โรงเรียน?
ภรรยาของผมเป็นคนพาลูกๆ ไปโรงเรียน เพราะเธอไม่ต้องไปทำงาน

หลังจากพาเด็กๆไปโรงเรียน เธอก็ไม่ได้ทำอะไรแล้วใช่มั้ย?
ก็มีไปจ่ายตลาด แล้วก็กลับบ้านเพื่อทำอาหารและทำความสะอาดบ้าน ซักผ้า รีดผ้า

ตอนเย็นพอกลับถึงบ้าน คุณทำอะไรบ้าง ?
ดูทีวีครับ เพราะว่าผมเหนื่อยกับงานมาตลอดทั้งวันแล้ว

แล้วภรรยาของคุณล่ะ?
เตรียมอาหารให้ผมและลูกๆ ล้างจาน ล้างครัว ทำความสะอาดบ้าน พาเด็กๆ อาบน้ำ พาลูกๆ เข้านอน เธอเล่านิทานจนลูกๆ หลับ เสร็จแล้วเธอก็ไปเตรียมเสื้อผ้าให้ผมและลูกๆ มาแขวนเตรียมไว้สำหรับวันพรุ่งนี้

เธอเข้านอนกี่โมง?
ไม่แน่ใจ ส่วนใหญ่ผมหลับก่อน

แล้วคุณยังคิดว่าเธอไม่ทำงานอีกเหรอ?