เราไม่ได้ถ่ายรูปเพื่อเก็บความทรงจำ

20191125b

10 ปีที่ผ่านมาคนเราน่าจะถ่ายรูปมากขึ้น 10 เท่า

ปัจจัยแรกคือกล้องมือถือที่ถ่ายภาพสวยขึ้นเรื่อยๆ

ปัจจัยที่สองคือเม็มโมรี่ที่มีความจุเป็นร้อยกิ๊กกะไบต์

แต่ปัจจัยที่สำคัญที่สุดคือ social media

ผมเริ่มรู้สึกว่าเดี๋ยวนี้เราไม่ได้ถ่ายรูปเพื่อที่จะเก็บเอาไว้เป็นความทรงจำกันแล้ว

เราถ่ายรูปเพื่อจะเอาไว้อวดคนอื่นๆ

ว่าคู่ของเราสวีตกันแค่ไหน ที่ที่เราไปเที่ยวมันสวยอย่างไร ลูกของเราน่ารักเพียงใด

มือกดปุ่มถ่ายรูป แต่ใจคิดไปหนึ่งสเต็ปล่วงหน้าแล้วว่าภาพนี้เหมาะเอาขึ้น IG

สิ่งที่เคยเป็นเรื่องส่วนตัวจึงกลายเป็นเรื่องสาธารณะ

ฝรั่งก็ออกมาเตือนคนที่แชร์เรื่องตัวเองบ่อยๆ ว่ามันอาจกระทบเรื่องความปลอดภัยนะ

เช่นถ้าเราโพสต์ว่ากำลังไปเที่ยวเมืองนอก นั่นก็แสดงว่าไม่มีคนอยู่บ้าน ซึ่งถ้าข้อมูลนี้ตกถึงมือโจรผู้ร้ายก็ย่อมเพิ่มความเสี่ยง

แต่ก็อีกนั่นแหละ สำหรับเมืองไทย การที่เราไปเที่ยวก็ไม่ได้แสดงว่าจะไม่มีคนอยู่บ้าน

สิ่งที่ผมเป็นห่วงมากกว่าก็คือการที่เราติดนิสัยเอาเรื่องส่วนตัวไปบอกส่วนรวม จนวันหนึ่งเราสูญเสียความสามารถในการจำแนกแยกแยะระหว่างสองเรื่องนี้

จนอาจจะทำให้เราโพสต์อะไรบางอย่างที่ไม่เหมาะสมออกไป โดยไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ามันไม่เหมาะไม่ควรครับ

แชร์ประสบการณ์เที่ยว Universal Studios ที่ญี่ปุ่น

20191124

เมื่อตอนกลางเดือนพ.ย.62 ผมไปเที่ยว Universal Studios Japan ที่เมืองโอซาก้ากับภรรยา เลยอยากแชร์สิ่งที่ได้เรียนรู้ไว้ตรงนี้ครับ

รอบนี้เราไปเที่ยวญี่ปุ่นกันแบบหลวมๆ คือไม่ได้วาง agenda ไว้เป๊ะๆ ปรับตารางตามสถานการณ์และอารมณ์ และอยากให้แน่ใจว่าถ้าจะไปสวนสนุกก็ควรจะเป็นวันที่อากาศดีๆ ด้วย

คืนวันอาทิตย์ที่ 10 พ.ย. พอดูพยากรณ์ว่าวันพุธที่ 13 พ.ย.อากาศที่โอซาก้าจะดีไม่มีฝน เลยตัดสินใจซื้อบัตรออนไลน์

การซื้อบัตร

ผมซื้อบัตร Day pass + Expres Pass ผ่าน kkday.com (ตอนแรกผมจะซื้อจาก klook.com แต่เว็บล่ม ก็เลยได้ซื้อของ kkday แทน)

ชอบที่ kkday มีขายแบบ combo ซื้อทีเดียวได้ทั้งบัตรเข้าและบัตรทางด่วน ผมซื้อแบบ “บัตรเข้าสวนสนุก Universal Studios Japan บัตร Express Pass 4 The Flying Dinosaur” ตกใบละประมาณ 5,000 บาท

ณ วันที่ซื้อ 100 JPY = 28 บาท บัตร Day Pass ราคาประมาณคนละ 2,000 บาท พาเราเข้าสวนสนุก เข้าไปแล้วเล่นได้ทุกอย่าง

ส่วนบัตร Express Pass 4 ราคาประมาณ 3,000 บาท เล่นได้ 4 เครื่องโดยไม่ต้องเข้าคิว

1. Harry Potter The Forbidden Journey
2. Flying Dinosaur
3. Spider Man
4. Backdraft หรือ Jaws หรือ Terminator

ค่าบัตร Express Pass แพงกว่าค่าเข้าเสียอีก ก่อนจะซื้อก็หนักใจพอสมควร แต่ก็คิดได้ว่า สิ่งที่เรามีจำกัดจริงๆ ไม่ใช่ “เงิน” แต่คือ “เวลา” ที่จะได้อยู่ที่ USJ แค่หนึ่งวัน (มันมีบัตร Day Pass แบบวันครึ่งด้วย แต่เราไม่คิดว่าจะอยากจะใช้เวลาขนาดนั้น)

ถ้าเที่ยวญี่ปุ่น 6 วัน 5 คืน ค่าอาหาร 900 บาทต่อวัน ค่าเดินทาง 600 บาทต่อวัน ค่าโรงแรมคนละ 2,000 บาทต่อคืน = 5,400+3,600+10,000 = 19,000 บาท ค่าตั๋วเครื่องบินไปกลับ 20,000 บาท รวมค่า “ซื้อเวลา” สำหรับการมาอยู่ญี่ปุ่น = 39,000 บาท

นี่ยังไม่นับมูลค่าของ “วันลา” ที่เราใช้ลากับบริษัท สมมติเราเงินเดือน 33,000 บาท ทำงานเดือนละ 22 วัน แสดงว่าค่าแรงเราวันละ 1500 บาท ถ้าเราลางาน 4 วัน ก็มีมูลค่า 6000 บาท

39,000+6,000 = 45,000 บาท ถ้ามา 6 วันก็ตกวันละ 7500 บาท เที่ยววันละ 11 ชั่วโมงก็ตกชั่วโมงละประมาณ 700 ดูเวลาเปิด-ปิดของ USJ ในแต่ละเดือนได้ที่นี่

บัตร Express Pass ประหยัดเวลาให้เราได้อย่างน้อย 4 ชั่วโมงแน่ๆ เพราะคิวของ Harry Potter และ Flying Dinosaur ก็คิวละ 90-100 นาทีแล้ว

700 * 4 = 2800 บาท ราคาแทบไม่ต่างกับบัตร Express Pass และค่าเสียเวลาเราจะสูงกว่านี้ถ้าเงินเดือนเราสูงกว่า 33,000 บาท

สิ่งที่ Express Pass มอบให้ก็คือความต่อเนื่องของความสนุก เราไม่ได้มาไกลถึงญี่ปุ่นเพื่อมายืนต่อคิวเป็นชั่วโมงๆ และระหว่างรอคิวก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากเล่นเฟซบุ๊คดูชีวิตเพื่อนที่เมืองไทย จริงๆ มันต้องกลับกันไม่ใช่เหรอ?

บัตร Express Pass ใช้ได้แค่เครื่องเล่นละครั้งเดียว โดยเราแค่แคปหน้าจอ QR Code ที่เค้าส่งมาให้ทางอีเมล แล้วทางเจ้าหน้าที่เขาจะแสกน QR Code นี้เวลาที่เราต้องไปต่อคิว

(ในบัตร Express Pass จะมีข้อความระบุว่าให้เราปริ๊นท์ แต่จริงๆ แล้วไม่ต้องปริ๊นท์ก็ได้นะครับ แค่ระวังอย่าให้มือถือแบตหมดก็พอ)

ส่วนบัตรเข้า USJ ก็แคปหน้าจอไว้ได้เช่นกัน ตอนเข้าก็แค่สแกนที่เครื่องได้เลย แต่เขามีตรวจสัมภาระเพื่อความปลอดภัยก่อน น้ำเอาเข้าได้ แต่ของกินเอาเข้าไม่ได้นะครับ (ส่วนข้างในของกินก็แพงมาก)

ถ้าใครอยากไป USJ โดยไม่ซื้อ Express Pass
คิดว่าทำได้ มีน้องผมคนนึงที่มาคอมเม้นท์ว่าเขาเล่นครบทุกเครื่องโดยไม่ได้ใช้ Express Pass ผมไม่ได้ถามว่าเค้าทำอย่างไร แต่ถ้าจะให้ผมแนะนำคือดาวน์โหลดแผ่นที่ USJ เพื่อไปศึกษาเส้นทางเอาไว้ก่อน จากนั้นก็ไปตั้งแต่เช้าตรู่ เก็บเครื่องเล่นที่สนุกแบบสุดๆ ซัก 1-2 เครื่อง จากนั้นค่อยต่อแบบกลางๆ พอหลัง 11 โมงค่อยเดินเก็บบรรรยากาศและถ่ายรูปเช่นไปเดินในหมู่บ้านของ Harry Potter และช่วงหัวค่ำก็ไปตระเวนเล่นเครื่องเล่นดังๆ ที่คิวซาหมดแล้ว แต่เล่นตอนหัวค่ำกับเล่นตอนกลางวันความรู้สึกก็ต่างกันนะครับ
ส่วนเรื่องเครื่องเล่น ขอเรียงลำดับตามความชอบจากมากสุดไปน้อยสุดดังนี้ครับ

เครื่องเล่นที่คุ้มค่า

Harry Potter The Forbidden Journey นั้นดีงาม เป็นไฮไลท์ ไม่แปลกใจว่าทำไมบัตร Express Pass ทุกประเภทต้องมีเครื่องเล่นนี้ ถ้าไม่ซื้อ Express Pass ไปต้องรออย่างต่ำ 60 นาทีแน่ๆ แต่ถ้าไปตอนค่ำๆ คิวก็จะซาแล้วนะครับ ผมไปเล่นซ้ำอีกทีตอนเกือบๆ 2 ทุ่มได้โดยไม่ต้องเข้าคิวเลย

Space Fantasy – The Ride อันนี้ผมต้องเข้าคิวเพราะไม่ได้อยู่ในบัตร Express Pass 4 ที่ผมซื้อเอาไว้ แต่โชคดีที่ไปเล่นตอนเย็น รอคิวแค่ 20 นาทีก็ได้เล่นแล้ว เหมือนพาเรานั่งยานอวกาศท่องกาแล็กซี่ ผมชอบมากจนต้องไปเล่นอีกรอบ (ยิ่งหัวค่ำคิวยิ่งน้อย) ข้อเสียอย่างเดียวคือถ้ามีเป้ ต้องฝากของไว้ในล็อคเกอร์ แถมเป็นล็อคเกอร์แบบเก็บตังค์ 100 เยนด้วย

Flying Dinosaur ก็เป็นอีกเครื่องเล่นนึงที่แปลกใหม่มาก เราถูกล็อคในท่านั่งที่ลำตัวของเราขนานกับพื้นโลก และเป็น ride ที่กินเวลาสั้นมาก ไม่น่าเกิน 2 นาที เลยเต็มไปด้วย action หัวใจจะวายเอา แฟนผมไม่กล้าเล่น ส่วนผมเล่นครั้งเดียวก็พอก่อนเพราะเล่นเสร็จแล้วมึนๆ

Spider Man – The Ride สนุกสมกับที่อยู่ใน Express Pass 4 เป็นแบบ 4D ที่ต้องใส่แว่นด้วย แต่ตอนที่ผมเดินไปถึงเครื่องเล่นนี้ช่วง 10.15 (วันนั้นสวนสนุกเปิด 9.30) ยังไม่มีคิว เลยได้เล่นรอบแรกโดยไม่ต้องใช้ Express Pass มาซ้ำอีกรอบตอนบ่ายๆ จึงได้ใช้บัตร Express Pass

Despicable Me Minion Mayhem อันนี้สนุกๆ พอๆ กับ Spider Man มีให้ดูวีดีโอยู่นานพอสมควร แต่ข้อดีคือแม้วีดีโอจะเป็นภาษาญี่ปุ่นแต่ก็มี sub-title ภาษาอังกฤษให้ (ในขณะที่วีดีโอของเครื่องเล่นอื่นๆ เป็นภาษาญี่ปุ่นล้วน) เครื่องเล่นเป็น simulator ฉากตะการตา ถือว่าคุ้มค่าเพราะไม่ต้องรอคิวนาน (ไปเล่นช่วงหัวค่ำ)

เครื่องเล่นที่น่าจะคุ้มค่าแต่ผมไม่ได้เล่น

Hollywood Dream – The Ride – Backdrop เป็นเครื่องเล่นเดียวที่คิวยาวทั้งวัน ยาวไปจนถึงช่วงสวนสนุกจะปิด คิวทองยิ่งกว่า Harry Potter หรือ Flying Dinosaur เสียอีก ถ้าใครชอบรถไฟเหาะตีลังกาคิดว่าไม่ควรพลาด แต่อาจต้องมุ่งไปที่เครื่องเล่นนี้ตั้งแต่ตอนสวนสนุกเปิดหรือซื้อบัตร Express Pass 7 ที่มีเครื่องนี้อยู่ด้วย

เครื่องเล่นที่กลางๆ

Snoopy’s Great Race ถือเป็นเครื่องเล่นที่สนุกกกว่าที่คิด เพราะอยู่ในโซนเด็ก ต้องไปกดบัตรคิวก่อนแล้วค่อยกลับมาเล่น เป็นรถไฟเหาะในร่มที่ไม่ตีลังกา แต่หวาดเสียวเกินกว่าเด็กๆ ที่ยังหลงรักสนูปปี้จะมาเล่นได้ ผมชอบขนาดที่ไปกดบัตรคิวซ้ำ แต่สุดท้ายไม่ได้เล่นรอบสองเพราะมัวแต่ไปเล่นอย่างอื่นอยู่

Terminator 2:3D – เป็น Theatre ให้คนเข้าไปดู ใช้บัตร Express ช่วงแรกๆ ต้องเข้าไปยืนฟังพิธีกรพูดภาษาญี่ปุ่นทักคนโน้นคนนี้ รู้สึกเสียเวลาจนอยากจะเดินออก แต่ก็ทนดูต่อไป ช่วงหลังถึงค่อยๆ โอเคขึ้น ฉากฟินาเล่ถือว่าดีงามเลยทีเดียว

My Friend Dinosaur – อันนี้ไม่ใช่เครื่องเล่นหรือโชว์ แต่บริเวณ Jurassic Park จะมีคนแต่งชุดไดโนเสาร์ที่เหมือนจริงมากออกมาโชว์ตัวทุกๆ 30-45 นาที ถ้ามีเด็กๆ ไปด้วยรับรองว่าต้องว้าวแน่นอน

Water World เป็นโชว์แบบที่คนดูอยู่บนอัฒจรรย์ มีฉากสตั้นท์แมนสู้กันไปมา ไม่ได้สนุกมากแต่ก็เพลินๆ ดี

Sing on tour – เป็นโชว์ที่คนใส่ชุดสัตว์ต่างๆ ออกมาเต้นและร้องเพลง น้องหมูน่ารักที่สุด ดูได้เพลินๆ ดี แต่ตอนนั้นผมกับแฟนหิวข้าวเลยไม่ได้สนุกกับมันเท่าที่ควร

เครื่องเล่นที่น่าผิดหวัง

Backdraft อยู่ใน Express Pass 4 แต่ไม่ได้ใช้สิทธิ์เพราะไปตอนคิวยังไม่มี พาไปดูเบื้องหลังการถ่ายทำหนังเรื่อง Backdraft ซึ่งเป็นหนังเกี่ยวกับนักดับเพลิงที่เก่ามาก (ปี 1991) ทุกฉากค่อนข้างน่าเบื่อยกเว้นฉากสุดท้ายที่พอจะกู้ศักดิ์ศรีได้

Sesame Street Bollywood – เป็น “ด่านแรก” ที่เจอตอนเข้ามาใน USJ พอเข้าไปในโรง ก็ให้เรายืนดูหนัง Sesame Street จากจอเล็กๆ แถมเป็นภาษาญี่ปุ่น ยืนได้สิบกว่านาทีผมกับแฟนทนไม่ไหวเลยเดินออกมาก่อน เอาเวลาไปทำอย่างอื่นดีกว่า (แต่จริงๆ อาจจะมีอะไรมากกว่านี้ก็ได้นะ)

Jaws ขอมอบรางวัลเครื่องเล่นที่น่าผิดหวังที่สุด นั่งเรือชมฉลามพลาสติกที่โผล่มาจากน้ำแบบหลอกเด็ก แถมคิวยาวด้วย ขนาดผมใช้ Express Pass แล้วยังรู้สึกเสียดายเวลาเลย ถ้าให้ผมรอคิว 60 นาทีแล้วได้เจอเครื่องเล่นแบบนี้มีเคืองแน่นอน

เปรียบเทียบ Universal Studios กับ Disney Sea

ผมเคยไป Disney Sea ที่โตเกียวมาแล้ว รู้สึกว่า Disney Sea ประทับใจกว่า ถ้า Disney Sea ได้ 10/10 USJ น่าจะได้ซัก 7.5/10

จริงๆ แล้วความสนุกของเครื่องเล่นนั้นต่างกันไม่เยอะ ความแตกต่างคือ Disney Sea ทำให้เรารู้สึกกลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง (ย้อนวัย) ส่วน USJ ทำให้เรากลับไปในโลกยุค 90’s อีกครั้ง (ย้อนยุค)

สิ่งที่ค่อนข้างหงุดหงิดกับ USJ คือการใช้ภาษาญี่ปุ่นในหลายๆ เครื่องเล่นและการอารัมภบทที่เวิ่นเว้อ เหมือนมีเจตนายื้อเวลาให้ผู้เข้าชมใช้เวลากับเครื่องเล่นมากขึ้น (เพื่อช่วยกันแชร์โหลดกับเครื่องเล่นอื่นๆ) แต่ผู้เข้าชมไม่ได้ประโยชน์อันใด สิ่งเหล่านี้เราไม่ได้เจอตอนไป Disney Sea

อีกอย่างที่รู้สึกคือบางเครื่องเล่นเหมือนเอาของเก่ามาขายในราคาแพงเกินจริง ไม่ว่าจะเป็น Backdraft หรือ Jaws เลยให้ความรู้สึกเหมือนถูกหลอกฟันนิดๆ (rip-off)

แต่ Express Pass ของ USJ สะดวกกว่า คือไปถึงก็เข้าได้เลย ในขณะที่ของ Disney Sea ต้องวิ่งไปกดบัตรคิวก่อน ถึงเวลาก็ต้องกลับมาให้ทัน

ข้อดีอย่างหนึ่งของ USJ ที่นึกไม่ถึงคือมันใกล้ตัวเมืองโอซาก้ามาก นั่งรถไฟธรรมดาแค่ 15 นาทีก็ถึงแล้ว ขณะที่ Disney Sea ต้องนั่งรถออกนอกเมืองไปประมาณ 40 นาที

หวังว่าข้อมูลเหล่านี้จะเป็นประโยชน์สำหรับคนที่คิดจะไป USJ นะครับ!

นิทานแกะเพื่อนเยอะ

20191122

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

แกะตัวหนึ่งกำลังเล็มหญ้าอยู่บนเนินเขา

ทันใดนั้นเอง หมาป่าก็โผล่ออกมาแล้วพุ่งเข้าหาแกะอย่างรวดเร็ว

แกะพยายามสู้กับหมาป่า แต่ก็ร้องเสียงหลง “ช่วยด้วย! ช่วยข้าด้วย!”

วัวได้ยินเสียงแกะ พอมองเห็นหมาป่า วัวก็วิ่งหนี

ม้าได้ยินเสียงแกะ พอเห็นหมาป่า ม้าก็วิ่งหนี

หมูได้ยินเสียงแกะ พอเห็นหมาป่า หมูก็วิ่งหนี

กระต่ายได้ยินเสียงแกะ พอเห็นหมาป่า กระต่ายก็วิ่งหนี

หมาได้ยินเสียงแกะ พอเห็นหมาป่า หมาก็รีบวิ่งขึ้นไปบนเขา กระโดดขย้ำหมาป่าเข้าที่ลำคอจนหมาป่าวิ่งหนีไป

เมื่อแกะกลับถึงบ้าน เพื่อนๆ ก็มารุมล้อม

วัว: “ทำไมแกไม่บอกข้า ข้าจะขวิดมันให้ไส้ทะลักเลย”

ม้า: “ทำไมแกไม่บอกข้า ข้าจะเตะมันให้หน้าหงายเลย”

หมู: “ทำไมแกไม่บอกข้า ข้าจะชนมันให้ตกเขาไปเลย”

กระต่าย: “ทำไมแกไม่บอกข้า ข้าจะวิ่งส่งข่าวไปทั่วทั้งป่านี้เลย”

ในขณะที่เพื่อนๆ ส่งเสียงจอแจ หมาไม่เอ่ยวาจาแม้ซักคำ

—–

แปลและดัดแปลงมาจากนิทานภาษาจีนจากไลน์

ที่มันเหนื่อยนักเพราะเรามัวแต่ตั้งคำถามรึเปล่า

20191121

บางช่วงของชีวิต เราต้องเจองานหนัก เจอคนไม่น่ารัก เจอฟ้าฝนไม่เป็นใจ

รู้สึกว่าต้องออกแรงกาย ต้องออกแรงใจมากเหลือเกิน

มากจนบางครั้งก็รู้สึกหมดใจและอยากเดินออกจากเกมนี้

แต่ถ้าลองทบทวนดีๆ เราก็น่าจะเคยผ่านช่วงที่หนักกว่านี้มาแล้ว แต่ทำไมคราวนั้นเราถึงไม่รู้สึกเหนื่อยเท่าคราวนี้?

ที่เราอ่อนล้าทั้งกายใจ อาจเป็นเพราะเราเอาแต่ตั้งคำถามเดิมๆ ซ้ำไปซ้ำมา

ถามว่ามันใช่เหรอวะ

ถามว่าฉันมาทำอะไรที่นี่

ถามว่าทำไมแค่นี้คิดกันไม่ได้

ถามว่าทำไมต้องเกิดกับเราด้วย

ถามว่าเมื่อไหร่จะจบจะสิ้นเสียที

ด้วยตัวงาน ด้วยสถานการณ์ก็ตึงมือพออยู่แล้ว เราจึงไม่ควรบั่นทอนตัวเองด้วยคำถามที่ไม่มีคำตอบ

ทางที่ดีที่สุดคือหยุดถาม และทำหน้าที่ของเราให้เต็มที่

กลั้นใจอีกนิด เดี๋ยวมันก็จะผ่านไปด้วยดี

เหมือนที่เราเคยผ่านมาได้ตั้งหลายครั้งหลายคราครับ

ชีวิตเราไม่ได้ต้องการอะไรมากนักหรอก

20191120

สุขภาพที่แข็งแรง

อาหารอร่อยๆ

การนอนหลับที่เพียงพอ

เตียงนอนแน่นๆ หมอนนุ่มๆ ผ้านวมนิ่มๆ แอร์ฉ่ำๆ

รายการทีวีหรือการ์ตูนโปรด

หนังสือดีๆ ซักเล่ม

แล็ปท็อป + สมาร์ทโฟนที่ไม่ช้าจนเกินไป

งานที่เรารู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า

หัวหน้าที่เก่งและไม่งี่เง่า

เพื่อนร่วมงานที่ไม่เกี่ยงงาน

เพื่อนสนิท/คู่ชีวิตที่รับฟัง

โอกาสที่จะได้ทำสิ่งที่เราชอบ

เวลาที่เราจะได้อยู่กับคนที่เรารัก

เงินเก็บที่สร้างความอุ่นใจ

การลงทุนที่ผลตอบแทนชนะเงินเฟ้อ

ภาพคร่าวๆ ของอนาคต

ฟังดูเหมือนเยอะ แต่ถ้าเราอายุสามสิบกว่าๆ ก็น่าจะมีครบเกือบทุกอย่างแล้ว

สังเกตได้ว่า ส่วนใหญ่มันไม่ต้องใช้เงินมากมาย แต่ต้องใช้การตัดสินใจที่ถูกต้อง อุปนิสัยที่ดี และความพากเพียร

ที่เขียนขึ้นมาเพื่อเตือนตัวเองไม่ให้เผอเรอใช้ KPI บางตัวนำทางชีวิตมากจนเกินไป

ไม่ว่าจะเป็น รายได้ ตำแหน่ง ความมีหน้ามีตา หรือการได้เป็น “ผู้ชนะ” ในเกมที่เราเล่น

เพราะถ้ามัวแต่จดจ่อกับตัววัดที่สังคมให้ราคา เราก็อาจสูญเสียสิ่งที่เราให้ค่าอย่างแท้จริงไปโดยไม่รู้ตัวครับ