ความสำเร็จชั่วข้ามคืน

20171004_overnightsuccess

ล้วนใช้เวลาเกิน 10 ปี

“People are rewarded in public for what they’ve practiced for years in private.”
-Tony Robbins

เพราะวัยรุ่นสมัยนี้ใจร้อน ความสำเร็จจึงเป็นเรื่องที่รอไม่ได้

และเพราะรอไม่ได้ จึงมองหา “ทางลัด” อยู่เสมอ

ทำอย่างไรถึงจะรวยเร็วกว่านี้ ประสบความสำเร็จเร็วกว่านี้ โดยที่ไม่ต้องเหนื่อยเท่าคนอื่นๆ

แต่เท่าที่ผมฟังคนเจ๋งๆ เขาแชร์ประสบการณ์ชีวิตของตัวเอง เขาจะบอกอยู่เสมอนะครับว่าความสำเร็จไม่มีทางลัด มันต้องแลกมากับการทำงานหนักเสมอ คนกลุ่มเดียวที่บอกว่าความสำเร็จมีทางลัดคือนักจัดสัมมนา!

ผมไม่ได้ต่อต้านการจัดสัมมนานะครับ เพราะผมเองก็จัดเวิร์คช็อปเหมือนกัน แต่ผมเคยได้ยินคนบางคนเล่าว่าเขาเคยเดินสายเข้าสัมมนาเป็นว่าเล่น อันไหนที่ว่าดีเขาไปมาหมด เสียเงินกับการเข้าสัมมนาปีละเป็นแสน แต่กราฟชีวิตก็ยังเป็นแนวราบเหมือนเดิม

การหาความรู้และพัฒนาตัวเองนั้นดีครับ แต่ถ้ามัวแต่หาความรู้จนเป็นข้ออ้างให้ไม่ได้ลงมือทำก็ถือเป็นการหลอกตัวเองอย่างหนึ่ง

ถ้าเรายอมรับความจริงได้ว่า ความสำเร็จชั่วข้ามคืนอาจใช้เวลาเป็น 10 ปีแล้วเรายังรู้สึกอยากทำมันอยู่ ก็ถือเป็นการเริ่มต้นด้วยเจตนาที่ถูกต้องเพราะมีสัมมาทิฐิแล้ว

เริ่มลงมือเสียแต่วันนี้ ทำมันทุกวัน และหมั่นสำรวจตัวเองอยู่เสมอ ยังไงมันก็ต้องเก่งขึ้น

และเมื่อถึงวันที่เรามีดีพอ ความสำเร็จก็จะตามหาเราแน่นอน

—–

หนังสือ “Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” เริ่มขาดตลาดแล้ว หากหาซื้อไม่ได้ สามารถสั่งออนไลน์กับผม (พร้อมลายเซ็น) ได้ที่ bit.ly/tgimorder ครับ

เหตุผลที่ไม่เข้าท่า

20171002_inexcusable

สมมติว่าวันนี้เป็นวันสุดท้ายในชีวิต

คุณกำลังนอนอยู่บนเตียง ลมหายใจรวยริน ในอกเต็มไปด้วยความเสียดาย

พญามัจจุราชมาปรากฎกายอยู่ข้างเตียงคุณ แล้วเอ่ยถามว่า

“ทำไมเจ้าถึงไม่ได้ใช้ชีวิตอย่างที่เจ้าฝันไว้”?

คุณจะตอบว่าอะไร?

บางคำตอบก็พอฟังขึ้น:-

“ตัดสินใจผิดพลาด”

“ทำธุรกิจเจ๊ง”

“ความรู้ไม่พอ”

“วิกฤติเศรษฐกิจ”

“ขาดคู่คิดที่ดี”

 

บางเหตุผลก็ฟังไม่ค่อยขึ้นเท่าไหร่:-

“กลัวจะทำให้คนอื่นผิดหวัง”

“อยากรวยก่อนแล้วค่อยทำสิ่งที่อยากทำ”

“นึกว่าจะมีเวลามากกว่านี้”

“หา passion ไม่เจอ”

 

แต่เหตุผลที่ไม่เข้าท่ามากที่สุด :-

“มัวแต่เล่นมือถือ”

 

ถ้าตอบอย่างนี้ไป มัจจุราชจะมีสีหน้ายังไงนะ?

ถ้าสุดท้ายชีวิตจะล้มเหลวจริงๆ ก็ขอให้ล้มเหลวจากเหตุผลที่เข้าท่าหน่อยนะครับ

—–

หนังสือ “Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” เริ่มขาดตลาดแล้ว หากหาซื้อไม่ได้ สามารถสั่งออนไลน์กับผม (พร้อมลายเซ็น) ได้ที่ bit.ly/tgimorder ครับ

อะไรที่ควรรอ อะไรที่ไม่ควรรอ

201701002_waitdontwait

ในยุคดิจิทัลที่ทุกอย่างช่างทันใจ เด็กรุ่นใหม่อาจขาดความสามารถอย่างหนึ่งที่บรรพบุรุษของเรามีมาช้านาน

นั่นคือความสามารถที่จะอดทนรอ

เวลาจบออกมา ก็อยากได้งานเร็วๆ อยากปรับตำแหน่งเร็วๆ อยากอัพเงินเดือนเร็วๆ อยากมีแฟนเร็วๆ อยากมีแฟนเพจครบแสนเร็วๆ  อยากมีอิสรภาพทางการเงินเร็วๆ

เมื่อเราคาดหวังให้ทุกอย่างรวดเร็วไปหมด พอมีอะไรช้าแค่นิดเดียวเราก็พร้อมจะเป็นทุกข์ได้ทันที

ความเร็วนั้นดีและมีประโยชน์มากครับ แต่เราต้องแยกแยะให้ออกว่าสิ่งไหนที่ควรเร็ว และสิ่งไหนที่เราไปเร่งมันไม่ได้

เน็ตควรจะเร็ว เครื่องคอมควรจะเร็ว การทำงานควรจะเร็ว เพราะเทคโนโลยีมันเอื้อ

แต่กับเรื่องบางเรื่อง เราก็ไปเร่งรัดมันไม่ได้

ถ้าคุณปลูกมะม่วงวันนี้ ต่อให้คุณทำยังไงก็ไม่มีทางได้กินพรุ่งนี้ ต้องรอไปอีก 5 ปีกว่ามันจะออกผล

เช่นนี้แล้ว อะไรที่ควรรอ อะไรที่ไม่ควรรอ?

สำหรับผม เราไม่ควรรอที่จะลงมือทำ แต่เราต้องพร้อมที่จะรอให้การกระทำนั้นมันค่อยๆ ออกดอกออกผล

การกระทำเป็นเรื่องที่เราเร่งสปีดได้ แต่ผลลัพธ์เป็นเรื่องที่เราต้องปล่อยให้เวลาทำหน้าที่ของมันครับ


เปิดรับสมัคร Time Management Workshop รอบบ่ายวันเสาร์ที่ 7 ตุลาคม (เหลือ 4 ที่นั่ง) ดูรายละเอียดได้ที่นี่ครับ https://goo.gl/Scii9o

หนังสือ “Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” เริ่มขาดตลาดแล้ว หากหาซื้อไม่ได้ สามารถสั่งออนไลน์กับผม (พร้อมลายเซ็น) ได้ที่ bit.ly/tgimorder ครับ

ทำงานแทบตายเจ้านายรวยคนเดียว

20171002_worksohard

ในหนังสือสอนรวย หนึ่งในเหตุผลที่ผู้เขียนมักหยิบยกขึ้นมากระตุ้นให้พนักงานประจำออกมาเป็นนายของตัวเองก็คือ

“ทำไมคุณต้องทำงานหนัก เพื่อไปทำให้คนอื่นรวยด้วย?”

ซึ่งผมว่ามันเป็นตรรกะที่ไม่ค่อยโอเคเท่าไหร่นะ

ถ้าใช้ตรรกะเดียวกันจากมุมของเจ้านายหรือเจ้าของธุรกิจ มันก็จะกลายเป็น

“ทำไมผมต้องแบกรับความเสี่ยงอยู่คนเดียว เพื่อให้คนอื่นได้มีงานทำด้วย?”

พูดกันแฟร์ๆ เวลาธุรกิจเจริญรุ่งเรือง พนักงานก็ได้โบนัส ได้ขึ้นเงินเดือนและปรับตำแหน่งขึ้นเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นเจ้านายไม่ได้รวยคนเดียว ลูกน้องก็รวยด้วยเพียงแต่ไม่ได้รวยเท่าเจ้านาย

แต่เวลาธุรกิจเจ๊ง คนที่เจ๊งคือเจ้านายคนเดียวนะครับ

สำหรับเจ้าของบางคน นั่นอาจหมายถึงเงินที่เขาเก็บสะสมมาทั้งชีวิต อาจหมายถึงบ้านที่หลุดจำนอง และอาจหมายถึงการติดคุกติดตาราง

ส่วนพนักงานประจำนั้นแม้ธุรกิจจะเจ๊งก็ลาออกไปทำงานที่อื่นได้ทุกเมื่อ ถ้าคุณมีดีพอ

กฎเหล็กในโลกทุนนิยมก็คือ High Risk, High Return และ Low Risk, Low Return

เจ้าของธุรกิจอยู่ในจำพวกแรก ส่วนพนักงานอยู่ในจำพวกหลัง

เจ้าของธุรกิจเวลารุ่งก็อาจรวยเป็น 100 ล้าน แต่เวลาเจ๊งก็อาจติดลบเป็น 100 ล้าน

พนักงานเวลารุ่งอาจรวย 1 ล้านบาท เวลาเจ๊งนั้นอาจติดลบอยู่แค่ไม่กี่หมื่น (ช่วงที่หางานใหม่)

เจ้าของธุรกิจ Upside กับ Downside นั้นมีมากพอกัน ส่วนพนักงานประจำนั้น Upside มีไม่เยอะ ส่วน Downside นั้นแทบไม่มีเลย

เพราะฉะนั้น ถ้าเราเป็นพนักงานประจำ ก็ขออย่าได้เอาความคิด “ทำงานแทบตายเจ้านายรวยคนเดียว” มาเป็นข้ออ้างที่จะทำงานแบบเช้าชามเย็นชามเลยครับ

เพราะนอกจากจะเป็นตรรกะที่ไม่สมประกอบแล้ว มันยังทำร้ายตัวเราเองในระยะยาวด้วย

—–

เปิดรับสมัคร Time Management Workshop รอบบ่ายวันเสาร์ที่ 7 ตุลาคม (เหลือ 4 ที่นั่ง) ดูรายละเอียดได้ที่นี่ครับ https://goo.gl/Scii9o

หนังสือ “Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” เริ่มขาดตลาดแล้ว หากหาซื้อไม่ได้ สามารถสั่งออนไลน์กับผม (พร้อมลายเซ็น) ได้ที่ bit.ly/tgimorder ครับ

เรียนแต่งเพลงกับตุล อพาร์ตเมนต์คุณป้า

20171001_tul

เมื่อวานนี้ผมไปเจอหนึ่งไอดอลของผมมาครับ

เขาคือตุล นักร้องนำและมือแต่งเพลงของวงอพาร์ตเมนต์คุณป้า วงที่ใครได้ยินชื่อครั้งแรกก็คงงงว่ามันใช่ชื่อวงดนตรีจริงๆ เหรอ

คนส่วนใหญ่น่าจะเริ่มรู้จักวงนี้ในปี 2550 ตอนที่พี่เก้ง จิระ มะลิกุล เลือกเพลง “ไม่รู้จักฉัน ไม่รู้จักเธอ” มาประกอบหนังสายลับจับบ้านเล็ก และให้ป๊อป แคลอรีบลาบลาร้องร่วมกับ ดา เอ็นโดรฟิน

ผมตามวงนี้มาตั้งแต่อัลบั้มชุดแรกเมื่อปี 2546 และชอบตรงที่เนื้อร้องมีอะไรให้คิดดี ชอบขนาดที่ว่าเอาเนื้อเพลงอพาร์ตเมนต์คุณป้ามาเป็นหัวข้อสารนิพนพนธ์ปริญญาโทของผมที่นิด้าเลยทีเดียว (Intertextuality and Conceptual Metaphors in Apartmentkhunpa Lyrics – bit.ly/anontawongis )

พอเห็นเพจ Apartment Khunpa ประกาศว่าพี่ตุลจะเปิดเวิร์คช็อป “ใครๆ ก็แต่งเพลงได้” ผมจึงสมัครทันที (ค่าเรียน 1,200 บาท 3 ชั่วโมงที่ TK Park)

ผมไปถึงก่อนเวลาประมาณ 15 นาที เข้าไปนั่งรอในห้องที่ไม่เล็กไม่ใหญ่ มีเก้าอี้อยู่ประมาณ 40 ตัว…คนน้อยกว่าที่คิดไว้

ระหว่างที่รอให้คลาสเริ่ม ผมเลยหยิบ “นกเพลง” หนังสือที่ได้มาตอนลงทะเบียน ขึ้นมาอ่านประวัติการแต่งเพลงของพี่ตุลไปพลางๆ

พี่ตุลบอกว่าเขาแต่งเพลงครั้งแรกตอนเรียนอยู่ ม.5 ที่อเมริกา (โครงการแลกเปลี่ยนนักเรียน AFS)

โดยตัวจุดประกายคือเทปของ “พราย” ปฐมพร ปฐมพร ชุด “เจ้าหญิงแห่งดอกไม้ เจ้าชายแห่งทะเล” ที่เพื่อนส่งมาให้

“พอฟังอัลบั้มคู่ของปฐมพรชุดนี้จบลง ผมมีความรู้สึกว่าตัวเองแต่งเพลงได้ มันนึกได้โดยบัดดล แล้วผมก็เข้าห้องน้ำ แล้วก็เอาซาวนด์อะเบาต์ที่อัดเสียงได้ไปอัดเสียงตัวเอง ใช้เทปคาสเสตต์อัด แล้วเพลง ชีิวิตเป็นการเดินทาง ก็เป็นเพลงแรกที่หลั่งไหลออกมา”

หากมีคนถามฉันว่า ชีวิตฉันเป็นเช่นไร
หากมีคนถามฉันว่า ชีวิตฉันมาจากใด
คำตอบที่เขาได้ไป คือชีวิตเป็นการเดินทาง

—–

ผมแต่งเพลงครั้งแรกตอนอยู่ประมาณ ป.5

ตอนนั้นผมยังเล่นดนตรีไม่เป็น แต่ชอบร้องเพลง ช่วงนั้นวงนูโวชุด “สุดๆ ไปเลย…ซิ” กำลังดัง ก็เลยแต่งเพลงแนวรักๆ ใคร่ๆ ออกมาบ้าง เขียนใส่กระดาษและร้องให้ตัวเองฟังอยู่คนเดียว ตอนนี้ผมจำเนื้อร้องไม่ได้แล้ว แต่คลับคล้ายคลับคลาว่าเนื้อหาแก่แดดเลยวัยประถมไปมาก

ผมได้เริ่มเล่นกีตาร์ตอนไปอยู่นิวซีแลนด์ ได้จับคอร์ด G ครั้งแรกในเดือนกันยายนปี 1994 เล่นกีตาร์ได้สามสัปดาห์ก็ต้องขึ้นไปร้องเพลงในงานโรงเรียนชื่อ Music Soirée ที่ให้นักเรียนที่เรียนดนตรีที่โรงเรียนมาโชว์ทักษะให้ผู้ปกครองชื่นชม

ผมเลือกเล่นเพลง “เพียงเท่านี้” ของวงอินคาให้พ่อแม่ผู้ปกครองชาวนิวซีแลนด์ร่วมสองร้อยคนฟัง เป็นวันที่ตื่นเต้นมาก เกือบจะล่มด้วยเพราะยังจับคอร์ด B7 ไม่ค่อยเป็น มือขวายังตีคอร์ด (strum) ไม่ได้เลยด้วยซ้ำ

ผมได้มาแต่งเพลงครั้งแรกจริงๆ ตอนต้นปี 1996 ตอนที่ “สิธี” เพื่อนคนไทยที่เรียนอยู่ด้วยกัน มาบอกผมว่ามันชอบสาวคนนึงเลยอยากจะแต่งเพลงและโทร.ไปร้องให้ฟังวันวาเลนไทน์ (สมัยนั้นยังไม่มีอินเตอร์เน็ต เลยต้องใช้วิธีโทร.ทางไกลจากนิวซีแลนด์ไปหาสาวเจ้าที่อยู่กรุงเทพ)

ผมเลยรับหน้าที่คิดเมโลดี้ ส่วนสิธีรับหน้าที่แต่งเนื้อร้อง เราแต่งเพลงกันเสร็จวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 1996 (2539) แล้วก็อัดเพลงนั้นลงซาวนด์อะเบาต์จากห้องนอนผม*

Intro: G Em Am D7 x 2 (เอานิ้วก้อยไว้ที่ห้องสามสายแรกทุกคอร์ด)

G Em C Cm
วันที่ฉันไม่มีใคร ฉันเปล่าเปลี่ยว ฉันเดียวดาย

Bm Em Am D7sus4 D7
ฉันต้องการใจ จากใครซักคน ที่จริงใจ

G Em C Cm
วันที่เธอได้เข้ามา เธอเข้ามาเป็นเพื่อนใจ

Bm Em Am D7
มันคือความหวัง อันแสนยิ่งใหญ่ ที่ฉันได้มันมาจากเธอ

C Cm Bm Em
ฉันจะไม่เอ่ยคำพูดใดๆ จากความในใจ เพราะคงไม่สำคัญ

Am C D7
แต่อยากให้เธอ ค้นหาคำนั้นเอาเอง

G Em C Cm
จากสายตา ที่ห่วงใย จากหัวใจ ที่มีรัก

Bm Em Am D7
จากความจริงใจที่มีให้กัน คงรู้ฉันคิดอย่างไร

G G7 E7 Am
ยามที่ฉัน คอยใส่ใจ แทนความหมายว่าฉันไม่คิดจะเปลี่ยนไป

Cm Bm Am D7 G
อยากให้เธอตรองดู ลึกๆ ลงข้างในจะเข้าใจ….(ฉันรักเธอ)

G Em C Cm
วันที่ฉันได้มีเธอ ได้มีเธอเคียงข้างกาย

Bm Em Am D7
ชีวิตของฉัน ก็มีจุดหมาย ที่ฉันได้สู้เพื่อเธอ

G Em C Cm
รักที่เธอได้ให้มา คือของมีค่า ในหัวใจ

Bm Em Am D7 G
ขอสัญญา จะเก็บรักษาไว้ เอาไว้ในใจ ตราบนานเท่านาน

Outro: G Em Am D7 x 2

ตอนแรกไม่รู้ตั้งชื่อเพลงว่าอะไรดี ก้มลงไปเจอรองเท้าแตะ ก็เลยตั้งชื่อเพลงนี้ว่า รองเท้าแตะไปพลางๆ

ต้องรอจนผมกลับเมืองไทยและได้เล่นเพลงนี้ให้ที่บ้านฟัง พ่อผมเลยตั้งชื่อให้ว่าเพลง “ภาษาใจ”

เสียดายที่ผมไม่มีเวอร์ชั่นที่อัดครั้งแรก แต่ผมมีเวอร์ชั่นที่อัดไว้ตอนปลายปี 1996 ใครอยากฟังเสียงของผมเมื่อ 21 ปีที่แล้วก็เชิญรับฟังได้เลย

ช่วงปี 1996-2002 ผมน่าจะแต่งเพลงไปไม่ต่ำกว่า 10 เพลง มากพอที่จะรวบรวมมาอยู่ในอัลบั้ม Asian U Almost ที่ชมรมดนตรีของ Asian U ทำออกมาขายเพื่อหาทุนซื้อเครื่องดนตรีเข้าชมรม

พอเรียนจบ การแต่งเพลงของผมก็หยุดชะงักลงไปด้วย

—–

ตัดกลับมาที่ TK Park

บ่ายสามนิดๆ คนเข้ามานั่งกันเกือบ 30 คนแล้ว ส่วนใหญ่น่าจะเด็กกว่าผม หลายคนน่าจะยังเรียนกันอยู่ ซักพักพิธีกรก็เข้ามาช่วยสร้างบรรยากาศและพาเราให้ผ่อนคลาย ทักชื่อเราทีละคน (บนเสื้อมีชื่อเราอยู่) ตลกตรงที่เขาไม่ได้แนะนำตัวเองว่าพี่เขาชื่ออะไร

ประมาณบ่ายสาม 15 พี่ตุลก็เดินเข้ามาในห้อง ขอบคุณพี่โด๋ (อ้อพิธีกรชื่อพี่โด๋นี่เอง) ทักทายทุกคนอย่างเป็นมิตร และเปิด Microsoft Word ที่มีหัวข้อที่พี่เขาจะพูดขึ้นมา

พี่ตุลเล่าประสบการณ์การแต่งเพลงของเขาแบบสบายๆ ก่อนจะเข้าสู่เนื้อหาว่าด้วยเคล็ดลับว่าจะทำอย่างไรเราถึงจะเป็นนักแต่งเพลงได้

พี่ตุลบอกว่าองค์ประกอบของเพลงนั้นก็มีเพียงเนื้อร้องและทำนอง

เนื้อร้องคือสารที่เราอยากจะสื่อ ส่วนเมโลดี้ (melody) ทำให้สารนั้นมันซึมซับได้ง่ายขึ้น

ถ้าเปรียบ “เรื่องราว” ที่เราอยากจะสื่อเป็นยาเม็ดนึง ทำนองก็คือน้ำที่ช่วยให้เรากลืนยาเม็ดนั้นได้ลื่นคอขึ้นนั่นเอง

พี่ตุลแนะนำว่าหากอยากแต่งเพลง เราควรฝึกหัดเรื่องดังต่อไปนี้

ประสาทสัมผัส – ลองมองไปรอบๆ ตัวและเขียนลงมาว่าเราเห็นอะไร ลองเงี่ยหูฟังว่าเราได้ยินอะไรบ้าง เราได้กลิ่นอะไรมั้ย มีรสอะไรในปากรึเปล่า หลังสัมผัสกับอะไรอยู่บ้าง แขนของเรารู้สึกเย็นหรือร้อน ใจของเรารู้สึกอะไรอยู่ ลองฝึกที่จะดึงสิ่งที่ผ่านสัมผัสทั้ง 6 มาใส่ลงกระดาษ มันอาจจะกลายเป็นเพลงได้

คำคล้องจอง – ฝึกหาคำคล้องจองบ่อยๆ พี่ตุลเล่นเกมด้วยการเขียนคำว่า “ห้องแอร์” ขึ้นมาแล้วให้เวลาเรา 1 นาทีในการหาคำที่มีสองพยางค์และลงท้ายด้วยสระแอให้ได้มากที่สุด** ลองเล่นกันดูก็ได้นะครับ อ้อ แล้วก็มีคำคล้องจองปลอมที่แม้จะสะกดไม่เหมือนกันแต่ก็พอกล้อมแกล้มได้เช่น ยาวนาน-คำถาม หรือ ต้นกก-สบถ เป็นต้น

คลังคำ – ลองนึกคำขึ้นมาคำหนึ่งและหาดูว่าจะเอาคำไหนมาแทนกันได้บ้าง (ภาษาอังกฤษคงเรียกว่า synonyms) เช่นพระอาทิตย์ = ดวงตะวัน สุริยา สุริยัน

เปรียบเทียบ – พี่ตุลบอกว่าไหนลองเปรียบเทียบซิว่าความรักเป็นเหมือนอะไร แว้บแรกผมคิดว่าความรักเป็นเหมือนช้อนส้อมที่ไม่เหมือนกัน มีกระทบกระทั่งกันบ้าง
แต่อยู่คู่กันแล้วกินข้าวอร่อย

นักเรียนแต่ละคนที่อยู่ในห้องก็ให้คำตอบที่น่าสนใจมาก

ความรักเป็นเหมือน…ช็อคโกแล็ต มีทั้งขมและหวาน

ความรักเป็นเหมือน…ดาวพลูโต มองเห็นอยู่ไกลๆ แต่ไม่มีวันไปถึง

ความรักเป็นเหมือน…ลายนิ้วมือ ของใครของมัน ไม่มีใครเหมือนกัน

ความรักเป็นเหมือน…อาหาร ที่เราจะเลือกกินแต่สิ่งที่ชอบ

ความรักเป็นเหมือน…หลอดไฟ ถ้ามองนานเกินไป จะมองอย่างอื่นไม่เห็น

ความรักเป็นเหมือน…ดินสอ สร้างสรรรค์สิ่งใดก็ได้

ความรักเป็นเหมือน…ทีมฟุตบอลที่เราเชียร์ บางทีก็สมหวัง บางทีก็สมหวัง (น้องคนนี้เชียร์ลิเวอร์พูลเลยผิดหวังเยอะหน่อย)

ความรักเป็นเหมือน…ล็อตเตอรี่ นานๆ ทีถึงจะถูกหวย

ความรักเป็นเหมือน…ใบปลิว แจกเท่าไหร่ก็ไม่มีใครเอา

สัญลักษณ์ – แค่คำๆ หนึ่งก็เป็นสัญลักษณ์ได้มากมาย เช่นพระอาทิตย์เป็นสัญลักษณ์ของแสงสว่าง ความหวัง ความร้อน พลังงาน ชีวิต ส่วนความหนาวเป็นสัญลักษณ์ของความหนาว ความสูง ความโดดเดี่ยว

คำขัดแย้ง หรือ oxymoron – เอาคำสองคำที่ไม่น่าจะอยู่ด้วยกันได้มาอยู่ด้วยกัน เช่น ฉันหลับตามอง ฉันได้กลิ่นของความฝัน ฉันลิ้มรสความเหงา

เขียนโดยไม่ประมวลผล เขาบอกว่าอย่าหวังว่าตัวเองต้องเขียนเพลงให้ดี ลองเขียนเพลงไม่ดีให้จบเสียก่อน ถ้าเขียนเพลงห่วยๆ ให้จบไม่ได้ ก็อย่าหวังว่าจะเขียนเพลงดีให้จบได้ ใน 30 เพลงที่คุณเขียนขึ้นมา อาจจะมีแค่เพลงเดียวที่มันโอเคก็ได้

หากติดปัญหาว่าเขียนได้แต่เนื้อร้องหรือทำได้แค่ทำนอง เขาบอกว่าวิธีฝึกง่ายๆ ก็คือ เอาเพลงที่เรารู้จักอยู่แล้วมาเปลี่ยนเนื้อร้อง ซึ่งทุกคนทำได้แน่ (ทำเอาผมนึกถึงสมัยที่รายการ “แบบว่าโลกเบี้ยว” เอาเพลงมาแปลงให้ฮาอยู่บ่อยๆ )

จบตรงนี้พี่ตุลก็มีแบบฝึกหัดให้พวกเราทุกคนเอาสิ่งที่เราคิดว่า “ความรักเปรียบเหมือนอะไร” ไปแต่งเป็นเพลงโดยใช้ทำนองของท่อนฮุค “ไม่รู้จักฉัน ไม่รู้จักเธอ”

หากความรักเกิดในความฝัน เราจุมพิตโดยไม่รู้จักกัน
ปฏิทินไม่บอกคืนและวัน ดั่งที่ฉันไม่เคยต้องการ
แต่อยากให้เธอได้พบกับฉัน เราสมรสโดยไม่มองหน้ากัน
จูบเพื่อร่ำลาในความสัมพันธ์ ก่อนที่ฉันจะปล่อยเธอหายไปโดยไม่รู้จักเธอ..

เรามีเวลา 30 นาที ให้แยกย้ายกันไปคิดเนื้อร้องใหม่

ผมใช้จังหวะนี้ในการเอาหนังสือ Thank God It’s Monday ไปให้พี่ตุล พี่ตุลก็น่ารักมาก อุตส่าห์พลิกไปหน้าสุดท้ายจนถึงประวัติผู้เขียนและขอให้ผมเซ็นหนังสือให้ ระหว่างที่ผมหาปากกาเพื่อจะเอามาเซ็นก็นึกได้ว่า ผมเซ็นให้พี่เขาตั้งแต่หน้าแรกแล้ว

ห้วงเวลานั้นคิดแล้วก็พิลึกดีเหมือนกัน – ศิลปินอินดี้กำลังอ่านหนังสือที่เขียนเพื่อคนทำงานประจำ

เบรค 30 นาทีเพื่อแต่งเพลง ผมเดินไปคิดเนื้อเพลงไป ยากกว่าที่คาดแฮะ “หากความรักเป็นดังช้อนส้อม” ผมคงใช้ไม่ได้แล้วเพราะทำนองไม่เอื้อ ผมเลยเปลี่ยนเป็นต้นไม้แทน แล้วก็พยายามเอา oxymoron มาลองยำใส่รวมกัน

จากนั้้นเราก็กลับมารวมตัวกันเพื่อส่งการบ้านโดยการออกมาร้องเพลงหน้าห้อง โดยพี่ตุลอาสาเล่นกีตาร์ให้

ผมเองก็ออกมาร้องกับเขาด้วย เสียงเพี้ยนอีกต่างหาก (มีไอดอลเล่นกีตาร์ให้ก็ย่อมประหม่าป่ะ?)

หากความรักเป็นดังต้นไม้ เราคงต้องยอมให้มันผลัดใบ
อาจมีน้ำตาเวลาปวดใจ แดดและฝนจะทำให้ดินงดงาม
แต่อยากให้เธอได้ลองสักครั้ง กระซิบเสียงดังเพื่อตั้งคำถาม
ชื่นชมริ้วรอยในความร้าวราน ก่อนที่ฉันจะปล่อยเธอหายไปโดยไม่รู้จักเธอ

—–

สิ่งที่ได้จากการไปลงเรียนเวิร์คช็อปครั้งนี้

  • ได้เจอศิลปินที่เราติดตามและชื่นชมมานาน
  • ได้เห็นว่าจริงๆ แล้วคนที่เราชื่นชมก็เป็นคนธรรมดาๆ เหมือนเรานี่แหละ (เล่นกีต้าร์ยังแอบเสียงบอดเลย) เขาแค่เขียนเพลงเยอะกว่าเราและไม่หยุดเขียนเท่านั้นเอง
  • ได้คิดว่าสิ่งที่ผมทำในฐานะบล็อกเกอร์ก็คือการนำ “สาร” บางอย่างส่งไปหาผู้คน ไม่แน่ว่าในอนาคตอาจจะลองเปลี่ยน “สื่อ” จากตัวอักษรแห้งๆ ให้เป็นตัวอักษรที่มีทำนองเคล้าไปด้วยก็ได้ วิธีการเปลี่ยนแต่เป้าหมายยังเหมือนเดิม

ขอบคุณพี่ตุล พี่โด๋ ทีมงานในวันนั้น รวมถึง GMM Grammy, Grammy Big และ Happening ที่จัดเวิร์คช็อปดีๆ อย่างนี้ขึ้นมานะครับ

ถ้าเขียนเพลง 30 เพลงแล้วจะต้องเจอเพลงดีๆ ซักเพลงนึง ผมก็เชื่อว่าใน 30 คนที่พี่ตุลสอนไปเมื่อวานนี้มันต้องมีคนที่ออกไปสร้างเพลงดีๆ ได้อย่างน้อยหนึ่งคนเช่นกัน

—–

* สิธีไม่ได้โทร.หาสาวคนนั้น เธอเลยไม่เคยได้ฟังเพลงภาษาใจ

** ผมเขียนคำที่คล้องจองกับห้องแอร์ได้ 16 คำ – กระแต, don’t care, ม่วนแต๊, นกแล, ประแจ, ตอแหล, บางแค, ไม่แคร์, ลับแล, ไก่แจ้, วอแว, ตอแย, รังแก, นวลแข, งอแง, จอแจ

—–

หนังสือ “Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” เริ่มขาดตลาดแล้ว หากหาซื้อไม่ได้ สามารถสั่งออนไลน์กับผม (พร้อมลายเซ็น) ได้ที่ bit.ly/tgimorder ครับ