เราเปลี่ยนอดีตไม่ได้

20160815_past

แต่เราเปลี่ยนอนาคตได้เสมอ

Nobody can go back and start a new beginning, but anyone can start today and make a new ending.

– Maria Robinson

ผมว่าเราทุกคนที่เคยดูโดเรมอนหรือหนัง Back To The Future น่าจะเคยใฝ่ฝันถึงการนั่งไทม์แมชชีน

เพื่อกลับไปเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เคยทำผิดพลาดในอดีต

และแอบไปดูตัวเอง (รวมถึงคนรอบข้าง) ในอนาคต

แต่เนื่องจากตอนนี้ยังไม่มีใครคิดค้นไทม์แมชชีนได้ เราเลยยังต้องอยู่กับปัจจุบันไปก่อน

ผมเคยอ่านหนังสือคนไทยเล่มหนึ่งบอกว่า เชื่อไหม เราสามารถทำนายอนาคตได้

เช่นผมทำนายว่า ภายในสิบนาทีข้างหน้า ผมจะเขียนบล็อกตอนนี้เสร็จ และจะเดินไปดื่มน้ำ

ผมมีความมั่นใจ 99% เลยทีเดียวว่าเรื่องที่ทำนายนี้จะเกิดขึ้นจริง

หรือผมอาจจะทำนายว่า พรุ่งนี้ผมจะไปทำงานตามปกติ

ความมั่นใจอาจจะลดลงนิดหน่อย แต่ก็ยังมากกว่า 90%

ประเด็นก็คือ เรา “ทำนาย” อนาคตได้ในระดับหนึ่ง ยิ่งอนาคตใกล้เรายิ่งทำนายได้แม่น ถ้าอนาคตไกลหน่อย ความแม่นยำก็อาจจะน้อยลง

และสิ่งเดียวที่จะเป็นตัวบ่งชี้ความแม่นยำของอนาคตที่เราทำนายไว้ ก็คือการกระทำของเราเอง

ถ้าการกระทำของเราสอดคล้องกับสิ่งที่เราต้องการจะให้เป็น เราก็จะสร้างอนาคตสิบนาทีข้างหน้าได้แม่นยำ

อนาคตสิบนาที จะเป็นตัวกำหนดอนาคตหนึ่งชั่วโมง

อนาคตหนึ่งชั่วโมง จะเป็นตัวกำหนดอนาคตหนึ่งวัน

อนาคตหนึ่งวัน จะเป็นตัวกำหนดอนาคตหนึ่งสัปดาห์

เมื่อเราใช้ชีวิตไปตามเงื่อนไขนี้ เราก็สามารถทำนายอนาคตหนึ่ง สิบปี หรือตลอดชีวิตของเราได้

Nobody can go back and start a new beginning, but anyone can start today and make a new ending.

อดีตที่ผ่านไป เราทำอะไรไม่ได้แล้ว

แต่อนาคตที่ยังมาไม่ถึง เรามีสิทธิ์สร้างขึ้นมาใหม่ได้เสมอ

ถ้าเริ่มตั้งแต่วันนี้ครับ


อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Unsplash.com

บางทีเราก็ไม่ควรเป็นตัวของตัวเอง

20160814_benotyourself

“When I let go of what I am, I become what I might be.”

– Lao Tzu

เพราะบางครั้งเราก็ยึดติดกับ “ความเป็นตัวเรา” มากเกินไป

เราจึงสูญเสียโอกาสที่จะได้เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น ด้วยเหตุผลที่ว่า “ก็เราเป็นคนอย่างนี้”

คำถามสำคัญที่เรามักจะลืมถามก็คือ “แล้วเราอยากเป็นคนอย่างนี้ตลอดไปรึเปล่า?”

ถ้าคำตอบคือใช่ ก็ไม่ต้องทำอะไร เพราะแสดงว่าเราคงแฮปปี้กับมันแล้วจริงๆ

แต่ถ้าคำตอบคือไม่ใช่ ก็แสดงว่าลึกๆ แล้วเราก็อยากจะเปลี่ยนเหมือนกัน

เพราะถ้ายัง “เป็นตัวของตัวเอง” แบบนี้ ผลลัพธ์ก็คงจะเหมือนเดิม

เลิกเป็นตัวเองของตัวเองเสียบ้าง

จะได้อัพเกรดเสียทีครับ


อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจากPexels.com

วิธีพูดมีสองแบบ

20160814_talk

คือพูดจาดีๆ

กับพูดจาไม่ดี

ปัญหาส่วนใหญ่ในความสัมพันธ์เรานั้นเกิดจากแบบหลัง

ซึ่งก็เป็นเรื่องน่าแปลก

เพราะไม่น่าจะมีใครอยากมีปัญหา

และไม่น่าจะมีใครที่จะไม่รู้ว่าพูดจาดีๆ ทำกันยังไง

แต่อาจเป็นเพราะความโกรธ ความเคยชิน ความสนุกปาก ความอยากเอาชนะ เลยทำให้พูดจาไม่ดีออกไปครั้งแล้วครั้งเล่า

แล้วเราก็ต้องมาเหนื่อยแก้ปัญหาครั้งแล้วครั้งเล่า เพราะความปากพล่อยของเราเอง

ถ้าเพียงเราตั้งใจ “พูดจาดีๆ” ตั้งแต่วันนี้ไป

ผมว่าชีวิตของเราจะง่ายขึ้นเยอะเลยนะครับ


อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

ฮาล์ฟมาราธอนครั้งแรกในชีวิต

20160813_halfmarathon

เมื่อวานนี้ผมไปวิ่งงาน 12 สิงหา ฮาล์ฟ มาราธอน มาครับ

คนอื่นที่ไปวิ่งเขาจะโพสต์รูปลงเฟซบุ๊คกันเป็นที่ระลึก แต่ผมไม่ได้พกมือถือไปด้วย ก็เลยต้องมานั่งเขียนบล็อกเป็นที่ระลึกแทน

เนื้อหาในตอนนี้จึงอาจจะน้ำเยอะ ในแง่ที่ว่าผู้อ่านอาจจะหยิบเอาไปใช้ประโยชน์อะไรได้ไม่มากนัก แต่ถ้าคิดจะอ่านต่อ ก็ขอให้ถือซะว่าเป็นบทความที่จะทำให้รู้จักบล็อกเกอร์คนนี้มากขึ้นแล้วกันเนอะ


เรื่องของเดวิด

อดีตหัวหน้าของผมคนหนึ่งชื่อเดวิด เป็นชาวอังกฤษ ดูดบุหรี่จัดมาก และน้ำหนักเกิน 100 กิโลมาแต่ไหนแต่ไร

เมื่อปี 2011 หรือห้าปีที่แล้ว ผมขอเดวิดว่าอยากจะจัดงานมินิมาราธอนให้พนักงานของเราลงไปวิ่งรอบสวนลุมสองรอบ (ออฟฟิศของเราอยู่ตรงข้ามสวนลุมพอดี) ซึ่งเดวิดก็เห็นดีเห็นงามถึงขนาดมาช่วยเป็นพรีเซนเตอร์ให้

แต่งานปีนั้นเดวิดไม่ได้วิ่งนะครับ เขาบอกว่าหุ่นอย่างเขาวิ่งไม่ไหวแน่

ปี 2012 เราก็จัดงานมินิมาราธอนอีก ผมก็บอกเดวิดว่าปีนี้ยูน่าจะลงวิ่งด้วยนะ ถือเป็นการ lead by example ที่ดี เขาก็เลยตกลงปลงใจไปซ้อมวิ่งกับลูกน้องในทีมสัปดาห์ละครั้งสองครั้ง และปีนั้นเขาก็ได้ลงวิ่งและวิ่งครบสองรอบสวนลุมจริงๆ

จากนั้นมาเดวิดก็ลงไปวิ่งที่สวนลุมบ่อยขึ้นเรื่อยๆ จนเมื่อสองปีที่ผ่านมา เขาก็เริ่มวิ่งกลับบ้านทุกวัน (บ้านเดวิดอยู่แถวพร้อมพงษ์ เขาเป็นคนที่ทำให้ผมรู้ว่ามีสะพานลอยที่ยิงยาวจากสวนลุมไปจนถึงศูนย์สิริกิติ์ด้วย! )

สิ่งดีงามที่เกิดขึ้นก็คือ เดวิดน้ำหนักลดลงไป 25 กิโลกรัมและเลิกสูบบุหรี่ถาวร


ตัดสินใจลงฮาล์ฟมาราธอน

เมื่อประมาณปลายเดือนพฤษภาคม ผมได้คุยกับเดวิดว่า เราน่าจะหารายการไปวิ่งข้างนอกด้วยกันนะ ผมก็เลยไปถามน้องที่ออฟฟิศชื่อพัดโบก (ซึ่งเคยไปวิ่งโตเกียวมาราธอนมาแล้ว) ว่าเร็วๆ นี้จะมีรายการอะไรบ้าง

พัดโบกก็เลยส่งลิงค์งาน 12 สิงหา ฮาล์ฟ มาราธอน มาให้ดู

งานนี้มีให้เลือกวิ่งสี่ระยะคือ 21.1k, 10.5k, 5k, และ 1.8k

ความตั้งใจแรกของผมคือจะชวนเดวิดวิ่ง 10K เพราะนั่นเป็นระยะที่ไกลที่สุดที่ผมเคยวิ่งตอนไปร่วมงานมินิมาราธอนสมัยเรียนอยู่ปี 4

แต่พอเข้าไปดูในเว็บไซต์ มันจะมีหน้าหน้าหนึ่งที่ระบุเวลาของคนวิ่ง 21.1k ของปีที่แล้ว ไว้ทั้งหมด ขณะที่คนที่วิ่งระยะทางอื่นจะไม่มีบันทึกเอาไว้ ก็เลยรู้สึกว่า ไหนๆ จะเสียตังค์ลงวิ่งทั้งที ก็น่าจะมีชื่อจารึกเป็นหลักเป็นฐานไว้บ้าง

พอผมออกไอเดียนี้ เดวิดก็เห็นดีเห็นงามด้วยอีกแล้ว แถมยังลงสมัครแทบจะทันที ส่วนผมเองใช้เวลาทำใจอยู่ประมาณสองสัปดาห์ก่อนจะสมัครตามไป ด้วยเหตุผลเดียวคือผมเป็นคนชวนเขาเอง ถ้าไม่ลงแข่งก็กระไรอยู่

พอบอกกับพัดโบกว่าผมกับเดวิดจะลง 21.1k พัดโบกก็บอกว่าเขาลงแค่ 10.5k เท่านั้น เพราะเส้นทางวิ่งรายการนี้ต้องวิ่งขึ้นสะพานทั้งหมด 6 สะพาน (จากรัชดาไปพระราม 3) คุ้นๆ ว่าพัดโบก (ผู้เคยวิ่งโตเกียวมาราธอนมาแล้ว) กล่าวอวยพรผมว่า “โชคดีนะพี่!”


ฝึกซ้อม

ผมกูเกิ้ลแผนการฝึกซ้อมแบบ 8 สัปดาห์มาดู ก็เห็นว่าไม่โหดร้ายเกินไปนัก

นั่นคือซ้อมวิ่งสัปดาห์ละสามครั้ง โดยสองครั้งแรกวิ่งแบบเบาะๆ แค่ 4-5 กิโลเมตร ส่วนครั้งที่สามช่วงสุดสัปดาห์ให้วิ่งระยะสองเท่าของระยะในสัปดาห์นั้น

เช่นสัปดาห์นี้วิ่งวันอังคาร 4 กิโล วันพฤหัสฯ 4 กิโล วันอาทิตย์ 8 กิโล

สัปดาห์ถัดไปก็วิ่งวันอังคาร 5 กิโล วันพฤหัสฯ 5 กิโล วันอาทิตย์ 10 กิโล

ที่น่าสนใจก็คือ ตามแผนนี้ เราจะได้ซ้อมวิ่งไกลที่สุดเพียง 16 กิโลเมตรเท่านั้น อีก 5.1 กิโลเมตรไปวัดดวงเอาที่งาน!

ผมเองก็พยายามซ้อมวิ่งตามแผนการนี้ โดยไปวิ่งรอบหมู่บ้านหลังกลับจากทำงาน ส่วนวันสุดสัปดาห์ก็ตื่นมาวิ่งแต่เช้า

เป็นความบังเอิญที่ระยะทางรอบหมู่บ้านรอบใหญ่วัดได้ประมาณ 980 เมตร (ใช้แอพ Endomondo ในมือถือวัดเอา) ผมก็เลยถือว่ารอบหนึ่งคือหนึ่งกิโลเมตร

เมื่อรู้ว่าหนึ่งรอบคือหนึ่งโล เวลาซ้อมวิ่งผมจึงไม่พกมือถือเพราะมันเกะกะ มีแค่นาฬิกาข้อมือเอาไว้จับเวลาเพื่อให้แน่ใจว่าไม่วิ่งช้าเกินไป โดยพยายามจะรักษาความเร็วที่เพซ 6 (Pace 6) ซึ่งหมายความวิ่งหนึ่งกิโลใช้เวลา 6 นาที

อุปสรรคสำคัญที่เจอก็คือบางวันฝนตกทำให้ไปวิ่งไม่ได้ และช่วงปลายเดือนกรกฎาคมผมเจออาหารเป็นพิษก็เลยต้องงดวิ่งตลอดสัปดาห์ พอเริ่มหายป่วยแฟนก็งานยุ่งเป็นพิเศษจนผมต้องกลับบ้านค่ำเลยไม่มีเวลาซ้อม ช่วงสองสัปดาห์ก่อนงานเลยได้ซ้อมวิ่งไปแค่ 2 ครั้งเท่านั้น (12 กิโล กับ 4 กิโล)

พร้อมมากอานนทวงศ์!


หนึ่งสัปดาห์ก่อนแข่ง

เรามีแข่งวันศุกร์ที่ 12 สิงหาคม

ผมฝากเดวิดให้ไปเอาเสื้อกับเบอร์วิ่งซึ่งแจกที่ศูนย์สิริกิติ์ในวันที่ 6-7 สิงหาคม วันจันทร์เดวิดก็เอาของมาให้ และนัดแนะกันว่าเช้าวันงานเราจะมาเจอกันที่บันไดทางลง Bistro Cafe แต่เขาบอกว่า ถึงแล้วยังไงจะติดต่อทางโทรศัพท์อีกที (ซึ่งผมก็ดันปากหนักไม่บอกว่า คงไม่ได้พกมือถือไปวิ่งด้วยหรอกนะ)

ผมหยิบบิ๊บ (Bib=เบอร์วิ่ง) ขึ้นมาดู จึงเห็นว่าด้านหลังของบิ๊บมีชิพติดอยู่ เดาว่าคงเป็นชิพที่เอาไว้จับเวลาของนักวิ่งคนนั้นโดยเฉพาะ

ผมได้เบอร์วิ่ง 30 0558 ซึ่งแสดงว่าผมอยู่ในรุ่นอายุ 30-39 ปี สมัครเป็นคนที่ 558

ใต้เบอร์วิ่งจะมีเช็คบ๊อกซ์อีกสี่อันคือ Medal, Food, Jasmine และ Baggage

วันเดียวกันนั้นผมก็ไปปรึกษาพีธ รุ่นน้องมหาลัยที่ทำงานที่เดียวกันว่าต้องเตรียมตัวยังไงบ้าง (พีธวิ่งจริงจังมาก วิ่งมาราธอนมาแล้วหลายงาน)

พีธให้คำแนะนำดีๆ มาหลายข้อ

1. ควรจะวอร์มอัพให้เรียบร้อยอย่างน้อย 15 นาทีก่อนออกตัว หลังจากนั้นไม่ควรวอร์มอัพแล้ว เพราะอาจจะทำให้บาดเจ็บตอนวิ่ง (แต่ก่อนผมจะวอร์มอัพจนนาทีสุดท้ายเลย)

2. วิ่งเสร็จแล้วต้องวอร์มดาวน์ และวอร์มดาวน์ได้เรื่อยๆ ตลอดวันนั้น (ธรรมดาผมแทบไม่เคยวอร์มดาวน์)

3. ควรจะใส่หมวกเวลาวิ่ง ผมก็แย้งว่าเราออกตัวตั้งตี 5 ไม่น่าจะโดนแดดนะ แต่พีธบอกว่าหมวกมันมีประโยชน์อีกอย่างคือกันเหงื่อไหลเข้าตา ซึ่งผมก็เห็นด้วยว่าตอนเหงื่อเข้าตานี่มันน่ารำคาญชะมัด พีธก็เลยให้ยืมหมวกมาหนึ่งใบ

4. ก่อนวันแข่งซักสองวันให้เริ่มดื่มเครื่องดื่มเกลือแร่ สำรองเอาไว้เพื่อให้ร่างกายดึงมาใช้ในวันวิ่งจริง

5. ในวันแข่ง ควรจิบน้ำตลอดเส้นทาง ไม่ควรปล่อยให้ริมฝีปากแห้ง (แต่ก่อนเวลาผมซ้อมวิ่ง ผมจะวิ่งรวดเดียวไม่ทานน้ำเลย)

6. ผมถามพีธถึงคอนเซ็ปต์เรื่อง Carb Loading ซึ่งหมายถึงการกินแป้งเยอะๆ เพื่อให้มีแรงวิ่งดี พีธบอกว่าถ้าตอนซ้อมไม่เคยทำมาก่อน ตอนวิ่งจริงก็ไม่แนะนำ

7. ผมบอกพีธว่าถ้าใส่ผ้าลื่นๆ แล้ววิ่งนานๆ เสื้อมันจะบาดหัวนม (ตอนแรกผมก็ไม่ค่อยอยากเชื่อว่าการวิ่งมันจะไปทำให้หัวนมบาดเจ็บได้ แต่ถ้าลองกูเกิ้ลคำว่า bleeding nipples ดูแล้วคุณจะตกใจ!) พีธบอกว่ามีสองวิธีคือแปะปลาสเตอร์ยาไว้ก่อนจะออกวิ่ง แต่ถ้าโดนถ่ายภาพออกมาอาจจะดูตลกนิดหน่อย อีกวิธีก็คือใช้วาสลินป้ายหัวนม รวมถึงรอบๆ คอหรือตรงไหนก็ตามที่เสื้อกับผิวอาจจะเสียดสีกัน

8. ตอนวิ่งขึ้นสะพาน แนะนำให้เดินขึ้น แล้วค่อยวิ่งลงเพื่อทำเวลาเอา

ต้องขอบคุณพีธมากๆ สำหรับคำแนะนำหลายๆ อย่าง ไม่อย่างนั้นผมอาจวิ่งไม่จบฮาล์ฟมาราธอนคราวนี้ก็ได้


วันแข่งจริง

นักวิ่งฮาล์ฟมีกำหนดการปล่อยตัวตอนตี 5 ที่ศูนย์ประชุมสิริกิติ์ ส่วนนักวิ่งระยะ 10.5k และ 5k จะปล่อยตัวตอน 6 โมงเช้า

ผมตื่นนอนตั้งแต่ตีสองสี่สิบห้า อาบน้ำแต่งตัว แวะซื้อน้ำเกลือแร่ในเซเว่นกิน แล้วขับรถไปจอดใกล้ๆ สถานีรถไฟใต้ดินเพชรบุรีตัดใหม่ จากนั้นก็เรียกแท๊กซี่ไปศูนย์ประชุม ก่อนจะเดินเข้าไปที่จุดฝากของ

ปรากฎว่าภายในอาคารคนเยอะมากกว่าที่คิด ส่วนใหญ่มากันเป็นก๊วนๆ คุยกันสรวลเสเฮฮา

ผมนั่งลงตรงเสาใกล้ๆ จุดฝากของ ข้างๆ มีคู่รักฝรั่งวัยกลางคนนั่งอยู่ ผมหยิบเสื้อออกจากกระเป๋าแล้วหยิบบิ๊บมาติดกับเสื้อด้วยเข็มกลัด แล้วก็ค้นพบว่ามันยากกว่าที่คิด ใช้เวลาอยู่ร่วม 10 นาทีถึงจะพอดูได้ (มารู้ทีหลังว่าถ้าใส่เสื้อก่อนแล้วค่อยติดบิ๊บจะง่ายกว่ามาก)

ผมเข้าไปเปลี่ยนชุดในห้องน้ำ ก็เจอนัท เพื่อนที่เคยอยู่ที่ทำงานเดียวกันและเป็นนักวิ่งจริงจัง ก็เลยได้คุยกันพักใหญ่ นัทบอกว่าวันนี้คนวิ่งเยอะมาก ถ้าอยากทำเวลาต้องไปอยู่แถวหน้าๆ เลย

ผมเอาของทั้งหมดไปฝากไว้กับบู๊ธฝากของ ซึ่งมีระบบน่าสนใจ คือเขาจะเตรียมถุงก๊อบแก๊บที่เขียนเลขไว้อยู่แล้ว (เช่น 1-1000) จังหวะที่ผมไปเขารันเลขถึงเบอร์ 80 ก็เลยเอากระเป๋าของผมใส่ถุงนั้น แล้วก็เขียนเลข 80 ลงบนบิ๊บของผมเหนือเช็คบ๊อกซ์ Baggage


ออกตัว

ผมแยกย้ายกับนัท แล้วก็มาวอร์มอัพเองอยู่ด้านหลังศูนย์ประชุม พอตีสี่ห้าสิบเขาก็เรียกนักวิ่งฮาล์ฟเข้าไปประจำที่ โดยตอนที่เดินผ่านด่านเพื่อเข้าไปยังจุดสตาร์ทนั้น จะมีคนเอาปากกามาขีดที่บิ๊บเพื่อจะบอกว่าผมได้เริ่มออกวิ่งจากจุดสตาร์ทจริงๆ (ไม่ใช่ไปโผล่ตอนครึ่งทาง)

ผมพยายามหาเดวิดตรงบันไดร้านบิสโทรแต่หาไม่เจอ แต่ก็ไม่เป็นไร เพราะผมเชื่อว่าเดี๋ยววิ่งๆ ไปก็เจอกันเอง

งานวันนี้คนวิ่งเยอะมาก ผมน่าจะอยู่ประมาณกลางๆ แถว ห่างจากจุดสตาร์ทประมาณ 50 เมตร โฆษกประกาศว่าปีนี้เปิดรับสมัครคนวิ่งฮาล์ฟมาราธอน 3840 คน โดย 84 หมายถึงโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ

ตี 5 ปุ๊ปก็ปล่อยตัวนักวิ่ง ฝูงชนคล่อยๆ เคลื่อนตัวไป ตอนที่ผมเดินผ่านจุด Start มา ผมเห็นนาฬิการะบุเวลาว่า 1 นาที 40 วินาทีแล้ว

พวกเราเลี้ยวขวาเข้าถนนรัชดา วิ่งขึ้นสะพานข้ามถนนพระราม 4 แล้วผมก็ได้พบความจริงประการหนึ่ง

นั่นคือผมแทบจะวิ่งไม่ได้เลย

ด้วยปริมาณคนมหาศาล แถมเส้นทางวิ่งยังถูกบีบด้วยความแคบของสะพาน ช่วงกิโลเมตรแรกจึงเป็นการกึ่งวิ่งกึ่งเดินเสียมากกว่า (ทำให้ผมนึกถึงคำพูดของนัทเลยว่า ถ้าอยากจะวิ่งทำเวลาให้ไปอยู่ข้างหน้า)

สองกิโลเมตรแรก ผมใช้เวลาไปถึง 17 นาที (ธรรมดาควรจะใช้เวลาไม่เกิน 12 นาที)

พอวิ่งครบ 4 กิโลเมตรก็เจอจุดแจกน้ำจุดแรก (และมีทุกๆ สองกิโลเมตรไปตลอดเส้นทาง) โดยตรงนั้นจะมีน้ำเจิ่งนองเต็มถนน รวมไปถึงแก้วน้ำพลาสติกสีขาวเกลื่อนกลาดด้วย (จริงๆ เขามีถุงขยะให้ทิ้งแก้ว แต่ผมว่าจำนวนมันน้อยไปหน่อย)

ผมไม่รีรอที่จะหยิบน้ำขึ้นมาจิบตามคำแนะนำของพีธ ทางข้างหน้าเริ่มเปิดกว้างมากขึ้น (เพราะคนหยุดกินน้ำกันนานนิดนึง) ผมจึงเริ่มกลับมาวิ่งที่สปีดตัวเองได้เป็นครั้งแรก

วิ่งไปประมาณ 6 กิโลจึงเจอเดวิดบนสะพาน แสดงว่าตอนออกตัวเขาน่าจะอยู่ข้างหน้าผมพอสมควร เราคุยกันแป๊บนึงแล้วเขาก็บอกว่า เดี๋ยวเขาคงหยุดเดินเพราะช่วง 5 กิโลแรกเขาวิ่งเร็วไปหน่อย ผมจึงร่ำลาแล้วบอกว่า ไว้เจอกันที่เส้นชัยนะ

หลังจากจากเดวิดมา ผมเห็นกลุ่มนักวิ่ง Pacers ถือลูกโป่งอยู่ไกลๆ

Pacers คืออาสาสมัครที่จะวิ่งตามความเร็วที่กำหนดไว้ เพื่อเป็นหมุดหมายให้คนแข่งรู้ว่า ถ้าอยากทำเวลาเท่านั้นเท่านี้ให้เกาะกลุ่มนี้ไปนะ

ถ้าเข้าใจไม่ผิด Pacers รายการนี้แบ่งออกเป็น 4 กลุ่มคือ 1:45 ชั่วโมง 2:00 ชั่วโมง 2:15 ชั่วโมง และ 2:30 ชั่วโมง

กลุ่มที่ผมเจอคือ 2:30 ชั่วโมงและแซงมาได้

วิ่งไปได้ประมาณ 8 กิโลเมตร จึงเห็นนักวิ่งที่นำโด่ง วิ่งสวนทางมา นักวิ่งเกือบทุกคนตบมือเป็นกำลังใจให้คนนี้ รวมถึงอีกสองสามคนที่วิ่งตามมาด้วย รู้สึกอบอุ่นดีจัง

วิ่งไปจนถึงกลางสะพานที่ 6 ก็เป็นจุดกลับตัว โดยทุกคนจะได้ยางรัดผมมาหนึ่งเส้นเอาไว้รัดข้อมือเพื่อเป็นหลักฐานว่าวิ่งมาถึงตรงนี้แล้วนะ

อ้อ เกือบลืมบอก ตั้งแต่กิโลเมตรที่ 8 เป็นต้นมา จะมีผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งวิ่งแซงผมตอนขึ้นสะพานตลอด ส่วนผมจะมาแซงเธอกลับตรงทางลง เราผลัดกันแซงกันไปแซงกันมาจนเลยกิโลเมตรที่ 12 แล้วนั่นแหละผมถึงไม่เจอเธอแซงกลับอีก

กิโลเมตรที่ 12 เป็นจุดที่ผมแซง Pacers กลุ่ม 2:15 ชั่วโมงได้ด้วย

ประมาณกิโลเมตรที่ 14 ขาผมก็เริ่มง่อนแง่น เริ่มปลอบใจตัวเองว่าวิ่งมาได้ 2/3 แล้วนะ อดทนไว้ๆ ตอนนั้นคิดถึงบทความเรื่องกฎ 40% และวิ่งจงกรมที่ตัวเองเคยเขียนไว้

พอถึงกิโลเมตรที่ 16 ผมก็เจอภาพอันน่าสะพรึงกลัว คือนักวิ่งระยะ 10.5 กิโลเมตรมากลับตัวอยู่บนสะพานข้างๆ

นั่นหมายความว่าขากลับผมจะต้องเจอมวลมหาประชาชนจนวิ่งไม่ออกอีกหรือเปล่า?


สองกิโลเมตรสุดท้าย

คือช่วงที่ยากเย็นที่สุด

หนึ่งเพราะร่างกายเริ่มหมดแรง รู้งี้เมื่อวานตอนเย็นกินข้าวเยอะๆ ก็ดีหรอก

สองคือผมตั้งใจไว้แต่แรกว่า มาวิ่งคราวนี้จะวิ่งไปเรื่อยๆ จะไม่ยอมพักด้วยการเดิน

สามคือมวลชนมหาศาลทั้งระยะ 21.1 / 10.5 และ 5 กิโลเมตรได้โคจรมาวิ่งอยู่รวมกัน

ผมไม่รู้จะวิ่งแซงใครยังไง เพราะมีนักวิ่งอยู่ทุกตารางนิ้ว และส่วนใหญ่ก็จะเดินหรือถ่ายเซลฟี่กัน คนที่แออัด บวกกับควันรถที่เริ่มหนาแน่นขึ้น บวกกับอาการหิวจนตาลาย ทำให้ผมเริ่มท้อ

อยากจะวิ่งแซงก็ต้องใช้พลังในการหาช่องว่างระหว่างมวลชนเยอะเกินไป สุดท้ายผมก็เลยหยุดเดินตอนขึ้นสะพานสุดท้าย พร้อมกับความรู้สึกจ๋อยๆ ที่ไม่สามารถวิ่งให้ตลอดรอดฝั่งตามที่ตั้งใจไว้ได้

พอถึงขาลงสะพานสุดท้าย เห็นศูนย์ประชุมฯ อยู่รำไร จึงกัดฟันออกวิ่งอีกครั้ง ด้วยความเร็วเท่าที่ขาและปอดจะเอื้ออำนวย

ก่อนจะเลี้ยวซ้ายเข้าประตูศูนย์ประชุมฯ ผมเห็นรถที่โชว์เวลาเขียนอยู่ว่า 2:07:xx เลยตั้งใจว่าจะต้องวิ่งเข้าเส้นชัยภายใน 2:08:00 ให้ได้ พอเข้าประตูมา เห็นซุ้มเส้นชัยอยู่ข้างหน้า ผมจึงวิ่งสปีดเต็มตัว และก่อนถึงเส้นชัยเพียง 5 เมตร ตะคริวก็ขึ้นขาทั้งสองข้าง ต้องชะลอตัวเข้าเส้นชัยแบบกะเผลกๆ คิดในใจว่าโชคดีแค่ไหนที่ไม่เป็นตะคริวก่อนหน้านี้


ความรู้สึกหลังเข้าเส้นชัย

ทั้งดีใจและโล่งใจ แต่ความรู้สึกที่แรงที่สุดคือเหนื่อยและหน้ามืดจนหัวสมองว่างเปล่าไปหมด

เจ้าหน้าที่บอกให้ผมเดินไปรับใบเวลารวมทั้งของกินและเครื่องดื่มได้เลย

เดินมาถึงซุ้มเช็คเวลา เขาก็เอาเครื่องมาแสกนตรงบิ๊บของผม แล้วก็มีเครื่องปริ๊นท์สลิปออกมาว่าผมทำเวลาได้เท่าไหร่

สลิปบอกว่าเวลา gun time คือ 2:08:32 (หมายถึงเวลานับตั้งแต่สัญญาณออกตัว) ส่วนเวลา chip time คือ 2:06:59 (หมายถึงเวลาที่นับตั้งแต่ผมวิ่งผ่านจุด start มา)

แสดงว่าการวิ่งคราวนี้ผมใช้เวลาวิ่งไปประมาณสองชั่วโมงเจ็ดนาที เข้าเป็นอันดับที่ห้าร้อยกว่าจากนักวิ่งสามพันกว่าคน (นักวิ่ง 21.1k ทุกคนสามารถดูเวลาตัวเองได้ด้วยการเข้าลิงค์ My Race Result แล้วพิมพ์ชื่อตัวเองลงไป)

ผมจำไม่ได้แล้วว่าเจ้าหน้าที่ยื่นเหรียญมาให้ก่อนหรือหลังได้ใบสลิปเวลา (อย่างที่บอกว่าตอนนั้นสมองไม่ทำงานแล้ว) รู้แค่ว่าเป็นเหรียญสีทองห่อพลาสติกมาให้เป็นอย่างดี

ผมเดินตามโฟลว์ของคลื่นนักวิ่งไปเรื่อยๆ อย่างอ่อนแรง รับน้ำเกลือแร่มาหนึ่งขวด น้ำเปล่ามาสองขวด และถุงกระดาษสีน้ำตาลที่มีอาหารอยู่ในนั้นมาอีกหนึ่งถุง ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะเข้ามาติ๊กที่เช็คบ๊อกซ์ Food ในบิ๊บของผม เพื่อให้รู้ว่ารับของกินไปแล้ว

เดินไปจนเกือบสุดทาง จึงหาที่นั่งลงได้ตรงหน้าทางเข้าสวนเบญจกิตติ ผมดื่มน้ำเกลือแร่ไปครึ่งขวด ซึ่งต้องบอกว่าโคตรอร่อยและชื่นใจมากๆ (ถือว่าเป็นความฉลาดของบริษัทเครื่องดื่มที่มาสปอนเซอร์รายการนี้ เพราะสถานการณ์ช่วยให้น้ำของเขารสชาติดีเป็นพิเศษ)

ผมนั่งลงเปิดถุงสีน้ำตาลด้วยใจระทึก พบว่าข้างในมีข้าวเหนียวหมูทอด เค้กช็อกโกแลต และกล้วยหอม ผมหยิบข้าวเหนียวหมูขึ้นมากินก่อน แต่เผอิญเปิดกล่องแรงไปหน่อยจนหมูชิ้นใหญ่ตกพื้น ผมรีบหยิบมันขึ้นมาเพื่อจะกินต่อเพราะทั้งหิวทั้งเสียดาย จังหวะนั้นเข้าใจหัวอกของคนที่หิวจัดจนยอมกินเศษอาหารกันเลยทีเดียว

กินทุกอย่างเกือบหมด พี่จั่นซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องผู้ชอบไปวิ่งตามรายการต่างๆ ก็เข้ามาทักทาย (อะไรจะบังเอิญขนาดนั้น) งานนี้พี่จั่นวิ่งระยะแค่ 10 กิโลเมตร และบอกว่าระหว่างวิ่งขึ้นสะพานเขาเจอสะพานแกว่งด้วย คาดว่าน่าจะมาจาก resonance (คลื่นความถี่ของการไกวตัวของสะพานอันเกิดจากการย่ำเท้าของคนมันบังเอิญไปตรงกับคลื่นความถี่ธรรมชาติของตัวสะพาน) คงเป็นประสบการณ์ที่เวียนหัวน่าดู

เมื่อกินอาหารทุกอย่างครบเรียบร้อย ผมอาการดีขึ้นเยอะ หัวสมองหายขาวโพลนแล้ว พี่จั่นนึกขึ้นได้ว่าควรเซลฟี่ร่วมกันหน่อย จึงควักมือถือมาถ่ายร่วมกันแล้วส่งเข้าไลน์มาให้ทีหลัง ถือเป็นรูปของผมรูปเดียวที่ได้จากงานวิ่งฮาล์ฟคราวนี้

S__1474567

ได้เวลากลับบ้านเสียที จึงเดินมากับพี่จั่นเพื่อจะไปขึ้นรถใต้ดิน

แต่ตอนที่ผมเดินผ่านเวทีจัดงานเห็นว่าเก้าอี้ที่เขาจัดไว้ยังมีที่ว่างเหลืออยู่

และเผอิญคิดได้ว่า พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาจะมาเป็นประธานในพิธีมอบรางวัล ผมก็เลยคิดว่านี่เป็นโอกาสอันดีที่จะได้เจอนายกรัฐมนตรีตัวเป็นๆ เป็นครั้งแรก

ผมจึงบอกพี่จั่นว่าขออยู่ต่อหน่อย เราจึงแยกย้ายกันตรงนั้น


ประยุทธ์ จันทร์โอชา

ผมได้ที่นั่งแถวสองจากข้างหน้าสุด อยู่บริเวณกลางเวทีเลย ข้างหน้าผมเป็นนักวิ่งที่ชนะเลิศความเร็ว 10.5k (ผมเพิ่งมารู้ตอนที่เขาขึ้นไปรับถ้วยนั่นแหละ)

โฆษกประกาศว่า ปีนี้เป็นปีที่มีคนมาร่วมวิ่งเยอะที่สุด คือมีจำนวนถึงสองหมื่นคน (งานนี้จัดมายี่สิบกว่าปีแล้ว และก่อนหน้านี้สถิติสูงสุดอยู่ที่หมื่นสามพันคนเท่านั้น)

8 โมงเช้าพวกเรายืนเคารพธงชาติด้วยกัน จากนั้นอีกไม่ถึง 10 นาทีนายกฯ ก็มาถึงพร้อมกับภรรยา ทั้งสองสวมชุดราชปะแตนสีฟ้า พลเอกประยุทธ์ดูรูปร่างสูงใหญ่เมื่อเทียบกับคนอื่นๆ ส่วนหน้าตาก็เหมือนที่เราเห็นในทีวี

เดินมาถึงก็รับไหว้ผู้ใหญ่คนอื่นๆ ที่รออยู่ในซุ้มอยู่แล้ว ก่อนจะกลับตัวหันหน้ามาทางพวกเราแล้วโบกมือให้จนผมอดไม่ได้ที่จะนึกถึงนางสาวไทย คนที่อยู่รอบๆ ผมร้องโห่ฮิ้วกันใหญ่

จากนั้นโฆษกก็ประกาศรางวัลผู้ชนะเลิศในแต่ละประเภท โดยถ้วยพระราชทานแต่ละถ้วยจะถูกเชิญไปวางที่หน้าพระบรมฉายาลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้า พระบรมราชินีนาถ นักวิ่งที่ถูกประกาศชื่อจะเดินไปทำความเคารพแล้วหยิบถ้วยนั้นมา ก่อนจะเดินมาจับมือกับนายกที่กลางเวทีแล้วถ่ายรูปร่วมกัน

เมื่อรับถ้วยกันครบแล้ว พลเอกประยุทธ์ก็ให้โอวาทแบบไม่มีโพย เนื้อหาที่ผมพอจะจำได้ก็ได้แก่

– ดีใจที่เห็นคนมาร่วมงานมากกว่าทุกๆ ปีที่ผ่านมา

– วันนี้เป็นวันมหามงคล พวกเราควรจะทำดีคนละอย่างสองอย่าง เมื่อหลายๆ คนทำดีคนละอย่าง ย่อมส่งผลดีต่อสังคมและประเทศชาติ

– บ้านเมืองของเรากำลังจะไปได้ดี แต่ก็ยังมีคนที่คิดไม่ดีต่อประเทศอยู่ อยากให้พวกเราเฝ้าระวัง

– โปเกม่อน เล่นได้แต่อย่าเลยเถิดจนขาดความระมัดระวังเรื่องความปลอดภัย



ปิดฉาก

ผมเดินจากเวทีมาเพื่อกลับไปรับของที่ฝากเอาไว้ที่บู๊ธ

สิ่งแรกที่ทำตอนรับของคืนมาคือดูว่ากระเป๋าสตางค์และมือถือยังอยู่รึเปล่า

โอเค…ยังอยู่ โล่งอกไป

เปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อยแล้ว เดินออกจากอาคารมาแล้ว จึงโทร.หาแฟนซึ่งกำลังเปลี่ยนผ้าอ้อมให้ลูกอยู่ และเมื่อสองนาทีที่แล้วเธอก็คิดอยู่ว่าทำไมผมไม่โทร.ไป สงสัยเป็นลมรึเปล่า ผมก็บอกว่าเกือบๆ ไปเหมือนกัน

ผมเปิดเฟซบุ๊คดูจึงเห็นว่าเดวิดส่งเมสเสจมาหาผมตั้งแต่ตอนรอออกตัว บอกหมดว่าอยู่ตรงไหนแล้ว พอเข้าเส้นชัยแล้วเขาก็ยังส่งเมสเสจบอกผมอีกว่ารอยู่ตรงนั้นตรงนี้ ผมเองซะอีกที่ไม่ได้รู้เรื่องเลย ได้แต่บอกเขาไปว่า ขอโทษด้วย พอดีไม่ได้ติดมือถือไป (เดวิดทำเวลาได้ 2:37 ชั่วโมง และบอกผมว่าไม่ยากอย่างที่คิด – จากปากคนที่เคยดูดบุหรี่จัดและน้ำหนักเกินร้อยโล)

รถใต้ดินสถานีศูนย์สิริกิติ์คนต่อแถวซื้อตั๋วกันยาวเหยียด ผมมีบัตรอยู่แล้วเลยไม่ต้องไปต่อคิวกับใคร ลงมาถึงชานชลาก็เห็นคนใส่เสื้อวิ่งยืนกันเต็มไปหมด บางคนถือต้นมะลิด้วย (เขามีแจกต้นมะลิในงาน แต่ผมไม่ได้ไปเอาเพราะกลัวว่าจะดูแลได้ไม่ดี)

นั่งรถไฟใต้ดินสองสถานีไปขึ้นเพชรบุรีตัดใหม่ เดินไปดูว่ารถที่จอดไว้ตั้งแต่ตีสามกว่าๆ ยังอยู่ที่เดิมอยู่หรือไม่ โอเค…ยังอยู่

เปิดประตู สตาร์ทรถ เหยียบเบรค เข้าเกียร์ D รู้สึกเจ็บแปล๊บที่น่องอันเนื่องมาจากตะคริวที่ได้มาตอนเข้าเส้นชัย

รถค่อยๆ เคลื่อนไปข้างหน้าช้าๆ ผมหันไปดูนาฬิกา เพิ่งจะเก้าโมงเช้าเท่านั้น

สำหรับใครหลายๆ คน วันนี้เพิ่งจะเริ่มต้น

แต่สำหรับผม ได้ทำเรื่องที่ไม่เคยทำสำเร็จไปหนึ่งอย่างแล้ว

ถือเป็นวันที่ดีอีกวันหนึ่ง

ชักเริ่มติดใจการวิ่งซะแล้วสิ


อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

นิทานเด็กหลง

20160812_lostchild

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

น้องกะทิ เด็กหญิงวัยห้าขวบ พลัดหลงกับพ่อในห้างดังกลางกรุง

ระหว่างที่พ่อกำลังเดินหากะทิอยู่ ก็ได้ยินเสียงตามสายประกาศว่า

“คุณสมชาย สวัสดิภักดิ์ กรุณามาพบภรรยาที่แผนกประชาสัมพันธ์ด้วยค่ะ”

คุณพ่อของกะทิก็งงว่าทำไมภรรยาถึงมารออยู่ที่ห้างได้ จึงเดินไปที่แผนกประชาสัมพันธ์ แล้วก็พบว่า น้องกะทินั่งรออยู่ที่นั่น แต่ไร้เงาภรรยาของเขา

พ่อเดินเข้าไปหา อุ้มลูกเข้ามากอดแล้วถามว่า

“ทำไมหนูถึงบอกว่าแม่มารอพ่อล่ะคะ?”

“ถ้าประกาศว่ามีเด็กหลงทางและนั่งรอพ่ออยู่ หนูกลัวว่าจะมีใครแอบอ้างเป็นพ่อแล้วมาเอาตัวหนูไปค่ะ”


ขอบคุณนิทานจาก Quora: Ben Zhang’s answer to What did someone do that made you think they were really smart

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com