วิจัยจากเยล: คนอ่านหนังสืออายุยืนกว่าคนไม่อ่าน

20160820_bookreaders

วันนี้ได้อ่านบทความจากเว็บ BigThink.com แล้วเห็นว่าน่าสนใจจึงขอเอามาเล่าสู่กันฟังนะครับ

ถ้าใครภาษาอังกฤษแข็งแรงอยู่แล้วก็เข้าไปอ่านต้นฉบับได้เลยครับ Yale Study: People Who Read Live Longer Than Those Who Don’t 


เมื่อเร็วๆ นี้ วารสารวิชาการ Social Science and Medicine  ได้ตีพิมพ์งานวิจัยชื่อว่า A chapter a day: Association of book reading with longevity

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเยลได้ทำการสอบถามคนที่อายุมากกว่า 50 ปีจำนวน 3,635 คนว่า เขามีนิสัยการอ่านอย่างไร นักวิจัยสามารถแบ่งกลุ่มตัวอย่างออกมาได้สามกลุ่ม คือกลุ่มที่ไม่อ่านหนังสือเลย กลุ่มที่อ่านหนังสือไม่เกินสัปดาห์ละสามชั่วโมงครึ่ง และกลุ่มที่อ่านหนังสือมากกว่านั้น

จากนั้นนักวิจัยก็คอยติดตามความเป็นไปของกลุ่มตัวอย่างทั้ง 3,635 คนนี้เป็นเวลา 12 ปี โดยใช้วิธีโทรศัพท์พูดคุยกับกลุ่มตัวอย่าง และได้พบว่าคนที่อ่านหนังสือนั้นจะอายุยืนกว่าคนที่ไม่อ่านหนังสือ

โดยถ้าคุณอ่านหนังสือมากกว่าสัปดาห์ละสามชั่วโมงครึ่ง อายุเฉลี่ยของคุณจะมากกว่าคนที่ไม่อ่านหนังสือถึง 23 เดือนหรือเกือบสองปีเลยทีเดียว

ค่าเฉลี่ยนี้เป็นจริงเสมอโดยไม่ขึ้นอยู่กับเพศ ความร่ำรวย การศึกษาหรือแม้กระทั่งสุขภาพของคุณว่าจะเป็นยังไง

นอกจากนั้น ในช่วง 12 ปีของการการวิจัย คนที่อ่านหนังสือยังมีโอกาสที่จะเสียชีวิตน้อยกว่าคนที่ไม่อ่านหนังสือถึง 20%

การอ่านหนังสือเป็นกิจกรรมง่ายๆ ที่ไม่ต้องออกกำลังหรือออกไปไหน จึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจมากถ้าคุณอยากมีคุณภาพชีวิตที่ดีในวัยเกษียณ

อีกสิ่งหนึ่งที่งานวิจัยนี้พบก็คือ การอ่านหนังสือไม่ว่าจะมากหรือน้อยแค่ไหน ก็ยังส่งผลต่ออายุที่ยืนยาวมากกว่าการอ่านหนังสือพิมพ์หรือนิตยสาร (periodicals) เหตุผลที่เป็นอย่างนั้นเพราะว่าการอ่านหนังสือนั้นใช้สมองมากกว่า (book reading involves more cognitive faculties)

โดยนักวิจัยระบุว่าการอ่านหนังสือช่วยเพิ่มโอกาสในการอยู่รอด (survival advantage) เพราะว่ามันพาให้เราเข้าไปอยู่ในโหมดที่ได้ใช้สมองหลายส่วนอย่างเต็มที่  การอ่านหนังสือจึงช่วยรักษาสมรรถภาพของสมองเอาไว้ได้ดีกว่า

การอ่านหนังสือนั้นต้องใช้กระบวนการสองอย่างที่แตกต่างไปจากการอ่านรูปแบบอื่น กระบวนการทั้งสองนั้นคือการอ่านอย่างลึกซึ้ง (deep reading) และการสร้างความผูกพันทางอารมณ์ (emotional connection)

การอ่านอย่างลึกซึ้งคือกระบวนการที่เกิดขึ้นอย่างช้าๆ ในสมองของคนอ่านที่พยายามจะทำความเข้าใจเรื่องราวต่างๆ ในหนังสือว่ามันเกี่ยวข้องกันอย่างไร และมีส่วนเกี่ยวพันกับโลกแห่งความจริงอย่างไรบ้าง

ส่วนความผูกพันทางอารมณ์นั้นเกิดขึ้นเมื่อผู้อ่านมีความเข้าใจและเห็นอกเห็นใจตัวละครในหนังสือ ซึ่งช่วยให้ผู้อ่านมีความฉลาดทางอารมณ์ และเข้าใจความเป็นไปในสังคมได้ดีกว่าเดิม


ผมเองนั้นเคยอ่านหนังสือประมาณสัปดาห์ละหนึ่งเล่ม แต่ด้วยวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปและการมาถึงของโซเชียลมีเดียและสมาร์ทโฟน ทำให้ผมอ่านหนังสือได้น้อยลงอย่างน่าใจหาย

จากนี้ไปคงต้องให้เวลากับมันมากขึ้นแล้วครับ


ขอบคุณข้อมุลจาก Big Think: Yale Study: People Who Read Live Longer Than Those Who Don’t 

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Unsplash.com

Box1B_300x250

ทำสิ่งที่ต้องทำ

20160819_dowhatyoumust

จนกว่าเราจะได้ทำสิ่งที่อยากทำ

Do what you have to do
Until you can do what you want to do

-Oprah Winfrey


บางครั้งผมก็รู้สึกว่าชีวิตเหมือนกับการเดินขึ้นเขา

ทั้งเหนื่อย ทั้งเมื่อย ทั้งร้อน ทั้งหิวน้ำ

ยิ่งพอเจอทางชันหรือต้องเดินข้ามสะพานเชือก ใจมันก็ชักไม่อยากจะไปต่อแล้ว

แต่ถึงทางจะลำบากแค่ไหน ลึกๆ เราก็ยังอยากเดินขึ้นอยู่ดี

ขึ้นไปให้ถึง เพื่อจะได้มองกลับลงมาด้วยความภูมิใจ

เพื่อจะได้เห็นว่าโลกกว้างใหญ่เพียงใด

เพื่อจะได้กางเต๊นท์ ดูพระอาทิตย์ตก ก่อกองไฟ เล่นกีตาร์

Do what you have to do
Until you can do what you want to do

ทำสิ่งที่ต้องทำในวันนี้ แล้ววันหนึ่งเราจะได้ทำสิ่งที่เราอยากทำ

การเดินขึ้นเขามันเหนื่อยก็จริง

แต่เมื่อถึงยอดเขาแล้ว เราจะรู้สึกว่าที่เหนื่อยๆ มานั้นมันคุ้มยิ่งกว่าคุ้มครับ


อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Wikimedia: ภูกระดึง

นิทานหนีหมี

20160818_bear

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

แดนกับเจอรี่ไปเดินป่าด้วยกัน แต่เคราะห์ร้ายที่จู่ๆ ก็เจอหมีตัวใหญ่โผล่มาจากพุ่มไม้และวิ่งปราดเข้ามาหา

แดนกับเจอรี่รีบวิ่งแจ้น ซักพักนึงแดนก็วิ่งไปถอดรองเท้าไป

เจอรี่: มึงทำอะไรอ่ะ?

แดน: ถอดรองเท้าไง จะได้วิ่งเร็วขึ้น

เจอรี่: ยังไงพวกเราก็วิ่งเร็วกว่าหมีไม่ได้อยู่แล้วนี่?

แดน: กูไม่จำเป็นต้องวิ่งเร็วกว่าหมี แค่วิ่งเร็วกว่ามึงก็พอ!


ขอบคุณนิทานจาก Comedy Central Jokes

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Unsplash.com

หมวก 3 ใบของคนทำงาน

20160818_3caps

คือหมวกเจ้านาย หมวกคนทำงาน และหมวกคนว่างงาน

เมื่อเราสวมหมวกเจ้านาย เราจะสนใจเรื่องอนาคต เช่นเป้าหมายประจำปี การวางแผนสำหรับเดือนนี้ จัดลำดับความสำคัญของชิ้นงาน และมองว่าจะแจกจ่ายงานอย่างไรให้ออกมามีประสิทธิภาพที่สุด

เมื่อเราสวมหมวกคนทำงาน เราจะสนใจงานที่อยู่ตรงหน้า มีสมาธิจดจ่อที่จะทำพรีเซนเทชั่น เขียนรีพอร์ต หรือทำเอ๊กเซลไฟล์ให้เสร็จลุล่วงตามที่ได้รับมอบหมายมา

เมื่อเราสวมหมวกคนว่างงาน เราจะสนใจอะไรก็ตามที่ไม่ใช่งาน เช่นเล่นเฟซบุ๊ค เดินไปหาขนมกิน หรือจับกลุ่มเมาธ์กับเพื่อนทั้งแบบออฟไลน์และออนไลน์

เราทุกคนล้วนแล้วแต่เคยสวมหมวกทั้งสามใบนี้ แม้จะไม่เคยเป็นเจ้านายและไม่เคยตกงานก็ตาม

ผมเชื่อว่าพวกเราส่วนใหญ่จะใส่หมวกคนทำงานเสียเยอะ คือขยันขันแข็งสู้งานไม่มีถอย

แต่ถ้าเราไม่สวมหมวกเจ้านายเสียบ้าง เราจะพลาดโอกาสที่จะถอยออกมาเพื่อให้เห็นภาพใหญ่ว่า งานที่เราทำมันมีคุณค่าจริงหรือเปล่า และเราสามารถทำงานชิ้นนี้ให้ต่างออกไปจากเดิมได้หรือไม่

สำหรับคนส่วนน้อยที่ได้สวมหมวกเจ้านายเป็นหลัก ได้แต่วางแผนแล้วก็สั่งๆๆ โดยไม่ได้ลงมาลุยงานเองบ้างเลย ก็อาจจะทำให้เขามองไม่เห็นภาพที่แท้จริงของเนื้องานว่ามันยากง่ายเพียงใด และความคาดหวังที่เขามีต่อลูกน้องนั้นเป็นไปได้แค่ไหน

ส่วนหมวกคนว่างงานนั้น ถ้าใส่นานเกินไปก็คงได้ว่างงานกันจริงๆ เพราะเราไม่ได้สร้างคุณค่าให้คุ้มกับเงินเดือนที่เขาจ่ายเรา

แต่หมวกคนว่างงานก็จำเป็น เพราะเราไม่สามารถทำงานได้ตลอด อย่างน้อยทุกๆ สองสามชั่วโมงเราควรจะพักและออกมาให้ห่างจากโต๊ะทำงานเสียบ้าง ไปเดินเล่น ซื้อขนม จับกลุ่มเมาธ์มอย เพื่อชาร์จแบตให้มีแรงกลับมาสวมหมวกเจ้านายและหมวกคนทำงานกันต่อไปครับ


อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Unsplash.com

สุขคือสอดคล้อง

20160816_happy

Happiness is when what you think, what you say, and what you do are in harmony.

– Mahatma Gandhi

“ความสุข” เป็นคำที่กว้างขวาง

แต่ละคนคงนิยามความสุขไม่เหมือนกัน และแต่ละคนก็ใช้วิธีการเพื่อจะได้มาเพื่อความสุขไม่เหมือนกัน

ผมเปิดอ่าน a day BULLETIN เล่มล่าสุดแล้วเจอคำพูดประโยคนี้ของคานธี

ผมว่ามันคือนิยามความสุขที่ผมชอบที่สุดนิยามหนึ่ง และคงจะยึดถือเป็นสรณะตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

นั่นคือใช้ชีวิตให้สอดคล้องกับสิ่งที่เราพูด และพูดให้สอดคล้องกับสิ่งที่เราคิด

คนบางคนแม้จะมีหน้าที่การงานที่ดี มีเงินทองมากมาย แต่ลึกๆ แล้วเขาก็ยังไม่มีความสุข อาจเป็นเพราะว่าสิ่งที่เขาทำอยู่ไม่ได้สอดคล้องกับสิ่งที่เขาเชื่อหรือสิ่งที่เขารัก

หรือคนบางคนที่พูดมาเยอะแล้ว แต่ไม่ได้ลงมือทำซักที นั่นก็ย่อมนำพาความอึดอัดมาให้เขาเช่นกัน

เมื่อใดก็ตามที่ความคิด คำพูด และการกระทำงสอดประสานกัน ความขัดแย้งภายในย่อมไม่เกิด

เมื่อไม่ขัดแย้งก็ไม่มีปม เมื่อไม่มีปมก็ผ่อนคลายเบาสบาย

ลองสำรวจตัวเองดูนะครับว่า ตอนนี้มีความสุขอยู่รึเปล่า

ถ้าไม่ค่อยสุขเท่าไหร่ ก็เป็นไปได้ว่า ความคิด คำพูด และการกระทำของเราอาจไม่ลงรอยกันอยู่ครับ


อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com