นิสัย 10 ข้อของเจ้านายที่ดี

20160711_goodboss

การมีนายดีเป็นลาภอันประเสริฐ

และการจะเป็นนายที่ดีก็เป็นเรื่องที่ไม่ง่ายเลย

เว็บไซต์ Fast Company  จึงได้รวบรวมนิสัย 10 ข้อของเจ้านายที่ลูกน้องนิยมชมชอบ อันได้แก่

1. สื่อสารชัดเจน – ไม่มีใครชอบความคลุมเคลือ เจ้านายที่ดีคือคนที่สามารถอธิบายความเป็นไปในบริษัทให้ลูกน้องเข้าใจได้ง่ายๆ แถมยังฟังและให้ความสำคัญกับความเห็นของลูกน้องอีกด้วย

2. ไว้ใจลูกน้อง – เวลารับใครเข้าทำงาน หัวหน้าที่ดีจะไม่ดูแค่ประสบการณ์ในเรซูเม่ แต่เขาต้องเล็งเห็นความฉลาดเฉลียว คุณธรรม และความเชื่อมั่นในตัวเองของคนที่เขาจะรับเข้ามา เมื่อคัดลูกน้องเป็นอย่างดีแล้ว ก็ไม่มีความจำเป็นต้องมาคอยจ้ำจี้จำไชหรือกังวลว่างานจะเสร็จหรือเปล่า เพราะเจ้านายจะมอบหมายหน้าที่และเชื่อมั่นว่าลูกน้องจะทำออกมาได้ดี

3. เสมอต้นเสมอปลาย – ไม่เลือกที่รักมักที่ชัง ปฏิบัติกับทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน

4. เข้าใจงานที่ลูกน้องทำ – หัวหน้าที่ดีจะรู้ว่า แต่ละวันลูกน้องต้องเจอกับอะไรบ้าง และพร้อมเข้าไปช่วยแก้ปัญหายามลูกน้องติดขัด

5. เปิดโอกาสให้ลูกน้องได้ทำผิดพลาด – ยังไงเสียความผิดพลาดก็ต้องเกิดอยู่แล้ว สู้ให้ทำผิดพลาดแล้วหัวหน้าได้รู้ ดีกว่าผิดพลาดแล้วลูกน้องไม่กล้ามาบอก

6. รู้เนื้อรู้ตัว – หัวหน้าที่ดีจะรู้ว่าสิ่งที่เขาทำและคำที่เขาพูดนั้นมีส่วนสำคัญในการสร้าง (หรือทำลาย) บรรยากาศในการทำงาน ดังนั้นเขาจะระวังตัวเป็นพิเศษและไม่ปล่อยให้จุดอ่อนที่เขามีมาทำให้เสียบรรยากาศ

7. จัดการเจ้านายตัวเองได้ – เวลาคุยกับผู้บริหาร หัวหน้าที่ดีจะเป็นป๋าดันให้ลูกน้องในทีม (คือพูดให้ลูกน้องตัวเองดูดี) ถ้าหัวหน้าเป็นที่ยอมรับของผู้ใหญ่ในองค์กร ก็จะยิ่งช่วยให้ทั้งทีมทำงานได้สะดวกโยธินยิ่งขึ้น

8. เข้าอกเข้าใจลูกน้อง – ว่าลูกน้องก็มีชีวิตนอกออฟฟิศเหมือนกัน หัวหน้าที่ดีจะให้ความเคารพกับเวลาส่วนตัวของลูกน้อง ปล่อยให้ลูกน้องได้ทำกิจกรรมกับครอบครัวและจัดการชีวิตตนเอง

9. เชื่อในเรื่องพัฒนาตนเอง – เจ้านายที่ดีก็เคยเป็นลูกน้องมาก่อน เขาเคยได้รับโอกาสในการฝึกฝนและเคยมีพี่เลี้ยงดูแล ดังนั้นเมื่อตัวเองได้เป็นเจ้านายแล้วเขาก็ยย่อมมองหาโอกาสให้ลูกน้องได้รับสิ่งดีๆ บ้างเช่นกัน

10. หนุนหลังลูกน้อง – เจ้านายที่ดีคือเจ้านายที่ลูกน้องเชื่อใจว่าจะคอยสนับสนุนเขาเสมอ เป็นเจ้านายที่มอบหมายงานที่ท้าทายและมีประโยชน์ มีความจริงใจในการติเพื่อก่อ

อ่านครบ 10 ข้อแล้ว คิดว่าเจ้านายของเรามีกี่ข้อครับ?

แล้วถ้าคุณเป็นเจ้านาย (หรือคิดจะเป็นเจ้านายซักวัน) คิดว่าเราเองมีครบสิบข้อแล้วรึย้ง?


ขอบคุณข้อมูลจาก Fast Company: 10 Habits of Well-liked bosses

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

โรงเรียนที่กำลังมาแรงที่สุดในเยอรมันนี

20160710_School

สวัสดีครับ

วันนี้มีเรื่องราวดีๆ ที่ช่วยเปิดโลกทัศน์ผมเรื่องการศึกษามาเล่าสู่กันฟังครับ

ใครภาษาอังกฤษแข็งแรงขอเชิญอ่านได้ที่เว็บของ The Guardian ได้เลยนะครับ No grades, no timetable: Berlin school turns teaching upside down 

แอนทอน โอเบอร์แลนเดอร์เป็นนักพูดโน้มน้าวที่ลีลาเหลือร้าย

เมื่อปีที่แล้วเขากับเพื่อนๆ จะไปเที่ยวที่เมืองคอร์นวอลล์ ประเทศอังกฤษ แต่ปรากฎว่ามีเงินไม่พอซื้อตั๋วรถไฟ แอนทอนจึงใช้วาทศิลป์ต่อรองกับเจ้าหน้าที่ทางรถไฟจนได้ตั๋วฟรี – เพียงพอที่จะให้ทุกคนในกลุ่มได้เดินทางไปคอร์นวอลล์ด้วยกัน

ฝ่ายบริหารของทางรถไฟประทับใจในตัวแอนทอนมากจนต้องเชิญแอนทอนมาพูดสร้างแรงบันดาลใจให้กับเจ้าหน้าที่ 200 คนของการรถไฟ

อ้อ ลืมบอกไปอีกอย่าง แอนทอนคนนี้อายุแค่ 14 ขวบเท่านั้น

ความมั่นใจของแอนทอนมาจากโรงเรียนที่กำลังปฏิวัติการเรียนการสอนในเยอรมันนีครับ

ที่โรงเรียนแห่งนี้ จะไม่มีการคิดเกรดให้นักเรียนจนกว่าเด็กจะอายุครบ 15 ปี

ไม่มีตารางสอน

และไม่มีการสอนแบบครูออกไปพูดหน้าห้องด้วย

นักเรียนจะตัดสินใจเองว่า แต่ละวันคาบจะเรียนวิชาอะไร

และอยากจะสอบตอนไหน!

วิชาบังคับมีแค่สี่วิชาคือ เลข เยอรมัน อังกฤษ และสังคมศึกษา นอกจากนั้นก็มีวิชาอื่นๆ ที่ชื่อไม่คุ้นหูอย่างวิชา “ความรับผิดชอบ” (responsibility) และวิชา “ความท้าทาย” (challenge)

ในวิชาความท้าทายนั้น นักเรียนที่อายุระหว่าง 12-14 ปีจะได้เงินคนละ 150 ยูโร (ประมาณ 6000 บาท) เพื่อออกไปผจญภัยโดยต้องวางแผนเองทั้งหมด

แอนทอนกับเหล่าเพื่อนตัดสินใจจะไปเดินป่า (trekking) ในคอร์นวอลล์ ซึ่งเป็นเมืองที่อยู่ทิศใต้สุดของประเทศอังกฤษ (จึงเป็นที่มาของการเจรจาขอตั๋วฟรีนั่นเอง)

ปรัชญาในการทำโรงเรียนรูปแบบใหม่นี้ก็คือ – เมื่อตลาดแรงงานมีความต้องการที่เปลี่ยนไป และอินเตอร์เน็ตกับมือถือก็เข้ามาเปลี่ยนแปลงการรับรู้ข้อมูลของเด็กรุ่นใหม่ ทักษะที่สำคัญที่สุดที่โรงเรียนจะมอบให้กับเด็กได้คือความสามารถในการกระตุ้นและผลักดันตัวเอง (the most important skill a school can pass down to its students is the ability to motivate themselves)

มาเกร็ต แรสเฟลด์ อาจารย์ใหญ่ของโรงเรียนนี้บอกว่า “คุณลองดูเด็กสามสี่ขวบสิ เด็กพวกนี้มีความมั่นใจจะตาย แต่ละคนล้วนแต่กระตือรือล้นที่จะไปโรงเรียน แต่สุดท้ายระบบการศึกษาของเราก็ทำให้เด็กเหล่านี้ค่อยๆ สูญเสียความมั่นใจไปเกือบหมด”

โรงเรียนของแอนทอนที่มีมาเกร็ตเป็นอาจารย์ใหญ่มีชื่อว่า The Evangelical School Berlin Centre (ESBC)

มาเกร็ตบอกว่าพันธกิจของโรงเรียนหัวก้าวหน้าก็คือการเตรียมพร้อมให้คนหนุ่มสาวสามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงได้ และจะยิ่งดีไปกว่านั้นก็คือทำให้คนหนุ่มสาวต้อนรับและนำพาความเปลี่ยนแปลง

“ในศตรรษที่ 21 หน้าที่ของโรงเรียนคือการสร้างคนที่มีบุคลิกภาพที่เข้มแข็ง” (In the 21st century, schools should see it as their job to develop strong personalities.) อาจารย์มาเกร็ตบอก

การเรียนการสอนแบบเก่าคือการบังคับให้นักเรียนนั่งฟังอาจารย์ทั้งชั่วโมง และลงโทษนักเรียนที่รวมหัวกันทำการบ้าน (เพราะมองว่าเป็นการลอก) แต่วิธีการเหล่านี้ไม่สอดคล้องกับการทำงานปัจจุบันที่จำเป็นต้องมีการปรึกษาหารือและช่วยกันแก้ไขปัญหาโดยที่ไม่มีใครมาบอกว่าต้องทำอะไร

มาเกร็ตบอกว่า วิธีกระตุ้นเด็กที่ดีที่สุดคือปล่อยให้พวกเขาค้นพบประโยชน์จากวิชาที่เขาเรียนด้วยตัวเอง

นักเรียนที่ ESBC จึงได้รับโอกาสที่จะคิดวิธีทดสอบความรู้ที่เรียนมาได้ด้วยตนเอง เช่นแทนที่จะมานั่งทำข้อสอบ ก็อาจจะลองเขียนโปรแกรมสร้างเกมคอมพิวเตอร์ขึ้นมาแทน หรืออย่างเด็กชายแอนทอนก็บอกว่า ในช่วงสามสัปดาห์ที่เขาไปเดินป่าในคอร์นวอลล์ เขาได้เรียนรู้ภาษาอังกฤษมากกว่าที่เรียนในโรงเรียนมาตลอดหลายปีเสียอีก

แม้ว่าโรงเรียนนี้จะเป็นโรงเรียนหัวสมัยใหม่ แต่ก็บังคับใช้กฎระเบียบอย่างเคร่งครัดเช่นเดียวกัน นักเรียนที่ไม่ตั้งใจเรียนจะโดนลงโทษให้มาเข้าเรียนหนังสือเช้าวันเสาร์เป็นการชดเชย

“ยิ่งมีอิสรภาพมากเท่าไหร่ เรายิ่งต้องมีโครงสร้างที่ชัดเจนมากขึ้นเท่านั้น” (The more freedom you have, the more structure you need,” says Rasfeld.)

ที่โรงเรียน ESBC กำลังเป็นโรงเรียนที่มาแรงที่สุดในเยอรมันนีก็เพราะว่าผลิตเด็กออกมาได้มีคุณภาพมาก โดยเกรดเฉลี่ยของนักเรียนที่จบม.ปลายจากโรงเรียนนี้คือ 3.0 (เหมือนได้ B ทุกวิชา) ทั้งๆ ที่ก่อนจะมาเข้าโรงเรียนนี้เด็กเกือบครึ่งถูกมองว่าไม่น่าจะเรียนต่อมหาวิทยาลัยได้ด้วยซ้ำ

ESBC เปิดขึ้นเมื่อปี 2007 และมีนักเรียนแค่ 16 คน แต่ปี 2016 มีนักเรียนเต็มความจุถึง 500 คนและมีนักเรียนที่มาลงชื่อเข้าคิวยาวเป็นหางว่าว

ความสำเร็จของ ESBC ทำให้เริ่มมีเสียงเรียกร้องให้เอาการเรียนการสอนแบบนี้ไปลองใช้กับโรงเรียนทั้งประเทศดูบ้าง

น้กการศึกษาบางคนมองว่าอาจจะไม่ง่ายขนาดนั้นเพราะว่าการที่ ESBC อยู่ในเมืองเบอร์ลินอาจทำให้โรงเรียนสามารถคัดแต่เด็กคุณภาพที่ครอบครัวฐานะดี

แต่ครูใหญ่มาเกร็ตบอกว่านั่นไม่ใช่ประเด็น เพราะว่านักเรียนที่โรงเรียนนี้มีความหลากหลายมาก แม้ว่าชื่อโรงเรียนจะบอกว่าเป็นโรงเรียนคริสเตียนแต่เด็กเพียงแค่ 1 ใน 3 เท่านั้นที่นับถือคริสต์ มีเด็กถึง 30% ที่ครอบครัวอพยพมาจากประเทศอื่น และมีเด็ก 7% ที่มาจากครอบครัวที่ไม่พูดภาษาเยอรมันที่บ้านเลย

แม้ ESBC จะเป็นโรงเรียนเอกชน แต่ค่าเทอมก็ไม่แพงจนเกินไป คืออยู่ที่ 30,000 – 250,000 บาทต่อปี (ผมไม่แน่ใจเหมือนกันว่าทำไม range ถึงกว้างนัก)

มาเกร็ตบอกว่า สิ่งที่ยากกว่าการปรับตัวของนักเรียน คือการหาครูที่พร้อมจะปรับตัวเองเพื่อให้เข้ากับการเรียนการสอนแบบใหม่

มาเกร็ตในวัย 65 ปีที่กำลังจะเกษียนในเดือนนี้บอกว่า เธอได้สร้าง Education Innovation Lab เพื่อสร้างสื่อการเรียนการสอนสไตล์ ESBC ที่โรงเรียนอื่นๆ สามารถนำไปใช้ได้ และตอนนี้ก็มีโรงเรียนกว่า 40 โรงเรียนที่สนใจเข้าร่วมแล้ว

“สำหรับเรื่องการศึกษา วิธีเดียวที่คุณจะสร้างความเปลี่ยนแปลงได้คือจากล่างขึ้นบน เพราะกระทรวงศึกษาก็เหมือนเรือขนส่งน้ำมันที่อุ้ยอ้ายและกว่าจะกลับหัวได้ก็ใช้เวลาชาติเศษ สิ่งที่เราต้องการคือเรือสปีดโบ๊ทหลายๆ ลำที่จะโชว์ให้คนอื่นเห็นว่าเราสามารถทำการศึกษาให้ต่างไปจากเดิมได้”

ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าบทความนี้จะไปเข้าหูเข้าตาคนที่อยู่ในวงการการศึกษาของเมืองไทย ด้วยหวังใจว่าเขาจะเอาแนวความคิดของคุณครูมาเกร็ตนี้ไปต่อยอดและประยุกต์ใช้กับบ้านเราได้ครับ


ขอบคุณข้อมูลจาก The Guardian: No grades, no timetable: Berlin school turns teaching upside down 

อ่านบทความใหม่ทุกวันที่เพจ Anontawong’s Musings: facebook.com/anontawongblog

อ่านบทความทั้งหมด anontawong.com/archives

ดาวน์โหลดหนังสือ “เกิดใหม่” anontawong.com/subscribe/

ปัญหาหรือโจทย์

20160709_problem

เมื่อเดือนมิถุนายนผมได้ไปร่วมงาน 50 ปี Leo Burnett ประเทศไทยที่โรงละครสยามพิฆเนศ

นอกจากจะได้ย้อนดูโฆษณาที่ดีที่สุดห้าสิบเรื่องจาก Leo Burnett แล้ว เรายังได้ฟังศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบันขึ้นเวทีมาแบ่งปันความคิดในหัวข้อเรื่อง “ปัญหาพาคุณไปเจอ solution อะไร”

หนึ่งในศิษย์เก่าที่จะขึ้นเวทีด้วยคือนิ้วกลมครับ (ก่อนจะมาเป็นนิ้วกลม คุณเอ๋ สราวุธ  เฮ้งสวัสดิ์ เคยทำงานที่ลีโอเบอร์เน็ทมาก่อน)

แต่น่าเสียดายที่นิ้วกลมมาไม่ได้เพราะติดภารกิจอยู่ที่นิวยอร์ค

นิ้วกลมเลยแก้ปัญหาด้วยการส่งข้อความมาเป็นสไลด์ฉายลงจอให้แขกอ่านตามกันอย่างเงียบๆ

เนื้อหาสาระของข้อความจากนิ้วกลมก็คือ แทนที่จะมองสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็น “ปัญหา” ให้มองว่ามันเป็น “โจทย์” แทน

คำว่า Problem จะแปลว่าปัญหาก็ได้ จะแปลว่าโจทย์ก็ได้

แต่คำสองคำนี้ให้อารมณ์ที่ต่างกัน

 

—–

ทำไมความรู้สึกที่เรามีต่อคำว่า “ปัญหา” จึงต่างจากความรู้สึกต่อคำว่า “โจทย์”?

ผมคิดได้สองประเด็น

ประเด็นแรกคือเรามองว่าปัญหาเป็นสิ่งแปลกปลอม

ชีวิตราบรื่นอยู่ดีๆ พอมีปัญหาเข้ามา อะไรๆ มันก็ขลุกขลัก

เราจึงไม่ชอบปัญหาเพราะมันทำให้เรื่องราวยุ่งยากขึ้น

แต่กับโจทย์เราไม่ได้รู้สึกว่ามันเป็นสิ่งแปลกปลอม

เพราะเราแก้โจทย์มานับไม่ถ้วนตั้งแต่สมัยเรียนหนังสือแล้ว

ข้อสอบหนึ่งชุด มีโจทย์ตั้ง 100 ข้อ และเราเองก็พยายามจะแก้ทั้ง 100 ข้อนั่นแหละ

แต่เราก็ไม่ได้คาดหวังว่าจะต้องทำถูกทั้ง 100 ข้อซะหน่อย

เราก็ควรมองปัญหาทั้งหลายที่เข้ามาในชีวิตอย่างนั้นเหมือนกัน

ไม่จำเป็นต้องตอบถูกหมดทุกข้อหรอก แค่ได้ 80 ข้อก็ได้ A แล้ว

หรือแค่แก้ถูกแค่ครึ่งหนึ่งก็ถือว่าสอบผ่านแล้ว


อีกเหตุลหนึ่งที่ทำให้เรามองปัญหาต่างจากโจทยก็คือ เมื่อไหร่ก็ตามที่เรามองว่าอะไรเป็นปัญหา เราจะต่อท้ายคำว่า “ของเรา” ไปโดยอัตโนมัติ

เมื่อเป็น “ปัญหาของเรา” เราก็เลยหลงคิดไปว่า ปัญหาคือเรา/เรามีปัญหา เราจึงรู้สึกเดือดเนื้อร้อนใจ ไม่ชอบ รำคาญ และอยากหนีไปให้ไกลๆ

แต่พอเรามองมันเป็นโจทย์ เราจะไม่มีคำว่า “ของเรา” ต่อท้าย

เพราะโจทย์นั้นเป็นเพียงคำถามหนึ่งที่อยู่ในการบ้านจากคุณครูที่ชื่อว่าชีวิต

โจทย์ กับ ตัวเรา จึงเป็นคนละส่วนกัน เราจึงไม่รู้สึกเดือดร้อนไปกับมันมากนัก

เมื่อใจไม่ขุ่น เราก็ย่อมมีสติและแก้โจทย์นี้ได้อย่างเป็นกลางมากขึ้น

จากนี้ไป ไม่ว่าเจอ “ปัญหา” อะไรก็ตาม ลองเปลี่ยนไปใช้คำว่า “โจทย์” แทนดูนะครับ

ผมเชื่อว่าจะช่วยได้ครับ


อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

นิทานเด็กทารกแห่งเผ่านาคา

20160707_nakachild

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

เผ่าสมิงกับเผ่านาคาเป็นคู่อริกันมานาน

เผ่าสมิงอาศัยอยู่บนยอดเขา ขณะที่เผ่านาคานั้นตั้งรกรากอยู่ริมแม่น้ำ

กลางดึกคืนหนึ่ง เผ่าสมิงยกพลลงมาปล้นสะดมภ์เผ่านาคา นอกจากจะขนอาหารและอาวุธไปแล้ว เผ่าสมิงยังเอาตัวเด็กทารกของเผ่านาคาที่เพิ่งอายุได้หนึ่งสัปดาห์กลับไปด้วย

หัวหน้าเผ่านาคาจึงเรียกประชุมเผ่าและมอบหมายให้นักรบที่แข็งแกรงที่สุดสิบคนขึ้นภูเขาไปเจรจากับเผ่าสมิงเพื่อนำตัวเด็กทารกกลับมา

แต่เนื่องจากเหล่านักรบที่อยู่บริเวณลุ่มน้ำมาทั้งชีวิตไม่คุ้นเคยกับภูมิประเทศบนภูเขา จึงหลงทาง และเจอหุบเหวที่ยากจะข้ามไปได้จนต้องเปลี่ยนเส้นทางครั้งแล้วครั้งเล่า

เหล่านักรบทั้งสิบคนใช้เวลาอยู่บนภูเขาอยู่ถึงสามวันก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะขึ้นไปถึงยอดเขาได้ จึงตัดสินใจล้มเลิกภารกิจนี้

ทันใดนั้น เหล่านักรบก็เห็นผู้หญิงคนหนึ่งกำลังเดินลงมาจากเขา

ผู้หญิงคนนั้นเป็นแม่ของเด็กทารก

แถมในเป้สะพายหลังของเธอยังมีเด็กทารกคนที่หายไปอีกด้วย!

ในช่วงสามวันที่เหล่านักรบลองผิดลองถูกจนถอดใจไปแล้ว แม่ของเด็กได้เดินขึ้นไปถึงยอดเขาจนพบเผ่าสมิงและยังเจรจาขอลูกกลับคืนมาได้ด้วยตัวคนเดียว

ชายคนหนึ่งในกลุ่มจึงเอ่ยถามผู้หญิงคนนั้นว่า

“เหตุไฉนเจ้าซึ่งเป็นผู้หญิงตัวเล็กๆ จึงขึ้นไปถึงยอดเขาได้สำเร็จ ในขณะที่พวกเราซึ่งเป็นชายฉกรรจ์ที่แข็งแกร่งที่สุดในเผ่ากลับมิอาจขึ้นไปถึงยอดเขาได้?”

คุณแม่ผู้มีสีหน้าอ่อนล้ายักไหล่เล็กน้อยแล้วตอบว่า

“อาจเป็นเพราะเด็กคนนี้ไม่ใช่ลูกของพวกท่านกระมังคะ”


ขอบคุณนิทานจาก Quora: Saurabh Aditya’s answer to Short Stories: What is a short story which can enlighten me on life problems? 

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

สิ่งสำคัญจะไม่ตะโกน

20160705_noshouting

มนุษย์เป็นสัตว์ขี้ตกใจ

เวลาเจออะไรที่เสียงดังหน่อย เราจึงเทความสนใจให้กับสิ่งนั้นทันที

แต่ละวันเราจะเจอเสียงดังมากมาย

ไม่ว่าจะเป็นงานที่ใกล้เส้นตาย หัวหน้าที่ต้องการสั่งงานเพิ่ม เสียงปิ๊งป่องจากไลน์ และโนทิฟิเคชั่นจากแอพต่างๆ ที่ยั่วให้เราเปิดดู

แต่สิ่งสำคัญในชีวิตจริงๆ นั้นมักจะไม่ตะโกน เราก็เลยมักไม่ได้ยิน

ไม่ว่าจะเป็นแม่ที่รอกินข้าวอยู่ที่บ้าน

หรือภรรยาที่รอให้สามีกลับไปช่วยดูลูก

หรือร่างกายที่ต้องการอาหารดีๆ สักมื้อ

ถ้าเราทำตามสัญชาตญาณและให้เวลากับสิ่งใดก็แล้วแต่ที่ส่งเสียงดังที่สุด

เราอาจจะพลาดสิ่งสำคัญที่สุด

เพราะสิ่งเหล่านั้นไม่เคยตะโกน

จนกว่ามันจะสายเกินไปแล้วนั่นแหละ


อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com