ชนะแล้วดี

20150617_Winning

“บอลชนะ อะไรมันก็ดีหมดอ่ะครับ”

– ชนาธิป สรงกระสินธิ์ (เมสซี่เจ) รายการเรื่องเล่าเช้านี้

—–
ตอนกินข้าวเช้าที่เต๊นท์ชมพูข้างๆ ตึกอื้อจื่อเหลียง ก็ได้ดูรายการเรื่องเล่าเช้านี้ที่ไปเก็บบรรยากาศต้อนรับนักฟุตบอลทีมชาติไทยชุดแชมป์ซีเกมส์ที่สนามบินสุวรรณภูมิ

น้องที่ถูกสัมภาษณ์เยอะๆ มีสองคน คือเมสซี่เจ กับอาทิตย์ ดาวสว่าง

เมสซี่เจนั้นต้องถูกสัมภาษณ์อยู่แล้วเพราะเป็นนักเตะที่ดังที่สุดในทีม

แต่อาทิตย์ที่เป็นกองหลังกลับได้รับความสนใจด้วย ไม่ใช่เพราะฟอร์มการเล่น แต่เป็นเพราะน้องเขาสามารถควบคุมอารมณ์หลังจากโดนเบอร์ 7 ของอินโด “จัดหนัก” ไปหลายครั้ง

ทำให้คิดได้ว่า ในสถานการณ์ที่ชวนโมโห ถ้าเราสามารถรักษาใจเราให้ดีได้ ย่อมเป็นคุณอย่างมหาศาล และคนที่เห็นย่อมชื่นชมและนิยมเราอยู่ในใจ

ตอนสัมภาษณ์เมสซี่เจ หรือชนาธิป สรงกระสินธิ์นั้น ผมไม่ค่อยแน่ใจว่าผู้สื่อข่าวถามว่าอะไร แต่ประโยคที่ติดหูผมมาก็คือ

บอลชนะ อะไรมันก็ดีหมดอ่ะครับ

น้องเค้าคงไม่ได้ตั้งใจจะพูดให้มันฟังดูเป็นปรัชญาอะไร แต่มันกระทบใจผมอย่างจัง (แถมผมฟังผิดเป็น “พอชนะ อะไรๆ มันก็ดีหมด” ด้วย)

วันที่เราชนะ ใครๆ ก็มารับที่สนามบิน เงินอัดฉีดก็ไหลมาเทมา ได้ออกทีวี ได้ขึ้นปกนิตยสาร ได้ออกเทป

แต่คนแพ้มีมากกว่าคนชนะ

หนึ่งคนได้เหรียญทอง ย่อมหมายความว่ามีอีกสิบคนที่ไม่ได้ ทั้งๆ ที่เขาก็อาจจะทุ่มเทและตั้งใจไม่แพ้คนที่ได้เหรียญ

แต่ใครล่ะจะไปสัมภาษณ์นักกีฬาไทยที่ได้เหรียญเงินซีเกมส์? แค่ชื่อเขาเราอาจจะไม่มีวันได้ยินด้วยซ้ำ

ผมว่าชีวิตคนก็เหมือนเกมกีฬา มีแพ้ มีชนะ มีเสมอ

พอชนะก็ย่อมมีคนมาชื่นชม มารายล้อม

พอเสมอ คนก็เฉยๆ

แต่พอแพ้ ใครจะมาเหลียวมอง เผลอๆ ตีตัวออกห่างด้วยซ้ำ ทั้งๆ ที่นี่คือช่วงเวลาที่เราต้องการกำลังใจมากที่สุด

สิ่งที่ผมอยากจะบอกก็คือ การชื่นชมและให้รางวัลคนชนะเป็นเรื่องดีครับ แต่ต้องใส่ใจคนที่ “เกือบชนะ” ด้วย

เพราะเขาก็ควรได้รับความชื่นชมและกำลังใจจากเราเช่นกัน

คนแพ้ไม่ควรถูกลืมครับ

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ Archives

พบกับบทความใหม่ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings ครับ

นี่คือสิ่งสำคัญ

20150430_MessiMoreImportantThanWinning

There are more important things in life than winning or losing a game.
– Lionel Messi

—–

ตอนผมเข้ามาทำงานที่รอยเตอร์ใหม่ๆ (สมัยยังไม่ได้ควบรวมกับทอมสัน) รอยเตอร์ซอฟต์แวร์มีพนักงานแค่ร้อยกว่าคน

ทุกๆ คนนั่งอยู่ด้วยกันที่ชั้น 23 ของอาคารอื้อจื่อเหลียง

ก่อนแปดโมงครึ่ง พักเที่ยง และหลังห้าโมงครึ่ง จะมีเสียงที่พวกเราคุ้นเคยกันดี

เป็นเสียงลูกปิงปองเด้งไปเด้งมา

เรามีโต๊ะปิงปองตรงบริเวณหน้าห้องน้ำชาย คนที่มาเล่นส่วนใหญ่เป็นเด็กผู้ชาย แต่ก็มีผู้หญิงมาเล่นด้วยเช่นกัน

ช่วงที่เข้ามาใหม่ๆ ผมยังไม่รู้จักใคร เลยใช้ชีวิตแบบหงิมๆ นิดนึง

จนวันนึง หลังจากผมทำงานอย่างหงิมๆ มาหนึ่งสัปดาห์ ผมเดินไปดูเขาเล่นปิงปองใจเราก็อยากเล่นแต่ไม่กล้าเอ่ยปาก

พี่คนนึงชื่อพี่เต่าซึ่งเพิ่งตีปิงปองจบเกม ได้เอ่ย “ประโยคเปลี่ยนชีวิต” กับผม

“เล่นมั้ย?” (แล้วพี่เต่าก็ยื่นไม้ปิงปองมาให้)

ผมถือว่ามันเป็นประโยคเปลี่ยนชีวิตสำหรับผมที่รอยเตอร์ เพราะมันเป็นครั้งแรกที่ผมได้คุยกับคนนอกทีม และคุยเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับงาน

มันเป็นสัญญาณว่าผมกำลังจะมีเพื่อนเป็นครั้งแรก

นับจากวันนั้น ผมรู้จักคนมากขึ้นผ่านโต๊ะปิงปองตัวนี้ และความหงิมๆ เหงาๆ ก็ค่อยๆ มลายหายไป

ต้องขอบคุณพี่เต่าในวันนั้นจริงๆ ครับ

—–

ช่วงนั้นยังไม่มีรถใต้ดิน ผมเลยต้องขับรถโตโยต้ารุ่นโดราเอมอน (ไม่ใช่มือสอง แต่เป็นมือสี่หรือมือห้า) มาทำงานทุกเช้า ออกจากบ้านตอนหกโมงสิบห้า จอดรถที่สวนลุมไนท์บาร์ซ่า แล้วเดินมาถึงออฟฟิศเจ็ดโมงครึ่ง

กินข้าวเสร็จแล้วก็ตีปิงปองหรือดูคนอื่นเล่นปิงปองจนถึงแปดโมงครึ่งจึงเริ่มทำงาน พักเที่ยงไม่ค่อยได้เล่นเพราะคิวเยอะ แต่ตอนเย็นก็ตีปิงปองจนถึงสองทุ่ม เพื่อที่จะได้ไม่ต้องเจอรถติดตอนกลับบ้าน

ผมตีปิงปองด้วยความสุข ไม่ว่าจะตีกับคนที่เก่งหรืออ่อนแค่ไหน

ยกเว้นหนึ่งคนครับ ขอไม่เอ่ยชื่อแล้วกัน

พี่คนนี้เขาชอบเสิร์ฟลูกยากๆ ซึ่งผมรับทีไรมันก็เด้งออกนอกโต๊ะทุกที ถึงจะพยายาม “เฉือน” ไม้เพื่อแก้ แต่ก็รับเสียเกินกว่าครึ่ง

ปิงปองเราจะเล่นกันว่าใครได้ห้าแต้มก่อนชนะ ยกเว้นว่าถ้าขึ้นนำ 3-0 ก็ถือว่าชนะไปเลย ไม่ต้องเล่นถึงห้าเกม

ผมเจอกับพี่คนนี้ทีไร เค้าก็ใช้ลูกเสิร์ฟไม้ตายกับผมทุกครั้ง

และผมก็จะแพ้ 3-0 เกือบทุกครั้ง แล้วก็ต้องกลับไปรอคิวใหม่อีกเป็นสิบนาที

ผมน่ะไม่สนุกแน่ๆ แต่ก็อดมีคำถามในใจไม่ได้ว่า เขาเล่นชนะอย่างนี้แล้วมันสนุกตรงไหน?

ปิงปองมันสนุกกันตรงที่เราได้โต้กันไปมา ชิงไหวชิงพริบ ได้บ้างเสียบ้างไม่ใช่หรือ?

เวลาผมเจอคู่ปรับที่อ่อนกว่า ถ้าผมจะเสิร์ฟท่าไม้ตายและชนะ 3-0 ผมก็ทำได้ แต่ผมไม่ทำเพราะมองว่ามันเป็นการเสียมารยาทกับคนที่เขาอุตส่าห์รอคิวมาตั้งนาน

บางคนอาจจะเถียงว่า ช่วยไม่ได้ ถ้าเจ็บใจนักก็ไปฝึกให้เก่งขึ้นสิ ไม่ใช่มาบ่นกระปอดกระแปด

แต่นั่นเป็นวิธีการมองโลกแค่แบบหนึ่งเท่านั้น ซึ่งผมว่าไม่ได้เหมาะสมกับทุกสถานการณ์

ผมไม่ได้มาตีปิงปองเพื่อจะไปโอลิมปิก

ผมมาตีปิงปองเพื่อที่จะทีเพื่อนมากขึ้นต่างหาก

สำหรับผม เล่นกีฬามันต้องมีแพ้มีชนะ แต่สิ่งที่สำคัญกว่าผลลัพธ์ คือ moments ที่เกิดขึ้นระหว่างเกม

#ชีวิตก็เช่นกัน

—–

แปลกดีนะครับ ผมไม่ได้ตีปิงปองที่ชั้น 23 มาเป็นสิบปีแล้ว แต่ยังจำเรื่องของพี่สองคนนี้ได้แม่นยำ

คนแรกเอ่ยปากชวนเราเล่นปิงปองแบบไม่คิดอะไร และคงไม่คิดว่าคำชักชวนของเขาจะทำให้ผมรู้สึกเป็นบุญคุณมาจนถึงทุกวันนี้

อีกคนมุ่งแต่จะเอาชนะด้วยการเสิร์ฟลูกยากๆ ผมก็จะยังจำมาจนวันนี้เหมือนกัน

จากนี้ไป คงต้องเตือนตัวเองเสมอว่า

หากมีโอกาสแสดงน้ำใจกับใคร ไม่ว่าจะเล็กน้อยแค่ไหน ก็ทำไปเถิด เพราะมันอาจจะเปลี่ยนชีวิตเขาก็ได้

และระวังอย่าแสดงความไร้น้ำใจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ดูไร้สาระแค่ไหน เพราะเขาคนนั้นอาจจะจำฝังใจจนผ่านไปสิบปีแล้วเขายังแอบเอาเรามานินทาให้สาธารณชนฟัง

—–

Credits

Wikipedia: Lionel Messi 

Google Images: รถโตโยต้าโดราเอม่อน

จะเลือกทางไหน

20150417_RightOrKind

If you have the choice to be right or to be kind, always choose kind.

หากมีทางเลือกระหว่างเป็นคนถูกต้องกับเป็นคนใจดี จงเลือกเป็นคนใจดีเสมอ
– Wayne Dyer

ผมชอบประโยคนี้ของคุณลุงเวย์น รูนี่ย์ เอ๊ย เวย์น ดายเออร์มาก

จำได้ว่าได้ยินประโยคนี้ตอนฟัง audiobook ระหว่างขับรถเมื่อหลายปีที่แล้ว และก็ยังจำติดหัวมาจนถึงทุกวันนี้

ผมว่าปัญหาเกินกว่าครึ่งบนโลกใบนี้ เกิดมาจากความคิดว่า “เราถูกต้อง”

ไม่ว่าจะเป็น

  • คู่รักมีปากเสียง
  • เถียงกันใน Facebook
  • บ้านเมืองแตกแยก
  • สงคราม

ก็เพราะวิธีคิดที่ว่า I’m right, you are wrong เกือบทั้งนั้น

ผมเองก็มีอาการนี้เหมือนกัน มักจะกำเริบตอนทะเลาะกับแฟน โดยถ้าผมทำอะไรให้แฟนไม่พอใจ ผมก็จะอ้างว่าเราเจตนาดีนะ ไม่ได้เป็นอย่างที่เธอเข้าใจนะ ฯลฯ แต่ลึกๆ แล้วมันก็คือการสื่อสาร (โดยไม่ต้องพูด) กลายๆ ว่า สิ่งที่ชั้นทำน่ะถูกอยู่แล้ว เธอต่างหากที่เข้าใจผิดไปเอง

ทำไม “ความต้องการที่จะเป็นคนถูก” (the need to be right) ถึงเข้มข้นขนาดนี้?

เข้มข้นขนาดที่ว่า ถ้าอีกฝ่ายหนึ่งพูด เราก็ไม่คิดจะฟัง หรือถึงฟังก็ไม่ใช่เพื่อที่จะเข้าใจ แต่เพื่อที่จะหา “ช่องโหว่” ที่เราจะอธิบายเหตุผลเพิ่มเติม

เถียงกันจะเป็นจะตาย เพื่อที่จะให้ตัวเองได้เป็นฝ่ายถูก

ถูกแล้วได้อะไร?

ได้ปกป้องอัตตาตัวตนของตัวเอง (Ego) ซึ่งเราก็รู้ดีอยู่แล้วว่ายิ่งอัตตาใหญ่เท่าไหร่ เรายิ่งมีทุกข์มากขึ้นเท่านั้น

ได้ทำให้อีกคนเสียความรู้สึก หรือร้ายไปกว่านั้นอาจจะสร้างบาดแผลที่ยากที่จะลบเลือน

If you have the choice to be right or to be kind, always choose kind.

จะดีกว่ามั้ย ถ้าเราเลือกที่จะมีเมตตา

ยอม “ทำลาย” ตัวตนของเราเสียบ้าง เพื่อ “รักษา” สิ่งที่สำคัญกว่าครับ