สวดมนต์ให้คนบาป

20150507_PrayForSatan

But who prays for Satan? Who, in eighteen centuries, has had the common humanity to pray for the one sinner that needed it most?

แต่มีใครบ้างที่สวดมนต์ให้ซาตาน? ในสิบแปดศตวรรษที่ผ่านมา มีใครซักคนมั้ยที่มีมนุษยธรรมพอที่จะสวดมนต์ให้กับคนบาปที่ต้องการบุญมากกว่าใครๆ?
– Mark Twain

—–

มีใครมั้ยครับที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากับคุณมานาน?

คนที่เจอกันทีไรก็ต้องมีอันได้กระทบกระทั่งกัน ทั้งๆ ที่คุณเองก็ไม่ใช่คนที่ชอบหาเรื่องใคร

เขาเองก็คงรู้สึกอย่างนั้นกับคุณเหมือนกัน

ต่างฝ่ายต่างมองว่าตัวเองเองเป็นคนดี ส่วนอีกฝ่ายเป็นคนเลว

ถ้าเราคิดถึงหน้า “คู่ปรับ” ของเราทีไร แล้วเราไม่สบายใจ นั่นเป็นเพราะเรามีความคิดลบๆ กับเขานั่นเอง

วิธีที่อาจจะช่วยให้ดีขึ้นได้ คือสวดมนต์หรืออุทิศบุญกุศลให้กับเขาคนนั้น ด้วยจิตใจที่ปรารถนาดีอย่างแท้จริง

ถ้าเราคิดซะว่า โลกนี้ไม่มีคนไม่ดี มีแต่คนดีกับคนที่ยังเรียนรู้ไม่พอ การแผ่เมตตาให้กับคู่อริของเราก็อาจเป็นหนึ่งในวิธีแก้ปัญหาที่ดีที่สุดก็ได้

—–

ป.ล. จริงๆ เราน่าจะทำการทดลองดูนะครับว่า ถ้าให้พระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ หรือผู้นำศาสนาคริสต์-อิสลามที่เปี่ยมด้วยเมตตา มาช่วยกันสวดมนต์ภาวนาและส่งพลังงานดีๆ ให้กับ “ตัวร้าย” อย่างผู้นำทางการเมืองบางคน สถานการณ์เมืองไทยจะดีขึ้นรึเปล่า

จะเลือกทางไหน

20150417_RightOrKind

If you have the choice to be right or to be kind, always choose kind.

หากมีทางเลือกระหว่างเป็นคนถูกต้องกับเป็นคนใจดี จงเลือกเป็นคนใจดีเสมอ
– Wayne Dyer

ผมชอบประโยคนี้ของคุณลุงเวย์น รูนี่ย์ เอ๊ย เวย์น ดายเออร์มาก

จำได้ว่าได้ยินประโยคนี้ตอนฟัง audiobook ระหว่างขับรถเมื่อหลายปีที่แล้ว และก็ยังจำติดหัวมาจนถึงทุกวันนี้

ผมว่าปัญหาเกินกว่าครึ่งบนโลกใบนี้ เกิดมาจากความคิดว่า “เราถูกต้อง”

ไม่ว่าจะเป็น

  • คู่รักมีปากเสียง
  • เถียงกันใน Facebook
  • บ้านเมืองแตกแยก
  • สงคราม

ก็เพราะวิธีคิดที่ว่า I’m right, you are wrong เกือบทั้งนั้น

ผมเองก็มีอาการนี้เหมือนกัน มักจะกำเริบตอนทะเลาะกับแฟน โดยถ้าผมทำอะไรให้แฟนไม่พอใจ ผมก็จะอ้างว่าเราเจตนาดีนะ ไม่ได้เป็นอย่างที่เธอเข้าใจนะ ฯลฯ แต่ลึกๆ แล้วมันก็คือการสื่อสาร (โดยไม่ต้องพูด) กลายๆ ว่า สิ่งที่ชั้นทำน่ะถูกอยู่แล้ว เธอต่างหากที่เข้าใจผิดไปเอง

ทำไม “ความต้องการที่จะเป็นคนถูก” (the need to be right) ถึงเข้มข้นขนาดนี้?

เข้มข้นขนาดที่ว่า ถ้าอีกฝ่ายหนึ่งพูด เราก็ไม่คิดจะฟัง หรือถึงฟังก็ไม่ใช่เพื่อที่จะเข้าใจ แต่เพื่อที่จะหา “ช่องโหว่” ที่เราจะอธิบายเหตุผลเพิ่มเติม

เถียงกันจะเป็นจะตาย เพื่อที่จะให้ตัวเองได้เป็นฝ่ายถูก

ถูกแล้วได้อะไร?

ได้ปกป้องอัตตาตัวตนของตัวเอง (Ego) ซึ่งเราก็รู้ดีอยู่แล้วว่ายิ่งอัตตาใหญ่เท่าไหร่ เรายิ่งมีทุกข์มากขึ้นเท่านั้น

ได้ทำให้อีกคนเสียความรู้สึก หรือร้ายไปกว่านั้นอาจจะสร้างบาดแผลที่ยากที่จะลบเลือน

If you have the choice to be right or to be kind, always choose kind.

จะดีกว่ามั้ย ถ้าเราเลือกที่จะมีเมตตา

ยอม “ทำลาย” ตัวตนของเราเสียบ้าง เพื่อ “รักษา” สิ่งที่สำคัญกว่าครับ

สงสารหรือเมตตา

20150312_PityOrCompassion

เมื่อวันศุกร์ที่ 19 ธันวาคมปีที่แล้ว ผมและคณะราว 14 คนมีโอกาสได้ไปเยี่ยมเยือนบ้านครูบุญชูเพื่อเด็กพิเศษ ที่จังหวัดชลบุรีครับ

ตามข้อมูลหน้า About ใน Facebook page บ้านหลังนี้มีเด็กในความดูแลทั้งสิ้น 125 คน

ออทิสติก 45 คน
สติปัญญา 55 คน
พิการทางสายตา 2
พิการทางการได้ยิน 2 คน
พิการซ้อน 2 คน
มีปัญหาทางการเรียนรู้ 15 คน
พิการร่างกาย 4 คน

ผมได้ถ่ายรูปไว้บ้าง แต่ไม่อยากเอามาลงเพราะยังไม่ได้ขออนุญาต

เลยขอเอาภาพจาก Page ของเขามาให้ดูเป็นตัวอย่างนะครับ ถ้าผิดมารยาทจะได้ผิดน้อยหน่อย

(ถ้าคลิ้กไปที่ภาพก็จะลิงค์ไปที่ page ของเขาเลย)

20150312_Boonchoo

20150312_Boonchoo2

เด็กเหล่านี้จะมี “ภาพจำ” ที่ชัดเจนมาก เรามองแค่แว้บเดียวก็รู้แล้วว่าเขามีอะไรไม่ปกติ

พวกเราคุยกับน้องเขา แต่หลายคนพูดออกมาแล้วเราฟังไม่ค่อยรู้เรื่อง

เราเข้าไปเล่นกับเด็กๆ บ้าง แต่ก็ไม่กล้าแตะต้องตัวเด็กมากนัก

เพื่อนร่วมทริปส่วนใหญ่ของผมเป็นผู้หญิง ผมเห็นหลายคนน้ำตาซึม

ตัวผมเองก็รู้เลยว่าไม่ค่อยกล้าสบตาเด็กเท่าไหร่ เหมือนรู้สึกผิดอยู่ลึกๆ หรืออาจจะกลัวที่จะมองภาพที่ไม่สวยงาม

แล้วผมก็นึกถึงคำพูดของหลายๆ คนว่า ไปบ้านเด็กพิการซ้ำซ้อนแล้ว จะหดหู่ไปทั้งวัน

ผมเองเคยไปเยี่ยมบ้านเด็กตาบอดพิการซ้ำซ้อนที่รามอินทรามาแล้วครั้งหนึ่ง และรู้สึกหดหู่เอามากๆ จริงๆ

แล้วก็อดสงสัยไม่ได้ว่าครูบุญชู รวมทั้งอาสาสมัครที่ต้องมาดูแลเด็กกลุ่มนี้อยู่ทุกวัน เขาทำ (ทน) ได้ยังไง

—–

ก็เลยกลับมาที่คำถามเบสิคที่ว่า ทำไมเราถึงรู้สึกหดหู่เวลาอยู่กับคนกลุ่มนี้?

คำตอบที่ได้ก็คือ

– เราสงสารเขาที่เกิดมาเป็นอย่างนี้
– เราเห็นแล้วว่าอนาคตของเด็กเหล่านี้คงจะไปไหนได้ไม่ไกล
– แม้จะไม่อยากยอมรับ แต่ใจลึกๆ ของเราก็รู้สึกว่า “เขาเป็นคนละพวกกับเรา” และนั่นคือสาเหตุที่แท้จริงที่เราไม่ลงไปคลุกคลีกับเขามากนัก อย่าว่าแต่กอดเลย แม้แต่จับตัวเรายังไม่อยากทำ เพราะเรายังรู้สึกรังเกียจพวกเขา แม้จะเป็นการรังเกียจแบบเบาบางก็ตาม

ฟังดูไม่หล่อเลย แต่มันเป็นเรื่องจริง

—–

ตอนที่ครูบุญชูคว้าไมค์เพื่อเล่าถึงที่มาของบ้านหลังนี้ และเด็กกลุ่มนี้ให้ฟังนั้น น่าแปลกที่ผมไม่รู้สึกเลยสักนิดว่าคุณครูสงสารเด็กพวกนี้

ผมไม่คิดว่าคุณครูเขาใช้คำว่า “สงสาร” หรือ “หดหู่” ซักครั้งเดียวด้วยซ้ำไป

เขาแค่มองว่า ถ้าเขาไม่ทำ เด็กกลุ่มนี้ก็จะลำบาก เขาก็เลยตัดสินใจรับเด็กเหล่านี้มาเลี้ยง

นี่คือครูบุญชูครับ (ผมสีดอกเลา)

20150312_Boonchoo3

ถ้าไม่ใช่สงสาร มันจะเป็นเพราะอะไร?

ผมก็เลยคิดเอาเองว่า การที่ครูบุญชูอุทิศตนให้กับเด็กกลุ่มนี้ได้ทั้งวันทั้งคืน เพราะครูบุญชูมี “เมตตา” นั่นเอง

แต่ก่อนผมเคยคิดว่า เมตตา กับ สงสาร มันก็คือๆ กันนี่แหละ

แต่เหตุการณ์ในวันนั้นทำให้ผมต้องกลับมาวิเคราะห์ว่า คำสองคำนี้แตกต่างอย่างไร

คุณล่ะ คิดว่าสงสารกับเมตตาต่างกันยังไง?

—–

สำหรับผม ความสงสารนั้นเป็นพลังงานลบ มันจึงทำให้เรารู้สึกเศร้า และหดหู่ทุกครั้งที่เราสงสารใคร

และถ้ามองให้ละเอียดลงไปอีก ก็จะพบว่าความสงสารนั้นมีโทสะกิเลสเจือปนอยู่ นั่นคือเหตุผลที่เรารู้สึกโกรธนิดๆ แทนเด็กที่ต้องมาเผชิญโชคชะตาแบบนี้

และจิตที่เป็นอกุศลย่อมไม่เหมาะกับการทำงาน

นั่นคือเหตุผลที่ผมไม่กล้าสบตา และไม่สามารถอยู่กับเด็กเหล่านี้นานๆ ได้

—–

ขณะที่ความเมตตาเป็นพลังงานบวกครับ

และคนที่มีเมตตา จะไม่มีอารมณ์เศร้าเจือปนอยู่เลย

เพราะใจเป็นกุศล ใจจึงพร้อมที่จะทำงาน

นอกจากนั้น ความลึกซึ้งของคนที่มีเมตตาก็คือ เขามองว่าคนที่เขาแสดงความเมตตาด้วยนั้นเป็น “พวกเดียวกัน”

ขณะที่เวลาเราสงสารใครนั้น เราจะรู้สึกว่าเขาเป็นคนอื่น หรือเป็นกลุ่มอื่น และเราคงไม่มีทาง (และไม่อยาก) เป็นแบบเขา

ความเมตตาจะทำให้เราเดินเข้าหา

ความสงสารจะทำให้เราเบือนหน้าหนี

คราวหน้า ถ้าได้ไปเยี่ยมบ้านครูบุญชูอีก

ผมจะพยายามเลิกสงสาร และหัดมีเมตตาดูบ้าง

เผื่อว่าจะทำตัวให้เป็นประโยชน์ได้มากกว่าคราวที่แล้วครับ