เคล็ดลับความสำเร็จของ Tony Robbins

20151006_Tony

ผู้ชายคนนี้หน้าคุ้นๆ มั้ยครับ?

ชื่อของเขาคือโทนี่ รอบบิ้นส์ นักพูดสร้างแรงบันดาลใจ (motivational speaker) และ “โค้ช” ที่ดังที่สุดคนหนึ่งในอเมริกา

และดูเหมือนนักสร้างแรงบันดาลใจในเมืองไทยหลายคนก็มีชายคนนี้เป็นไอดอลซะด้วย

โทนี่เขียนหนังสือดังๆ หลายเล่มเช่น Awaken the Giant Within และ Unlimited Power

โทนี่ดังแค่ไหนดูได้ที่ราคาสัมมนาที่เขาจัดอย่าง Unleash The Power Within ตั๋วราคาถูกที่สุดคือ $895 หรือสามหมื่นกว่าบาทเท่านั้นเอง! (และแพ็คเกจแพงสุดราคาแสนนึงเหนาะๆ)

ส่วนตัวผมไม่ได้ชื่นชอบโทนี่เป็นพิเศษ แต่ถ้าเห็นเขาพูดหรือแชร์อะไรก็จะตามอ่านตามดูครับ

เผอิญบล็อกเกอร์คนหนึ่งที่ผมชื่นชมนาม James Altucher (ที่เป็นคนทำให้ผมรู้จัก KonMari) ได้ไปสัมภาษณ์โทนี่ และมาสรุปบทเรียนให้ฟังในบล็อกตอน 10 Things I Learned While Interviewing Tony Robbins About His New Book “Money”

มีบทเรียนหนึ่งที่ผมชอบมากเลยอยากมาแชร์ให้ฟังครับ

ตอนอายุ 24 โทนี่รับอาสาไปเป็น “โค้ช” เพื่อพัฒนาทักษะการยิงปืนของทหารในกองทัพของอเมริกา

เมื่อโทนี่สอนเสร็จแล้ว ทหารกลุ่มที่เขาฝึกสอนมีอัตราการยิงปืนที่แม่นขึ้นถึง 50%

ที่น่าทึ่งไปกว่านั้นก็คือ ตอนที่เขาตกปากรับงานนี้ โทนี่ไม่เคยยิงปืนซักครั้งในชีวิต!

เขาทำได้ยังไง?

ก่อนจะเข้าไปสอน โทนี่เตรียมตัวด้วยการค้นคว้าหาชื่อนักแม่นปืนขั้นเทพ 5 คน และนัดสัมภาษณ์พวกเขาอย่างถึงพริกถึงขิง จากนั้นจึงมานั่งดูว่าคนกลุ่มนี้ทำอะไรเหมือนกันบ้าง

เมื่อหา “แพทเทิร์น” เจอแล้ว โทนี่จึงนำเทคนิคนั้นไปประยุกต์กับการสอนของเขา

วิธีที่โทนี่ใช้กับทหารที่เขาฝึกสอนก็คือ “ดึงเป้าเข้ามาใกล้ตัว” (Bring the target closer) เป้าอาจจะตั้งห่างจากทหารแค่สองสามฟุตเท่านั้น

แน่นอน ทหารทุกคนที่ได้ยิงเป้าใกล้แค่นี้ ก็ต้องยิงเข้าตรงกลางเป้าอยู่แล้ว (Bullseye)

จากนั้นโทนี่ก็ถอยเป้าออกไปหนึ่งฟุต…เข้าเป้าอีกเช่นเคย…แล้วเขาก็ถอยเป้าไปอีกหนึ่งฟุต

ทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆ จนทหารคุ้นชินและมั่นใจกับการยิงให้เข้าเป้า แม้ว่ามันจะห่างออกไปไกลกว่าเดิมหลายเมตรก็ตาม

—–

ผมว่าการดึงเป้าเข้ามาให้ใกล้มากๆ แล้วค่อยๆ ถอยห่างออกไปก็อารมณ์ไม่ต่างจากที่นินจาฝึกกระโดดข้ามต้นไผ่ตั้งแต่มันยังเป็นต้นอ่อนทุกๆ วัน จนวันหนึ่งก็กระโดดได้สูงกว่าคนปกติทั่วไป

ตอนที่ผมเริ่มเขียนบล็อกนี้จริงๆ จังๆ เมื่อต้นปี ผมก็แค่ตั้งเป้าว่าจะเขียนให้ได้ซักสามวัน

พอเขียนครบสามวัน ก็เปลี่ยนเป้าเป็นเขียนให้ได้หนึ่งสัปดาห์ จากนั้นก็เพิ่มเป็นหนึ่งเดือน และสามเดือนตามลำดับ

ตอนที่ผมฝึกนั่งสมาธิใหม่ๆ ตอนแรกก็นั่งแค่สามนาที แล้วมันก็เพิ่มระยะเวลาได้มากขึ้นเรื่อยๆ ไปเอง

ถ้าคุณมีเป้าหมายอะไรที่ดูยิ่งใหญ่และทำได้ยาก ลอง “ขยับเป้าให้เข้ามาใกล้ตัวมากขึ้น” ในระดับที่ว่าคุณลงมือทำทีไรก็ “เข้าเป้า” ทุกครั้งดูนะครับ พอความมั่นใจเริ่มมาแล้วจึงค่อยๆ ขยับเป้าออกไป

ตราบใดที่เราใจเย็นพอ ไม่รีบร้อนตั้งเป้าให้ห่างเกินไปนัก

ผมเชื่อว่าวันหนึ่งเราจะยิงเข้าเป้าระยะไกลได้ครับ

—–

ขอบคุณภาพจาก Flickr : Brian Solls

ขอบคุณข้อมูลจาก James Altucher: 10 Things I Learned While Interviewing Tony Robbins About His New Book “Money”

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ชีวิตไม่มีเป้าหมาย

20150905_NoGoals

จงจำไว้ ชีวิตของคุณจะสูญเปล่าถ้าคุณวิ่งตามเป้าหมายบางอย่าง เพราะชีวิตนั้นไม่มีเป้าหมาย มันคือการละเล่นที่ไร้จุดประสงค์ ไม่ต้องไปที่ไหนอีก เพียงแต่รื่นรมย์กับตัวเอง

นี่คือสิ่งสำคัญที่สุดที่ต้องเข้าใจ เพราะจิตนั้นชอบคิดคำนวณ มันกล่าวว่า “แล้วอย่างนั้นอะไรคือความหมายของมันเล่า อะไรคือเป้าหมาย” ไม่มีเป้าหมาย ไม่มีความหมาย และจิตก็จะพูดขึ้นมาทันที “ถ้าไม่มีเป้าหมาย แล้วจะมีชีวิตอยู่ทำไม ทำไมไม่ฆ่าตัวตายไปเสียเล่า” แต่จงดู ถ้ามีความหมายขึ้นมา สรรพสิ่งทั้งหมดก็จะน่ารังเกียจ มันจะกลายเป็นเหมือนธุรกิจ ถ้ามีเป้าหมาย แล้วชีวิตทั้งปวงก็จะสูญเสียบทกวีของตนไป

บทกวีเกิดขึ้นเพราะมันไม่มีเป้าหมาย เหตุใดกุหลาบจึงผลิดอก จงถามกุหลาบ มันจะตอบว่า “ฉันก็ไม่รู้ แต่การผลิดอกนั้นงดงาม จะต้องรู้ไปเพื่ออะไรเล่า ผลิบานในตัวเอง โดยเนื้อแท้นั้นช่างงดงาม” ถามนก “ทำไมเจ้าจึงร้องเพลง” นกก็จะงงงวยกับคำถามไร้สาระที่คุณถาม การร้องเพลงนั้นสวยงาม มันเป็นสิริมงคล ทำไมถึงต้องถามด้วย แต่จิตนั้นแส่ส่ายหาเป้าหมาย จิตเป็นนักบรรลุ มันไม่อาจแค่เป็นสุขได้ ต้องมีเป้าหมายบางอย่างในอนาคตให้บรรลุ มีวัตถุประสงค์ไปให้ถึง แล้วจิตถึงจะรู้สึกดี ถ้าไม่มีอะไรให้ไปถึง มันจะแฟบ แต่นั่นก็คือสิ่งที่ความพยายามทั้งหมดควรจะเป็น ปล่อยให้มันแฟบ !

ไม่มีจุดประสงค์ ไม่มีเป้าหมาย ชั่วขณะนี้ สรรพสิ่งที่ดำรงอยู่คือการเฉลิมฉลอง ทุกสิ่งยกเว้นตัวคุณ ทำไมถึงไม่เข้าร่วมด้วยเล่า ทำไมถึงไม่เป็นเช่นดอกไม้ เพียงผลิบานโดยไร้เป้าหมาย และเหตุใดจึงไม่เป็นเช่นแม่น้ำ ที่ไหลไปโดยไร้ความหมาย ทำไมถึงไม่เป็นเช่นมหาสมุทรที่คำรามก้อง เพียงพอใจที่จะเป็น

– OSHO
คุรุวิพากษ์คุรุ หน้า 141

—–

ผมชอบอ่านงานเขียนของโอโชมาก

เพราะตัวหนังสือของเขาจะคอยเตือนเราว่า “เฮ้ย มันยังมีวิธีมองโลกในมุมอื่นอยู่นะ”

โอโชเคยได้รับการขนานนามจากทอม รอบบินส์ว่า “ชายที่อันตรายที่สุดถัดจากพระเยซู” (The most dangerous man since Jesus Christ)

คนที่ชอบอ่านหนังสือของโอโชอาจจะต้องมีใจซาดิสม์นิดๆ เพราะโอโชชอบตีแสกหน้าความกลับกลอกของมนุษย์ (ซึ่งเราเองในฐานะคนอ่านก็มีอาการอย่างนี้เช่นกัน) โอโชท้าให้เราสบตากับความจริงและตื่นจากการใช้ชีวิตอย่างขาดสติและทำตามที่คนอื่นๆ เขาคิดว่าดี

ยิ่งอ่านเหมือนยิ่งโดนโอโชด่า แต่ก็สนุกจนวางไม่ลง

ใครที่ไม่เคยอ่านงานของโอโช ขอแนะนำครับ

แต่ขอเตือนในฐานะคนอาบน้ำร้อนมาก่อน – อย่าอ่านหนังสือของโอโชเยอะเกินไป

เพราะมันจะทำให้ความคิดของเราเป็นขบถเสียจนอยู่ในโลกคนปกติได้ยาก

—–

ฝรั่งนั้นพร่ำสอนเราว่า การจะมีชีวิตที่มีความสุขนั้น คุณต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจน กล้าเดินออกจากความเคยชินเดิมๆ (get out of your comfort zone) และเดินตามเป้าหมายนั้น

นักสร้างแรงบันดาลใจและไลฟ์โค้ช (Life Coach) เกือบทุกคนก็บอกว่าเราต้องเขียนเป้าหมายลงกระดาษ แล้วไปพิชิตมันมาให้ได้

แต่โอโชกลับบอกว่า ชีวิตนั้นไม่มีเป้าหมาย มันคือการละเล่นที่ไร้จุดประสงค์

อ้าว แล้วจะให้ผม/ฉัน/กรู ทำอะไรล่ะทีนี้? จะให้ใช้ชีวิตแบบซังกะตายไร้จุดหมายรึยังไง?

แต่จะว่าไป การไม่มีจุดหมาย ไม่ได้แปลว่าชีวิตจะต้องน่าเบื่อหรือซังกะตายเสียหน่อย

นั่งเล่นกับลูกไม่มีเป้าหมาย

นั่งมองพระอาทิตย์ตกดินก็ไม่มีเป้าหมาย

นอนฟังเสียงนกร้องยามเช้ายิ่งไม่มีเป้าหมายใหญ่เลย

การมีเป้าหมายนั้นย่อมมีข้อดี เพราะมันช่วยผลักดันให้เราเติบโต และ(เค้าว่ากันว่า)จะช่วยให้เราเข้าใกล้ความสมบูรณ์พูนสุข (abundance) มากขึ้น

แต่ถ้าเราพุ่งความสนใจทั้งหมดไปที่เป้าหมาย และออกเดินทางสู่เป้าหมายอย่างมีวินัยและแน่วแน่ ดวงตาที่มัวจับต้องแต่เป้าหมายนั้น คงไม่อาจมองเห็นดอกไม้ที่กำลังเบ่งบานอยู่ริมทาง

คำถามที่โอโชสะกิดให้เราคิดก็คือ การมีเป้าหมายนั้นจำเป็นรึเปล่าสำหรับการมีชีวิตที่ดี?

จำเป็นหรือไม่จำเป็น ขึ้นอยู่กับแต่ละคนจะตัดสิน

ผมเองก็ไม่ได้เห็นด้วยกับทุกสิ่งที่โอโชพูด

แต่ผมชอบที่เขาชี้ให้เห็นอีกความเป็นไปได้หนึ่งของการใช้ชีวิต

การมีทางเลือกมากกว่าหนึ่ง ผมว่าเป็นสิ่งที่ดีนะครับ

—–

ขอบคุณหนังสือ คุรุวิพากษ์คุรุ ประพันธ์โดย OSHO แปลโดย โตมร สุขปรีชา สำนักพิมพ์ GM Books

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

ขอบคุณภาพจาก Quora

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

มักน้อย

20150620_FewerGoals

“Limit yourself to fewer goals and you’ll achieve more.”

มีเป้าหมายให้น้อยลง แล้วคุณจะสำเร็จมากขึ้น

– Leo Babauta

—–

ทุกวันนี้เรามีทางเลือกเยอะเหลือเกิน

เมื่อทางเลือกดีๆ เยอะไปหมด จึงเป็นการยากที่จะตัดสินใจ พวกเราหลายคนจึงคิดจับปลาหลายมือไปโดยไม่รู้ตัว

อยากรวย
อยากหุ่นดีขึ้น
อยากไปวิ่งมาราธอน
อยากเก็บเงินซื้อจักรยาน
อยากมีธุรกิจส่วนตัว
อยากไปเที่ยวเมืองนอก
อยากได้เลื่อนขั้น
อยาก ฯลฯ

ยิ่งเรามีความอยากหรือเป้าหมายเยอะเท่าไหร่ โอกาสที่เราจะสำเร็จยิ่งน้อยลงเท่านั้น

เพราะเวลาและพลังงานของเราไม่ได้เป็นอนันต์

วิธีที่จะช่วยให้เราประสบความสำเร็จมากขึ้น จึงไม่ใช่การทำงานหนักขึ้น

แต่เป็นการชัดเจนกับตัวเองว่าเราต้องการอะไรที่สุดในตอนนี้ต่างหาก

ในหนังสือ The ONE Thing, Garry Keller ผู้เขียนบอกว่าเราควรจะมี The ONE Thing หรือเป้าหมายที่สำคัญที่สุดเพียงเรื่องเดียว

และถ้าเราสามารถให้เวลากับ The ONE Thing ได้ทุกวัน ผลลัพธ์นั้นจะทบเท่าทวีคูณ

The ONE Thing ของผมตลอดปี 2558 คือการเขียนบล็อกวันละหนึ่งบทความ

ตั้งแต่วันที่ 2 มกราคมเป็นต้นมา ผมใช้เวลาวันละ 30 นาที – 120 นาทีที่จะทำ The ONE Thing นี้

แป๊ปๆ นี่ก็เกือบจะครึ่งปีแล้ว เขียนบล็อกไปแล้วถึง 30+28+31+30+31+20 = 170 ตอน (รวมบทความนี้ด้วย)

ซึ่งน่าชื่นใจไม่น้อย และผมก็เริ่มมีลางสังหรณ์ว่าการเขียนบล็อกวันละตอนนี้จะนำพาไปสู่โอกาสและประสบการณ์ใหม่ๆ ในชีวิต

ถ้าคุณผู้อ่านรู้สึกว่าตัวเองยังทำอะไรไม่ได้ตามเป้าซักที ลองลดจำนวนเป้าของตัวเองดูมั้ยครับ ยิ่งเหลือได้แค่หนึ่งอย่างได้ยิ่งดี

การมี The ONE Thing ไม่ได้หมายความว่าคุณจะต้องละเลยเรื่องอื่นในชีวิตนะครับ

ผมเองก็ยังต้องทำงานเต็มเวลา ยังต้องขับรถรับส่งภรรยา ยังต้องวิ่งหาผู้รับเหมามาต่อเติมบ้านใหม่ที่ (หวังว่า) จะย้ายเข้าปลายปีนี้

แต่การมี The ONE Thing ณ ช่วงเวลาใดก็ตาม ทำให้เราไม่สับสนว่า กิจกรรมที่สำคัญที่สุดในวันนี้ของเราคืออะไร

วันหยุดสุดสัปดาห์นี้ ถ้ามีเวลาว่าง ลองสำรวจดูครับว่าอะไรที่น่าจะเป็น The ONE Thing ที่เราตั้งใจจะให้เวลากับมันทุกวันได้

เมื่อเลือกแล้วก็ลองลงมือทำมันทุกวัน ไม่เว้นแม้วันหยุดราชการ

แล้วคุณจะแปลกใจกับตัวเองครับ

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ Archives

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings

เป้าหมายชีวิต

20150412_GoalOfLife

“The goal of life: simple but not empty.”

“เป้าหมายของชีวิต: เรียบง่ายแต่ไม่เปล่าดาย”

– Terri Guillemets

—–
ชีวิตคนยุคใหม่นี่มันก็ยุ่งยากกว่ายุคปู่ยุคย่าของเราพอสมควรเลยนะครับ

ต้องเข้าโรงเรียนดังๆ ต้องตั้งใจเรียนหนังสือ ต้องได้คะแนนดีๆ ต้องสอบติดมหาวิทยาลัยรัฐ ต้องได้งานดี ต้องมีรายได้เสริม ต้องมีแฟนสวย ต้องแต่งงาน ต้องมีลูก ต้องมีบ้าน ต้องมีรถ ต้องมีจักรยาน ต้องไปกินข้าวกับเพื่อน ต้องมีสมาร์ทโฟนรุ่นล่าสุด ต้องถ่ายรูปอาหาร ต้องเขียนรีวิว ต้องอั๊ปรูป ต้องมีคนกดไลค์ ต้องเขียนบล็อก ต้องโปรโมตบล็อกตัวเอง ต้องคอยตอบคอมเม้นท์ ต้องบลาบลาบลา

สุดท้ายแล้วเราต้องการอะไร?

เท่าที่ผมลิสต์ข้างบน น่าจะมีอยู่สองอย่าง

หนึ่ง – เพลิดเพลินกับชีวิตปัจจุบัน

และสอง – มีความมั่นคงทางการเงินและทางสังคมมากพอที่จะใช้ชีวิตในบั้นปลายอย่างสบายใจ

ถ้าเราเน้นข้อหนึ่งมากไป ตอนแก่อาจลำบาก

ถ้าเราเน้นข้อสองมากเกินไป ชีวิตแต่ละวันก็คงแห้งแล้งชะมัด แถมไม่รู้ว่าจะมีโอกาสอยู่ถึงวันที่ได้ใช้เงินที่เก็บไว้รึเปล่าด้วย

สุดท้ายแล้วผมเชื่อว่าเราทุกคนอยากมีชีวิตที่เรียบง่าย แต่ไม่ราบเรียบ

ไม่ง่ายหรอก แต่ก็ไม่น่าจะยากเกินไป ถ้าเราคอยถามตัวเองอยู่เรื่อยๆ ว่าเราต้องการอะไร

และสิ่งที่เราทำอยู่ทุกวันมันสอดคล้องกับวิถีชีวิตที่เราอยากมีรึยัง

ความสุขของการเดินทาง

20150404_JourneyDestination

If you are not enjoying the journey, you probably won’t enjoy the destination.
– Unknown

ถ้าคุณไม่สนุกกับการเดินทาง คุณก็อาจจะไม่ชอบปลายทางนะ
– นิรนาม

—–

เคยถามตัวเองมั้ยครับว่า สิ่งที่เราทำอยู่ทุกวันนี้มันจะนำเราไปสู่อะไร?

งานที่เราทำ ละครที่เราดู เพื่อนที่เราคุยด้วย ความเห็นที่เราตามอ่านในเฟซบุ๊ค

สิ่งเหล่านี้ให้พลังงานบวกหรือพลังงานลบมากกว่ากัน?

แม้ว่ามันจะเป็นลบเพียงเล็กน้อยในความรู้สึกเรา แต่ถ้าเราเจอมันทุกวัน มันจะทบเท่าทวีคูณ และอาจนำพาเราไปสู่สภาพที่ไม่น่ารื่นรมย์

(ส่วนชาวพุทธ ถ้ามองข้ามช็อต มันอาจจะนำพาเราไปสู่ทุคติภูมิได้เลย)

ถ้าเรารู้ว่าเรากำลังเดินไปทางไหน และมั่นใจว่าเป็นปลายทางที่ดี หากการเดินทางมันจะมีขลุกขลักบ้างก็ไม่เป็นไร ถือเป็นรสชาติชีวิต

แต่ถ้าเราเดินทางโดยที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเรากำลังจะไปไหน แถมยังไม่สนุกกับการเดินทางอีก อันนี้ผมว่าต้องกลับมาคุยกับตัวเอง หรือปรึกษาคนใกล้ตัวแล้วล่ะ ว่าจะปล่อยให้ชีวิตเท้งเต้งอย่างนี้ไปเรื่อยๆ จริงๆ หรือ

เพราะโลกนี้ไม่มีคำว่าบังเอิญ และสิ่งดีๆ ที่ได้มาก็ไม่ใช่เพราะว่าโชคช่วย

แล้วถ้าเรายังไม่มีจุดหมายล่ะ?

ผมว่าก็ไม่เป็นไร ตราบใดที่เรายังมีความสุขกับการเดินทาง

ตั้งแต่ต้นปี ผมเองก็เริ่มเขียนบล็อกนี้จริงๆ จังๆ ทั้งๆ ที่ยังเห็นภาพไม่ชัดเหมือนกันว่าจริงๆ แล้วผมต้องการอะไรจากการนั่งหน้าคอมเพิ่มวันละ 1-2 ชั่วโมงทุกวัน

แต่อย่างน้อยผมรู้สึกว่ากำลังสนุกกับการเดินทางครั้งนี้ชะมัด

และเมื่อเราใช้ความสุขนำ ผมเชื่อว่ามันจะพาเราไปสู่ปลายทางที่ดีได้ครับ