เมื่อเงินไม่ได้แก้ปัญหา

20151207_MoneyNotAWayOut

วันนี้อยู่ๆ ก็นึกถึงการทดลองหนึ่งที่ถูกพูดถึงในหนังสือเรื่อง Freakonomics ครับ

หนังสือเรื่องนี้เขียนโดยนักเศรษฐศาสตร์สองคนชื่อ Steven D. Levitt และ Stephen J. Dubner ว่าด้วยการอธิบายปรากฎการต่างๆ ในสังคมด้วย “เศรษฐศาสตร์เชิงพฤติกรรม” (behavioral economics)

การทดลองที่ว่า เป็นงานวิจัยเกี่ยวกับผู้ปกครองที่มารับลูกที่เนอสเซอรี่ (ฝรั่งเรียกว่า Daycare)

นักวิจัยนาม Uri Gneezy (อูริ กนีสซี่*) ได้ลองเก็บข้อมูลเนอสเซอรี่ 10 แห่งในเมืองไฮฟา ประเทศอิสราเอล

เนอสเซอรี่แต่ละแห่งจะมีเด็กไม่เกิน 35 คน และมีกฎชัดเจนว่าผู้ปกครองจะต้องมารับเด็กตอนสี่โมงเย็น แต่เนอสเซอรี่ทั้งสิบแห่งก็จะมีผู้ปกครองมารับลูกช้ามากบ้างน้อยบ้างต่างกันไป

อูริใช้เวลา 20 สัปดาห์ในการทำการทดลอง

ใน 4 สัปดาห์แรก อูริเก็บข้อมูลของเนอสเซอรี่ทั้งสิบแห่ง พบว่ามีผู้ปกครองที่มารับลูกช้าแห่งละประมาณ 7 ถึง 13 คน

ในสัปดา์ที่ 5-16 อูริขอให้เนอสเซอรี่ 6 ใน 10 แห่ง เริ่มเก็บค่าปรับผู้ปกครองที่มารับลูกช้าเกิน 10 นาที คนละ 10 NIS หรือราวๆ 100 บาท ซึ่งไม่ได้เป็นเงินเยอะมากนักเมื่อเทียบกับค่าเลี้ยงดูเด็กที่ตกราวๆ เดือนละ 1400 NIS หรือ 14000 บาท)

สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ทุกคนต้องแปลกใจ เพราะเนอสเซอรี่ทั้งหกแห่งที่มีค่าปรับ ทำให้จำนวนผู้ปกครองที่มารับเด็กสายเพิ่มจำนวนมากขึ้นกว่าเดิมเสียอีก บางแห่งเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวเสียด้วยซ้ำ ส่วนเนอสเซอรี่อีกสี่แห่งที่ไม่ได้มีเก็บค่าปรับ (ภาษาวิจัยเรียกว่า Control Group หรือกลุ่มควบคุม) ตัวเลขผู้ปกครองที่มารับเด็กช้ายังเท่าเดิม

ที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นก็คือ ในสัปดาห์ที่ 16-20 อูริขอให้ทางเนอสเซอรี่ยกเลิกค่าปรับเสีย แต่ผลปรากฎว่า จำนวนผู้ปกครองที่มารับลูกสายไม่ได้ลดลงจากช่วงที่มีเก็บค่าปรับเลย ซ้ำร้ายจำนวนผู้ปกครองที่มารับเด็กสายกลับเพิ่มขึันอีก ยกตัวอย่างเนอสเซอรี่เบอร์ห้า ที่มีเด็ก 33 คน ก่อนจะเก็บค่าปรับ ผู้ปกครอง 11.75 คนจะมารับเด็กช้า (30%) แต่หลังจากเก็บค่าปรับและหยุดค่าปรับแล้ว ผู้ปกครองมารับเด็กช้าถึง 29.5 คน หรือ 90% เลยทีเดียว

DayCare

การทดลองนี้ให้บทเรียนอะไรบ้าง?

ประเด็นแรกก็คือเรื่องของ “แรงจูงใจ” ของผู้ปกครองที่มารับเด็กตรงเวลา เนื่องจากเพราะว่าเกรงใจไม่อยากให้เจ้าหน้าที่ดูแลเด็กต้องลำบากมารอ การมารับเด็กให้ตรงเวลาจึงเป็น “หน้าที่ที่พึงกระทำ” และหากมาไม่ตรงเวลาก็จะทำให้ผู้ปกครองกลุ่มนี้รู้สึกผิด

แต่พอมีการเก็บค่าปรับขึ้นมา ผู้ปกครองก็ไม่จำเป็นต้องรู้สึกผิดอีกต่อไป เงินค่าปรับเป็นเพียง “ราคา” ที่ผู้ปกครองยินดียอมจ่าย เพื่อแลกกับการไม่ต้องตาลีตาเหลือกมารับลูกให้ทันตอนสี่โมงเย็น

ประเด็นที่สองก็คือ หลังจากยกเลิกค่าปรับไปแล้ว สถานการณ์กลับไม่ดีขึ้นเลย แถมกลับแย่ลงด้วยซ้ำ นี่อาจเป็นเพราะว่า หลังจากการมาสายถูกให้ค่าเป็นตัวเงินไปแล้ว ก็เป็นการยากที่ผู้ปกครองจะกลับมามองว่าการมาตรงต่อเวลาเป็นเรื่องของ “หน้าที่” อีกครั้ง ยิ่งพอไม่มีค่าปรับ ก็เหมือนกับการส่งสัญญาณว่า ตอนนี้ “มาสายได้ฟรีๆ” แล้วนะ ผู้ปกครองใช้สิทธิ์มาสายเพิ่มขึ้นไปอีก

ครับ สำหรับบางสถานาการณ์ การใส่ “เงิน” ลงไปทำให้สถานการณ์แย่ลงและไม่สามารถกู้กลับมาได้อีกเลย (irrecoverable damage)

ดังนั้น เวลาเราเจอปัญหาอะไร ก่อนที่จะด่วนสรุปว่าจะใช้เงินแก้ปัญหา ก็ขอให้นึกถึงการทดลองนี้ไว้นะครับ จะได้ไม่ตกที่นั่งลำบากอย่างเนอสเซอรี่ในการทดลอง (ซึ่งผมว่าป่านนี้อาจจะยังเคืองนายอูริไม่หาย)

—–

ป.ล. ผู้อ่านบางท่านอาจคิดเหมือนผมว่า จริงๆ แล้วเงินก็ยังแก้ปัญหาได้นั่นแหละ เพียงแต่ในการทดลองนี้อูริเขาตั้งค่าปรับถูกเกินไป หรือไม่ก็โครงสร้างค่าปรับไม่ค่อยเวิร์ค แต่ผมขอไม่พูดถึงแล้วกันนะครับเพราะจะทำให้สูญเสียเนื้อหาหลักครับ

—–
* อ้างอิงจาก Pronouncenames.com ชื่อ Uri อ่านว่าอูริ แต่ Gneezy ไม่มีข้อมูลครับ

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก
Freakonomics: A Rogue Economist Explores the Hidden Side of Everything by Steven D. Levitt & Stephen J. Dubner

A Fine is a Price by Uri Gneezy and Aldo Rustcichini

เงินเป็นเพียงผลข้างเคียง

20151004_MoneyIsASideEffect

“Don’t do something just for the money. Money is a side effect of persistence. You persist in things you are interested in. Explore your interests. Then persist. Then enjoy all the side effects.”

“อย่าทำอะไรเพียงเพื่อให้ได้เงิน เงินเป็นเพียงผลข้างเคียงของความยืนหยัด และคุณจะยืนหยัดได้ก็เฉพาะในเรื่องที่คุณสนใจเท่านั้น จงค้นหาตัวเองว่าสนใจเรื่องอะไร ยืนหยัดกับมัน แล้วจึงค่อยเพลิดเพลินกับผลข้างเคียง”

– James Altucher

—–

นับตั้งแต่วันที่ 2 มกราคม ตอนนี้ผมเขียนบล็อกติดต่อกันมาร่วมเก้าเดือน รวมจำนวนบทความทั้งหมดก็ใกล้ๆ จะ 300 ตอนแล้ว ถือเป็นเรื่องภูมิใจพอดู

แต่ “ความสำเร็จ” ของผมถือว่าจิ๊บจ๊อยมาก เมื่อเทียบกับ Seth Godin ซึ่งเขียนบล็อกทุกวันจนครบ 6,000 ตอนเมื่อวันพุธฯ ที่ผ่านมา

ผมเองเป็นคนเห็นอะไรใหม่ๆ ก็ตาลุกวาวไปหมด สิ่งที่เคยสนใจและหมกมุ่นในช่วงสองสามปีที่ผ่านมาก็เช่นเรื่องการลงทุนและการทำแอพมือถือ ถึงขนาดซื้อหนังสือเป็นตั้งๆ และสมัครสมาชิกเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง เสียเงินไปไม่ใช่น้อย

แต่มาในวันนี้ผมแทบไม่ได้แตะสองเรื่องนี้เลย ใจนึงก็คิดว่าอาจจะเพราะว่าเราไม่มีความพยายามมากพอ หรือไม่มีวินัยมากพอ

แต่เหตุผลอาจเป็นเพียงเพราะว่า ผมไม่ได้สนใจมันจริงๆ ก็ได้

การเขียนบล็อกน่าจะเป็นกิจกรรมอย่างแรกที่ผมมีความสนใจเพียงพอที่จะลงแรงกับมันมายาวนานขนาดนี้ แถมเขียนไปก็ไม่ได้ตังค์ซักกะบาท แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือความสุขเวลาที่เจอใครแล้วเขาเอ่ยปากว่า ตามอ่านบล็อกอยู่นะ (และส่วนใหญ่เป็นคนที่ผมมักนึกไม่ถึงด้วย!)

เขียนมาถึงตรงนี้ ผมว่าการค้นหาว่าเราสนใจเรื่องอะไรจริงๆ ก็ดูไม่ยากนะ

นั่นคือ อะไรก็ได้ที่เราพร้อมจะทำมันทุกวันแม้ไม่ได้ตังค์

อารมณ์เดียวกับบทความเรื่อง “คำถามหนึ่งล้านเหรียญ” ที่ผมเขียนเมื่อสองสัปดาห์ที่แล้ว ว่าถ้าคุณมีเงินสดหนึ่งล้านเหรียญ (คือเงินไม่ใช่ข้อจำกัดอีกต่อไป) คุณจะทำอะไร? เมื่อได้คำตอบแล้ว ก็จงลงมือทำไปเลย

ตอนที่แชร์บล็อกนี้ลงเฟซบุ๊ค มีน้องคนนึงมาคุยด้วยบอกว่า “ผมอยากเตะบอลครับ แต่ไม่มีใครจ้าง เลยต้องจ้างตัวเอง”

ซึ่งก็จริงนะครับ เราหลายคนรู้อยู่แล้วว่ามี passion อะไร

คนบางคนสามารถนั่งเล่นเกมได้ทั้งวัน คนบางคนสามารถอดหลับอดนอนดูบอลคู่ดึกๆ แต่ก็จนปัญญาที่จะเปลี่ยน “ความสนใจ” เหล่านี้มาเป็นสิ่งที่จะช่วยหาเลี้ยงชีพ

เค้าว่ากันว่า คนที่ประสบความสำเร็จมักจะเกิดจากการทำสิ่งที่วงกลมสามวงตัดกัน

วงกลมแรก คือสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ตัวเองรัก
วงกลมที่สอง คือเป็นสิ่งที่ตัวเองมีความถนัดหรือมีพรสวรรค์
วงกลมที่สาม สิ่งนั้นเป็นประโยชน์ต่อผู้คนจำนวนมาก

น้องคนที่มาคุยด้วย ถึงจะชอบเตะบอลและเตะบอลเก่ง ก็ยังเป็นเพียงการ “ตัดกัน” ของวงกลมสองวงแรก แต่พอมันไม่ได้สร้างประโยชน์กับคนอื่น มันก็เลยยังใช้หาเงินไม่ได้

ยิ่งกลับมาดูตัวเองยิ่งเห็นชัด เพราะสำหรับผม การลงทุนหรือการทำแอพมันไม่ได้ตกอยู่ในวงกลมไหนซักวงเลย (อาจจะอยู่ในวงแรกแค่ชั่วคราว) จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่ผมบ้าได้แค่เพียงซักพักแล้วก็เลิกเห่อ

ตอนนี้มีแต่การเขียนบล็อกนี่แหละ ที่คิดว่าเป็นสิ่งที่ตัวเองชอบ ยิ่งเขียนยิ่งถนัดมือขึ้นเรื่อยๆ และหวังว่าจะมีประโยชน์ต่อผู้คนจำนวนมาก

ก็ได้แต่รอดูต่อไปว่าเจ้าตัว side effects ที่คุณเจมส์พูดถึงนี่มันจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่!

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

อย่าเป็น Dead Sea

20150724_DeadSea

สมัยทำงานอยู่ทีมซัพพอร์ต หนึ่งในกิจกรรมที่ผมชอบที่สุดคือการผลัดกันแชร์ความรู้กันทุกสองสัปดาห์ โดยคนในทีมหมุนเวียนกันเป็นผู้ถ่ายทอด

โดยหัวข้อนั้นจะเป็นเรื่องอะไรก็ได้ ขอเพียงแต่เป็นเรื่องที่เราสนใจ และคิดว่าคนอื่นๆ จะได้ประโยชน์

วันนั้นผมจำไม่ได้แล้วว่าหัวข้อหลักที่เราคุยกันคือเรื่องอะไร จำได้แค่ว่าเพื่อนในทีมชื่อกวีเล่าเรื่องเด๊ดซี (Dead Sea) ให้ฟัง

พวกเราหลายคนน่าจะรู้จักทะเล Dead Sea ว่าเป็นทะเลสาบที่เค็มมาก (เค็มกว่าทะเลทั่วไปสิบเท่า ไม่อยากนึกภาพตอนสำลักน้ำหรือน้ำเข้าตาเลย) เลยทำให้ความหนาแน่นของน้ำสูงเป็นพิเศษ เวลาเล่นน้ำในเด๊ดซีจึงไม่จำเป็นต้องว่าย แต่ลอยเอาเลย

และเพราะมีเกลืออยู่สูงมากนี่เอง ทะเลสาบแห่งนี้จึงแทบไม่มีสิ่งมีชีวิตใดอาศัยอยู่ได้ และนี่คือที่มาของชื่อว่า Dead Sea ทะเลแห่งความตายนั่นเอง

กลับมาที่เรื่องของกวีต่อ

กวีพูดถึงเรื่องที่พ่อของกวีเคยเล่าให้ฟังว่า ใกล้ๆ เด๊ดซี ยังมีทะเลสาบอีกแห่งหนึ่งซึ่งรับน้ำมาจากแหล่งเดียวกัน แต่น้ำกลับไม่เค็ม และสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ได้

เมื่อกี้ผมลองไปเปิดดู Google Map ก็เจอทะเลสาบใกล้ๆ เด๊ดซีจริงๆ ชื่อว่า Sea of Galilee ซึ่งเป็นทะเลสาบน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในอิสราเอล

ทั้ง Dead Sea และ Sea of Galilee ต่างรับน้ำมาจากแม่น้ำจอร์แดนทั้งคู่

เหตุใด Dead Sea และ Sea of Galilee จึงแตกต่างกันถึงเพียงนี้?

พ่อกวีบอกว่าเพราะ Sea of Galilee นั้นปล่อยน้ำกลับสู่แม่น้ำจอร์แดนตอนใต้

ขณะที่เด๊ดซีเป็นระบบปิด น้ำไม่ไหลไปไหนเลย*

—–

คำว่า “เงิน” ภาษาอังกฤษคือคำว่า Money

แต่ยังมีอีกคำหนึ่งคือคำว่า Currency ซึ่งแปลได้ทั้ง “เงินตรา” และ “การหมุนเวียน”

คำว่ากระแสน้ำ ภาษาอังกฤษก็ใช้คำว่า Current

ดังนั้น เงิน กับ การหมุนเวียนคือของคู่กัน

—-

แต่ก่อน เวลาว่างๆ แฟนผมมักจะร้องเพลงขึ้นมาประโยคนึงซึ่งผมไม่เคยได้ยินมาก่อน (ร้องแล้วมีท่าประกอบอีกตังหาก)

เงินกำลังจะหมุนไป กำลังจะหมุนไป ให้ชุมชน

สมมติเรามีธนบัตร 100 บาทอยู่หนึ่งใบ ถ้าเราเก็บไว้ในกระปุก มันก็จะอยู่เฉยๆ ของมัน เราอาจจะมีความสุขอยู่คนเดียวที่มีเงินเก็บ

แต่ถ้าเราเอาแบงค์ 100 บาทนี้ไปซื้อไก่ย่าง พ่อค้าไก่ย่างจะมีความสุขเพิ่มขึ้นอีกคน

พ่อค้าไก่ย่างเอาเงิน 100 บาทนี้ไปซื้อขนมฝากลูกฝากเมียที่บ้าน คุณป้าคนขายขนมและลูกเมียก็มีความสุข

คุณป้าเอาเงิน 100 บาทที่ได้มา ไปทำบุญที่วัด ก็จะมีคนได้ประโยชน์อีกหลายทอด

เงินจะมีประโยชน์ก็เพราะว่ามันหมุนไป ไม่ใช่เพราะมันถูกเก็บไว้อยู่ในกระปุก

—–

ผมไม่ได้จะบอกว่ามีเงินแล้วต้องใช้ตลอดนะครับ เพียงแต่ว่าเราควรจะเปิดโอกาสให้มันได้หมุนเวียน เพราะนั่นคือเจตจำนงของมัน

เราจึงควรเอาเงินไปฝากธนาคาร เพื่อเปิดโอกาสให้มันได้ไปสร้างประโยชน์กับคนอื่นๆ

แต่การเอาเงินฝากธนาคารก็ไม่ใช่ประเด็นหลักของผมในวันนี้ครับ (เขียนมาตั้งนาน ยังไม่เข้าประเด็นอีกเหรอเนี่ย!?)

ประเด็นของผมก็คือ เราควรจะ “ให้” บ้าง

เมื่อเงินเข้ามา เราก็ควรจะผ่องถ่ายออกไป เหมือน Sea of Galilee ที่รับน้ำมาและปล่อยกลับออกไป

—–

ส่วนตัวผมจะใช้วิธีง่ายๆ ที่จะเปิดโอกาสให้ตัวเองได้ให้ทานอยู่เสมอๆ

คือเมื่อผมเจอวณิพกเล่นดนตรีเปิดหมวก ผมจะบริจาคเศษเหรียญทั้งหมดที่มีในกระเป๋าสตางค์ของผม**

และผมก็ทำแบบเดียวกันเวลาเห็นกล่องรับบริจาคตามเคาท์เตอร์ในร้าน Boots หรือ Watsons

ถือว่าเป็นวิน-วิน เพราะกระเป๋าสตางค์ของผมจะเบาลงและเข้ารูปมากขึ้น ส่วนเขาก็ได้เงินไปทำประโยชน์

—–

จริงๆ คนไทยเราใจบุญอยู่แล้ว แต่ก็ยังมีอีกไม่น้อยที่แทบไม่เคยบริจาคเงินเพื่อการกุศลเลย

อาจจะเพราะว่าคิดว่าตัวเองยังมีไม่เยอะ ก็เลยยังไม่คิดที่จะให้

ถ้าคิดอย่างนี้ อาจต้องลองนึกถึงประโยค “ยิ่งให้ ยิ่งได้”

เมื่อเราบริจาคเงิน ก็เหมือนเราได้บอกกับตัวเองและส่งสัญญาณถึงจักรวาลว่า “เรามีมากพอ” และธรรมชาติก็จะเปิดโอกาสให้เรามีอะไรดีๆ เข้ามาในชีวิตอยู่เรื่อยๆ ไม่ต่างจาก Sea of Galilee ทะเลสาบน้ำจืดที่เป็นแหล่งพึ่งพิงให้แก่สัตว์ต่างๆ

แต่ถ้าเราไม่คิดจะให้บ้างเลย เราก็คงไม่ต่างอะไรกับ Dead Sea ที่รับเข้ามาอย่างเดียว แต่ไม่ปล่อยอะไรไหลออกมาแม้แต่แดงเดียว

Dead Sea มี “เกลือ”อยู่สูงมากจนทะเลเรียกพี่ฉันใด

คนที่ไม่เคยให้อะไรใครก็มี “ความเค็ม” จนทะเลเรียกพี่ฉันนั้น

—–

* ทางออกของน้ำในเด๊ดซีคือผ่านการระเหยเท่านั้น
** ผมไม่บริจาคให้กับคนที่มานั่งขอเงินเฉยๆ นะครับ เพราะอย่างน้อยเขาน่าจะทำประโยชน์อะไรซักอย่างบ้างเช่นเล่นดนตรีให้เราฟัง

ขอบคุณข้อมูลจาก Wikipedia Dead Sea, Sea of Galilee

ขอบคุณภาพจาก Wikimedia

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ Archives

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings

เงิน-ความสุข-คุณค่า

20150504_Thanonchai

“…สำหรับผมแล้ว ผลประโยชน์และเงิน มันเป็นคนละเรื่องกับความสุข และมันเทียบไม่ได้เลยกับสิ่งที่เรียกว่าคุณค่า

โลกไม่เคยจดจำนายโนเบลในฐานะมนุษย์ที่รวยที่สุด แต่โลกจดจำเขาในฐานะที่เป็นคนที่นำเงินทั้งหมดมาทำประโยชน์และสนับสนุนคนดีในการทำสิ่งที่มีคุณค่า

โลกนี้ไม่เคยจดจำคนรวย คนที่คิดถึงตัวเอง คิดถึงผลประโยชน์ของตัวเอง

คุณค่าของมักกะสันจะเกิดขึ้นสูงสุดได้ ก็ต่อเมื่อพื้นที่แห่งนี้ได้ทำให้มนุษย์อย่างเรา มีความรู้ มีความคิด มีปัญญา อันนำไปสู่การทำให้เรากลายเป็นมนุษย์ที่มีคุณค่า

อย่างที่เรารู้ พระพุทธเจ้าไม่ได้ตรัสรู้ในพระราชวัง ห้องประชุม หรือศูนย์การค้า

พระพุทธเจ้าตรัสรู้ท่ามกลางความเป็นจริง ท่ามกลางธรรมชาติ ท่ามกลางต้นไม้ ท่ามกลางอากาศที่บริสุทธิ์ เพราะแท้จริงแล้ว เราคือสิ่งมีชีวิตที่เกิดจากธรรมชาติ

แปลกที่ ณ วันนี้ ธรรมชาติกลายเป็นสิ่งสุดท้ายที่เราจะคิดถึง ทั้งๆที่มันเป็นสิ่งที่ทำให้เรามีลมหายใจ มีชีวิต มีความคิด มีปัญญา…”

– ธนญชัย ศรศรีวิชัย

—–
คนทั่วไปอาจไม่รู้จักคนชื่อธนญชัย ศรศรีวิชัย หรือ ต่อ ฟีโนมีน่า

แต่ผมเชื่อว่าคนไทยเคย “เสพ” ผลงานของเขาแทบทุกคน

นิตยสาร a day เคยนำภาพพี่ต่อ ขึ้นปก ในฐานะ “ผู้กำกับหนังโฆษณาอันดับ 1 ของโลก

เพราะงานของเขาไปคว้ารางวัล Cannes Lion ที่เปรียบเสมือนรางวัลออสการ์ของนักโฆษณามาแล้วนับไม่ถ้วน (แต่เขาไม่เคยเดินทางไปรับรางวัลนะครับ)

ผลงานโฆษณาที่เรารู้จักกันดีก็อย่างโฆษณาสุดซึ้งของไทยประกันชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ปู่ชิว แม่ต้อย หรือเรื่อง ลูกสาว

หรือโฆษณาของ สสส. จน เครียด กินเหล้า ก็เป็นฝีมือของคนๆ นี้

ผมไปอ่านเจอบทความข้างบนของพี่ต่อ ผ่าน Facebook ของเพื่อนที่ชื่อยุ้ย ซึ่งเคยทำงานอยู่ที่ฟีโนมีน่า

มันเป็นถ้อยแถลงถึง “ผู้มีอำนาจ” (ซึ่งเท่าที่ผมเข้าใจน่าจะเป็นผู้ใหญ่ในการรถไฟแห่งประเทศไทย) ว่าเราจะใช้พื้นที่ 500 ไร่บริเวณรอบๆ สถานีแอร์พอร์ตลิงค์มักกะสันอย่างไร

ฝ่ายรัฐคิดจะสร้างเป็น “มักกะสันคอมเพล็กซ์” ที่เต็มไปด้วยห้างสรรพสินค้าและคอนโดเพื่อนำเงินมาใช้หนี้ให้การรถไฟฯ

แต่พี่ต่อและ “เครือข่ายมักกะสัน” ได้ออกมารณรงค์ให้สร้างป่ากลางเมืองเพื่อเป็นปอดของกรุงเทพ

แถลงการของพี่ต่อนั้นกินใจมาก ผมอยากให้ทุกคนได้เข้าไปอ่านฉบับเต็มๆ ได้ที่นี่

และถ้าสนใจอยากมีส่วนร่วม ก็เข้าไปไลค์เพจ เราอยากให้มักกะสันเป็นสวนสาธารณะและพิพิธภัณฑ์ 

และจะยิ่งดีขึ้นไปอีกถ้าลองศึกษาข้อมูลเพิ่่มเติม

เพราะปฏิกิริยาแรกที่ผมมีหลังจากอ่านเรื่องการรณรงค์ครั้งนี้ ก็คือรัฐเป็นตัวโกง ส่วนพี่ต่อกับเครือข่ายมักกะสันเป็นพระเอก

แล้วก็ฉุกคิดได้ว่า ตัวเองด่วนสรุปไปหน่อย

พร้อมเตือนตัวเองว่า เคยเขียนเอาไว้เองว่า อันตรายไม่ได้เกิดมาจากความไม่รู้ แต่เกิดจากความมั่นใจว่าเราเข้าใจเรื่องนี้อย่างลึกซึ้งแล้ว

ผมเชื่อว่าม้นน่าจะมีทางออกที่ตอบโจทย์ทั้งสองฝ่ายได้

เพียงแต่เราต้องช่วยกันคิดช่วยกันทำ

ตั้งแต่ผมเกิดมา ยุคนี้คือยุคที่เอื้อให้เราสามารถสร้างความแตกต่างทางสังคมได้มากที่สุดแล้ว

ถ้าสนใจ ก็อยากให้เรามาช่วยกันครับ

—–

Credits:
โพสต์ทูเดย์ ผู้กำกับดังตั้งคำถามรัฐ

Facebook Page เราอยากให้มักกะสันเป็นสวนสาธารณะและพิพิธภัณฑ์ 

Youtube: ปู่ชิว / แม่ต้อย / ลูกสาว / จน เครียด กินเหล้า

ยังไม่ต้องรีบรวย

20150422_DontGoForMoney

“In the first ten years of your working life, don’t go for money. Because if you do, that’s maybe all you’re going to get”.

“ช่วงสิบปีแรกของการทำงาน อย่าทำไปเพื่อเงิน เพราะถ้าคุณวิ่งตามเงิน นั่นอาจจะเป็นสิ่งเดียวที่คุณได้”

– ดร.วิพรรธ์ เริงพิทยา

—–

อาจารย์วิพรรธ์คือผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยเอเชี่ยน และเป็นอธิการบดีอยู่ 17 ปี

ผมโชคดีที่มีโอกาสได้คุยกับอาจารย์อยู่บ่อยๆ และคำพูดหลายๆ คำของอาจารย์ก็ติดตัวผมมาจนถึงทุกวันนี้

อย่างเช่นประโยคข้างต้น

ผมทำงานแบบพนักงานกินเงินเดือนมาเกิน 12 ปีแล้ว และได้พบว่าคำพูดของอาจารย์นั้นถูกต้อง

สิ่งที่ผมได้จากช่วง 10 ปีแรกนั้นได้แก่

  • เพื่อนร่วมงานที่ดีและเก่งกว่าเรา
  • งานที่สนุกและท้าทายให้เราออกจาก comfort zone
  • โอกาสในการพัฒนา Soft Skills เช่นการพรีเซนท์ การเจรจา การโน้มน้าว
  • วิธีการทำงานกับคนที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นด้านเชื้อชาติหรือการมองโลก
  • การดูแลอารมณ์และความรู้สึกของตัวเอง
  • การหาให้เจอว่าเราเองถนัดและรักงานด้านไหน

ก็ไม่แน่นะครับ คนที่ went for the money ก็อาจจะได้เรื่องข้างบนมาบ้างเหมือนกัน!

ที่ผมเอาเรื่องนี้มาพูด เพราะตอนนี้กระแสรวยเร็วนั้นมาแรงเหลือเกิน โดยเฉพาะในหมู่คนรุ่นใหม่ที่จบออกมาแล้วถ้าไม่ทำบริษัทเองก็อยากได้งานที่ไม่เหนื่อยแล้วได้เงินเยอะๆ

เงินเยอะๆ นั้นดีครับ ผมเองก็ชอบ แต่กว่าจะได้อะไรมา เราก็ต้องเอาอะไรเข้าไปแลกเสมอ ไม่ว่าจะเป็นเวลา สุขภาพ ความสัมพันธ์ หรือความสงบสุขในจิตใจ

สุดท้ายแล้ว ใครจะเลือกให้ความสำคัญกับเรื่องอะไรก็คงแล้วแต่คนๆ นั้น

ขอเพียงแต่อย่าลืมแล้วกันว่า

ชีวิตไม่ได้มีด้านเดียว

และเวลาของเรามีจำกัดครับ