ความตรงต่อเวลาของฝรั่ง

20150903_Punctuality

ในบรรดานิสัยที่แตกต่างกันระหว่างคนไทยกับฝรั่ง นิสัยหนึ่งที่เห็นได้ชัดที่สุดคือความตรงต่อเวลา

ถ้าให้ผมวิเคราะห์ง่ายๆ แบบไม่ได้อ้างอิงตำราอะไร ผมว่ามีสองเหตุผล

ข้อหนึ่ง เพราะการเดินทางของฝรั่งเขากะเวลาง่ายกว่าเรา บ้านเมืองเขารถไม่ติดมากเท่าเมืองไทย แถมขนส่งมวลชนของเขาก็ตรงต่อเวลาและเชื่อถือได้ ฝรั่งจึงไม่มี “ข้ออ้าง” ให้มาสาย ไม่เหมือนคนไทยที่เราสามารถอ้างรถติดได้เสมอ (แม้ว่าจริงๆ แล้วเรามัวแต่อ้อยอิ่งทำอย่างอื่นมากกว่า)

แต่เหตุผลเพียงข้อเดียวก็ยังไม่ตอบโจทย์ว่า สมัยก่อนที่ฝรั่งจะมีขนส่งมวลชนที่เชื่อถือได้ ทำไมฝรั่งก็ยังให้ความสำคัญต่อการตรงต่อเวลาซึ่งก็นำผมไปสู่เหตุผลก็คือสภาพอากาศครับ (อันนี้มโนเอาเองล้วนๆ)

นึกภาพขวัญนัดเจอเรียมที่ริมคลองแสนแสบ ถ้าเรียมมาช้า ขวัญก็ยังหาร่มไม้นั่งรอได้ หรือถ้าร้อนนักก็กระโดดลงเล่นน้ำรอซะเลย

แต่ถ้าขวัญกับเรียมเกิดที่อังกฤษ นัดกันแถวริมแม่น้ำเธมส์ การมาสายของอีเรียมย่อมหมายความว่าไอ้ขวัญต้องยืนปากสั่นท้าลมหนาว ณ อุณหภูมิ 10 องศา จะลงเล่นน้ำก็ไม่ได้ (เผลอๆ ฝนตกอีก) ถ้าเรียมมาช้าซักครึ่งชั่วโมง ผมว่างานนี้ขวัญมีเคืองแน่ๆ

—–

ประสบการณ์ส่วนตัวของผม เกี่ยวกับเรื่องความตรงต่อเวลาของฝรั่ง

ปี 1996 : สมัยนั้นผมเตะบอลแทบจะเป็นอาชีพเสริม วันเสาร์เตะสองนัด วันอาทิตย์เตะอีกหนึ่งนัด วันนั้นเราต้องไปเตะ “นอกบ้าน” คือเมืองข้างๆ โดยมีผู้ปกครองอาสาขับรถพาเด็กๆ ไป ผมก็เป็นหนึ่งในเด็กๆ ที่จะติดรถคุณน้าคนนี้ไปด้วย

คุณน้าบอกว่าจะมารับที่สนามซ้อมตอนบ่ายโมงตรง (โดยนักเตะอีกสองคนก็จะมารอที่นี่) พอดีเพื่อนผมชื่อโยนบ้านอยู่แถวนั้นเลยแวะไปบ้านโยนก่อน มัวแต่เล่นเพลินไปหน่อย กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็เกือบถึงเวลานัดแล้ว ผมรีบวิ่งออกมา ในใจ็คิดว่าเค้าคงไม่ทิ้งเราหรอก เพราะผมเป็นหนึ่งในผู้เล่นกำลังหลักของทีมด้วย

ผมไปถึงสนามตอน 13:05 ปรากฎว่าเงียบสนิท สมัยนั้นยังไม่มีมือถือด้วยเลยติดต่อใครไม่ได้ ผมนั่งรออยู่เกือบครึ่งชั่วโมงก็ไม่มีใครมา สุดท้ายผมเลยอดแข่ง

วันรุ่งขึ้นเจอคุณน้า เขาบอกว่าเขาวิ่งวนมาดูแล้วถึงสองรอบคือตอน 12:50 กับ 13:00 แต่ก็ยังไม่เจอผม สุดท้ายเขาก็เลยต้องตัดสินใจมุ่งหน้าสู่สนาม

—–

ปี 2001 : สมัยฝึกงานอยู่ที่เมืองซูริค ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ผมนัดกับนักเรียน IAESTE อีกประมาณ 7 คนว่าจะไปเดินเขาที่ Zermatt เพื่อจะชมวิวยอดเขา Matterhorn (ยอดเขาที่เป็นโลโก้ของช็อกโกแล็ตทอเบิลโลน)

เรานัดเจอที่จุดนัดพบของที่สถานีรถไฟหลัก Zürich Hauptbahnhof (อ่านว่าเฮ้าบานหอบ) อารมณ์คล้ายๆ หัวลำโพงบ้านเรา

ผมไปสายห้านาที และก็เป็นอย่างที่กลัว คือไม่เหลือใครแล้ว!

โชคดีที่มีคนไปสายกว่าผม ผมจำชื่อเขาไม่ได้แล้ว แต่เป็นสาวจากประเทศแถบอเมริกาใต้ (ประเทศเขตร้อนเหมือนผมเลย มิน่าสายเหมือนกัน!) เราเลยต้องเดินทางไปด้วยกันเองสองคน ใช้เวลาสี่ชั่วโมงกว่าจะได้เจอพรรคพวกที่โรงแรมตอนเกือบจะห้าทุ่มแล้ว

—–

ประสบการณ์เหล่านี้เลยทำให้ผมเป็นคนค่อนข้างให้ความสำคัญต่อการตรงต่อเวลาพอสมควร (แต่ก็ยังบกพร่องอยู่นะครับ)

จริงๆ ผมก็อยากให้คนไทยตรงต่อเวลามากขึ้นนะ เพราะการที่เราไม่รักษาเวลา ปล่อยให้คนอื่นต้องนั่งรอ ก็เป็นการแสดงออกว่าเราขาดความเคารพต่อเขา

และเมื่อ “ชีวิต” ก็คือ “เวลา” เจ็ดสิบกว่าปี ที่เราจะได้อยู่บนโลกใบนี้

การไม่รักษาเวลา ก็เหมือนเป็นการ “ฆ่า” คนอื่นดีๆ นี่เอง (แม้จะเป็นเพียงเศษเสี้ยวก็เถอะ)

ถ้าเราไปตามเวลาไม่ได้จริงๆ อย่างน้อยที่สุดเราควรจะโทร.บอกคนที่รอเราอยู่ว่า เราจะไปถึงประมาณเมื่อไหร่ เขาจะได้ตัดสินใจถูกว่าควรทำอะไรดี

เพราะไม่มีอะไรน่าหงุดหงิดไปกว่าการได้ยินเพื่อนที่มาสายบอกว่า “ใกล้จะถึงแล้ว” แต่กลับปล่อยให้เรารอไปอีกเป็นชั่วโมงหรอกนะครับ

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ความเคารพ

20150809_Respect

“อย่างกองถ่ายซิตคอมของเรา พอลลาต้องต่อคิวกินข้าว ทุกคนต้องถือจานไปต่อคิว ถ้ามีขนมจีนวางอยู่จับเดียว แล้วพี่ช่างไฟไปต่อคิวก่อนพอลลา อันนี้จากเหตุการณ์จริงเลยนะคะ พี่เขาจะกิน เขาต้องได้กิน พอลลามาทีหลังไม่ได้กินนะจ๊ะ สิ่งที่สอนเรามาคือความเท่าเทียม กับความรับผิดชอบ ทุกคนมีโมเดลในชีวิตเหมือนกัน คือได้รับค่าจ้าง และมาทำงาน ไม่มีใครโดนจ้างมาเป็นขี้ข้าใคร ดังนั้นช่วยเคารพทุกคนให้เท่ากันด้วย ถ้าคุณเคารพผู้กำกับยังไง คุณต้องเคารพช่างไฟอย่างนั้น เราจะเจ็บปวดกับการดูถูก ดังนั้น เราจะไม่ดูถูกใคร”

– โอปอล์ ปาณิสรา อารยะสกุล (พิมพ์ปรุ)
a day BULLETIN ฉบ้บที่ 106 กรกฎาคม 2553

—–
ผมรู้จักคุณโอปอล์ ปาณิสรา จากหนังเรื่องเพื่อนสนิท

แต่ผมไม่เคยรู้มาก่อนว่าเธอเคยทำงานเบื้องหลัง คือเป็นแคสติ้ง (คัดตัวนักแสดง) ให้บริษัทหับโห้หิ้น ซึ่งต่อมารวมตัวกับจีเอ็มเอ็มพิคเจอร์และไทเอ็นเตอร์เทนเมนต์จนกลายมาเป็น GTH

คุณโอปอล์เล่าให้ฟังใน a day BULLETIN ว่า

“มันมีนางแบบคนหนึ่งนั่งไขว่ห้าง แล้วก็ยื่นปลายเท้าชี้ไปที่พื้น แล้วบอกว่า ‘หยิบรองเท้าคู่นั้นให้หน่อย’ เราก็เดินไปหยิบ พอจะยื่นให้ก็บอกอีกว่า ‘ใส่ให้ด้วย'”

ผมล่ะอยากรู้จริงๆ ว่านางแบบคนนั้นเป็นใคร

และถ้าต้องเจอสถานการณ์แบบเดียวกับโอปอล์ ผมจะทำตัวยังไง

และถ้าแม่ของนางแบบมาเห็นกิริยาของลูกสาว คุณแม่จะอายแค่ไหน

—–

ผมรู้สึกว่าคุณธรรมพื้นฐานที่จำเป็นอย่างยิ่งต่อการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขคือความเคารพซึ่งกันและกัน

เพราะหากเราไร้ซึ่งความเคารพซึ่งกันและกันแล้ว ปัญหาเล็ก-ใหญ่ย่อมตามมามากมาย

ปัญหาการกระทบกระทั่งกันของคนในครอบครัว มักเกิดจากการที่ต่างฝ่ายต่างคิดว่าตัวเองคือผู้ถือคำตอบที่ต้องที่สุด

ปัญหาระหว่างลูกน้องกับเจ้านาย มักเกิดจากการที่เจ้านายไม่เห็นคุณค่าในตัวลูกน้องหรือปฏิบัติกับลูกน้องราวกับเป็นเพียง “ทรัพยากร” ไว้ใช้สอย ทั้งที่จริงแล้ว “ลูกน้อง” ก็คือมนุษย์ที่มีชีวิตจิตใจ เหนื่อยเป็น พลาดเป็น น้อยใจเป็น

ปัญหาการซื้อสิทธิ์ขายเสียง ก็เกิดจากการขาดความเคารพในตัวเอง ทั้งของผู้ซื้อและผู้ขาย

ปัญหาเรื้อรังอย่างสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็เกิดจากการที่เจ้าหน้าที่รัฐปฏิบัติต่อคนในพื้นที่เยี่ยงประชากรชั้นสองมาช้านาน (ไม่นับปัญหาในช่วงสิบปีให้หลังที่มีมิติด้านผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย)

ปัญหาเรื่องโลกร้อน ก็เกิดจากการที่เราใช้ทรัพยากรอย่างไร้สำนึกสาธารณะและความเคารพต่อธรรมชาติ

ผมไม่ได้กำลังจะบอกว่า การขาดความเคารพเป็นต้นเหตุเพียงอย่างเดียวของปัญหาทั้งหลายเหล่านี้

แต่ผมเชื่อว่ามันเป็นปัจจัยหลักอย่างหนึ่งที่ก่อให้เกิดปัญหาและทำให้มันคาราคาซัง

ถ้าเราไม่เริ่มต้นด้วยการ “เคารพ” คู่กรณีเสียก่อน ก็อย่าหวังเลยว่าเราจะแก้ปัญหาเหล่านี้ได้

—–

แล้วเราจะมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาระดับสังคม ประเทศชาติ และระดับโลกได้อย่างไร?

เช่นเคย ผมว่าเราต้องเริ่มต้นที่ตัวเราเองก่อน

เพราะเท่าที่ผมสังเกต พวกเรามีแนวโน้มที่จะคิดว่าปัญหาทั้งหลายแหล่นั้น “เกิดจากคนอื่น” แล้วก็เรียกร้องให้คนอื่น “เปลี่ยน” โดยที่ไม่ยอมมองกลับมาที่ตัวเองเอง ทั้งๆ ที่เราเองก็เป็น “ตัวปัญหา” ไม่แพ้กัน

และการเริ่มต้นแก้ไขที่ตัวเองอาจจะง่ายดายกว่าที่คิด

ผู้อ่านส่วนใหญ่ของ Anontawong’s Musings คงไม่ได้ทำงานในกองถ่ายเหมือนคุณโอปอล์ ดังนั้นคงไม่สามารถเคารพช่างไฟเหมือนที่เราเคารพผู้กำกับได้

แต่ผมเชื่อว่าชีวิตเรามี “ช่างไฟ” อยู่รอบตัว เพียงแต่อาจจะมาในเครื่องแบบอื่น เช่นชุดรปภ. ชุดบุรษไปรษณีย์ หรือชุดแม่บ้าน

ขอเพียงแค่เราเอ่ยทักทาย และขอบคุณคนเหล่านั้นบ้าง

ก็ถือว่าเราเข้าใกล้ “ทางออก” ขึ้นอีกหน่อยแล้วครับ

—–

ขอบคุณภาพจาก TLC News

ขอบคุณบทสัมภาษณ์คุณโอปอล์จาก a day bulletin ฉบับที่ 106 กรกฎาคม 2553

 

(UPDATE: 11 Aug 2017) หากคุณเป็นคนที่ชอบ “เล่นเกมยาว” และเบื่อหนังสือประเภท รวยเร็ว รวยลัด ฯลฯ อยากจะบอกว่าหนังสือ  Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ ของผมวางแผงแล้วที่ซีเอ็ด นายอินทร์ B2S และศูนย์หนังสือจุฬานะครับ! >> bit.ly/tgimannounce

TGIM_HardCopies