นิทานหอมแก้ม

20151002_GoodbyeKissTale

วันนี้วันศุกร์ มีนิทานมาเล่าให้ฟังเช่นเคยครับ

เป็นนิทานจาก Quora อีกครั้ง นำเสนอโดยคุณ Dipti Singh

แต่คราวนี้ผมเจอข้อจำกัดในการแปลบางประการทำให้การขมวดเรื่องไม่สามารถทำเหมือนต้นฉบับได้ ดังนั้นจึงเขาเอาเรื่องเล่าภาคภาษาอังกฤษมาแปะไว้ด้วย เผื่อใครที่ภาษาอังกฤษแข็งแรงพอตัวจะได้อ่านได้อรรถรสกว่า ข้ามส่วนที่แปลเป็นไทยไปได้เลยครับ

—-

”Getting late for a meeting, need to run’, he said, as he slung his coat over the shoulder, and bounded out of the house.

As he drove away, she came running down the stairs two at a time. ‘Wait, wait’, she said, but he had already left.

Her mouth crumpled like used wrapping paper. ‘He forgot to give me a goodbye kiss’, she whispered in a voice that trembled under the weight of her hurt.

She called him, ‘you left without giving me a kiss’, she said accusingly. ‘I am sorry sweetheart’, he said, his voice contrite. ‘It is okay’, she said, trying to be all grown up as she cut the call.

She gulped down her breakfast morosely, wore her shoes, picked up her school bag and started to walk out of the door, her shoulders slumped.

As she climbed down the steps, the car glided to a stop outside the house. He got out of the car. She ran to him, her whole face lit up like a Christmas tree.

‘I am sorry I forgot’, he said, as he picked her up and hugged her. She said nothing. Her jaw ached from smiling.

Fifteen years later, no one would remember he was late for a meeting, but a little girl would never ever forget that her father drove all the way back home just to kiss her goodbye!

—–
เวอร์ชั่นภาษาไทย

“สายแล้ว เก้าโมงมีประชุม ไปล่ะนะ” เขากล่าว ก่อนจะคว้าเสื้อสูทและกึ่งเดินกึ่งวิ่งออกจากบ้านไป

ขณะที่รถกำลังเคลื่อนตัวออกไป เธอรีบวิ่งลงบันไดแล้วตะโกนว่า “รอก่อนค่ะ!” แต่ก็ไม่ทันซะแล้ว

สีหน้าเธอผิดหวังเหลือเกิน “วันนี้ เค้าลืมหอมแก้ม” เธอพูดกับตัวเองเบาๆ

เธอกดโทรศัพท์หาเขา

“วันนี้พ่อลืมหอมแก้มหนูก่อนออกจากบ้าน” เธอตัดพ้อ

“พ่อขอโทษจริงๆ ลูกรัก” เขาพูดด้วยน้ำเสียงรู้สึกผิด

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ” เธอพยายามจะไม่งอแง ก่อนจะวางหูไป

เธอทานข้าวด้วยอารมณ์ขุ่นมัว ใส่รองเท้า หยิบกระเป๋านักเรียน และเตรียมตัวออกจากบ้าน

ขณะที่เธอเดินลงบันไดมานั้น ก็ได้ยินเสียงรถจอดหน้าบ้าน เธอเห็นคุณพ่อลงมาจากรถ หนูน้อยรีบปรี่เข้าไปหาคุณพ่อ หน้าเธอบานอย่างกับกระด้ง

“พ่อขอโทษจริงๆ ที่ลืมนะคะ” ว่าแล้วก็อุ้มเธอขึ้นมากอด เด็กน้อยไม่พูดอะไร เพราะมัวแต่ยิ้มไม่หุบ

อีกสิบห้าปี ไม่มีใครจำได้หรอกว่าวันนั้นเขาเข้าประชุมสาย

แต่เด็กน้อยคนหนึ่งจะไม่มีวันลืม ว่าครั้งหนึ่งพ่อของเธอเคยวนรถกลับมาที่บ้านเพียงเพื่อจะหอมแก้มเธอก่อนไปทำงาน!

—–

ขอบคุณเรื่องเล่าจาก Quora: Stories: What is the most beautiful short story? 

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

รอแล้วแก่

20150624_WaitGetOlder

บางทีคนเราก็มักจะใช้คำว่า “รอ” แทนคำว่า “ผัดวันประกันพรุ่ง”

รอให้มีแรงบันดาลใจก่อน ถึงจะเขียนบล็อก
รอให้ได้ทำงานที่เราชอบก่อน ถึงจะขยัน
รอให้เศรษฐกิจฟื้นก่อน ถึงจะเริ่มลงทุน
รอให้มีไอเดียเจ๋งๆ ก่อน ถึงจะเริ่มทำธุรกิจ
รอให้ฐานะดีก่อน ถึงจะให้ทาน
รอให้มีเวลาก่อน ถึงจะออกกำลังกาย
รอให้เกษียณก่อน ถึงจะศึกษาธรรมะ

เราเลือกที่จะไม่ทำสิ่งที่ตัวเราเองก็รู้อยู่แก่ใจว่ามีความสำคัญ โดยให้เหตุผลว่ายังไม่พร้อม หรือสถานการณ์ไม่เอื้ออำนวย

แต่ผมว่านั่นเป็นเพียงข้ออ้างทั้งนั้น

เหตุผลที่แท้จริงน่าจะเป็นหนึ่งในสองข้อนี้

– ไม่เห็นความสำคัญ
– กลัวล้มเหลว

มาเจาะดูทีละข้อดีกว่า

1. ไม่เห็นความสำคัญ
ที่เรายังไม่ออกกำลังกาย หรือยังไม่ศึกษะธรรมะ ก็เพราะว่าเรายังไม่เห็นว่าสิ่งเหล่านี้สำคัญ

หรือถ้าเห็นว่าสำคัญ ก็ยังสำคัญน้อยกว่าเรื่องอื่นๆ เราจึงไม่ค่อยมีหรือไม่เคยมีเวลาให้

เรื่องอย่างนี้อาจต้องรอให้เจ็บป่วย หรือเจอสถานการณ์ที่ทุกข์หนักๆ ก่อนถึงจะเริ่มเห็นคุณค่าของการออกกำลังกายหรือออกกำลังใจขึ้นมาบ้าง

แต่ถ้ารอจนถึงตอนนั้น อาจจะสายเกินแก้แล้วก็ได้

เรือล่มแล้วเพิ่งจะมาเรียนว่ายน้ำมันจะไปทันได้ยังไง

2. กลัวล้มเหลว
ในกรณีที่เราเห็นความสำคัญและอยากทำมันจริงๆ เพียงแต่กลัวทำออกมาแล้วจะเฟลหรือไม่ดีอย่างที่เราวาดภาพไว้ ก็เลยเผาเวลาไปเรื่อยๆ โดยหวัง (อย่างลมๆ แล้งๆ ว่า) วันหนึ่งเราจะมีศักยภาพเพียงพอที่จะทำมันออกมาได้ดี

ว่าแต่ว่าความล้มเหลวคืออะไร?

ถ้าความล้มเหลวคือการทำไม่ได้ตามเป้า หรือทำแล้วพลาดพลั้งจนทำให้สภาพการเงินของเราสั่นคลอน วิธีรับมือกับความเสี่ยงเหล่านี้ก็ไม่ใช่เรื่องสุดวิสัยจริงมั้ยครับ?

ถ้ากลัวว่าจะทำไม่ได้ตามเป้า ก็ตั้งเป้าต่ำๆ ไว้ก่อน แล้วค่อยๆ ขยับเป้า

ตอนที่ผมเริ่มตั้งใจจะเขียนบล็อกนี้อย่างจริงจังเมื่อวันที่ 2 มกราคมปีนี้ ผมก็ตั้งเป้ากับตัวเองว่าจะเขียนให้ได้ติดต่อกันสามวัน

พอเขียนครบสามวันก็ขยายเป้าให้เป็นหนึ่งสัปดาห์

แล้วพอครบหนึ่งสัปดาห์ ก็มั่นใจมากขึ้นเลยตั้งใจจะเขียนให้ได้ทุกวันติดต่อกันหนึ่งเดือน

ในแง่ความสำเร็จ ถ้าผมตั้งเป้าว่าต้องมีคนไลค์เพจของผม 100,000 คน ผมก็คงจะรู้สึกเฟลไปอีกหลายปี แต่เป้าของผมตอนนี้คือผมตั้งใจจะเขียนให้ดีขึ้นวันละ 1% ส่วนยอดคนไลค์ Facebook Page ที่เพิ่มจากห้าสิบกว่าคนเป็น 1200 ได้ในเวลาครึ่งปี ก็ดีใจมากๆ แล้วครับ (แต่ถ้าใครยังไม่ได้กดไลค์รบกวนด้วยนะฮะ!)

ส่วนถ้ากลัวว่าถ้าพลาดพลั้งจะกระทบเสถียรภาพทางการเงิน ก็ลองทำแบบค่อยเป็นค่อยไป เหมือนเวลาจะอาบออนเซ็นหรือน้ำพุร้อนก็ต้องเอาเท้าแหย่ๆ ลงไปก่อน เอามือวักน้ำมาประตามตัวก่อน พอรู้ว่าน่าจะไหว ก็ค่อยๆ เอาตัวจุ่มลงไป

ถ้าเราไม่รีบรวย โอกาสที่จะโดนน้ำร้อนลวก (เจ๊ง) นั้นแทบเป็นศูนย์ครับ

ผมเชื่อว่าถ้าเราให้เวลากับเรื่องที่มันสำคัญกับเรา และทำทุกอย่างด้วยความไม่โลภและไม่ประมาท ก็ไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่ต้องรอเวลาอีกต่อไป

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ Archives

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings

ข้อดีของการรู้ว่าอะไรสำคัญ

20150418_MakesSense

เมื่อคุณรู้ว่าอะไรสำคัญที่สุด ทุกอย่างจะเมคเซ้นส์
เมื่อคุณไม่รู้ว่าอะไรสำคัญที่สุด อะไรๆ คุณก็เอาหมด

– Gary Keller, The ONE Thing

—–

หนังสือเกี่ยวกับ Productivity ที่ผมชอบมากที่สุดเรื่องหนึ่งคือหนังสือชื่อว่า The ONE Thing ของ Gary Keller ครับ

ผมเคยเขียนถึงหนังสือเล่มนี้ไปแล้วครั้งหนึ่งในตอน “โดมิโนสู่ดวงจันทร์

ความหมายของ The ONE Thing คือสิ่งที่สำคัญที่สุดของคุณ

ถ้าคุณรู้ว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับคุณคืออะไร และตั้งใจใช้เวลากับมันทุกวัน สุดท้ายแล้วเราก็จะไปถึงจุดหมายหรือดวงจันทร์ของเราได้

พอเรารู้ว่าอะไรสำคัญที่สุด เราจะใช้ชีวิตอย่างมีสติและมีหลักการที่ชัดเจน เพราะเราจะให้ความสำคัญกับสิ่งๆ นั้นมากกว่าสิ่งอื่นเสมอ

แต่ถ้าเราไม่รู้ว่าอะไรสำคัญ ชีวิตของเราก็จะสะเปะสะปะ เจออะไรน่าสนใจเราก็จะ “ลงไปคลุก”  ไม่เลือกหน้า

ยกตัวอย่างตัวเองนะครับ

ตอนนี้ The ONE Thing ของผมคือการเขียนบล็อกทุกวัน

นี่คือสิ่งที่ผมได้สัญญากับตัวเองไว้แล้วว่าจะต้องทำให้เสร็จเรียบร้อย ไม่ว่าวันนั้นจะยุ่งมากแค่ไหนก็ตาม

พอผมกันเวลาส่วนหนึ่งไว้เขียนบล็อกแล้ว ก็จะสามารถจัดสรรเวลาให้กับเรื่องอื่นๆ ได้ตามความเหมาะสม – แล้ว everything ก็จะ makes sense อย่างที่คุณแกรี่กล่าว

แต่ก่อนหน้าที่ผมจะเริ่มเขียนบล็อกทุกวัน วันเสาร์อาทิตย์ของผมจะเละๆ หน่อย

ตื่นเก้าโมงกว่าๆ กินข้าวเสร็จก็มานอนเล่นเฟ๊ซบุ๊คหรืออ่านการ์ตูน พอเที่ยงก็ไปหาอะไรกิน อาจจะแวะไปซื้อของที่ MaxValu เจอดีวีดีน่าสนุกก็ซื้อกลับมาดูที่บ้าน

แล้วเวลาก็หมดไปอีกวันหนึ่ง แม้จะได้พักผ่อน แต่ก็จะไม่ค่อยสบายใจเท่าไหร่เพราะลึกๆ แล้วเรารู้ตัวว่าเรายังไม่ได้ทำสิ่งที่ควรทำเลย

อ้อ The ONE Thing ไม่จำเป็นต้องมีอย่างเดียวนะครับ เพราะชีวิตคนเรามีหลายมิติ

อาจจะแบ่งออกเป็น The ONE Thing ด้านสุขภาพ ด้านจิตใจ ด้านหน้าที่การงาน ด้านความสัมพันธ์ ก็จะได้ The ONE Thing สี่อย่างแล้ว ซึ่งก็น่าจะใช้เวลาและต้องลงแรงพอดู แต่ผลลัพธ์ออกมาก็น่าจะคุ้มค่ากว่าการไม่มี The ONE Thing เลย

แล้วคุณล่ะ มี The ONE Thing ของตัวเองรึยัง?

—–
Credits:

Goodreads: Gary Keller quotes