จดหมายถึงปรายฝน

20151031_Pryfon

ถ.พัฒนาการ เขตประเวศ
กรุงเทพมหานคร

เสาร์ที่ 31 ตุลาคม 2558

สวัสดีปรายฝน

วันนี้ลูกอายุครบ 5 วันแล้วนะ

การมาของลูกเปลี่ยนชีวิตพ่อกับแม่ไปหลายอย่างเหลือเกิน

เวลาเจอเหตุการณ์เปลี่ยนชีวิต ย่อมหมายถึงการได้พานพบประสบการณ์แปลกใหม่ ได้เจออะไรที่ไม่เคยเจอ ได้ทำอะไรที่ไม่เคยทำ

พ่อจะเล่าให้ลูกฟังนะว่า พ่อได้ทำอะไรเป็นครั้งแรกบ้าง

นั่งเบาะหลังแล้วใส่เข็มขัดนิรภัยเป็นครั้งแรก ธรรมดาเวลาพ่อขับรถหรือนั่งข้างหน้าพ่อจะใส่เข็มขัดนิรภัยตลอดอยู่แล้ว แต่พอรู้ตัวว่าแม่ตั้งครรภ์ลูก พ่อก็เริ่มใส่เข็มขัดนิรภัยแม้จะนั่งเบาะหลัง นั่งแท๊กซี่ หรือนั่งรถตู้

ได้ใช้สรรพนาม “พ่อ” เป็นครั้งแรก หลังจากที่แทนตัวเองว่า “รุตม์” “ผม” “เรา” และ “พี่” มาตลอดชีวิต

ได้ตั้งชื่อคนเป็นครั้งแรก ก่อนที่จะรู้ว่าลูกเพศอะไร พ่อกับแม่เรียกลูกที่ยังอยู่ในท้องว่า “ลูฟี่” ชื่อของพระเอก One Piece การ์ตูนที่พ่อชอบที่่สุด แต่พอรู้ว่าลูกเป็นเด็กผู้หญิง และปู่กับย่าก็อยากให้ลูกมีชื่อเล่นเป็นภาษาไทย พ่อกับแม่เลยต้องมานั่งคิดกันใหม่ ต้องขอบคุณน้าส้ม ซึ่งเป็นน้องที่เคยทำงานอยู่ที่เดียวกับพ่อ เล่นดนตรีด้วยกันและช่วยงานพ่อมาตลอด ที่ทักว่าลูกจะเกิดช่วงปลายฝนต้นหนาวพอดี เลยเป็นการจุดประกายให้ตั้งชื่อลูกว่า “ปรายฝน” ที่นอกจากจะเรียบง่ายและไพเราะแล้วยังดูน่าค้นหาอีกด้วย

ส่วน “วลีรัตน์” ชื่อจริงของลูกนั้น พ่อกับแม่ขอให้ผู้ใหญ่ที่ครอบครัวของเราเคารพนับถือช่วยตั้งให้ โดยท่านได้อวยพรไว้ว่า วาจาใดที่ลูกพูดออกมา จะเป็นวาจาที่ถนอมทุกอย่าง เป็นวาจาที่ช่วยผู้ช่วยคน ฉะนั้น ‘วลีรัตน์’ จะเป็นเด็กที่จะดำเนินชีวิตแห่งธรรมะและช่วยเหลือผู้อื่นนะลูกนะ

ได้น้ำตาอาบแก้มจากการเห็นลูกเป็นครั้้งแรก ก่อนที่ลูกจะเกิด พ่อกับแม่ก็มีความกังวลนะว่า การผ่าตัดจะปลอดภัยรึเปล่า ลูกออกมาจะแข็งแรงรึเปล่า แต่วินาทีที่พ่อได้เห็นหน้าลูกครั้งแรกที่หน้าห้องผ่าตัด พ่อก็โล่งใจและดีใจจนน้ำตาไหลเลยล่ะ

ได้อาบน้ำเช็ดตัวให้คนอื่นเป็นครั้งแรก หลังจากผ่าคลอดปรายฝน แม่ของลูกต้องนอนโรงพยาบาลอยู่สามคืน แผลที่ท้องของแม่ต้องเย็บถึงห้าชั้น แม่บอกว่านี่เป็นการเจ็บที่สุดในชีวิตแล้ว

พ่อได้มีโอกาสดูแลแม่ด้วยการเปลี่ยนเสื้อผ้าและเช็ดตัวให้แม่ เช็ดตัวไปก็คิดไปว่านี่ก็เป็นวัฏจักรอย่างหนึ่ง วันนี้พ่อเช็ดตัวให้แม่ กลับบ้านก็ต้องเช็ดตัวให้ลูก ในอนาคตก็ต้องเช็ดตัวให้ปู่กับย่า และวันหนึ่งลูกก็อาจต้องมาเช็ดตัวให้พ่อกับแม่เหมือนกัน

เขียนบล็อกไม่ทันเป็นครั้งแรก ออกจากโรงพยาบาลวันพฤหัสฯ พ่อกับแม่ถึงได้รู้ซึ้งว่าการเลี้ยงเด็กต้องใช้พลังงานแค่ไหน ตั้งแต่กลับถึงบ้าน พ่อกับแม่และญาติๆ อีกหลายคนต้องแท็กทีมกันรับมือกับลูกที่ยังไม่คุ้นชินกับสถานที่ใหม่ รู้ตัวอีกทีก็เกือบเที่ยงคืนแล้ว เลยต้องเอาบทความเก่าเรื่องโบสถ์ในบ้านวิหารในใจ ที่พ่อเคยเขียนลงนิตยสารมาลงในบล็อกเพื่อแก้ขัด

ได้นอนตื่นทุกสามชั่วโมงเป็นครั้งแรก ช่วงแรกพ่อกับแม่ต้องปลุกลูกขึ้นมากินนมอยู่เรื่อยๆ แถมแม่ก็ยังน้ำนมไม่ค่อยเยอะ ลูกกินแล้วเหมือนยังไม่สาแก่ใจจนต้องใช้นมผงเข้าช่วย แต่แม่กับพ่อตั้งใจจะเลี้ยงลูกด้วยนมแม่เป็นหลักนะ หวังเหลือเกินว่าลูกจะไม่ติดนมผงเสียก่อน

ได้เช็ดก้นคนอื่นเป็นครั้งแรก เมื่อคืนนี้ลูกไม่ยอมนอน พ่อเลยจับลูกนอนท่า Kangaroo ซักพักลูกก็ตดดังปู๊ด แกะมัมมี่โป๊ะโกะก็พบทั้งของเหลวของข้นประเดประดังออกมาเป็นสายธาร เช็ดกันไม่หวาดไม่ไหว เช็ดไปก็คิดไปว่าเรื่องนี้ก็เป็นวัฏจักรอีกเหมือนกัน

ได้อาบน้ำให้ลูกเป็นครั้งแรก วันนี้เลย สดๆ ร้อนๆ ลูกร้องไห้จ้าถีบพ่อตลอดเวลา พ่อก็ไม่กล้าจับตัวลูกแรงเพราะกลัวลูกจะเจ็บ ที่สำคัญลูกยังฉี่ใส่พ่อจนพ่อรู้สึกอบอุ่นตลอดการอาบน้ำให้ลูกเลยนะ

ได้เห็นความแข็งแกร่งของแม่เป็นครั้งแรก แม่ของลูกเป็นลูกคนสุดท้องเลยออกแนวขี้แงนิดหน่อย แต่สองวันมานี้แม่อดทนมาก เพราะแม้ว่าจะยังเจ็บแผลผ่าตัดจนเดินกะโผลกกะเผลก แต่แม่ก็ยังตื่นนอนก่อนพ่อ และทำอะไรต่อมิอะไรไม่หยุด ซักผ้า ล้างถ้วย พับผ้า เปลี่ยนผ้าอ้อม ให้นม ปั๊มนม ฯลฯ พ่อก็เลยมีโอกาสได้เห็นการ “แปลงกาย” (transformation) จากผู้หญิงธรรมดาสู่ “มนุษย์แม่” อย่างใกล้ชิด และรู้สึกรักแม่ของลูกมากยิ่งกว่าเดิม และรักปู่กับย่ามากกว่าเดิมด้วย

ยังมี “ครั้งแรก” อีกหลายๆ อย่างที่พ่อยังไม่ได้เล่า หรือไม่อาจนำมาเล่าได้ เพราะพ่อรู้ว่าอาจมีคนอื่นผ่านมาเห็นจดหมายฉบับนี้

แต่พ่อรอคอยวันที่จะได้พบประสบการณ์ “ครั้้งแรก” อีกหลายๆ อย่างที่จะตามมา

ไม่ว่าจะเป็นวันที่ลูกเรียกพ่อครั้งแรก ลูกฉี่รดที่นอนครั้งแรก ลูกไปโรงเรียนครั้งแรก ลูกปั่นจักรยานสองล้อครั้งแรก ลูกแสดงบนเวทีครั้งแรก ลูกนั่งสมาธิครั้งแรก ลูกนอนโรงพยาบาลครั้งแรก ลูกมีแฟนครั้งแรก ลูกอกหักครั้งแรก

ไม่ว่าจะดีจะร้าย พ่อกับแม่จะอยู่เคียงข้างลูกเสมอ

ขอให้ปรายฝนมีสุขภาพที่แข็งแรง มีจิตใจที่ดีงาม มีชีวิตที่ครบรส และได้พบความสุขที่แท้จริงนะลูกนะ

รักลูกมาก
แม่-พ่อ

#adaythatchangedmylife

ทำไมถึงอยากมีลูก

20150827_WhyHaveABaby

“ขอ request โพส เรื่องมีลูกครับ ประมาณว่าตัดสินใจเมื่อไร เริ่มคิดเมื่อไร อะไรคือแรงสุดท้ายที่ทำให้ตัดสินใจว่ามีลูกครับ”

– อัม อัมรินทร์ 11 ก.ค. Facebook Message

—–

อัม (ไม่ใช่อ่ำ) หรือชื่อจริงว่าอัมรินทร์ คือน้องที่เคยทำงานอยู่ที่รอยเตอร์ด้วยกัน

และที่สำคัญกว่านั้นเราเล่นดนตรีด้วยกันในวง Reuters Music Group (สมัยนั้นบริษัทยังไม่ได้เปลี่ยนชื่อเป็น Thomson Reuters)

ตอนที่มาสมัครเข้าวงดนตรีใหม่ๆ อัมบอกว่า “เล่นอะไรก็ได้” เราก็เลยจับอัมเล่นคีย์บอร์ดเลยเพราะตอนนั้นในวงขาดมือคีย์บอร์ด

แต่เราก็ค่อยๆ เรียนรู้ว่า จริงๆ แล้วอัมเล่นกลองกับกีต้าร์เก่งมากเช่นกัน ช่วงนั้นถ้าเพลงไหนยากๆ เราก็มักจะโยนให้อัมกับปั๊ม (คู่ซี้ของอัม) ให้เอาไปจัดการ

เมื่อประมาณ 8 ปีที่แล้ว อัมก็แต่งงานกับเดียร์ และลาออกจากรอยเตอร์เพื่อไปเรียนต่อที่อเมริกา โดยเดียร์ไปต่อหมอเฉพาะทาง ส่วนอัมก็ไปทำงาน เรียนปริญญาโทและปริญญาเอกสาย Computer Science

อ้อ อัมมีบล็อกเกี่ยวกับการไปฝึกงานที่ Google ด้วย เชิญเข้าไปอ่านได้ที่เพจ อิต อิ๊ส อะ แวรี่ กู๊ด  ครับ

—–

ตอนนี้อัมกับเดียร์ยังไม่มีลูก อัมก็เลยมาถามผมว่าทำไมผมถึงคิดมีลูก

ขอตอบคำถามของอัมตรงๆ ก่อน

เริ่มคิดเมื่อไร
น่าจะตั้งแต่วัยรุ่นแล้วนะครับ คิดมาแต่ไหนแต่ไรแล้วว่าโตขึ้นแล้วอยากมีลูก

ตัดสินใจเมื่อไร
ตัดสินใจเมื่อตอนคุยกับภรรยาแล้วว่าเขาก็อยากมีลูกเหมือนกัน

อะไรคือแรงสุดท้ายที่ทำให้ตัดสินใจว่ามีลูก
ถ้าเอาจริงๆ ก็คือผมกับภรรยาก็อายุค่อนข้างเยอะแล้ว พอจบงานแต่งงานก็ปล่อยตามธรรมชาติเลย โดยคิดกันง่ายๆ ว่าถ้าเขาจะมาเขาก็คงมา ถ้าเขาไม่มาก็ไม่เป็นไร

—–

คราวนี้ขอตอบโดยรวมบ้างว่า “ทำไมถึงอยากมีลูก” เพราะเป็นสิ่งที่ไม่เคยถามตัวเองแบบจริงจังเหมือนกัน

พอลองมานั่งคิดดู จึงได้คำตอบคร่าวๆ ว่าผมอยากมีลูกไปเพื่ออะไร

มีลูกเพื่อทำหน้าที่
ในเชิงชีววิทยา สิ่งมีชีวิตเกือบทุกชนิดมีสัญชาติญาณอย่างหนึ่งที่เหมือนๆ กันคือการสืบพันธุ์เพื่อดำรงไว้ซึ่งเผ่าพันธุ์ของตัวเอง

เป็นไปได้ว่า การเพิ่มจำนวนมนุษย์ในโลกนี้อาจจะยิ่งทำให้โลกเสื่อมโทรมลงกว่าที่เป็นอยู่ แต่ผมว่า “จำนวน” ของมนุษย์อาจจะไม่ใช่สาเหตุที่มีน้ำหนักเท่ากับ “คุณภาพ” และ “คุณธรรม”

มีลูกเพื่อสร้างคน
ผมเป็นคนหนึ่งที่ชอบความท้าทาย จึงชอบลองงานใหม่ๆ ได้ทำอะไรที่มันยากๆ และน่ากลัวนิดๆ

และในบรรดาโปรเจ็คอันน่าท้าทายทั้งหลาย ผมว่าการเลี้ยงเด็กคนหนึ่งให้เติบโตขึ้นมาเป็นคนที่มีคุณธรรมและมีคุณภาพนี่เป็นอะไรที่โคตรจะท้าทายเลย

เป็นโปรเจ็คที่ไม่มีวันหยุดเสาร์อาทิตย์ ไม่ได้เงินซักบาท และใช้เวลาอย่างน้อย 20 ปี กว่าสิ่งที่เราลงแรงไปจะผลิดอกออกผล (ออกผลในแง่ที่เขามีความคิดอ่านเป็นตัวของตัวเองและสร้างประโยชน์ให้กับสังคมแบบจับต้องได้)

มีลูกเพื่อรับประสบการณ์
ถ้าพระเจ้าคือ “ผู้สร้าง”
การได้เป็นพ่อ-แม่คน ก็คือการสวมบทบาทของพระเจ้าดีๆ นี่เอง เพราะพ่อและแม่คือผู้ให้กำเนิดและคอยดูแลปกป้องลูกราวกับพระเจ้าให้กำเนิดและคอยดูแลมนุษย์

ครูบาอาจารย์สอนเราว่า พ่อแม่คือพระอรหันต์ในบ้าน คนธรรมดาสุกๆ ดิบๆ คนหนึ่งอาจจะเปลี่ยนเป็นคนที่มีความรัก ความเสียสละ และความเมตตาอย่างยิ่งได้เมื่ออยู่กับหน่อเนื้อเชื้อไขของตัวเอง

และเคยรู้สึกมั้ยครับว่า พ่อแม่ของเราต้องเป็น “ซูเปอร์แมน-วันเดอร์วูแมน” แน่ๆ เพราะเขาตื่นเช้ากว่าเรา นอนดึกกว่าเรา ทำงานหนักกว่าเรา แบกภาระมากกว่าเรา จนเรานึกไม่ออกเลยว่า ถ้าเราเป็นเขาเราจะอดทนขนาดนั้นได้อย่างไร

การได้เป็นพ่อเป็นแม่คือโอกาสที่เราจะได้สัมผัสประสบการณ์การเป็นพระเจ้า พระอรหันต์ และซูเปอร์แมนครับ

มีลูกเพื่อสร้างครอบครัว
บ้านทั้งหลัง ถ้าอยู่กันแค่สองคน ก็อาจจะเงียบไปนิดรึเปล่า

แต่งงานโดยไม่มีลูก มันก็ดีที่ไม่ต้องคอยรับผิดชอบชีวิตใครก็จริง แต่ถ้าในบ้านมีแต่ผู้ใหญ่ที่ความคิดความอ่านเท่าๆ กันหมด ในบ้านก็อาจขาดความหลากหลาย

และชีวิตที่ไม่มีความหลากหลาย ก็อาจจะขาดสีสันและน่าเบื่อ

การมีมนุษย์ตัวเล็กๆ ซักคนสองคนวิ่งไปวิ่งมา น่าจะสร้างมิติบางอย่างที่ชายหนุ่ม-หญิงสาวไม่อาจสร้างได้เพียงลำพัง

ที่สำคัญ มนุษย์ตัวเล็กๆ เหล่านี้อาจจะช่วยให้เราระลึกถึงบางสิ่งหรือบางอารมณ์ที่เราหลงลืมไปนานแล้วก็ได้

มีลูกเพื่อตอบแทนบุญคุณ (Pay it forward)

ทั้งบุญคุณพ่อแม่ และบุญคุณแผ่นดิน

ครึ่งชีวิตที่ผ่านมา ผมรู้สึกว่าผมโชคดีเหลือกเกินที่ได้เกิดมาในครอบครัวนี้ มีพ่อแม่ที่เข้าใจและให้อิสระ มีน้องชายที่คอยช่วยเหลือทุกอย่าง

และรู้สึกโชคดีมากที่ได้เกิดมาเป็นคนไทย ประเทศที่ไม่สมบูรณ์แบบแต่ก็น่ารัก ที่ให้โอกาสผมได้กินอะไรอร่อยๆ ได้เจอเพื่อนดีๆ ได้งานดีๆ ทำ ได้เล่นดนตรีและเตะบอล

ถ้าเราไม่มีลูกเลย ผมอาจจะรู้สึกผิดว่าเรารับมาอย่างเดียว แต่ไม่ได้ให้กลับคืนสู่สังคมเท่าที่ควร

มีลูกเพื่อให้โอกาสคน
เหตุผลข้อนี้เป็นเรื่องความเชื่อ

พระท่านบอกว่า การเกิดแก่เจ็บตายเป็นทุกข์

แต่ในอีกมุมหนึ่ง พระท่านก็บอกอีกว่า การได้เกิดเป็นมนุษย์ถือเป็นความโชคดีอย่างมหาศาล (ดีกว่าไปเกิดในภพภูมิอื่นๆ) ยิ่งได้เป็นมนุษย์ที่ได้เกิดในยุคที่ธรรมะและหนทางดับทุกข์ยังคงอยู่ ต้องเรียกว่า “แจ๊คพ็อต” เอามากๆ

ดังนั้น การที่เราให้โอกาสให้เด็กคนหนึ่งมาเกิดกับเรา และเราได้สอนให้เด็กคนนี้รู้จักธรรมะก็เท่ากับเป็นการให้โอกาสที่เขาได้มาเรียนรู้วิธีการออกจากสังสารวัฏ

จะมีของขวัญใดที่มีค่ามากไปกว่านี้

—–

ป.ล. คำตอบเหล่านี้เป็นการคิดเอาเองล้วนๆ เพราะต้องรออีกสองเดือนถึงจะได้เป็นพ่อคนจริงๆ

ถึงตอนนั้น ความคิดหลายๆ อย่างอาจจะเปลี่ยนไปก็ได้นะครับ!

ป.ล.2 นี่เป็นโพสต์แรกที่ตอบคำถามจากทางบ้าน ชักเริ่มติดใจ เลยขอประชาสัมพันธ์ว่า ใครอยากจะให้ผมเขียนเรื่องอะไร หรืออยากถามมุมมองในเรื่องไหน ก็ทักมาได้ทาง Message ของเพจ Anontawong’s Musings นะครับ

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่