7 สิ่งที่คุณจะได้จากการไปเที่ยวต่างแดน

20150525_7ThingsFromTraveling

หากคุณได้อ่านยูโรมโนสาเร่ของผมทั้ง 14 ตอน คงพอจะรู้ว่าผมเพิ่งไปเที่ยวยุโรปมา

ผมเชื่อว่า การไปเที่ยวต่างประเทศ นอกจากได้พักผ่อนและได้ไปเยือนสถานที่ที่เราอยากไปแล้ว ยังมีผลพลอยได้อีกหลายข้อ จึงขอรวบรวมเท่าที่คิดได้มาไว้ ณ ตรงนี้นะครับ

1. ได้ฝึกการวางแผน
การเตรียมตัวไปเที่ยวนี่ต้องใช้พลังงานเยอะมากนะครับ เผลอๆ เยอะกว่าตอนทำงานอีก เพราะมันมีหลายปัจจัยที่ต้องจัดระเบียบให้สอดคล้องกัน เช่นต้องรู้ก่อนว่าอยากจะเที่ยวที่ไหน จากนั้นก็ต้องเช็คกับสถานฑูตประเทศนั้นๆ ก่อนว่าจำเป็นต้องใช้เอกสารอะไรบ้างในการขอวีซ่า (บางประเทศอย่างอังกฤษบอกว่าไม่ควรจองตั๋วเครื่องบินก่อน แต่ประเทศอย่างสวิตเซอร์แลนด์ต้องมีเอกสารละเอียดขนาดที่ว่าแต่ละคืนจะอยู่ที่ไหนเลยทีเดียว) จากนั้นก็ต้องจองที่พัก (ผมใช้บริการ airbnb.com นะครับ ใครไม่เคยลองขอแนะนำ!) จองตั๋วรถไฟระหว่างเมือง หรือจองรถยนต์ ต้องไปทำใบขับขี่อินเตอร์ ต้องเผื่อเวลาทำวีซ่า ต้องแลกเงินเตรียมไว้ ต้องจัดกระเป๋าเดินทาง (แฟนผมเก่งมาก เราไปเที่ยวกัน 18 วัน จัดกระเป๋าแค่ใบเดียว น้ำหนัก 18 กิโลเท่านั้น)

2. ได้แก้ปัญหาเฉพาะหน้า
ต่อให้วางแผนมาดีแค่ไหน ก็จะมีหลายเรื่องที่ไม่เป็นไปตามแผนเสมอ เช่นการเที่ยวบางที่ใช้เวลามากกว่าที่คิด หรือสภาพอากาศไม่เป็นดั่งใจ หรือคนร่วมทางไม่สบาย ซึ่งปัญหาเหล่านี้จะนำพาความเครียดมาให้ แต่ขณะเดียวกันมันก็ทำให้ทริปนั้นสนุกและน่าจดจำ

3. ได้เห็นความเป็นไปได้ใหม่ๆ ในเรื่องธรรมดา
ผมว่านี่อาจเป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ผมชอบไปเดินทางต่างถิ่น เพราะมันทำให้เราก้าวออกจากความเคยชินเดิมๆ และได้เรียนรู้ว่า มันมีมากกว่าหนึ่งวิธีนะเฟ้ย

ขอยกตัวอย่างเรื่องที่บ้านเขากับบ้านเราก็มีเหมือนกัน แต่ใช้วิธีการต่างกันนะครับ

3.1 การตรวจกระเป๋าที่สนามบิน – ที่เมืองไทยเราต้องเอากระเป๋าที่เราจะถือขึ้นเครื่องเข้าเครื่องเอ๊กซ์เรย์ก่อน แล้วจึงค่อยเดินผ่านตรวจคนเข้าเมืองแล้วเดินไปที่ประตูขึ้นเครื่อง (Gate) ด้วยขั้นตอนแบบนี้ทำให้เราต้องทิ้งน้ำไปทั้งขวด (แล้วมาเสียเงิน ซื้อน้ำแพงๆ ด้านในแทน) แต่ที่สนามบินปราก เขาเอาเครื่องเอ๊กซ์เรย์มาไว้ที่ประตูขึ้นเครื่องเลย

3.2 การติดราคาหนังสือ – ราคาหนังสือในเมืองไทยจะพิมพ์ไว้บนปกหน้าหรือปกหลัง ราคาหนังสือในปราก จะใช้ดินสอเขียนเอาไว้บนหน้าสุดท้ายของเล่มนั้นๆ

3.3 การเดินทาง – เมืองไทยใช้วิธีตรวจตั๋วก่อนแล้วถึงจะขึ้นรถบัส/รถไฟฟ้าได้ ที่สวิตเซอร์แลนด์ซื้อตั๋วแล้วขึ้นได้เลย และนานๆ ทีถึงจะมีพนักงานตรวจตั๋วขึ้นมาบนรถเพื่อตรวจและปรับคนที่ไม่ได้ซื้อตั๋ว

3.4 การแม็กกระดาษ – ที่เมืองไทยเราจะเย็บแม็กเป็นแนวเฉียงเหมือนเป็นรูปสามเหลี่ยมกับมุมกระดาษ ที่ฝรั่งเศษจะเย็บแม็กเป็นแนวนอนขนานกับเส้นขอบกระดาษ

4. ได้เล่นมือถือน้อยลง
เวลาไปเที่ยวผมมักไม่ได้ซื้อ sim card ของที่นั้นๆ ทำให้เวลาออกนอกบ้านจะใช้มือถือไว้สำหรับถ่ายรูปและไว้ดูแผนที่ Google Maps ที่เซฟ Offline Map มาไว้แล้วเท่านั้น

พอก้มมองมือถือน้อยลง ก็เลยได้เงยหน้ามองสิ่งรอบๆ ตัวมากขึ้น ได้อยู่กับปัจจุบันมากขึ้น ได้คุยกับคนที่นั่งใกล้ๆ เรามากขึ้น

5. ได้มีเวลาอยู่กับตัวเอง
ช่วงท่องเที่ยวเราจะมีเวลาว่างสองสามชั่วโมงติดต่อกัน ทั้งช่วงที่นั่งรอเครื่องบิน และช่วงที่เดินทางในรถไฟหรือรถบัส ยิ่งถ้าเราไม่มีมือถือให้เล่นด้วยแล้ว เราจะมีเวลาได้ครุ่นคิดสิ่งที่เราไม่เคยมีเวลาได้คิด และได้มีเวลาทำความเข้าใจกับหลายๆ สิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างการเดินทางในครั้งนี้

6. ได้รู้จักเพื่อนใหม่
ตอนที่ผมไปพักที่แมนเชสเตอร์ ผมได้รู้จักกับผู้หญิงคนหนึ่งที่น่าสนใจมาก เธอชื่อแคริสติโอน่า เป็นแม่ของเจ้าของบ้านที่ผมไปพักด้วย แคริสตี้ (ชื่อเล่นของแคริสติโอน่า) เป็นชาวอังกฤษที่มีเชื้อสายสก๊อตทิชและแอฟริกัน อายุของเธอน่าจะราวๆ 50 นิดๆ ตอนที่ผมไปนั้น แคริสตี้เพิ่งกลับมาจากการเที่ยวแบบ backpack ที่อินเดียคนเดียวนาน 6 เดือน เขาบอกว่าตอนนี้เขาไม่มีบ้านแล้ว แต่กลับมาอังกฤษเพื่อมาทำงานเก็บเงิน แล้วเดือนสิงหาคมก็จะออกเดินทางอีก (คราวนี้อาจจะไปเนปาล)

นอกจากจะเป็นนักเดินทางตัวยงแล้ว เธอยังรู้จักวิธีการใช้พลังเรกิบำบัดอีกด้วย เธอเรียนศาสตร์นี้มา 18 ปีแล้ว และเก่งถึงขั้นเป็นเรกิมาสเตอร์ คือสอนคนอื่นได้ด้วย เสียดายที่ผมมีเวลาน้อยไปนิดไม่อย่างนั้นคงจะขอเรียนเรกิขั้นพื้นฐานไปแล้ว!

7. ได้เห็นคุณค่าของเมืองไทยมากขึ้น
ผมว่าคนที่เคยไปอยู่เมืองนอกนานๆ หลายคน จะมีข้อสรุปหนึ่งที่คล้ายๆ กันคือ “เมืองไทยนี่โคตรเจ๋งเลย” คนที่ไปเที่ยวเมืองนอกนี่อย่างน้อยๆ ต้องคิดถึงอาหารไทย เพราะมันหลากหลายและไม่เลี่ยนเหมือนอาหารฝรั่ง แต่เมืองไทยมีอะไรมากกว่านั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องข้าวของที่ราคาไม่แพง ร้านค้าเปิดทุกวันไม่เว้นวันเสาร์อาทิตย์ อากาศอาจจะร้อนบ้างแต่ก็ยังดีกว่าหนาวจนไม่อยากอาบน้ำ ฯลฯ

คนไทยหลายคนอยากไปเที่ยวญี่ปุ่นกับสวิตเซอร์แลนด์ แต่เชื่อมั้ยครับว่าคนสวิสกับคนญี่ปุ่นก็ชอบเมืองไทยมากๆ เช่นกัน อย่างที่สวิตเซอร์แลนด์นี่ต่อให้ประเทศเขาจะสวยแค่ไหน เขาก็ไม่มีทะเล (ลองดูในแผนที่ได้) เคยมีคนสวิสคนนึงที่ผมรู้จักแปะรูปภาพชายหาดของเมืองไทยไว้ในห้องนอนของเขาด้วยซ้ำ

—–

ผมเชื่อว่าการเดินทางที่ดีคือการเดินทางที่บังคับให้เราก้าวออกจากโลกเดิมๆ และความเคยชินเดิมๆ เพราะมันจะทำให้เราได้เติบโต

ผมจึงขอจบบทความนี้ด้วยคำพูดประโยคหนึ่งในหนังเรื่อง The Curious Case of Benjamin Button ครับ

“It’s a funny thing coming home. Nothing changes. Everything looks the same, feels the same, even smells the same. You realize what’s changed, is you.”

“การได้กลับบ้านเป็นเรื่องแปลกดีเหมือนกัน ไม่มีอะไรเปลี่ยนไปเลย ทุกอย่างดูเหมือนเดิม ความรู้สึกก็เหมือนเดิม แม้กระทั่งกลิ่นก็ยังกลิ่นเดิม แล้วคุณจึงได้ตระหนักว่า สิ่งเดียวที่เปลี่ยนไปก็คือตัวคุณเอง”

ยูโรมโนสาเร่ตอนที่ 14

5 เรื่องเล่าจากเมืองแมนเชสเตอร์

แมนเชสเตอร์คือเมืองสุดท้ายสำหรับการเดินทางไปยุโรปของเราครั้งนี้ครับ

เหตุผลหลักก็คือการไปดูบอลที่สนามโอลด์แทรฟฟอร์ดระหว่างแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กับ อาร์เซนอล ซึ่งเรื่องนี้ผมจะนำมาเล่าวันหลังครับ

วันนี้ขอเพียงนำความประทับใจเรื่องอื่นๆ จากแมนเชสเตอร์มาเล่าให้ฟังกันก่อน
1. เจอคนดังที่สนามบิน
อังกฤษเป็นเมืองเดียวในยุโรปที่ผมต้องกรอกใบคนเข้าเมือง เพราะที่สวิสกับเชคไม่ต้องกรอก ที่ฝรั่งเศสนี่ผมนั่งรถไฟเข้าไปเลยไม่ต้องกรอก แต่ถ้านั่งเครื่องบินไปก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน

กรอกใบคนเข้าเมืองเสร็จไปต่อคิว จึงเห็นคนไทยกลุ่มหนึ่งประมาณเกือบ 20 คน ส่วนใหญ่เป็นชายฉกรรจ์ พอมองไปตรงกลางกลุ่มก็เห็นคุณกนก รัตน์วงศ์สกุล สงสัยพาคนกลุ่มนี้มาดูบอล ซึ่งไม่น่าจะเป็นแมนยูฯ เพราะคุณกนกเชียร์ทีมเอฟเวอร์ตัน (เมื่อกี้เข้าไปดู Fan page  จึงเห็นว่ามาในโครงการของเบียร์ช้างซึ่งเป็นหนึ่งในสปอนเซอร์หลักของเอฟเวอร์ตัน)

ระหว่างต่อแถวก็เจอคนเอเชียหัวดำเยอะมากๆ อายุราวๆ 25-40 ปีซะเยอะ ดูหน้าตาไม่น่าจะเป็นประเภทอยากเดินเที่ยวชมเมืองแมนเชสเตอร์

ตอนเจอเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง เขาก็ถามว่าเรามาทำอะไร เราก็ตอบไปว่ามาดูแมนยูฯ คร้บ ส่วนแถวข้างๆ คนนึงตอบว่ามาดูบอลลิเวอร์พูล ส่วนอีกคนตอบว่ามาดูคริสตัล พาเลซ

คนบินจากทั่วลงมาลงที่เมืองแมนเชสเตอร์เพื่อมาดูบอลกันเยอะจริงๆ
2. การเดินทางด้วยรถบัส
เรานั่งแท๊กซี่คันสีดำเข้าที่พัก ค่าแท๊กซี่ 18.6 ปอนด์ หรือราวๆ 930 บาท ซึ่งก็ถือว่าเป็นราคาที่โอเค โชคดีที่สนามบินแมนเชสเตอร์อยู่ไม่ห่างจากตัวเมืองมากนัก 25 นาทีก็ถึงแล้ว

ManchesterTaxi

เราคุยกับ Jon ซึ่งเป็นเจ้าของบ้าน เขาก็แนะนำว่าถ้าจะเดินทางไปไหนก็ควรจะซื้อตั๋ว DayRider ราคา 3.9 ปอนด์ ซึ่งจะทำให้ขึ้นรถบัสได้ทั้งวัน (ดีกว่าซื้อตั๋วทีละเที่ยวเพราะราคา 2 ปอนด์) หรือจะซื้อตั๋ว MegaRider ราคา 13.5 ปอนด์ ที่นั่งได้หนึ่งสัปดาห์ก็อาจจะคุ้มแม้เราจะอยู่ที่นี่แค่สามวันกว่าๆ ก็ตาม เพราะมันสามารถใช้นั่งรถบัสไปสนามบินได้ด้วย

สุดท้ายเราก็เลยซื้อ MegaRider โดยซื้อจากคนขับรถเลย เพื่อจะได้ไม่ต้องมากังวลเรื่องซื้อตั๋วอีกต่อไป และเผื่อว่าจะใช้รถบัสเดินทางไปสนามบินในวันสุดท้ายด้วย

แต่ปรากฏว่ามีข้อมูลอย่างหนึ่งทีจอนไม่ได้บอกกับเรา…

เราเดินทางถึง Piccadilly Gardens ซึ่งเป็นชุมสายของรถบัสที่นี่ (แถมมีชิงช้าสวรรค์น้อยๆ หน้าตาคล้ายๆ London Eye ด้วย แต่ไม่เห็นว่ามันเปิดเลยนะ) จากนั้นเราก็เดินหาร้านอาหารเวียดนาม (เพราะแฟนอยากกินเฝอ) ซึ่งดูใน Tripadvisor แล้วมันต้องเดินออกไปนอกเมืองพอสมควร

ปรากฏว่าพอไปถึงแล้วร้านดันปิด คือเปิดแค่ช่วงเที่ยงกับช่วงเย็น (เราไปถึงประมาณสี่โมงเย็น เขาเปิดอีกทีตอนห้าโมงครึ่ง) เราเลยตัดสินใจจะกลับเข้ามาในเมืองอีกครั้งจึงเดินไปรอที่ป้ายรถเมล์ พอรถผ่านมา รถจอด ประตูเปิด ผมชูตั๋ว MegaRider แต่คนขับรถกลับส่ายหน้าบอกว่าใช้ไม่ได้ เราก็เลยงงเลย ต้องรอรถสายอื่นแทน

20150520_205755

มารู้ทีหลังว่า ในแมนเชสเตอร์มี Bus Operator หลายเจ้า บัตรที่เราซื้อนั้นใช้ได้เฉพาะกับ StageCoach และ MagicBus เท่านั้น ส่วนเจ้าอื่นๆ อีก 3-4 เจ้า (หรืออาจมากกว่านั้น) ใช้บัตรนี้ไม่ได้!

เที่ยวมาตั้งหลายที่ก็เพิ่งเคยเจอ Day Pass ที่ใช้ได้กับรถบัสแค่บางคันนี่แหละ

(แต่หลังจากอยู่ไปสามวัน StageCoach ก็น่าจะเป็นเจ้าที่มีเครือข่ายรถเยอะที่สุดนะครับ เพราะฉะนั้นก็อาจจะคุ้มที่สุดแล้ว)

3. คนดำที่นี่มีฐานะกว่าคนดำที่ปารีส
อย่างที่ได้เล่าไปเมื่อตอนที่ 6 ว่า ที่ฝรั่งเศสมีคนดำเยอะกว่าที่คิด

ที่อังกฤษก็เช่นกันครับ แต่ความแตกต่างที่ชัดเจนคือคนดำที่แมนเชสเตอร์ดูมีฐานะและมีอนาคตกว่าคนดำที่ปารีสอย่างเห็นได้ชัด

อยู่ที่ปารีส คนดำที่เราพบเห็นมักจะเป็นชายวัยกลางคนขึ้นไป ราวกับว่าเขาย้่ายมาที่นี่เพื่อที่จะมาหางานทำ แต่เท่าที่เห็นคนเหล่านี้มักจะทำงานประเภทขายของพวงกุญแจหอไอเฟลหรือของชำร่วยเล็กๆ น้อยๆ ตามสถานที่ท่องเที่ยวซะมากกว่า

ขณะที่ที่แมนเชสเตอร์ คนดำมีทุกเพศทุกวัย ตั้งแต่เด็กจนโต แถมอยู่กันอย่างมีฐานะด้วย พวกเราเคยเจอคนดำขับบีเอ็มซิ่งไปมาอยู่สองสามหน

4. เกลื่อนกลาดกว่าที่คิด

แฟนผมถึงกับอดอุทานไม่ได้ว่า “นี่หรือเมืองผู้ดี”

เพราะทิ้งขยะกันในที่สาธารณะกันไม่น้อย ที่เห็นชัดๆ คือบนทางเดินและในรถบัส เอารูปมาฝากให้ดูกันนะครับ

  Manchester_Rubbish
(เศษขยะใกล้ๆ อู่รถบัส)

Manchester_RubbishBread(ทิ้งขนมปังปอนด์ไว้ในรถบัส!)

5. Chai ไม่อร่อยเลย
ผมได้รู้จักเครื่องดื่มที่ชื่อว่า Chai ตอนที่เล่นเกมเกมหนึ่งใน Lumosity เมื่อหลายปีที่แล้ว แต่ก็ไม่เคยรู้ว่ารสชาติมันเป็นยังไง

จนวันสุดท้ายก่อนกลับ เราแวะไปนั่งร้านกาแฟ Costa Coffee (ที่เดี๋ยวนี้ก็มีสาขาในไทยแล้ว) แล้วเห็นว่ามี Chai ขายพอดี โดยระบุว่าเป็น specialty menu ของอังกฤษ ก็เลยจัดแก้วขนาดกลางมา เพราะแพงกว่าแก้วเล็กแค่ 20 เพนนี

หน้าตามันคล้ายช็อคโกแล็ต แต่รสชาติมันไม่ใช่เลย รlมันหวานๆ เหมือนกินนมผสมกับขิงและอะไรซ่าๆ ก็ไม่รู้ กินได้แค่สองสามอึกก็ไม่ไหวแล้ว แบ่งให้แฟนกินอึกเดียวคุณเธอก็ขอบาย สุดท้ายเลยเหลือทิ้งเพียบ

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ถ้าจะกินอะไรที่ไม่เคยกิน ให้สั่งไซส์เล็กก็พอ

20150516_201343

—–

เป็นอันจบเรื่องราวในแมนเชสเตอร์นะครับ ขอติดเรื่องที่เยือนโอลด์แทรฟฟอร์ดไว้ก่อนเพราะต้องใช้พลังงานในการเขียนพอสมควร

และบัดนี้ ผมได้กลับถึงเมืองไทยแล้ว จึงขอยุติซีรี่ส์ “ยูโรมโนสาเร่” ไว้แต่เพียงเท่านี้

แต่จะยังเขียนบล็อกอยู่ทุกวันนะครับ ฝาก anontawong.com ไว้ในอ้อมใจของทุกคนต่อไปนะครับ

ยูโรมโนสาเร่ ตอนที่ 13

5 เรื่องเล่าจากปราสาทปราก

วันสุดท้ายที่ปราก เราได้ไปร่วมทัวร์ Prague Castle ซึ่งแม้จะเป็นบริษัทเดียวกับทัวร์ฟรีเที่ยวเมืองปรากจากตอนที่แล้ว แต่คราวนี้เป็นแบบคิดตังค์คนละ 300 คราวน์ (ประมาณสี่ร้อยบาท)

ไกด์ของเราชื่อฟิลิป (เขียนว่า Filip) เป็นเด็กหนุ่มอายุยี่สิบกว่าๆ แต่เป็นไกด์ที่พูดเก่งมาก เวลาฟังเขาพูดเหมือนฟังนักการเมืองเจนโลกปราศรัยกันเลยทีเดียว แนะนำครับคนนี้

20150514_144005  และนี่คือห้าเรื่องที่ได้เรียนรู้จากการเดินชมปราสาทปรากครับ

1. ความยิ่งใหญ่ของปราสาทปราก

ปราสาทปราก หรือ Prague Castle นั้นคือปราสาทที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีพื้นที่ 7.28 เฮกเตอร์ หรือเท่ากับสนามบอล 11.3 สนาม และอยู่มานานถึง 1130 ปี (เห็นความสอดคล้องของตัวเลขมั้ยครับ?)

ด้วยความที่ประเทศนี้ผ่านสงครามมานักต่อนัก เมื่อปี ค.ศ.1541 ปราสาทปรากก็ถูกเผาจนเสียหายไปเสียส่วนใหญ่ ต้องใช้เวลาอีกกว่าหลายร้อยปีในการค่อยๆ ซ่อมแซมปรับปรุงตามแต่กำลังทรัพย์ที่ตัวเองมี

แต่ฟิลิปก็บอกว่า

“Maybe the fire was not a bad thing because it gave us a chance to do things even better. We learned that things will work out at the end”

“การถูกไฟไหม้อาจจะไม่ใช่เรื่องแย่เพราะมันเปิดโอกาสให้เราได้ทำหลายๆ อย่างให้ดีขึ้น พวกเราได้เรียนรู้ว่าสุดท้ายแล้วทุกอย่างจะออกมาโอเค”

#เมืองไทยก็เช่นกัน

2. ไม่มีใครสนใจเรา

ฟิลิปบอกว่า จริงๆ แล้วปราสาทนี้ไม่มีอะไรหรอก ออกจะน่าเบื่อด้วยซ้ำ เพราะไม่มีใครแคร์ประเทศเล็กๆ อย่างเรา จะไปเที่ยวที่ไหนถ้าเค้ารู้ว่าเป็นคนเชคก็ไม่มีใครสนใจ

แต่เขาก็ชอบความเป็นประเทศเล็กๆ ที่ไม่มีใครแคร์นี้นะครับ เพราะมันทำให้ประเทศของเขาไม่ค่อยมีปัญหากับใคร และทำให้มีโอกาสได้อยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุข ไม่เหมือนคนอเมริกันที่บางทีเวลาไปเที่ยวต้องแกล้งบอกว่าเป็นคนแคนาดาเพราะรู้ว่าคนไม่ชอบอเมริกาเยอะ

อีกสิ่งหนึ่งที่บ่งบอกความเป็นคนเชคได้ดีคือคนเชคจะมีความขี้เล่นและ “ลูกบ้า” อยู่ในตัว ซึ่งคุณจะเห็นได้ทั่วไปในสิ่งก่อสร้างต่างๆ

เช่นพอเข้าประตูปราสาทเข้าไปเราจะเจอสวนที่มีต้นซากุระจากญี่ปุ่น แถมยังมีจุดที่คนไปยืนตะโกนชื่อตัวเองแล้วได้ยินเสียงสะท้อนอย่างชัดเจน ท้้งๆ ที่มันเป็นแค่สวนต้นไม้ ไม่ใช่เวทีการแสดงหรืออะไรทั้งสิ้น การมีอะไรที่ดูผิดที่ผิดทางนี่แหละที่เป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของคนเชค

20150514_151846
3. คุณลุงชูป้าย

ตอนเราจะเข้าปราสาท เราได้พบคุณลุงคนนี้

20150514_152726
ฟิลิปอธิบายให้ฟังว่า ระบบยุติธรรมของเชคนั้นชักช้าและล้าหลังมาก เคยมีนักเทนนิสอาชีคนหนึ่งยื่นฟ้องหย่าตั้งแต่ปี 1985 แต่กว่าจะหย่าสำเร็จก็ปี 2005!

สำหรับคุณลุงคนที่มาชูป้ายนี้ เคยมีหนี้ก้อนเล็กๆ อยู่ก้อนหนึ่ง แต่ทางเจ้าหน้าที่ธนาคารมีการใส่ข้อมูลผิดพลาดในระบบ ทำให้โดนคิดดอกเบี้ยทบต้นถึง 103 ปี อันเป็นเหตุให้คุณลุงคนนี้โดนยึดบ้าน คุณลุงได้ทำการร้องเรียนแล้วแต่เรื่องก็ยังไม่คืบหน้า เลยมายืนถือป้ายประท้วงที่นี่เพื่อป่าวประกาศให้ชาวโลกรู้ว่ากระบวนการยุติธรรมของที่นี่มันล่าช้าแค่ไหน

ฟิลิปบอกว่า นี่ก็เป็นปีที่ 5 แล้วที่คุณลุงมายืนชูป้ายที่นี่ทุกวัน

4. มหาวิหารนักบุญไวตัส (St. Vitus Cathedral)
Saint Vitrus Cathedral เป็นโบสถ์ที่สำคัญที่สุดของเชค รีพับบลิค เริ่มก่อสร้างเมื่อปี 1344 โดยกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเชคคือ Charles IV (ซึ่งเป็นผู้ก่อสร้าง Charles Bridge ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่ทุกคนที่มาเที่ยวปรากต้องมาเยือน)

แม้กระนั้นพระเจ้าชาลส์ก็เสด็จสวรรคตเสียก่อนที่โบสถ์จะสร้างเสร็จ มิหนำซ้ำโบสถ์ยังเป็นอาคารหนึ่งที่ถูกเปลวเพลิงในปี 1541 แผดเผาจนพังไปไม่น้อย ต้องใช้เวลาอีกหลายร้อยปีกว่าจะบูรณาการและก่อสร้างจนเสร็จสมบูรณ์เมื่อปี 1929 รวมใช้เวลาในการสร้างทั้งหมดถึง 585 ปี

สิ่งที่น่าสนใจสำหรับผมมีสามประการ

4.1 ประชากรส่วนใหญ่หรือ 75% ของเชคไม่นับถือศาสนาอะไรเลย (ฟิลิปบอกว่า We are one of the most godless nations in the world) เพราะฉะนั้นโบสถ์นี้อาจจะไม่ได้มีความหมายมากนักในเชิงจิตวิญญาณ แต่มันสำคัญเพราะว่ามันเป็นอาคารประวัติศาสตร์ที่บรรพบุรุษของพวกเขาร่วมแรงร่วมใจกันสร้างขึ้นมาหลายยุคหลายสมัย และมหาวิหารนี้ก็เป็นที่ฝังศพของบุคคลสำคัญของเชคหลายท่านด้วยกัน

4.2 จุดเด่นของ Cathedral หลายๆ แห่งคือ Stained Glass Window ซึ่งมักจะบ่งบอกเรื่องราวในคัมภีร์ไบเบิล

มหาวิหารเซนต์ไวตัสก็มีกระจกสีเช่นกัน แต่การก่อสร้างกระจกสีนี้ต้องใช้เงินไม่น้อย ทางการเลยใช้วิธีหา “สปอนเซอร์”

Stained Glass Window บานนึงจึงมีตราประจำตระกูล (Coat of Arms) ของตระกูล Schwarzenberg ซึ่งเป็นผู้บริจาคเงินก่อสร้างกระจกสีบานนี้

แต่ที่ฮาคือมีกระจกสีอีกบานนึงซึ่งชื่อสปอนเซอร์ไม่ได้เป็นตราประจำตระกูล แต่เป็นประโยคคำพูดว่า “บริษัทประกันภัยแห่งแรกในเชค”!

4.3 ด้านหน้าของมหาวิหาร จะเห็นว่ามีบางส่วนที่ยังสร้างไม่ครบถ้วนตามแบบ เพราะเงินหมดเสียก่อน แต่ถ้าสังเกตดีๆ จะมีรูปแกะสลักสี่รูปที่เพิ่มขึ้นมาทั้งๆ ที่ตอนแรกไม่ได้อยู่ในแบบ แถมรูปแกะสลักสี่รูปนี้ดันไม่ใช่รูปของนักบุญหรือเทพอะไรทั้งนั้น แต่เป็นผู้ชายใส่สูทผูกไทด์สี่คนครับ (ในรูปจะเห็นแค่สองคน เพราะอีกสองคนอยู่อีกฝั่งนึง)

ผู้ชายสี่คนนี้คือสถาปนิกที่ได้รับการว่าจ้างให้มาออกแบบโบสถ์ ที่แสบก็คือ เงินหมดทำตามแบบได้ไม่ครบ แต่ดันแกะสลักรูปตัวเองไว้หน้าโบสถ์ซะอย่างนั้น

20150514_160814_Marked
5. ติดไฟให้ปราสาทปราก

เมื่อตอนที่เชคผ่านพ้นการปกครองของคอมมิวนิสต์ในปี 1990 ก็มีการระดมสมองกันว่าจะเฉลิมฉลองอย่างไรดีให้มัน “สุดเหวี่ยง” และ “ไม่เป็นคอมมิวนิสต์” แบบสุดๆ

ทางการปรากก็เลยเชิญวง Rolling Stones จากอเมริกามาเล่นคอนเสิร์ตซะเลย

จำได้มั้ยครับว่าในยูโรมโนสาเร่ตอน 11 คนเชคขายของเก่งแค่ไหน?

หลังจากเล่นคอนเสิร์ตครั้งแรกไปแล้ว Rolling Stones ก็กลับมาเล่นอีกหลายครั้ง จนปี 1995 หลังจบคอนเสิร์ต ประธานาธิบดี Havel ของเชคก็พา Mick Jagger นักร้องนำวง Rolling Stones ไปดื่มเบียร์กันในผับ

แล้ว Havel ก็บอกกับ Mick ว่า เนี่ย ปราสาทปรากของเราสวยงามมาก แต่ก็น่าเสียดายนะที่ตอนกลางคืนมันมืดจนมองไม่เห็นปราสาทเลย

Rolling Stones ก็เลยตัดสินใจใช้เงิน 32,000 ดอลล่าร์เพื่อประดับไฟให้ปราสาทปรากเสียใหม่ จนแจ่มไฉไลอย่างที่เห็นในปัจจุบันครับ

20150514_212001

—–

เป็นอันจบเรื่องราวจากเชครีพับลิคนะครับ

พรุ่งนี้จะมาต่อเรื่องเมืองแมนเชสเตอร์ซึ่งจะเป็นตอนสุดท้ายครับ

ยูโรมโนสาเร่ ตอนที่ 12

5 เรื่องเล่าเกี่ยวจากการร่วม Free Tour ในเมืองปราก

ตามที่ได้เกริ่นไปเมื่อตอนที่แล้วว่าผมรู้เรื่องปรากน้อยมาก จึงตัดสินใจเข้าร่วม Free Walking Tour รอบเมืองปราก

ผมว่าเป็นโมเดลธุรกิจที่น่าสนใจนะครับ คือจะมีไกด์พาคุณเดินชมเมืองปรากถึงสามชั่วโมงเต็ม แล้วตอนท้ายคุณจะให้ทิปเขาเท่าไหร่ก็เท่านั้น ซึ่งถ้ามองในมุมหนึ่งก็แสดงว่าไกด์ต้องพยายามทำหน้าที่ของตัวเองให้สุดฝีมือเพื่อที่จะให้ลูกทัวร์พอใจ และตบรางวัลให้ในตอนท้าย

และนี่คือห้าเรื่องราวที่ได้เรียนรู้จากไกด์ชื่อ Pavel ในวันนั้นครับ

1. เหตุที่ปราก (เคย) รุ่งเรือง

ปรากเคยเป็นเมืองหลวงของราชอาณาจักรโบฮีเมีย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ “จักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์” (ชื่อยาวจัง แปลมาจาก Holy Roman Empire) และด้วยความที่เป็นเมืองหลวงในยุโรปตอนกลาง ที่มีพรมแดนตะวันตกติดกับราชอาณาจักรบาวาเรีย (Bavaria) หรือเยอรมันในปัจจุบัน และตอนใต้ก็ไม่ไกลจากกรุงโรมแห่งอิตาลี เมืองปราก (หรือที่ชาวเชคเรียกว่า “ปราฮา Praha”) จึงเป็นเหมือน interchange station อย่างสยามที่มีผู้คนสัญจรไปมามากมาย

ในช่วงศตวรรษที่ 14 ใครที่มาพักที่เมืองปรากจะต้องสำแดงทรัพย์สินทุกอย่างที่ตนมีและ “พัก” ของเอาไว้กับเจ้าหน้าที่รัฐถึง 3 วัน เพื่อทำการตรวจสอบและเก็บภาษีก่อนจะเดินทางออกจากปรากไปได้ และนี่คือเหตุผลที่ปรากเฟื่องฟูมากจนมีเงินสร้างอาคารใหญ่ๆ อย่างที่ผมเล่าไปในตอนที่แล้ว

2. ประเทศที่ไม่เคยอยู่ได้เกิน 20 ปี

เราคิดว่าเมืองไทยตกอยู่ในวิกฤติการเมืองมานาน แต่ถ้าเทียบกับสาธารณรัฐเช็ก นี่ของเราดูจิ๊บจ๊อยไปเลย

ลุงพาเวลเล่าให้ฟังว่าในช่วงหนึ่งศตวรรษที่ผ่านมา ดินแดนแห่งนี้ได้พบกับ “การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่” ถึงสี่ห้าครั้ง

เปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในระดับเปลี่ยนแปลงการปกครอง เปลี่ยนแปลงชื่อประเทศ เลยทีเดียว

เราคนไทยคงเคยชินกับชื่อเชคโกสโลวาเกีย (Czechoslovakia) แต่ประเทศนี้จบสิ้นไปตั้งแต่ปี 1993 เมื่อเกิดการแยกออกเป็นสองประเทศคือสาธารณรัฐเชค (Czech Republic) และประเทศสโลวาเกีย (Slovakia) และสาธารณรัฐเชคก็อยู่อย่างมีสเถียรภาพมา 22 ปีแล้ว ซึ่งถือเป็น “สถิติใหม่” เพราะในรอบหนึ่งร้อยปีที่ผ่านมายังไม่เคยอยู่เย็นเป็นสุขได้เกิน 20 ปีเลยสักครั้ง

ลองเข้าไปดูประวัติศาสตร์ของประเทศนี้ใน  Wikipedia ก็จะเห็น “ยุค” ต่างๆ ดังนี้ครับ

The First Republic (1918–1938)
The Second Republic (1938–1939)
Second World War (นาซีเข้าปกครอง)
The Third Republic (1945–1948) and the Communist takeover (1948)
The Communist era (1948–1989)
Democratic Czechoslovakia (1989–1992)

3. Astronomical Clock นาฬิกาดาราศาสตร์

ถ้าไปปารีสต้องไปหอคอยไอเฟลและดูรูปโมนาลิซ่า คนที่มาเที่ยวเมืองปรากก็ต้องมาดูนาฬิกาดาราศาสตร์ เดินข้ามสะพาน Charles Bridge และเที่ยวชม the Jewish Quarter

นาฬิกาดาราศาสตร์โด่งดังมากเนื่องจากมันมีอายุถึง 605 ปี หน้าตาของมันคืออย่างนี้ครับ

(ภาพจาก Wikipedia)

ลองสังเกตดีๆ จะเห็นว่าด้านในจะมีรูปภาพของสัตว์ 12 ราศีอยู่ ส่วนวงกลมขาวๆ ที่อยู่รอบๆ วงกลมสีทอง จะมีชื่อของเซนต์ (Saint) จำนวนทั้งหมด 365 องค์ ซึ่งก็คือชื่อของเซนต์ประจำวันนั้นๆ โดยเขามีแม้กระทั่ง App ที่เอาไว้บอกด้วยว่า เซนต์ประจำวันนี้ชื่อว่าอะไร (ผมพยายามหาข้อมูลในเน็ตแล้วหาไม่เจอ)

ความเจ๋งอีกอย่างคือนาฬิกาดาราศาสตร์นี้คือ เวลาครบหนึ่งชั่วโมงตัวตุ๊กตาทั้งสี่ตัวนี้ก็จะเต้นระบำ และด้านบน (ซึ่งในรูปนี้มองไม่เห็น) ก็จะมีหุ่น 12 สาวกของพระเยซู (12 Apostles) วนออกมาให้ประชาชนยลโฉม

นี่ถือเป็นของ “ล้ำสมัย” อย่างที่สุดในปี 1410 เพราะไม่เคยมีใครสร้างนาฬิกาที่มีลูกเล่นอย่างนี้มาก่อน

ไกด์พาเวลเล่าให้ฟังว่า เจ้าครองเมืองปรากในสมัยนั้นชื่นชมนาฬิกานี้มากจนสั่งให้จับตัวคนสร้างนาฬิกานี้มาแล้วทำการควักลูกตาออกทั้งสองข้างและตัดลิ้นเขาซะ!

เพื่อ!!!???

เหตุผลก็คือเพื่อไม่ให้คนสร้างนาฬิกาเรือนนี้ไปสร้างนาฬิกาให้ที่อื่นได้อีกต่อไป

เรื่องราวยังไม่จบแค่นี้ แต่จะเล่าหมดก็กระไรอยู่ เหลือ “ช่องว่าง” ไว้บ้าง เพื่อให้คุณผู้อ่านไปเติมเอาเองตอนไปเยือนเมืองนี้ดีกว่านะครับ!

4. The Jewish Quarter

นี่คือเขตนึงในเมืองปรากที่คนยิวเคยอยู่มาก่อน

ชาวยิวที่เคยอยู่ในละแวกนี้ในสมัยก่อนนั้น ถูกสังคมประณามว่าเป็นคนสังหารพระเยซู จึงโดนรังเกียจและโดนบังคับให้อยู่ในพื้นที่จำกัด (ซึ่งตอนนี้เรียกว่า The Jewish Quarter) โดยบนเสื้อก็จะมีปักดาวสีเหลืองเพื่อให้คนอื่นรู้ว่านี่คือชาวยิว

นอกจากนั้นชาวยิวยังถูกกีดกันจากอาชีพเกือบทุกอย่าง  หนึ่งในอาชีพที่ชาวยิวได้รับอนุญาตให้ทำได้คือ การให้ยืมเงินและคิดดอกเบี้ยเพราะชาวคริสเตียนสมัยนั้นมองว่านี่เป็นอาชีพที่ต่ำเกินไปสำหรับ “คริสเตียนที่ดี”

การกดขี่ชาวยิวนี้ยืนระยะยาวนานถึง 500 ปี

5. อย่าแลกเงินสุ่มสี่สุ่มห้า

ก่อนจะมาที่นี่ “พี่โม” ซึ่งเป็นพี่ที่ออฟฟิศก็เตือนว่าอย่าไปแลกเงินกับคนตามถนนทีเดินมาถามว่าจะแลกตังค์รึเปล่า (พี่เขาเคยพลาดมาแล้ว วิ่งไปแลกตังค์ยูโรเป็นเงินคราวน์เพื่อจะมาซื้อของ พอกลับมาถึงร้านเจ้าของร้านก็ดุเลยว่าคราวหลังอย่าทำอย่างนี้ เพราะเรตเขาแพงมาก)

กรณีพี่โมยังถือว่าโชคดี เพราะไกด์บอกว่ามันมีพวกที่หนักกว่านั้น คือพวกที่อาศัยว่าคนส่วนใหญ่ไม่เคยเห็นเงินคราวน์มาก่อน แถมอ่านภาษาเชคไม่ออกอีก เวลาเอาเงินยูโรหรือดอล่าร์มาแลก แทนที่จะให้เป็นเงินคราวน์ กลับเอาเงินรูเบิลของรัสเซียหรือเงินสกุลอื่นที่หน้าตาแปลกๆ มาให้แทน  มีนักท่องเที่ยวคนหนึ่งเอาเงิน 100 Euro ไปแลก ปรากฏว่าเงินที่ได้กลับมามีมูลค่าแค่ 0.5 Euro เท่านั้น!

จุดแลกเงินที่ดีคือร้านที่ชื่อว่า eXchange ซึ่งอยู่ตรง Kafka Square ครับ ผมลองไปแลกดูแล้วก็ได้เรตดีจริงๆ แถมบริการยังรวดเร็วด้วย

????

อ้อ ขอเตือนอีกอย่าง เพราะผมพลาดมาแล้ว เวลาไปถึงสนามบินปราก จะเจอโต๊ะแลกเงินของ Travelex ซึ่งดูเหมือนจะเป็นเจ้าใหญ่ในยุโรป ทุกอย่างโปร่งใสน่าเชื่อถือก็จริง แต่ spread (ความต่างระหว่างราคาซื้อกับราคาขาย) ของเขาโหดมาก

นี่คือราคาของ 1 Euro ต่อเงินคราวน์ครับ

Buy 23.5984
Sell 29.2236

โชคดีที่ผมซื้อ buy back option เอาไว้ (ทำให้สามารถขายเงินคราวน์คืนได้ในราคา 23.5984 แทนที่จะเป็นราคา 29.2236) จึงเอาเงินยูโรที่เหลือไปแลกเป็นเงินคราวน์กับ eXchange ในเรต 27 กว่าๆ แล้วมาขายคืน Travelex ทำให้ไม่ขาดทุนเกินไปนัก

อ้อ ส่วนใครคิดจะทำกำไรด้วยวิธีนี้ก็อย่าหวังนะครับ เพราะ buy back option จะมีระบุไว้เลยว่าจะขายคืนได้ไม่เกินจำนวนเงินที่เราซื้อไป

——

พรุ่งนี้จะมาต่อเรื่องปรากกันอีกซักตอนนะครับ

ยูโรมโนสาเร่ ตอนที่ 11

5 เรื่องประทับใจจากปราก

การเที่ยวยุโรปครั้งนี้ พวกเราได้มาอยู่ปราก ซึ่งเป็นเมืองหลวงของ Czech Republic ถึงสี่คืน

ผมไม่เคยเที่ยวประเทศนี้มาก่อน ก็เลยได้พบเรื่องแปลกใหม่พอสมควร

และนี่คือห้าความประทับใจที่มีกับเมืองปรากครับ

1. อลังการกว่าที่คิด
ต้องยอมรับก่อนว่า ก่อนมาเที่ยวปรากไม่ได้ศึกษามาก่อนเลยว่าที่นี่มีอะไรดีบ้าง แค่ได้ยินมาว่าบ้านเมืองเขาสวยดี แต่เห็นเป็นยุโรปตะวันออก คงไม่มีอะไรมาก ก็เลยกะว่ามาถึงแล้วค่อยศึกษาข้อมูลแล้วกัน

มาถึงแค่วันแรกก็อึ้งแล้วครับ เพราะตอนนั่งแท๊กซี่จากสนามบินไปที่พัก ก็บังเอิญผ่านอาคารหนึ่งที่ใหญ่โตมโหฬารมาก (มารู้ทีหลังว่าเป็น Prague National Museum ) ดูยิ่งใหญ่กว่าอาคารที่ผมพบเห็นในปารีสซะอีด จนทำให้ผมมองปรากใหม่ไปเลยว่า  เมืองนี้มีของมากกว่าที่คิด

วันถัดมา พอศึกษาข้อมูลมากขึ้น ถึงได้รู้ว่า ปราสาทที่ใหญ่ที่สุดในโลกก็อยู่ในเมืองนี้เช่นกัน!

image

2. ค่าครองชีพแพงกว่าไทยนิดเดียว
สกุลเงินของเชครีพับลิค เรียกว่าเงินคราวน์

1 คราวน์แลกได้ประมาณ 1.40 บาท
ราคาข้าวของของที่นี่แทบจะเป็นตัวเลขเดียวกับเมืองไทยเลย เช่นโยเกิร์ตถ้วยละ 10 คราวน์  แอปเปิลกิโลละ 40 คราวน์  สเต๊กในร้านอาหารจานละ 120 คราวน์

หลังจากอยู่อย่างเจียมเนื้อเจียมตนในสวิสกับฝรั่งเศสมาเกือบสิบวัน พอมาเห็นค่าครองชีพในปราก ก็เลยรู้สึก “รวย” ขึ้นมาทันที

image

3. แต่คุณภาพชีวิตเหมือนยุโรปตะวันตก
ค่าครองชีพของปรากต่ำคล้ายกับยุโรปตะวันออกอีกหลายประเทศ แต่สิ่งที่น่าสนใจคือคุณภาพชีวิตแทบไม่ต่างจากยุโรปตะวันตกเลย  เจ้าของบ้านที่ผมไปอยู่ด้วยออกจากบ้านไปทำงานตอนแปดโมงเช้า ค่ำๆ ก็ไปดื่มกินกับเพื่อน กับถึงบ้านพักซักครู่ ก็ออกไปวิ่งจ๊อกกิ้งตอนสี่ทุ่ม

เรื่องสาธารณูปโภคก็โอเค ตอนแรกผมนึกว่าปรากจะมีแค่รถบัสกับรถราง  แต่ปรากฏว่าเขามีรถไฟใต้ดินด้วย และมีถึงสามสายแน่ะ แถมรถไฟใต้ดินของเขาก็ดูดีมีชาติตระกูลกว่าของปารีสด้วยซ้ำไป

4. บ้านเมืองดูมีชีวิตชีวา
ที่สวิสเป็นระเบียบเรียบร้อยแต่ก็น่าเบื่อเหมือนกัน เพราะสองทุ่มร้านรวงก็ปิดหมดแล้

ปารีสนี่สี่ห้าทุ่มก็ยังคึกคัก แต่ไม่ค่อยสะอาดเท่าไหร่

ปรากเหมือนเป็นส่วนผสมที่ลงตัว ตอนกลางคืนก็คึกคัก แต่ก็เป็นระเบียบเรียบร้อยและดูปลอดภัย

5. ขายของเก่งมาก
ตั้งแต่ที่สนามบิน ผมแลกเงินยูโรเป็นเงินคราวน์  220 ยูโร เจ้าหน้าที่ก็ถามว่าไม่แลก 400 ยูโรไปเลยล่ะ จะได้ไม่คิดค่าธรรมเนียม ผมก็ใจแข็งไม่แลกเพิ่มเพราะเรตของเขาแพงพอสมควร

เจ้าหน้าที่ก็ถามอีกว่า ซื้อ buy back option มั้ย อีกแค่ 3.6 ยูโร ถ้ามีเงินเหลือจะได้ขายคืนที่เรตนี้ได้ ผมก็เลยตัดสินใจซื้อ option นี้และแลกเงินเพิ่มด้วย

ยังไม่พอ ยังนำเสนอซิมการ์ดให้เราซื้ออีก ซึ่งผมก็ปฏิเสธไป

วันถัดมา เราไปร่วม Free Tour ที่ไกด์จะพาเราไปเดินชมเมืองปราก โดยระบุว่าไกด์เหล่านี้มีรายได้ทางเดียวคือกาTips จากลูกค้า แต่เขาก็มีวิธีการมใช้จิตวิทยากับลูกค้า จนกลายเป็นว่าพอตอนจบทัวร์แล้ว ลูกค้าก็ควักเงินให้ในตัวเลขที่ใกล้เคียงกับทัวร์แบบจ่ายตังค์
ผมว่านี่ก็เป็นโมเดลธุรกิจที่น่าสนใจ ไว้ผมจะมาลงรายละเอียดเพิ่มในอนาคตนะครับ

อีกเหตุการณ์หนึ่ง ระหว่างอยู่ในฟรีทัวร์ เราได้รับใบปลิวโฆษณาคอนเสิร์ตเพลงคลาสสิค ไกด์ทัวร์ก็บอกว่าถ้าเราสนใจ เขามีบัตรที่ใช้เป็นส่วนลดได้ 100 คราวน์ เราก็เลยขอเขามาสองใบ

พอจะเดินเข้าไปในอาคารเพื่อที่จะซื้อตั๋ว ก็เจอคนแจกใบปลิวอีกคนที่พยายามจะแจกใบปลิวให้เรา พอผมบอกว่ากะจะไปดูอยู่แล้ว แต่อยากรู้ราคาค่าตั๋วก่อน เขาก็หยุดแจกใบปลิว แล้วพาเราเดินเข้าอาคารและส่งเราถึงเคาท์เตอร์ขายบัตรเลย (กลัวเราจะหาไม่เจอหรือไง?)

คนขายตั๋วก็พยายามจะให้เราซื้อตั๋วให้ได้ (ตั๋วมีราคา 1100, 900 และ 700 คราวน์) บอกว่าจะยอมลดราคาพิเศษให้ 100 คราวน์เลย

พอเราโชว์บัตรลดราคา 100 คราวน์ที่ได้จากทัวร์ไกด์มา คุณเธอก็เขินนิดๆ แล้วบอกว่า โอ้ มีบัตรนี้อยู่แล้วก็ดีเลย ขอบัตรด้วยนะ เพราะจะต้องจดชื่อไกด์ที่ให้บัตรนี้มา (สงสัยคงมีค่าตอบแทนให้ไกด์คนนี้ด้วย)

ผมบอกไปว่าเรายังไม่แน่ใจว่าจะซื้อตั๋วคอนเสิร์ตวันไหน เพราะเราต้องไปเช็คตั๋วรถทัวร์ไป Cesky Krumlov ก่อนว่าพรุ่งนี้ (วันพุธ) ยังมีที่รึเปล่า ถ้ามีก็จะไปเที่ยว Cesky Krumlov วันพุธ แล้ววันพฤหัสค่อยมาดูคอนเสิร์ต แต่ถ้าตั๋วรถทัวร์วันพุธไม่มีแล้ว ก็ต้องไปเที่ยว  Cesky Krumlov วันพฤหัส แล้วเปลี่ยนมาดูอนเสิร์ตวันพุธแทน

คุณเธอก็ยังกลัวเราจะหลุดมือ  จึงเสนอกับเราว่า เอางี้สิ เดี๋ยวฉันจองที่ดีๆ สำหรับคอนเสิร์ตวันพฤหัสฯ ก่อน แล้วคุณก็ไปซื้อตั๋วรถทัวร์สำหรับวันพุธให้เรียบร้อย แล้วกลับมาหาฉันภายในหกโมงเย็นวันนี้เพื่อจะซื้อตั๋วที่ฉันจองไว้ให้

สุดท้ายผมก็ทำตามคำที่เธอบอก คนที่นี่มีความพยายามในการขายของมากกว่าคนประเทศอื่นที่ผมเจอมาจริงๆ ครับ

—–

พรุ่งนี้จะมาเล่าเรื่องปรากอีกซักวันนะครับ

ยูโรมโนสาเร่ ตอนที่ 10

5 เรื่องที่ได้เรียนรู้จากการคุยกับเพื่อนชาวฝรั่งเศส

เมื่อสิบปีที่แล้วผมได้รู้จักกับ Franck Garot (ฟร้องค์ แกโร) ซึ่งเป็น support manager ของทอมสัน รอยเตอร์

ตอนนั้นผมมา Training เพื่อรับโปรดักท์ตัวนึงไปดูแลต่อที่เมืองไทย และทีมของฟร้องค์นี่แหละที่เป็นคนสอนผม

พอรู้ว่าผมจะมาเที่ยว ฟร้องค์เลยนัดเจอกับเราใต้หอคอยไอเฟล

ตอนแรกนึกว่าจะเจอกันเดี๋ยวเดียว แต่ปรากฏว่าฟร้องค์อยู่กับเราตั้งแต่หกโมงครึ่งยันเกือบเที่ยงคืน

และนี่คือสิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากฟร้องค์ครับ

1. ฝรั่งเศสเป็นแชมป์โลกเรื่องการเก็บภาษี
ฟร้องค์พูดขำๆ ว่า France is the World Champion of Tax

เรตมาตรฐานของภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) คือ  20%  ถ้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับการเดินทางจะเหลือแค่ 10% และสินค้าจำเป็นอย่างอาหารก็จะแค่ 5.5%

ส่วนภาษีรายได้ก็โหดพอตัว

สมมติบริษัทจ่ายเงินให้เราเดือนละ 15 บาท
5 บาทจะถูกรัฐบาลเก็บเอาไว้เป็นเงินออมเพื่อการเกษียณและสวัสดิการต่างๆ

ดังนั้นจาก 15 บาท เงินจะถึงมือเราแค่ 10 บาทเท่านั้น

และ 10 บาทที่เราได้มานี้ ต้องเสียภาษีอีก 2 บาท โดยจ่ายปีละครั้ง

หมายความว่า ถ้าคุณเงินเดือน 150,000 คุณจะได้ใช้เงินจริงๆ แค่ 80,000 !

2. แต่สวัสดิการก็ดีมาก
ถ้าคุณป่วย คุณรักษาฟรีตลอด และพออายุหกสิบกว่าๆ คุณก็สามารถเกษียณและกินเงินบำนาญจากรัฐได้เลย

3. ฝรั่งเศสมีนโยบายสนับสนุนให้มีลูกเยอะๆ
วิธีการสนับสนุนมีหลายรูปแบบ
เช่นการให้สิทธิพิเศษในสาธารณูปโภค ฟร้องค์ซึ่งมีลูกสามคน สามารถซื้อตั๋วรถไฟใต้ดินด้วยส่วนลด 50%

หรืออาจสนับสนุนเป็นค่าลดหย่อนตอนยื่นภาษี
ถ้ามีลูก 1 คน หักค่าใช้จ่ายได้ 1 คน
ถ้ามีลูก 2 คน หักค่าใช้จ่ายได้  2.5 คน
ถ้ามีลูก 3 คน หักค่าใช้จ่ายได้ 4 คน

ฟร้องค์จึงสามารถลดหย่อนภาษีได้พอสมควรคนทั่วไปเงินถึงมือ 10 บาทโดนภาษี 2 บาท แต่สำหรับฟรองค์ โดนภาษีไปแค่ 75 สตางค์

4. ยูโดเป็นกีฬายอดนิยมของชาวฝรั่งเศส
ไม่น่าเชื่อเรื่องที่ 1
ฟร้องค์บอกว่าที่ฝรั่งเศส ยูโดคือกีฬาที่ฮิตรองจากฟุตบอล

ไม่น่าเชื่อเรื่องที่ 2
นักยูโดที่เก่งที่สุดในโลกไม่ใช่ชาวญี่ปุ่น แต่เป็นคนดำคนหนึ่งที่ตอนนี้อาศัยอยู่ในฝรั่งเศส (ผมไม่แน่ใจว่าเขาเชื้อชาติอะไร)

ไม่น่าเชื่อเรื่องที่ 3
ฟรองค์นั้นเป็นนักยูโดระดับสายดำ! (ดูภายนอกแล้วไม่มีทางรู้เลย)

image

5. ชาลส์ เดอ โกล คือไอดอล
ชาลส์ เดอ โกล (Charles de Gaulle) คือหนึ่งในบุคคลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของฝรั่งเศส ในฐานะที่เป็นประธานาธิบดีอยู่หลายสมัย  และเคยเป็นแกนนำในการต่อต้านนาซีในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง

ฟร้องค์เล่าว่า ช่วงที่เดอโกลเป็นผู้นำ เดอโกลจ่ายบิลค่าน้ำค่าไฟบ้านประจำตำแหน่งด้วยตัวเอง เพราะไม่ต้องการเบียดบังภาษีประชาชนในช่วงที่ประเทศเพิ่งผ่านพ้นสงครามโลกครั้งที่สองมา ความยึดมั่นในอุดมการณ์ทำให้เดอโกลเป็น role model ของนักการเมืองฝรั่งเศสหลายต่อหลายคน

ด้วยคุณงามความดีที่เดอโกลได้ทำไว้  เราจึงได้เห็นชื่อของเดอโกลในหลายแห่ง  ที่เด่นชัดที่สุดคือสนามบิน Charles de Gaulle ซึ่งเป็นสนามบินหลักของประเทศ และสถานีรถใต้ดิน Chalres de Gaulle – Etoile ซึ่งเป็นสถานีที่ใกล้ที่สุดกับประตูชัย (Arc de Triomphe) นั่นเอง

สำหรับเมืองไทย ที่ผมพอนึกออกคือซอยปรีดีพนมยงค์เท่านั้น
คงอีกซักพักกว่าเมืองไทยจะมีนักการเมืองที่คนจะยกย่องจนนำไปตั้งเป็นชื่อสถานที่เช่นนั้นอีก
แค่ลองนึกภาพว่าเรามีสนามบินทักษิณหรือ สถานีอภิสิทธิ์ก็จั๊กจี้แล้ว

—–
เป็นอันจบเรื่องมโนสาเร่ในฝรั่งเศส
พรุ่งนี้เราจะไปต่อกันที่ปราก (Prague) นะครับ

ยูโรมโนสาเร่ ตอนที่ 9

5 เรื่องที่ได้คิดและคิดได้ ขณะเดินเที่ยวในปารีส

1. ขาว-ดำ ฝรั่ง-ไทย เหลือง-แดง
มาอยู่ที่ปารีส ผมเห็นคนขาวเป็นแฟนกับคนดำ

ทั้งผู้ชายผิวขาวเดตกับผู้หญิงผิวดำ และผู้ชายผิวดำเดตกับผู้หญิงผิวขาว

ผมอยู่กรุงเทพมานาน ยังไม่เคยเจอผู้ชายคนไหนเป็นแฟนกับคนผิวดำ และยังไม่เจอผู้หญิงกรุงเทพคนไหนเป็นแฟนกับคนดำเช่นกัน

โอเค อาจเป็นเพราะว่าคนดำในกรุงเทพยังมีจำนวนน้อยมาก แต่ถึงจะมีเยอะกว่านี้ ผมว่าคนกรุงเทพส่วนใหญ่ก็ยังไม่น่าจะอยากมีแฟนเป็นคนดำ

เทียบกับคนปารีสแล้ว ผมว่าคนกรุงเทพยังมี “กำแพง” ทางเชื้อชาติและสีผิวสูงกว่ามาก แม้เราเองจะไม่เคยคิดว่าเรามีปัญหาเรื่อง เหยียดผิวก็ตาม

พอมองดูคนผิวดำ-ผิวขาวออกเดตกันแล้ว ก็อดคิดไม่ได้ว่าถ้าเขาสร้างครอบครัวขึ้นมาจริงๆ ลูกจะหน้าตาเป็นยังไง และจะมีวิธีมองโลกแบบไหน

เพื่อนชาวสวิสที่ผมไปพักด้วยช่วงสองคืนแรกที่เรามาเที่ยวยุโรปครั้งนี้ ก็แต่งงานกับคนมองโกเลีย

ลูกออกมาหน้าตาเก๋ไก๋มาก และผมเชื่อว่าโตขึ้นน่าจะสวยทีเดียว

ดาราเมืองไทยของเราหลายคนก็ลูกครึ่ง ทั้งๆ ที่พ่อแม่หลายคนก็ไม่ได้หล่อสวยระดับดารา

หรือเพราะธรรมชาติให้คุณค่ากับความหลากหลาย?

ยิ่งต่างกันมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีโอกาสที่ผลผลิตจะออกมากลมกล่อมเหมือนญาญ่าและณเดชน์มากขึ้นเท่านั้น

หรือถ้าสมมติว่าเด็กคนหนึ่งมีพ่อเป็นเสื้อแดง  แม่เป็นเสื้อเหลือง เด็กคนนั้นจะมีความคิดอ่านทางการเมืองที่กลมกล่อมและ “รู้รอบ” แค่ไหน?

2. จริงๆ แล้ว อาหารไม่แพง
อาหารที่ปารีส ตกราคาจานละ 12-15 ยูโร คิดเป็นเงินไทยก็สี่ห้าร้อยบาท

นับว่าแพงกว่าก๋วยเตี๋ยวชามละ 40 บาทของเราอยู่สิบเท่า

แต่จริงๆ แล้วปริมาณของอาหารของเขาเยอะมาก น่าจะสามเท่าเป็นอย่างน้อยเมื่อเทียบกับบ้านเรา  กินข้าวของเขาจานเดียว อิ่มไปถึงเย็นเลย

สิ่งที่แพงจริงๆ คือเครื่องดื่มต่างหากครับ น้ำเปล่าขวดละ 100 บาท  โค้กกระป๋องละ 150 บาท แพงกว่าบ้านเราสิบเท่าเช่นกัน แต่ปริมาณไม่ต่างกับโค้กกระป๋องบ้านเรา

3. ตึกใหญ่ของเราต่างกัน
ที่ปารีส อาคารที่ใหญ่ที่สุดของเขา มีไว้ทำพิพิธภัณฑ์  อย่างพิพิธภัณฑ์ Louvre นี่ต้องเดินอย่างน้อยสี่ชั่วโมง

อาคารใหญ่ที่สุดของกรุงเทพ มักจะเป็นอะไร?

ถูกครับ ห้างสรรพสินค้า!

ที่ปารีสผมแทบไม่เจอห้างใหญ่ๆ เลย ร้านค้าส่วนใหญ่ไม่ว่าจะแบรนด์หรูหราแค่ไหนก็เป็นช็อปตามถนนทั้งนั้น เหมือนอย่างที่เราเห็นชองเซลิเซ่ (Champs Elysees) น่ะครับ

(จริงๆ แล้วจะเทียบกันก็ไม่ค่อยแฟร์เท่าไหร่ เพราะสภาพอากาศบ้านเราจะให้มาเดินชอปปิ้งกลางแจ้งเป็นกิโลเหมือนชองเซลิเซ่ก็อาจจะเหงื่อท่วมเกินไป)

4. กรุงเทพขาดพื้นที่นั่งชิลกลางแจ้ง
เรื่องนี้ก็อาจมีข้อจำกัดทางสภาพอากาศเช่นกัน แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะทำไม่ได้เลย

ที่พักคืนแรกของผมอยู่แถว Montmatre

Mont ในภาษาฝรั่งเศสก็คือภูเขานั่นเอง พื้นที่นี้จึงเป็นพื้นที่ที่สูงกว่าส่วนอื่นๆ ของปารีส

เราเดินขึ้นไปชมโบสถ์ Sacre Coeur ซึ่งอยู่บนยอดของเนินเขา Montmartre แล้วก็ได้เห็นวิวอย่างนี้ครับ

image

พื้นที่ตรงนี้ มีคนมาทำอะไรหลากหลาย ทั้ง นั่งเล่น ดูวิว เข้าโบสถ์ ขายของ ถ่ายรูปขึ้นเฟซบุ๊ค หรือ นั่งดื่มเบียร์เล่นกีต้าร์กับเพื่อน

ที่สำคัญ ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ เลย มันจึงเป็นพื้นที่ของทุกคนอย่างแท้จริง

คิดกลับไปที่กรุงเทพ สถานที่ที่ใกล้เคียงที่สุดที่ผมคิดออกคือสวนลุม แต่นั่นก็เป็นพื้นที่ที่คนส่วนใหญ่ไปออกกำลังกาย ถ้าอยากนั่งชิลล์ๆ ก็มักจะต้องไปคอมมิวนิตี้มอลล์หรือร้านชิคๆ ซึ่งแน่นอนต้องใช้เงินไม่น้อย

ถ้ากรุงเทพสามารถมีพื้นที่คล้ายๆ Montmatre ได้ (ไม่ต้องเห็นวิวก็ได้เพราะเราเป็นที่ราบลุ่ม) ผมว่าชีวิตคนกรุงจะรื่นรมย์ขึ้น

5. ฟุตบอลอาจช่วยได้
มีวันหนึ่งผมไปเดินเล่นแถว Centre Pompidu ระหว่างนั่งพักเหนื่อยบริเวณลานน้ำพุ ก็ได้เห็นภาพที่งดงาม

image

ผมว่ามันงดงามตรงที่ลูกบอลลูกเดียวสามารถหล่อหลอมคนหลายพื้นเพได้

ทั้งคนขาว คนดำ ตั้งแต่อายุ 30 ปี ยัน 5 ขวบ

ไม่มีการแบ่งวัย แบ่งสีผิว หรือแบ่งว่าใครเตะเก่งกว่าใคร แค่มาใช้เวลาดีๆ ร่วมกัน

แล้วผมก็นึกเล่นๆ ว่า ถ้าเอาคู่ขัดแย้งทางการเมืองในบ้านเรา มาเตะบอลกันก็น่าจะสนุกดี

ไม่ใช่เฉพาะแกนนำนะครับ เอาลูกๆ แกนนำมาเล่นด้วย

สนามไม่ต้องใหญ่ เพราะวิ่งกันไม่ไหวอยู่แล้ว
เอาแค่ขนาดลานน้ำพุอย่างนี้ก็ได้ เตะกันฝั่งละห้าหกคน คละๆ สีกันไป

แน่นอน มันไม่ได้ทำให้ความขัดแย้งหมดไปหรอก แต่ผมเชื่อว่ามันจะช่วยทำให้อารมณ์ลบๆ ที่มันตกตะกอนมา เบาบางลงไปได้บ้าง

สำหรับผม ฟุตบอล โดยเฉพาะฟุตบอลที่เตะกันเล่นๆ มันมี “เวทมนตร์” (Magic)

เพราะไม่ว่าก่อนลงสนามจะเป็นคนแปลกหน้าหรือคนที่เราไม่ชอบหน้ายังไง แต่พอจบเกมแล้วเราจะรู้สึกเหมือนกับว่าเขากับเรา “ดองกันแล้ว” ผ่านลูกกลมๆ ลูกนี้ครับ

—–

พรุ่งนี้จะมาต่อเรื่องปารีสเป็นวันสุดท้ายครับ

ยูโรมโนสาเร่ ตอนที่ 8

5 เรื่องเกี่ยวกับการเดินทางในปารีส

1.ระบบความเชื่อใจตรงข้ามกับสวิส
ระบบรถไฟของสวิสไว้ใจว่าประชาชนจะซื่อสัตย์และซื้อตั๋ว
ที่สวิตเซอร์แลนด์จึงไม่มีด่านให้เสียบตั๋ว ซื้อเสร็จแล้วเดินขึ้นรถได้เลย (แต่ถ้าไม่ซื้อแล้วเจอตรวจก็ซวยไป)

ขณะที่ในปารีส เขาตั้งธงไว้ก่อนว่าถ้าปล่อยให้ขึ้นรถโดยไม่มีด่านเอ็งโกงกันแน่ๆ ในปารีสจึงมีด่านคล้ายๆ กับของเมืองไทย แต่จะมีทั้งก้านหมุนกั้น ต่อด้วยประตูซึ่งสูงกว่าและมิดชิดกว่ามาก

image
(ภาพจาก enturing.com)

ถึงจะทำด่านซะเข้มงวดขนาดนี้ แต่ก็ยังเห็นคนกระโดดข้ามด่านและง้างประตูเดินเข้าไปหน้าตาเฉยนะครับ

2. ระบบฝรั่งเศสจะมี human touch มากกว่า
จริงๆ ผมอาจจะเทียบได้ไม่แฟร์นักเพราะผมกำลังเทียบรถใต้ดินในปารีส กับ สถานีรถไฟเล็กๆ ในสวิส

วันที่ผมจะเดินทางจากสวิสมาฝรั่งเศสนั้น ผมต้องนั่งรถไฟจากสถานี Clarens ซึ่งเป็นสถานีย่อยในเมือง Montreux เพื่อมาขึ้นรถ TGV ที่ Lausanne

ปรากฏว่าเครื่องซื้อตั๋วที่ Clarens มีปัญหาไม่ยอมรับธนบัตร จะรับแต่บัตรเครดิตที่ต้องใส่ PIN สี่ หลักซึ่งผมไม่รู้และจำไม่ได้ (เพราะใช้วิธีเซ็นสลิปตลอด) เดือดร้อนพี่ที่เราไปอยู่ด้วยต้องวิ่งกลับไปเอาบัตรเครดิตของเขาที่บ้านเพื่อมาซื้อตั๋วให้ เพราะสถานีนี้ไม่มีเจ้าหน้าที่ขายตั๋วเลย

ขณะที่ในปารีส ไม่ว่าจะสถานีอะไรหรือจะดึกแค่ไหนก็จะมีเจ้าหน้าที่ประจำตลอด อย่างน้อยเราก็อุ่นใจได้ว่า ถ้าติดปัญหาอะไรก็ยังพอมีคนช่วยแนะนำเราได้

มีครั้งนึงผมจะซื้อตั๋วแบบสิบใบ (Un carnet อ่านว่า อั่งคาเน) พอถามเจ้าหน้าที่ เขาก็ลุกออกมาจากห้องขายตั๋วมาสอนเราซื้อที่ตู้เลย

การใช้สมองกลอย่างสวิสมันก็ดีตรงที่มีประสิทธิภาพและประหยัดต้นทุน แต่ขณะเดียวกัน ถ้าระบบมีปัญหาขึ้นมา ประชาชนก็ย่อมเดือดร้อนเพราะไม่รู้จะไปพึ่งพาใคร

3.ป้ายบอกสถานี เมืองไทยน่าเอาอย่าง
รถใต้ดินของฝรั่งเศสมีหลายสายมาก เผลอๆ อาจจะมากกว่าของญี่ปุ่นด้วยซ้ำไป แต่ป้ายบอกทางรถใต้ดินของเขาทำเอาไว้ดีมาก และเมืองไทยควรนำไปประยุกต์ใช้บ้าง เพื่อให้นักท่องเที่ยวในเมืองไทยใช้รถไฟฟ้าได้ง่ายขึ้น

สมมติว่าผมเองเป็นฝรั่งมาเมืองไทยครั้งแรก ไม่คุ้นเคยกับชื่อไทยๆ ผมต้องการจะไป Phra Khanong และมาขึ้นรถไฟที่สยาม ผมจะรู้มั้ยว่าควรจะขึ้นรถที่ชานชลาไหนระหว่าง

ก.Mo Chit
ข. National Stadium
ค. Bearing
ง. Bangwa

เพราะป้ายรถไฟฟ้าเราที่เห็นชัดๆ มีแต่บอกสถานีปลายทาง (Terminal station) สี่ป้ายนี้เท่านั้น

โอคล่ะ คุณอาจจะบอกว่า ตอนซื้อตั๋วก็มีแผนที่เห็นเส้นทางแล้วไงว่าคุณจะต้องขึ้นรถไฟที่วิ่งไปสถานีปลายทางใด

ก็จริงครับ แต่เราน่าจะทำให้ชีวิตนักท่องเที่ยวเขาง่ายขึ้นได้กว่านี้มิใช่หรือ?

เพราะกลายเป็นว่า เวลาซื้อตั๋ว เขาต้องจำข้อมูลถึงสองชุด คือสถานีที่จะลงคืออะไร Phra Khanong และสถานีปลายทางคือ Bearing คนที่ไม่คุ้นเคยกับภาษาไทยและสถานที่ในเมืองไทยน่าจะต้องใช้ความพยายามไม่น้อยที่จะขึ้นรถให้ถูกขบวน

ของที่ฝรั่งเศส ป้ายจะชัดมากว่าถ้ามาขึ้นฝั่งนี้ รถจะไปจอดสถานีอะไรบ้าง ทำให้ไม่ต้องกังวลว่าจะขึ้นรถผิด จำแค่สถานีที่จะลงให้ได้ก็พอแล้ว

แถมป้ายยังมีบอกด้วยว่า แต่ละสถานีจะมีเชื่อมกับสายอื่นใดบ้าง (ถ้าสีขาวแปลว่ามีเชื่อม ถ้าสีทึบแปลว่าไม่มี)

image

4.มีป้ายบอกชัดเจนว่าขบวนถัดไป และขบวนต่อจากนั้น จะมาถึงภายในกี่นาที

ผมว่านี่เป็นอีกเรื่องที่รถไฟฟ้าบ้านเราควรทำ

เพราะแค่การได้รู้ว่าอีกกี่นาทีรถไฟจะมา ก็ช่วยลดความกังวลไปได้ไม่น้อย เหมือนเวลาที่เราเห็นตอนรถติดไฟแดงว่า อีกกี่วินาทีถึงจะไฟเขียวนั่นแหละครับ

image

5. ถนนเหลือเลนเดียวแล้วรถก็ยังไม่ติด
ตอนที่ผมไปเดินในเขตเมืองเก่าอย่าง Le Marais หรือแถวที่พักอย่าง Belleville ซึ่งคนอยู่กันเยอะมาก แต่ถนนส่วนใหญ่มีแค่เลนเดียว (หรือมีสองเลนแต่รถจอดข้างทางจรเหลือแค้เลนเดียว) แต่รถกลับไหลได้เรื่อยๆ ทั้งๆ ที่ตรงถนนใหญ่ก็มีรถไม่น้อย แถมถนนเลนเดียวนี่มีรถบัสวิ่งด้วยนะครับ

ผมว่านี่เป็นกรณีน่าศึกษา เพราะของเมืองไทย ต่อให้ถนนเรามีสามหรือสี่เลน แต่ถ้ารถจอดเสียข้างทางซักคันเดียว รถจะติดขึ้นมากอย่างเห็นได้ชัด

ตอนนี้ยาวพอสมควร ไว้มาต่อกันตอนหน้านะครับ

ยูโรมโนสาเร่ ตอนที่ 7

5 เรื่องที่ควรรู้เกี่ยวกับการขึ้นหอไอเฟล

image

หอไอเฟลน่าจะเป็นสิ่งก่อสร้างที่โด่งดังที่สุดในโลก นักท่องเที่ยวที่มาปารีสจึงต้องแวะมาที่นี่แทบทั้งนั้น

วันนี้เลยขอนำเรื่องหอไอเฟลมาฝากกันนะครับ

1. หอไอเฟลมีทั้งหมดสามชั้น
ทุกชั้นจะสามารถดูวิวได้โดยรอบ แต่ที่เพิ่มขึ้นมาในแต่ละชั้นก็คือ

ชั้นแรกจะมีร้านอาหาร ห้องฉายวีดีโอ และพื้นกระจกให้คนถ่ายภาพแบบสวยๆ ได้

ชั้นที่สองมีร้านขายของชำร่วยและลิฟต์ขึ้นชั้นสาม

ชั้นที่สามมีจุดชมวิว และตุ๊กตาหุ่นคุณกุ๊ฟต๊าฟ ไอเฟล

เวลาเราขึ้น ลิฟต์จะไปจอดที่ชั้นสอง และเราต้องไปต่อลิฟต์อีกทีเพื่อขึ้นชั้นสาม

เวลาซื้อตั๋วขึ้นหอไอเฟล สามารถเลือกได้ว่าจะขึ้นไปแค่ชั้นสอง (9 ยูโร) หรือชั้นสองบวกชั้นสาม (15.5 ยูโร)

โดยชั้นสองจะซื้อตั๋วแบบเดินขึ้นหรือขึ้นลิฟต์ก็ได้ (แบบเดินขึ้นตั๋วก็จะถูกกว่า 9 ยูโร แต่ผมไม่ทันดูว่าเท่าไหร่) แต่จากชั้นสองขึ้นชั้นสามต้องใช้ลิฟต์เท่านั้น ค่าลิฟต์จากชั้นสองขึ้นชั้นสามคือ 6.5 ยูโรครับ

2. จงจองตั๋วแต่เนิ่นๆ
ไม่แนะนำให้ไปซื้อตั๋วที่นั่นเพราะจะรอคิวนานมาก เข้าคิวซื้อตั๋วไม่ต่ำกว่าครึ่งชั่วโมงแน่ๆ เสร็จแล้วยังต้องมาเข้าคิวขึ้นลิฟต์อีก (ทั้งจากข้างล่างขึ้นไปชั้นสอง และจากชั้นสองขึ้นชั้นสาม)

ผมเอง ขนาดจองตั๋วออนไลน์ก่อนจะมาประมาณสิบวัน ยังหาตั๋วแบบขึ้นไปชั้นสามไม่ได้ ต้องซื้อตั๋วแบบไปชั้นสอง แล้วพอไปถึงชั้นสองแล้วค่อยเข้าคิวซื้อตั๋วไปชั้นสามอีกที

เพราะฉะนั้นแนะนำว่าควรจะจองตั๋ว อย่างน้อยๆ สองสัปดาห์ล่วงหน้าครับ กูเกิ้ล eiffel tower ticket ก็เจอแล้ว

เวลาจองตั๋วออนไลน์ ต้องระบุชื่อคนขึ้นลงไปในตั๋วด้วย (เค้าคงป้องกันไม่ไห้ใครเอาตั๋วออนไลน์มาขายคนที่เข้าคิวซื้อตั๋วหน้างาน)

ต้องปริ๊นท์ใส่กระดาษ A4 นะครับ และดูแลเอกสารให้ดีอย่าให้เยินมาก เพราะมันมีบาร์โค้ดอยู่

ตอนตรวจตั๋วเขาอาจขอดูบัตรประชาชนหรือพาสปอร์ตของเรา เพราะฉะนั้นอย่าลืมพกไปด้วยนะครับ (แต่ตอนผมขึ้นเขาไม่ได้ตรวจบัตรนะ)

อ้อ แล้วถ้าพลาดไม่ได้จองไว้ก่อน แต่ยังแรงดีอยู่ ก็แนะนำให้เข้าคิวซื้อตั๋วเแบบเดินขึ้นครับ เพราะคิวจะสั้นกว่ามาก พอเดินถึงชั้นสองแล้วค่อยไปซื้อตั๋วขึ้นลิฟต์ไปชั้นสามครับ

3. ชั้นบนสุดใช่ว่าจะได้วิวดีที่สุด
เพราะบางทีมันก็อาจสูงเกินไปจนวิวด้านล่างดูไม่ต่างกัน โดยเฉพาะเมื่อมองผ่านเลนส์กล้อง

ชั้นที่สามจะมีข้อเสียอีกอย่างคือมันแคบมาก ผลก็คือคนก็จะมาออรอถ่ายรูปกันในแต่ละมุม แถมถ้าแดดดี ก็จะได้รูปย้อนแสงเสียส่วนใหญ่

แนะนำว่าให้เผื่อเวลาเดินชมวิวทั้งสามชั้นเลยครับ  สามชั่วโมงน่าจะกำลังดี เพราะต้องเสียเวลาเกือบๆ ชั่วโมงในการขึ้นลิฟต์ทั้งขาขึ้นและขาลง

4. อดอล์ฟ ฮิตเลอร์และโทมัส เอดิสันเคยมาที่หอไอเฟลแล้ว
ฮิตเลอร์นั้นอาจไม่เคยขึ้น แต่ตอนที่นาซียึดฝรั่งเศสได้ ฮิตเลอร์ก็ได้มาเดินเต๊ะจุ๊ยตรง Trocadero ที่ห่างจากไอเฟลประมาณสองร้อยเมตร ผมเคยเห็นวีดีโอที่ฉายภาพฮิตเลอร์และมีหอคอยไอเฟลเป็นฉากหลังและยังจำติดตามาทุกวันนี้

ส่วนเอดิสัน คนคิดค้นหลอดไฟก็เคยมาเยี่ยมคุณกุ๊สต๊าฟ ไอเฟล โดยมีหุ่นจำลองเหตุการณ์นี้อยู่ที่ชั้นสามของหอไอเฟลครับ

5. หอไอเฟลเตี้ยกว่าตึกของไทย
ที่ชั้นสาม จะมีแผนผัง 360 องศาที่ระบุตึกที่สูงที่สุดในแต่ละเมืองทั่วโลก โดยจะมีเส้นประระบุความสูงของไอเฟลเพื่อให้เห็นว่าตึกเหล่านั้นเตี้ยหรือสูงกว่าไอเฟลแค่ไหน

เมื่อหันหน้าไปยังทิศตะวันออกเฉียงใต้ ก็ได้เจอกับตึกใบหยก 2 ของพี่ไทย ที่มีความสูง 328 เมตร เฉือนชนะหอไอเฟลที่สูง 324 เมตรไปแค่นิดเดียวเท่านั้น!

image

5.1 อย่าลืมดูหอไอเฟลตอนกลางคืน
เพราะพอติดไฟแล้วจะสวยมากขึ้นไปอีก อย่าลืมว่าหอไอเฟลทำมาจากเหล็กล้วนๆ ดังนั้นตอนกลางวันเราจะเห็นแต่เหล็กแดงๆ เกี่ยวไปเกี่ยวมา ไม่ได้สวยอะไรมากนัก แต่พอตอนกลางคืนพอเขาเปิดไฟแล้ว มันจะดูงามตามากครับ (แต่ถ้ามาหน้าร้อนอย่างผม ซึ่งมืดตอนสามสี่ทุ่ม ก็ต้องกะเวลาดีๆ เช่นขึ้นลิฟต์รอบหนึ่งทุ่มตรง ลงมาตอนสี่ทุ่มเขาก็น่าจะเปิดไฟแล้ว)

อ้อ! ทุกๆ ชั่วโมง (ตอนเข็มยาวของนาฬิกาชี้เลข 12) หอไอเฟลก็จะ “เปล่งประกายระยิบระยับ” ประมาณ 3 นาที ซึ่งทำให้ดูสวยมากขึ้นไปอีกครับ

image

image

เป็นอันจบเรื่องเล่าจากหอไอเฟลนะครับ พรุ่งนี้จะมาเล่าเรื่องปารีสและฝรั่งเศสต่อครับ

ยูโรมโนสาเร่ ตอนที่ 6

5 เรื่องที่ไม่ตรงกับภาพในหัวของคนที่ไม่เคยมาปารีส

จากสวิตเซอร์แลนด์ เรานั่งรถไฟความเร็วสูง TGV จากเมือง Lausanne ประมาณ 4 ชั่วโมงก็ถึงมหานครปารีส

นี่เป็นครั้งที่สามที่ผมมาที่ปารีส จึงไม่มีอะไรแปลกใหม่สำหรับผม

ผิดกับแฟนที่มาเป็นครั้งแรก ผมเลยขอให้เขาช่วยบอกมาว่ามีอะไรบ้างในปารีสที่ไม่ตรงกับที่เขาคิดไว้

คำตอบมีดังนี้ครับ

1. สกปรกกว่าที่คิด
“แบรนด์” ของปารีสนั้นคือความหรูหรา ร่ำรวย มีสไตล์ แต่เมื่อเราไปที่เมืองนี้จริงๆ ก็จะได้เห็นด้านอื่นที่ไม่ค่อยได้รับการถ่ายทอดผ่านสื่อที่เราเคยเสพ

ปารีสมีหลายจุดที่เสื่อมโทรมและสกปรก ไม่ว่าจะเป็นสถานีรถใต้ดิน ทางเดินฟุตบาท กำแพงตึก ห้องน้ำสาธารณะ  แม้แต่ที่พักที่เราไปอยู่สองคืนแรกก็ต้องถือว่าสกปรกที่สุดเท่าที่เราเคยไปเที่ยวด้วยกัน

ผมว่าโดยรวมแล้วกรุงเทพยังดูสะอาดตากว่าด้วยซ้ำไป

2. มีคนดำมากกว่าที่คิด
ปารีสคล้ายๆ นิวยอร์คที่รวมคนจากหลายชาติหลายวัฒนธรรมมาก ที่เห็นชัดที่สุดคือมีคนผิวดำไม่น่าจะต่ำกว่า 15% เท่าที่ผมรู้ คนผิวดำเหล่านี้มาจากประเทศที่เคยเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศสมาก่อน เช่นเซเนกัลและไอโวรี่โคสต์ (ใครดูพรีเมียร์ลีกมานานก็ให้นึกถึงแพททริก วิเอรา และดิดิเยร์ ดร็อกบาร์นะครับ) นอกจากนี้ก็มีชาวโรมาเนีย ซึ่งชอบไปทำหน้าตาน่าสงสารตามโบสถ์ต่างๆ เพื่อขอเงินนั่งท่องเที่ยว ส่วนคนจีนกับคนเวียดนามก็มาอยู่กันไม่น้อยเช่นกัน

มาเที่ยวปารีสครั้งนี้ เลยรู้ตัวเลยว่าตัวเองยังมีอคติกับคนดำอยู่เยอะมาก แค่เห็นเขาอยู่กันเยอะๆ ในรถขบวนไหนเราก็จะรู้สึกอยากเลี่ยงไปขึ้นคันอื่นแล้ว

3. รถใต้ดินก๊องแก๊งกว่าที่คิด
ไม่ว่าจะเทียบกับสวิตฯ หรือเมืองไทย รถไฟของฝรั่งเศสส่วนใหญ่ก็ดูโทรมและก๊องแก๊งกว่าจริงๆ  หลายสายเวลาที่รถจอดเทียบสถานี ประตูจะไม่เปิดให้  ต้องออกแรงหมุนมือจับเพื่อให้ประตูเปิด

สาเหตุหลักเป็นเพราะปารีสเขามีรถไฟใต้ดิน (Metro) มานานมากแล้ว ตั้งแต่ปี 1900 หรือ 115 แล้วนั่นเอง ดังนั้นรถหลายขบวนเลยใช้มาหลายสิบปีแล้ว  เผลอๆ บางคันอาจจะแก่เท่าพ่อแม่เราด้วยซ้ำ

4. ไม่แฟชั่นเท่าที่คิด
แฟนผมนึกว่ามาถึงปารีสแล้วจะมีคนถือกระเป๋าหลุยส์ หรือ แชเนล (Chanel) กันเต็มเมือง แต่ปรากฏว่าเห็นคนถือกันน้อยมาก กลายเป็นว่าคนไทยอย่างเราๆ เห่อแบรนด์หรูเหล่านี้มากกว่าที่ชาวปารีสเสียอีก

มาคราวนี้เราก็ได้เข้าร้านเสื้อผ้า-ร้านกระเป๋าอยู่บ้าง แต่แฟนก็ไม่ได้รู้สึก “ว้าว” กับสิ่งที่เห็นว่า “โอ้ นี่น่ะหรือปารีส เมืองแฟชั่น”

5. ไร้ระเบียบกว่าที่คิด
ปารีสน่าจะเป็นเมืองของ “ประเทศโลกที่หนึ่ง” ไม่กี่เมืองที่ไม่หยุดรถให้คนข้ามทางม้าลาย คนเดินถนนในปารีสจึงต้องวัดดวงและวัดใจกับคนขับเหมือนคนเดินถนนในเมืองไทย

อีกอย่างที่น่าสนใจคือคนเดินถนนเองก็ไม่รอสัญญาณไฟเขียวสำหรับคนข้ามถนนเช่นกัน ถ้าเห็นว่ารถยังไม่มา ถึงไฟจะแดงอยู่ก็จะเดินข้ามกันเกือบทุกคน ปล่อยให้นักท่องเที่ยวอย่างพวกเรารอต่อไป – บางทีเห็นคน “เดินฝ่าไฟแดง” มากๆ เข้า เราก็เลยหลิ่วตาตามไปกับเขาเหมือนกัน

พรุ่งนี้มาต่อนะครับ

image