Tool or Toy?

20151015_ToolOrToy

สมัยเด็กๆ ใครเคยโดนตีเพราะติดเกมบ้างมั้ยครับ?

ผู้หญิงไม่น่าจะเคย แต่ผู้ชายอย่างเราๆ ที่โตมากับเครื่องเกมอย่าง Family / Nintendo / Play Station น่าจะต้องเคยโดนกันบ้าง

ผมเคยโดนตีเพราะเรื่องเกมสองครั้ง ครั้งแรกเพราะเล่นเกมที่บ้านแล้วไม่ยอมกินข้าวกินปลา น้าแดง (ซึ่งเป็นน้องสาวของแม่ที่เลี้ยงผมมาตั้งแต่เด็ก) เลยสั่งสอนไปหนึ่งยก

ครั้งที่สองผมโดนตีเพราะว่าไปเล่นเกมที่ร้านเกมโดยไม่ได้บอกใครที่บ้าน แถมวันนั้นเขามีนัดจะไปดูหนังกันด้วย สุดท้ายแม่แกะรอยจนเจอแล้วก็เอาไม้เรียวมาตีถึงในร้านเลย เจ็บก็เจ็บ เขินก็เขิน

—–

สัปดาห์ที่ผ่านมานี้มีเหตุให้ผมต้องคิดถึงความแตกต่างระหว่าง เครื่องมือ กับ ของเล่น – Tool & Toy

“เครื่องมือ” คือสิ่งที่เราใช้เพื่อทำงานหรือบรรลุจุดประสงค์อะไรบางอย่าง

ตัวอย่างของเครื่องมือก็เช่นไม้บรรทัด ที่เราหยิบมาใช้เพื่อตีเส้นหรือวัดความยาว

“ของเล่น” คืออะไรซักอย่างที่เราใช้เพื่อความเพลิดเพลิน โดยไม่ได้ก่อให้เกิดอะไรที่มีสาระแก่นสารนัก

ตัวอย่างของของเล่นก็คือเกม ที่ผมเคยเล่นเพื่อความเพลิดเพลิน และการเล่นเกมก็ไม่มีจุดประสงค์อะไรนอกจากเอาชนะบอส หรือเก็บแต้มให้ได้เยอะที่สุด ซึ่งในสายตาของ “ผู้ใหญ่” ก็คงดูเป็นเรื่องไร้สาระและเสียเวลาชะมัด

ความแตกต่างอย่างหนึ่งระหว่าง “เครื่องมือ” กับ “ของเล่น” ก็คือเครื่องมือจะไม่ทำให้เราเสพติด แต่ของเล่นทำให้เราเสพติดได้

คนที่ติดเกมจึงมีมากมาย แต่คนที่ติดไม้บรรทัดคงหาได้ยาก

ความแตกต่างระหว่าง “เครื่องมือ” กับ “ของเล่น” อีกหนึ่งอย่างก็คือ เครื่องมือเป็นสิ่งที่เราต้องใช้เรื่อยๆ ไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่

แต่ของเล่นนั้น พอเรา “โตขึ้น” ระดับหนึ่ง เราก็จะเลิกเล่นไปเอง

—–

สมัยผมเป็นเด็ก เรามีแต่โทรศัพท์บ้าน ที่ใช้เป็น “เครื่องมือ” สำหรับติดต่อและพูดคุยกับคนโน้นคนนี้

จากนั้นพวกเราก็มีโทรศัพท์มือถืออย่าง Nokia 3310 ที่เป็นทั้ง “เครื่องมือ” และ “ของเล่น” เพราะมันเปิดโอกาสให้เราส่งข้อความและเล่นเกมงูได้

จากนั้นเราก็มีอินเตอร์เน็ตและสมาร์ทโฟนและไอแพดและเฟซบุ๊คและไลน์

แล้วโทรศัพท์ก็ได้กลายร่างจาก “เครื่องมือ” มาเป็น “ของเล่น” โดยสมบูรณ์

เพราะ 8 ใน 10 ครั้งที่เราหยิบมือถือขึ้นมา ไม่ใช่เพราะเราต้องการจะติดต่อใครหรือหาข้อมูลอะไร

แต่เราใช้มันเพื่อจะเปิดเฟซบุ๊คแล้วสโครลดาวน์ทามไลน์อย่างเพลิดเพลิน หรือนั่งไล่อ่านข้อความในกรุ๊ปไลน์ที่เขาบอกว่า “วีดีโอนี้ดีมากต้องดู” หรือ “บทความนี้ดีมาก อ่านแล้วอย่าลืมส่งต่อ” ฯลฯ

เผลอแป๊บเดียว ก็หมดไปอีกหนึ่งวัน

นี่น่าจะเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่เด็กอายุ 6 ขวบและ 60 ขวบติดของเล่นชิ้นเดียวกัน

แถมติดแค่ไหนก็ไม่มีใครกล้าตีด้วย

—–

ตั้งแต่ผมหยุดเล่นเฟซบุ๊คบนมือถือ ผมก็ใช้มือถือน้อยลงไปมาก

แอพที่อยู่บนหน้าจอ ผมคัดเฉพาะที่ spark joy และใช้ประจำจริงๆ จนเหลือแค่เพียงหน้าเดียว วันก่อนน้องชายจะมาดูว่ามือถือของผม “ลื่น” แค่ไหนก็ทดสอบไม่ได้เพราะมันไม่มีหน้าอื่นให้หมุนไปดู

ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ระหว่างที่นั่งทานข้าว ผมหยิบมือถือขึ้นมาตามความเคยชิน แล้วพบว่าไม่มีอะไรให้ดูเพื่อ “ฆ่าเวลา” อีกแล้ว

และผมก็รู้สึกได้ถึง “ความสัมพันธ์ที่เปลี่ยนไป” ระหว่างผมกับมือถือ

ผมรู้สึกว่ามือถือได้กลับมาเป็นเพียงแค่ “เครื่องมือ” อย่างหนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่ “ของเล่น” อีกต่อไป

แว้บแรก ก็แอบรู้สึกเศร้านิดๆ ที่ต้องอำลาของเล่นชิ้นนี้

แต่ก็อดดีใจไม่ได้ที่ตัวเอง “โตขึ้น” อีกนิดนึงแล้ว

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

8 สิ่งที่เปลี่ยนไปหลังหยุดเล่นเฟซบุ๊คบนมือถือ

20150913_FacebookFast

เค้าว่ากันว่าทุกวิกฤตินำมาซึ่งโอกาส

เมื่อประมาณกลางเดือนที่แล้วมือถือผมเจ๊งครับ

ซัมซุงกาแล๊กซี่โน๊ตสองที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขด้วยกันมาสองปีครึ่ง จู่ๆ ก็บู๊ธไม่ขึ้น

ระหว่างที่เอาเครื่องไปซ่อมอยู่นั้น ก็ได้เครื่องสำรองมาใช้ไปพลางๆ ก่อน

เมื่อต้องเริ่มจากเครื่องเปล่า ผมเลยถือโอกาสเริ่มต้นใหม่

สิ่งแรกที่ทำก็คือลองลงโปรแกรมเท่าที่จำเป็นจริงๆ เท่านั้น

แต่ก็ยังไม่วายลง Facebook อยู่ดี เพียงแต่ไม่ได้ล็อกอินเอาไว้

ครั้งสุดท้ายที่ผมล็อกอินเฟซบุ๊คทางมือถือคือวันเสาร์ที่ 22 สิงหาคม หลังจากถ่ายรายการโฮมรูมเรื่องการเก็บบ้านแบบคอนมาริครับ ต้องรีบเข้าไปคอมเม้นท์เพื่อจะได้โปรโมตบล็อกตัวเอง เพราะในรายการไม่ได้พูดถึงเลย 😛

2015-09-13_195047

นับจากวันนั้นถึงวันนี้ก็ 21 วันพอดี ซึ่งฝรั่งเค้าเชื่อกันว่า ถ้าจะสร้างนิสัยใหม่ๆ ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 21 วันก่อนที่นิสัยนั้นจะติดแน่นคงทน

วันนี้เลยมาขอเล่าให้ฟังว่า หลังจากหยุดเล่นเฟซบุ๊คไปแล้ว เจอความเปลี่ยนแปลงอะไรบ้างครับ

1. ใช้เวลากับมือถือน้อยลงไปเยอะ นอกจากจะไม่เล่นเฟซบุ๊คแล้ว ผมยังเลิกเล่น Quora ผ่านมือถือด้วย โดยจะมานั่งอ่าน Quora ช่วงพักเที่ยงแทน พอไม่ต้องเล่นสองโปรแกรมนี้ เวลาที่ใช้จ้องมือถือก็ลดลงอย่างฮวบฮาบ

2.ไม่ต้องห่วงเรื่องแบตเตอรี่ พอเล่นมือถือน้อยลง จึงไม่เคยต้องกังวลเรื่องแบตหมดระหว่างวันเลย บางวันจะเข้านอนแล้วแบตยังเหลือเกินหกสิบเปอร์เซ็นต์ด้วยซ้ำ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นเลยตอนที่ยังเล่นเฟซบุ๊คบนมือถืออยู่

3. ได้อ่านบทความดีๆ เยอะขึ้น เวลาผมเจอบทความอะไรที่น่าสนใจ ผมจะเซฟลงแอ็พชื่อ Pocket (ดาวน์โหลดได้จาก Google Play Store และ Apple iTunes)

แต่บทความส่วนใหญ่มักจะได้แค่เซฟไว้แต่ไม่เคยได้อ่าน เพราะพอเราหยิบมือถือขึ้นมาทีไรก็เปิดเฟซบุ๊คหรือไม่ก็โควร่าก่อนทุกครั้ง แต่พอเลิกเล่นเฟซบุ๊คสถานการณ์ก็เปลี่ยนไป ได้อ่านบทความที่ตัวเองเซฟไว้อย่างน้อยวันละสอง-สามบทความ

4. เล่นเฟซบุ๊คได้สะใจมากขึ้น เมื่อก่อนผมจะเปิดดูเฟซบุ๊คอย่างน้อยชั่วโมงละสองครั้ง ซึ่งบางทีก็มี notification (ที่เป็นตัวเลขสีแดงๆ ตรงลูกโลก) แค่หนึ่งหรือสองชิ้น หรือบางทีเปิดมาแล้วไม่มี notification เลยผมก็อดไม่ได้ที่จะห่อเหี่ยวเล็กๆ (โดยเฉพาะหลังจากที่เราโพสท์อะไรใหม่ๆ แล้วลุ้นว่าจะมีใครมาไลค์หรือคอมเม้นท์รึเปล่า)

เวลาเปิดเฟซขึ้นมาแล้วเจอ notification แค่หนึ่งเรื่อง อารมณ์มันคล้ายกับเปิดก๊อกแล้วเจอน้ำที่ไหลเบาราวเยี่ยวแมว ทำให้เราต้องใช้น้ำอย่างกระเบียดกระเสียร

แต่พอผมเล่นเฟซบุ๊คน้อยลง ตอนกลางคืนหลังเลิกงานแล้วไม่ได้เล่นเลย มาเช็คอีกทีเช้าวันถัดมา พอเปิดเฟซบุ๊คขึ้นมาคราวนี้จะเจอ notifications เป็นสิบเรื่อง อารมณ์เหมือนเอาขันตักน้ำในโอ่งแล้วราดใส่หัว โดยรวมแล้วจำนวนน้ำก็เท่าเดิมแหละ แต่มันชื่นใจกว่าจริงๆ

5. เลิกเล่นมือถือระหว่างรถติด รู้อยู่แก่ใจนะครับว่าเล่นมือถือระหว่างรถติดนั้นเป็นอันตราย แต่บางทีพอรถติดหนักๆ มันก็อดไม่ได้จริงๆ

แต่มาตอนนี้ มือถือไม่มีอะไรให้ดูแล้ว (จะอ่านบทความจาก Pocket ก็ใช่ที่เพราะยาวเกิน) ความรู้สึกอยากหยิบมือถือขึ้นมาเล่นนั้นยังมีอยู่เรื่อยๆ แต่ก็รู้อยู่แก่ใจว่าหยิบขึ้นมาก็ไม่มีอะไรดูอยู่ดี การหยุดเล่นเฟซบุ๊คจึงถือเป็นวิธีเลิกเล่นมือถือระหว่างขับรถที่ทรงพลังที่สุดสำหรับผม

6. เลิกเล่นมือถือที่โต๊ะกินข้าว อันนี้ไม่ใช่แค่ผมคนเดียว แฟนผมก็เล่นมือถือระหว่างนั่งกินข้าวน้อยลงไปเยอะ อาจเป็นเพราะว่า เวลาเราอยู่กับใครสักคน ถ้าเขาหยิบมือถือขึ้นมาเล่น เราก็เหมือนโดนบังคับกลายๆ ให้หยิบมือถือขึ้นมาเล่นไปด้วย (เพราะไม่มีใครคุยด้วย) แต่มาตอนนี้ เมื่อผมไม่เล่นมือถือแล้ว แฟนก็คงไม่รู้สึกอยากหยิบมือถือขึ้นมาเล่นเท่าแต่ก่อน นั่งคุยกันเองสนุกกว่าเยอะ!

7. เข้านอนตรงเวลามากขึ้น สมัยก่อนเวลาผมกับแฟนกลับถึงบ้านมาเหนื่อยๆ ก็จะขอเอนกายลงบนเตียงนอนเล่นเฟซบุ๊ค “แป๊บนึง” ประมาณว่าไม่เกินสิบนาที แต่สิ่งที่เกิดจริงๆ ก็คือมันมักจะกินเวลาไปถึงครึ่งชั่วโมงหรือมากกว่านั้น ซึ่งย่อมไปเบียดบังเวลานอนของเราอย่างช่วยไม่ได้ สมัยนี้กลับมาถึงบ้าน ผมก็จะอาบน้ำเลย แล้วมานอนคุยกับลูก (ในท้องแฟน) หรือไม่ก็อ่านหนังสือเป็นเล่มๆ แทน

8. มีเวลาภาวนามากขึ้น คนที่อ่านบล็อกผมมาซักพักอาจจะพอระแคะระคายบ้างว่าผมสนใจเรื่องการภาวนา ซึ่งก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าการตามรู้กายตามรู้ใจตนเอง การภาวนาเป็นเรื่องที่ทำที่ไหนก็ได้ เช่นตอนรถติด ตอนรอลิฟต์/ขึ้นลิฟต์ และตอนรออาหาร เพียงแต่สมัยก่อนเวลาว่างสั้นๆ เหล่านี้โดนมือถือเอาไปกินเรียบ แต่พอมือถือมีบทบาทต่อชีวิตน้อยลง ผมก็เอาเวลาช่วงนี้ไปทำสิ่งที่มีความหมายต่อตัวเองได้มากขึ้นครับ

แน่นอน การเลิกเล่นเฟซบุ๊คบนมือถือก็ใช่ว่าจะมีแต่ข้อดีอย่างเดียว ข้อเสียที่ผมสังเกตได้ก็คือผมเปิดเฟซบุ๊คผ่านคอมบ่อยขึ้น แต่บวกลบคูณหารแล้วผมก็ใช้เวลากับเฟซบุ๊คน้อยลงอยู่ดี

อ้อ อีกสิ่งหนึ่งที่พบก็คือ แม้ว่าบางครั้งจะมี Notifications มานับสิบเรื่อง แต่พอกดเข้าไปดู หลายๆ ครั้งก็รู้สึกว่า “ไม่เห็นจะมีอะไรเลย”

ยิ่งทำให้คิดได้ว่า แต่ก่อนที่เรากดเฟซบุ๊คดูบ่อยๆ มันเป็นเพราะเราหมกมุ่นเกินไปจริงๆ

—–
ป.ล. ความเสี่ยงของการเขียนโพสต์นี้ก็คือ ถ้าผู้อ่านเล่นเฟซบุ๊คน้อยลง บทความผมก็อาจจะถูกอ่านน้อยลงด้วยเช่นกัน แต่ชั่งน้ำหนักแล้วคิดว่าเขียนแล้วมีประโยชน์กว่าไม่ได้เขียนครับ ใครที่กดไลค์เพจแล้วไม่อยากพลาดบทความก็สามารถกด “See First” ใต้ปุ่ม Following ได้นะครับ หรือถ้าใคร scroll down ไปอีกหน่อย ก็จะมีช่องให้กรอกอีเมล์เพื่อรับบล็อกใหม่ส่งตรงถึง Mailbox ทุกวันครับ ใครหาที่กรอกไม่เจอลองดูรูปนี้ครับ)

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

สุขอย่างทาส

20150901_Slave

ความสุขของคนเราสมัยนี้ล้วนแต่ต้องพึ่งพาสิ่งนอกตัว

เราพึ่งพาสิ่งใด เราก็กลายเป็นทาสของสิ่งนั้น

– หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชโช

—–

วันนี้ตอนสองทุ่มผมลงจากรถ BTS เพื่อไปรอแฟนที่ห้างหรูในเมือง

ขณะเดินผ่านประตูเข้าห้างที่มีเครื่องเอ๊กซ์เรย์แบบในรถใต้ดิน ผมก็เห็นเจ้าหน้าที่กำลังนั่งยองๆ อยู่ใต้โต๊ะ

ดูลักษณะท่าทางแล้วเขากำลังเล่นมือถืออยู่

ถ้าผมถือวัตถุอันตราย แล้วเดินเลี่ยงประตูเอ๊กซ์เรย์เข้าไปในห้าง ผมเชื่อว่าเขาจะไม่เห็น

นึกแล้วก็แอบเศร้าเล็กน้อยที่ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของคนจะพลิกผันกันได้เพียงเพราะคนเราบกพร่องต่อหน้าที่โดยมีสาเหตุจากอุปกรณ์อิเลคโทรนิคส์เครื่องนี้

เชื่อว่าหลายคนก็คงเคยเห็นภาพประมาณนี้

วินมอเตอร์ไซค์ขี่รถไปคุยโทรศัพท์ไป

ตำรวจจราจรยืนเช็คเฟซบุ๊คกลางท้องถนน

คนรุ่นพ่อรุ่นแม่ที่ส่งข่าวลือและรูปภาพ “สวัสดีวันจันทร์” ในไลน์กันรัวๆ

วันหนึ่งเราอาจจะได้เห็นคุณหมอและพยาบาลส่งสติกเกอร์หาเพื่อนระหว่างอยู่ในห้องผ่าตัดก็ได้

—–

ถ้าคนจากปี 1995 ปี มาเห็นพวกเราก็คงรู้สึกประหลาดใจที่พวกเราทุกคนก้มหน้ากันตลอดเวลา

หรือแม้กระทั่งปี 2035 (ซึ่งผมเดาว่าเราน่าจะเปลี่ยนไปเล่นของเล่นชิ้นอื่นกันแล้ว) ได้เห็นรูปถ่าย/วีดีโอชีวิตประจำวันของคนสมัยนี้ ก็คงขำเหมือนกันว่า ทำไมมนุษย์ปี 2015 ถึงเสียบุคลิกกันขนาดนี้

มือถือมันมีเสน่ห์เพราะเราใช้มันทำอะไรได้หลายต่อหลายอย่าง

และการที่เราต้องพึ่งพามันตลอดเวลาจนขาดไม่ได้นี่แหละ ที่ทำให้เรากลายเป็นทาสของมัน

เราไม่ได้เป็นเจ้าของมือถืออีกต่อไป มือถือต่างหากที่เป็นเจ้าของเรา

ไม่ใช่เฉพาะมือถือ ยิ่งความสุขของเราแขวนอยู่กับสิ่งนอกกายมากเท่าไหร่ เราก็ยิ่งมีจำนวน “เจ้านาย” มากขึ้นเท่านั้น

ลองถามตัวเองก็ได้ว่า นอกจากปัจจัยสี่แล้ว ทุกวันนี้มีอะไรที่เราขาดไปแล้วจะทุรนทุรายบ้าง?

เงินสด บัตรเครดิต แล็ปท๊อป อินเตอร์เน็ต Facebook LINE แป้งรองพื้น มัสคารา หรือแม้กระทั่งกาแฟดีๆ สักแก้ว

ผมไม่ได้บอกว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ดี

เพียงแต่ในบางวัน เราควรจะลองมีชีวิตโดยไม่ต้องใช้สิ่งเหล่านี้ดู

มีความสุขโดยพึ่งพาของนอกกายให้น้อยที่สุด

ดีกรีความเป็นทาสของเราจะได้ลดลงบ้าง

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

เล่นมือถือในสวนลุม

20150723_MobilePhoneInThePark

วันนี้ผมไปวิ่งที่สวนลุมมาครับ

ตอนใกล้ๆ จะวิ่งเสร็จ บังเอิญเหลือบไปเห็นผู้หญิงวัยรุ่นคนหนึ่งตรงม้านั่งกำลังเล่นมือถืออยู่

เป็นภาพที่จะว่าไปก็ชินตา แต่วันนี้ผมอดมีคำถามในใจไม่ได้ว่า

อุตส่าห์มาถึงสวนลุมทั้งที มานั่งเล่นมือถือเหรอ?

โอเคล่ะ เธออาจจะไม่ได้ชอบออกกำลังกาย อาจจะมานั่งรอแฟน และการเล่นมือถือก็น่าจะเป็นกิจกรรมที่ทำได้ง่ายที่สุด

แต่จะว่าไปที่สวนลุมก็มีกิจกรรมอื่นๆ เยอะแยะ มีคนเต้นแอโรบิค รำไทเก๊ก เล่นโรลเลอร์เบลด ปั่นจักรยานเรือเป็ดน้อย หรือถ้าไม่ชอบอะไรเลยก็เดินเล่นดูบรรยากาศก็ยังได้

แต่จากทางเลือกทั้งหมดที่เธอมี เธอก็ยังเล่นมือถืออยู่ดี

แล้วผมก็คิดได้ว่าจริงๆ แล้วเราเองทุกคนก็มีอาการนี้เหมือนกัน

อาการทำสิ่งที่ไม่สอดคล้องกับสถานที่ที่เราอยู่

เคยเห็นคนแบบนี้มั้ยครับ?

ไปเที่ยวเมืองนอกแต่กินแมคโดนัลด์
อยู่บนเครื่องฟิตเนสแต่คุยโทรศัพท์
อยู่ในห้องเรียนแต่แชทกับเพื่อน
อยู่กับเพื่อนแต่นั่งตอบอีเมล์
อยู่ที่ทำงานแต่นั่งเมาธ์ดารา
อยู่บ้านแต่นั่งทำงาน

ผมคงไม่กล้าบอกว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่ผิด เพราะบางทีเราก็ต้องพักบ้างอะไรบ้าง หรือถ้างานมันด่วนก็อาจต้องเอากลับมาทำที่บ้านเป็นบางคราว

แต่ผมว่าน่าจะดี ถ้าเราหมั่นถามตัวเองอยู่เสมอว่า “ณ เวลานี้ สถานที่นี้ อะไรคือสิ่งที่เราไม่สามารถทำที่อื่นได้อีกแล้ว หรือถึงทำได้ ก็ไม่สามารถทำได้ดีเท่า?”

ถ้าอยู่ที่บ้าน ก็ควรจะพักผ่อน และใช้เวลาพูดคุยกับคนในครอบครัว (เพราะเราไม่สามารถคุยกับพ่อกับแม่แบบเห็นหน้าในที่ทำงานได้)

ถ้าอยู่ที่ทำงาน ก็ควรจะทำงานให้เสร็จ และพูดคุยกับหัวหน้าและเพื่อนร่วมงานเพื่อให้เขาได้ช่วยให้งานออกมาได้ดีที่สุด (เพราะเราไม่สามารถคุยกับหัวหน้านอกเวลางานได้ – อย่างน้อยก็ไม่สามารถทำได้บ่อยๆ)

ถ้าอยู่กับเพื่อน ก็ควรจะใส่ใจมนุษย์ที่อยู่ตรงหน้า ไม่ใช่จอมือถือและแป้นพิมพ์

ถ้าอยู่ห้องเรียน ก็ควรตั้งใจฟังอาจารย์ ทำความเข้าใจบทเรียน และยกมือหากมีคำถาม

ถ้าอยู่บนเครื่องฟิตเนส ก็ควรใช้ประโยชน์จากมันมากกว่าแค่ที่นั่งพัก

ถ้าไปเที่ยวเมืองนอก ก็ควรลองทานอาหารบ้านเขา

ถ้าอยู่ในสวนลุม ก็ควรออกกำลังกาย

เมื่อเราได้ทำสิ่งที่ดีที่สุดที่ควรทำ ณ ที่ตรงนี้ เวลานี้ ผมเชื่อว่าเราจะใช้ชีวิตได้เข้มข้นมากขึ้น และพลาดสิ่งดีๆ น้อยลง

—–

“ณ เวลานี้ สถานที่นี้ อะไรคือสิ่งที่เราไม่สามารถทำที่อื่นได้อีกแล้ว หรือถึงทำได้ ก็ไม่สามารถทำได้ดีเท่า?”

ถ้าปรับคำถามขึ้นไปอีกระดับหนึ่งล่ะ?

“ในช่วงเวลาอันจำกัดที่เราได้เกิดมาเป็นมนุษย์บนโลกใบนี้ อะไรคือสิ่งที่เราไม่สามารถทำในเวลาอื่นหรือในภพภูมิอื่นได้อีกแล้ว?”

ผมคงไม่มีคำตอบตายตัว ต้องให้ผู้อ่านไปคิดกันเอาเอง

ถ้ามาถึงสวนลุมทั้งที แล้วมัวแต่มานั่งเล่นมือถือเป็นเรื่องน่าเสียดาย

เกิดเป็นมนุษย์ทั้งที ถ้ามัวแต่ <เติมคำในช่องว่าง> ก็คงน่าเสียดายเอามากๆ เช่นกัน

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ Archives

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings

หนึ่งสาเหตุที่ทำให้เราสุขน้อยลง

20150704_LessHappy

ในช่วงสองสามเดือนที่ผ่านมา ผมลองสังเกตตัวเองแล้วพบว่า วันไหนก็ตามที่ผมใช้เวลากับมือถือมากๆ คืนนั้น หรือวันถัดมาผมจะรู้สึก “อึนๆ”

ความรู้สึก “อึนๆ” นั้นอธิบายเป็นภาษามนุษย์ได้ลำบาก มันเป็นคลื่นอะไรบางอย่างที่ทำให้รู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัวเหมือนคนไม่ค่อยสบาย

ยิ่งใช้เวลากับมือถือมากเท่าไหร่ ความรู้สึกอึนๆ ก็ยิ่งรุนแรงขึ้นเท่านั้น

จะว่าไปมือถือก็เหมือนยาพิษที่ถูกเคลือบด้วยช็อคโกแล็ตนะครับ

ตอนอ่านฟีดในเฟซบุ๊คนี่มันก็เพลินทีเดียวแหละ เดี๋ยวเจอสาวสวย เดี๋ยวก็เจอวีดีโอฮาๆ เดี๋ยวก็ได้อ่านความรู้แปลกๆ (ส่วนน่าเชื่อถือรึเปล่านั่นก็อีกเรื่อง)

แต่พอหมดวัน เมื่อนับชั่วโมงที่เรา “จ่าย” ไปกับมือถือ เรากลับพบว่ามันไม่ได้ช่วยให้ชีวิตเราดีขึ้นสักนิด

และไอ้ความรู้สึกลึกๆ ว่าเราใช้เวลาไปอย่างเปล่าดายนี่แหละ ที่มันส่งผลให้เรารู้สึกอึนๆ ก่อนเข้านอน

เพราะยาพิษเริ่มออกฤทธิ์แล้ว

—–

นอกจากเหตุผลทางจิตวิทยาแล้ว ก็ยังมีเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ด้วย

มันคือสิ่งที่เรียกว่า Blue Light หรือแสงสีน้ำเงินครับ

หลายคนอาจจะพอทราบว่าสีขาวเกิดจากสีทุกสีผสมกัน

ถ้าเอาสีในรุ้งกินน้ำ ม่วง คราม น้ำเงิน เขียว เหลือง แสด แดง มารวมกัน ก็จะได้สีขาวเช่นกัน

Blue Light หรือส่วนที่เป็นแสงสีน้ำเงินนั้น ถูกใช้ในจอ LED เกือบทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นมือถือ ไอแพด แล็ปท็อป หรือทีวี

นักวิทยาศาสตร์ ได้ค้นพบว่า Blue Light จะชะลอตัวการสร้างฮอร์โมนเมลาโทนิน (melataonin) ในร่างกายของเรา

หน้าที่ของเมลาโทนินคือช่วยปรับนาฬิกาในร่างกายของเรา ช่วยให้เราหลับลึก และช่วยกระตุ้นการหลั่งของฮอร์โมนการเจริญเติบโต (Growth hormone)

โดยปกติเมลาโทนินจะถูกผลิตออกมามากที่สุดในช่วงสี่ทุ่มถึงตีสาม แต่ถ้าเราเล่นมือถือในช่วงนี้ Blue Light จะส่งผลให้เมลาโทนินไม่ถูกผลิตออกมาเท่าที่ควร ทำให้เราหลับได้ไม่เต็มอิ่ม และมีอาการหงุดหงิดหรืออึนๆ ในวันถัดมานั่นเอง

นักวิทยาศาสตร์บางคนมองว่า Blue Light มีผลร้ายยิ่งกว่านั้นอีก เช่น ดร.ริชาร์ด แฮนส์เลอร์ (Richard Hansler) จาก John Carroll University ที่บอกว่า Blue Light อาจมีส่วนกระตุ้นให้เกิดโรคเบาหวาน โรคหัวใจ หรือแม้กระทั่งมะเร็งบางชนิด

ที่ผมนำมาเล่าให้ฟังนี่ไม่ได้จะขู่ให้กลัวนะครับ

แค่มาเตือนสติกันเฉยๆ ว่า คุณกำลังกินยาพิษอาบลูกอมอยู่นะ

แล้วเราจะหลีกเลี่ยงผลเสียจาก Blue Light ได้ยังไง?

วิธีที่ง่ายที่สุดก็คือ อย่าใช้มือถือหลังสี่ทุ่มครับ

ระหว่างวันก็หาอะไรเตือนให้ตัวเองมองอย่างอื่นนอกจากจอคอมหรือจอมือถือเสียบ้าง

นอกจากนี้ ถ้ามีเครื่องที่ใช้ระบบแอนดรอยด์ ก็สามารถลง Application ชื่อ Blue Light Filter ได้

ส่วนคอมพิวเตอร์แล็ปท็อป หรือ MacBook ก็มีโปรแกรม F.lux

ทั้ง Blue Light Filter และ Flux คือโปรแกรมที่ช่วยปรับแสงของหน้าจอให้เหมาะสมกับเวลาของวัน

แต่ผมว่าใช้แล้วก็ไม่ค่อยสบายตาเท่าไหร่ และก็ไม่รู้ด้วยว่ามันได้ผลจริงๆ รึเปล่า

แทนที่จะปรับหน้าจอ ปรับพฤติกรรมตนเองน่าจะดีกว่า

—–

มีคำคมฝรั่งประโยคหนึ่งที่ผมชอบมาก

เวลาเราเห็นคนทำงานหนัก ๆ ไม่ยอมกลับบ้านกลับช่อง ไม่มีเวลาให้ลูกเมีย เราจะเตือนเขาว่า

Nobody on their deathbed wished they had spent more time at the office – ในช่วงนาทีสุดท้ายของชีวิต ไม่มีใครบ่นหรอกนะว่า “แหม ฉันน่าจะใช้เวลาที่ออฟฟิศให้มากกว่านี้ซักหน่อย”

ผมเลยขอยืมมาปรับให้เข้ากับยุคสม้ยซะหน่อย

Nobody on their deathbed wished they had spent more time on their iPad

ในช่วงนาทีสุดท้ายของชีวิต ไม่มีใครบ่นหรอกนะว่า “แหม ฉันน่าจะได้เล่น iPad มากกว่านี้ซะหน่อย”

—–

ดาวน์โหลดอีบุ๊คฟรี

หากท่านใดสนใจหนังสือ eBook “เกิดใหม่” ซึ่งรวบรวม 17 บทความเกี่ยวกับธรรมะใกล้ตัว ใช้ภาษาวัยรุ่น ไม่ต้องปีนกะไดอ่าน ขอเชิญได้ที่นี่เลยครับ

20150316_RebornCover

Credits:

Gigaom : What is the blue light from our screens really doing to our eyes?

Wikipedia : เมลาโทนิน