10 สิ่งอำนวยความสะดวกของคนไทยที่ฝรั่งไม่มี

20150803_WhatFarangsDontHave

การได้ไปเที่ยวเมืองนอกเป็นความใฝ่ฝันของใครหลายๆ คน

แต่ก็มีไม่น้อยที่เมื่อไปอยู่เมืองนอกมาซักพักก็จะได้ข้อสรุปว่าอยู่เมืองไทยดีที่สุดแล้ว

เรื่องที่หยิบยกมาพูดว่าอยู่เมืองไทยแล้วสบายกว่าก็มักจะเป็นเรื่องภาษาที่สื่อสารกันเข้าใจ อาหารถูกปาก และความง่ายๆ สบายๆ ของคนไทย

นอกจากเหตุผลหลักต่างๆ ที่กล่าวมาแล้ว ผมก็มานั่งคิดเล่นๆ ว่ามีสิ่งอำนวยความสะดวกอะไรอีกบ้างที่เมืองไทยมี แต่ฝรั่งไม่มี (เอาเฉพาะฝรั่งนะครับ ไม่นับเอเชีย) โดยใช้ประสบการณ์ตัวเองล้วนๆ ดังนั้นอาจจะผิดพลาดหรือไม่เป็นความจริงทั้งหมดก็ได้ครับ

สิ่งอำนวยความสะดวกที่คิดได้มีดังนี้

1. หนังยาง – ไม่รู้ทำไมฝรั่งเค้าไม่เห็นค่อยใช้หนังยางกันเลย เวลาปิดถุงเขามักจะใช้วัสดุที่ทำมาจากพลาสติกหรือไม่ก็จากโลหะ แต่ผมว่าหนังยางที่แหละที่สะดวกที่สุดแล้ว จะมัดถุงกับข้าวก็ง่ายและรวดเร็ว จะมัดหนังสือพิมพ์ส่งตามบ้านก็ได้ แถมตอนเด็กๆ เรายังเอามาร้อยไว้โดดเล่นหรือเอามาเหนี่ยวยิงใส่เพื่อนก็ได้ (ผมลองเปิดประวัติ rubber band ดูถึงรู้ว่าอังกฤษคิดค้น แต่กลับไม่รู้สึกว่าเค้าใช้กันแพร่หลายเหมือนบ้านเรา)

2. เชือกฟาง – เชือกที่ฝรั่งมีไม่ว่าจะเป็นเส้นเล็กหรือเส้นใหญ่มักจะเป็นเชือกจริงจังที่มันสากๆ แต่ผมว่าเชือกฟางนี่ทั้งถูก ทั้งเบา แข็งแรง แต่ก็ตัดง่าย ยิ่งเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาผมเก็บหนังสือเพื่อเตรียมย้ายบ้าน ก็ยิ่งเห็นคุณค่าของเชือกฟางเพราะเอาไว้มัดหนังสือเป็นแพ็คๆ ขนาดเหมาะมือได้ชิลล์ๆ

3. สายฉีดก้น – ฝรั่งใช้แต่กระดาษเช็ดก้นกัน (ซึ่งถ้าเช็ดหลายๆ ทีก็อาจเป็นแผลได้) ผมเคยถามครูฝรั่งชาวอังกฤษที่มาอยู่เมืองไทย เค้ายังยอมรับเลยว่าสายฉีดก้นทำความสะอาดได้ดีกว่ากระดาษทิชชู่เยอะเลย แถมยังพูดถึงคนในประเทศเขาเองด้วยว่า “We are very unclean”

4. ห้างร้านที่เปิดถึงสามทุ่ม 7 วันต่อสัปดาห์ – ที่ยุโรปหลายประเทศวันเสาร์ร้านจะเปิดถึงแค่ทุ่มเดียวหรือเร็วกว่านั้น ส่วนวันอาทิตย์นี่แทบจะหาร้านที่เปิดทำการไม่ได้เลย เพื่อนชาวสวิสผมบอกว่าเพราะวันอาทิตย์ผู้คนถือว่าเป็นวันพักผ่อน (พระเจ้าสร้างโลกหกวันแล้วพักวันอาทิตย์) ดังนั้นก็เลยพักผ่อนกันหมดทั้งลูกค้าทั้งเจ้าของร้าน ซึ่งบางทีมันก็ทำให้เราเดือดร้อนเพราะวันอาทิตย์เราก็ต้องกินต้องใช้เหมือนกัน ขณะที่เมืองไทยเราจะไม่มีวันเจอห้างที่ปิดวันอาทิตย์แน่ๆ

5. เซเว่นอีเลฟเว่น – ร้านสะดวกซื้อของฝรั่งส่วนใหญ่เปิดไม่ดึก อย่างมากก็แค่สามทุ่ม ตอนที่ผมไปเที่ยวปารีส สังเกตเห็นว่าร้านที่จะเปิดดึกกว่าสามทุ่มมักจะเป็นร้านมินิมาร์ทเล็กๆ ที่มีเจ้าของเป็นคนเอเชียซะมากกว่า แต่สำหรับเมืองไทย ไม่ว่าจะดึกดื่นแค่ไหน ก็ไม่มีทางอดตายเพราะออกไปเซเว่นเมื่อไหร่ก็จะมีขนมจีบซาละเปาให้กินแน่นอน

6. วินมอเตอร์ไซค์ – กรุงเทพรถติดก็จริง แต่ผมว่าบ้านเราเป็นเมืองที่การจราจรครอบคลุมที่สุดเมืองหนึ่งของโลกเลยนะ ตอนผมไปเที่ยวแมนเชสเตอร์ต้องทนหนาวยืนรอรถเมล์เป็นสิบนาที แต่ถ้าอยู่กรุงเทพ แค่เดินไปนิดหน่อยก็จะเจอยานพาหนะที่จะพาเราไปถึงไหนต่อไหนอย่างง่ายดาย

7. ซาเล้ง – เวลาฝรั่งเขามีของเก่า ถ้าไม่ขนไปทิ้งหรือบริจาค ก็ต้องเปิด Garage Sale* ให้คนแถวนั้นผ่านมาซื้อ แต่ที่บ้านเรามีบริการมาซื้อของเก่าถึงบ้าน ไม่ต้องเสียแรง เสียเวลา เปลืองน้ำมันขับรถออกจากบ้านให้เมื่อยตุ้ม

8. พนักงานที่หยิบของใส่ถุงให้เราเวลาซื้อของที่ซูเปอร์มาร์เก็ต – คำอธิบายยาวเชียว แต่รู้หรือไม่ว่าเวลาเราไปซื้อของตามซูเปอร์มาร์เก็ตที่เมืองนอก พนักงานคิดเงินเขาไม่ได้หยิบของใส่ถุงให้เรานะครับ เขาก็แค่สแกนบาร์โค้ดแล้วก็ผลักสินค้าไปตรงท้ายเคาท์เตอร์ เราจ่ายเงินเสร็จแล้วต้องเอาของใส่ถุงเอง บางทีต้องจ่ายเงินซื้อถุงเพิ่มด้วยเพราะนโยบายรักษ์โลกของซูเปอร์มาร์เก็ตเขา

9. หาหมอที่โรงพยาบาล – อันนี้เป็นความรู้ใหม่จากหัวหน้าซึ่งเป็นชาวอังกฤษอีกเช่นกัน เขาบอกว่าคนประเทศเขาเวลาป่วยจะไปหาหมอที่คลีนิค ไม่ใช่ที่โรงพยาบาล คุณจะเข้าโรงพยาบาลได้ก็ต่อเมื่ออาการคุณหนักหนาสาหัสจริงๆ เท่านั้น ในขณะที่เมืองไทย แค่เป็นหวัดเราก็ไปโรงพยาบาลกันแล้ว (โดยเฉพาะถ้าบริษัทสวัสดิการดี!) ที่สำคัญถ้าคุณเป็นหวัดแล้วจะไปหาหมอคุณต้องโทร.นัดล่วงหน้าหลายวันด้วย!

10. ปากซอย – ฝรั่งไม่น่าจะมีสิ่งที่เรียกว่า “ปากซอย” เพราะผังเมืองเค้าออกแบบมาเป็นบล็อกๆ ไม่ได้เป็นตรอกซอกซอยเหมือนบ้านเรา แต่ผมว่า “ปากซอย” เรานี่แหละคือทีเด็ด เพราะสิ่งละอันพันละน้อยจะอยู่ที่ปากซอยกันเกือบหมด ไม่ว่าจะเป็นวินมอเตอร์ไซค์ปากซอย เซเว่นปากซอย รถเข็นหมูปิ้งปากซอย ป้ายรถเมล์ปากซอย ร้านตัดผมปากซอย ฯลฯ จะบอกว่าปากซอยเป็นแหล่งรวบรวมอารยธรรมและความเจริญก็คงไม่ผิดนัก เพราะ แค่เดินไปปากซอยเราก็มีครบเกือบทุกอย่างแล้ว ขณะที่ฝรั่งต้องขับรถเข้าเมืองถึงจะได้รับบริการเหล่านี้

ผมเชื่อว่ามันยังมีอะไรอีกเยอะแน่ๆ ที่ช่วยให้เมืองไทยสะดวกกว่าเมืองนอก ใครคิดออก รบกวนมาบอกกันผ่านหน้า Anontawong’s Musings Facebook Page นะครับ

—–

* EDIT 9:40pm 7 ส.ค. 2558: ตอนแรกผมเข้าใจผิดว่า Garage Sale คือการขนของไปขายที่ตลาดนัด แต่ได้รับการท้วงติงมา (ดูคอมเม้นท์ด้านล่าง) จึงขอแก้ไขให้ถูกต้องครับ

ภาพจากกล้องผู้เขียน ถ่ายที่เมืองไทยเมื่อวันที่ 3 ส.ค. 2558

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ Archives

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

วิธีทำให้พนักงานคุยกันเป็นภาษาอังกฤษ

20150618_SpeakEnglish

ภาษาอังกฤษเข้ามามีบทบาทในชีวิตมากขึ้นทุกที การพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษจึงเป็นเรื่องที่บริษัทต่างๆ ในเมืองไทยให้ความสำคัญ ไม่เว้นแม้แต่บริษัทข้ามชาติที่ภาษาอังกฤษของพนักงานก็ย่อมจะดีกว่าค่าเฉลี่ยอยู่แล้ว แต่อาจยังไม่ดีพอที่จะไปโต้ตอบกับฝรั่งหรือแขกอินเดียได้

ผมเองเคยเห็นหลายทีมที่บริษัทพยายามจะกระตุ้นให้ลูกทีมพูดภาษาอังกฤษกัน แต่ไม่ค่อยจะเห็นอันไหนเวิร์คเลย

วิธีที่ใช้กันบ่อยๆ ก็เช่นประกาศว่า ทุกวันศุกร์เป็นวัน English Friday ทุกคนต้องคุยกันเป็นภาษาอังกฤษ ใครพูดภาษาไทยโดนปรับเงิน

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ วันนั้นจะเงียบเป็นพิเศษ ไม่มีใครพูดกับใครเลย กลายเป็นทุกคนสนทนาผ่านแชท/instant messaging แทน

การจะบังคับให้คนไทยพูดภาษาอังกฤษกันนี่มันยากจริงๆ นะครับ เพราะผมเชื่อว่าส่วนใหญ่จะรู้สึกเขินๆ และเกรงกลัวสายตาคนอื่นจะมองว่ากระแดะหรืออะไรเทือกนั้น

วันนี้ผมมีทางเลือกมานำเสนอครับ

เป็นโปรเจ็คที่ทีมของผมเคยทำสมัยเมื่อ 7 ปีที่แล้ว

ตอนนั้นผมเป็นหัวหน้าทีมซัพพอร์ต เรามีกันทั้งหมด 8 คน และในทีมก็เห็นตรงกันว่าอยากจะฝึกพูดภาษาอังกฤษให้คล่องขึ้น แต่จะทำยังไงให้มันเวิร์คและไม่ขัดกับจริตพวกเรา

ผมยกหน้าที่นี้ให้เพื่อนในทีมชื่อเอกพงศ์ (ในทีมมีคนชื่อเอกสองคน) แล้วเอกก็เสนอไอเดียที่เรียบง่ายแต่เยี่ยมยอด

โปรเจ็คนี้ชื่อว่า I’m Farang ครับ

อุปกรณ์ที่ใช้มีแค่ชิ้นเดียวคือปฏิทินตั้งโต๊ะที่แปะกระดาษว่า I’m Farang

????

ป้าย I’m Farang ที่ทำจากปฏิทินตั้งโต๊ะ

ป้าย I’m Farang นี้จะหมุนเวียนเปลี่ยนโต๊ะไปทุกวัน วันไหนใครได้ป้ายนี้ไป วันนั้นคนๆ นั้นจะเป็นฝรั่งไปหนึ่งวัน

สมมติว่าวันแรกป้าย I’m Farang อยู่ที่โต๊ะเอก ไม่ว่าเอกจะไปคุยกับใครในทีม หรือใครเดินมาคุยกับเอกที่โต๊ะ ก็ต้องคุยกันเป็นภาษาอังกฤษ เพราะว่าเอกเป็นฝรั่ง

แต่ถ้าคุยกันไปสักพัก เรื่องมันชักลงลึกขึ้นเรื่อยๆ เริ่มคุยภาษาอังกฤษกันไม่รู้เรื่องแล้ว ก็อนุญาตให้เปลี่ยนภาษา เพราะฝรั่งคนนี้พูดไทยได้นิดหน่อย!

พอหมดวันเอกก็หยิบป้ายฝรั่งไปไว้ให้โต๊ะถัดไป

ทีมผมมี 8 คน แสดงว่าเราทุกคนจะได้เป็นฝรั่งกันอย่างน้อยสองสัปดาห์ครั้ง

ปรากฏว่าโปรเจ็คนี้ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม ตลอดช่วงเวลาที่ผมเป็นหัวหน้าทีมเรามีโอกาสพูดภาษาอังกฤษกันทุกวันเพราะป้าย I’m Farang แถมบางคนที่อยู่ทีมอื่น เวลามาคุยกับฝรั่งในทีมเราก็ยังยอมคุยเป็นภาษาอังกฤษด้วยซ้ำ

แน่นอนว่ามันมีความเสี่ยงคล้ายๆ กับ English Friday ตรงที่อาจไม่มีใครเดินมาคุยกับฝรั่งเลยก็ได้ แต่ปัญหานี้กลับไม่เกิดกับทีมผม เพราะว่าเรามีงานต้องคุยกันตลอด หรือบางทีว่างๆ เดินผ่านโต๊ะฝรั่ง อย่างน้อยเราก็ได้ทักทายกันว่า “เฮ้ฝรั่ง ฮาวอาร์ยู?”

ถ้าให้มานั่งวิเคราะห์ปัจจัยความสำเร็จ ก็น่าจะมีดังนี้

ปัจจัยแรกคือความ “ขำๆ” ของโปรเจ็คนี้ เพราะคนไทยรักสนุก ไม่ชอบอะไรจริงจัง ไม่ชอบให้ใครมาบังคับ การใช้วิธี “สวมบทบาท” เป็นฝรั่งหัวดำจึงเข้ากับนิสัยคนไทยเป็นอย่างดี แถมเรายังไม่มีการเก็บแต้มหรือบทลงโทษใดๆ พวกเราจึงเล่นเกมนี้ด้วยความสบายใจ

ปัจจัยที่สองคือคำที่เลือกใช้ – คำว่า I’m Farang มันมีความเป็นกันเองและเฮฮาแฝงอยู่ ถ้าเราไปใช้ป้าย “I speak English only” ความรู้สึกจะเปลี่ยนทันทีและไม่น่าจะได้ผลลัพธ์ที่ดีเท่า

ปัจจัยที่สามคือคนในทีมภาษาอังกฤษค่อนข้างโอเคอยู่แล้ว การพูดภาษาอังกฤษจึงไม่ใช่เรื่องยากเย็น แต่ที่ไม่พูดกันเพราะไม่มีตัวกระตุ้นและห่วงสายตาคนอื่นเท่านั้นเอง การทำโปรเจ็คนี้ขึ้นมาก็เหมือนเป็นการดันความรู้สึกให้เลยจุดที่เรียกว่า “ความกระแดะ” ไปแล้ว มันจึงออกมาเป็นความสนุกแทน

ปัจจัยสุดท้ายคือทุกคนในทีมร่วมใจกันที่จะทำให้มันสำเร็จ ทำเล่นๆ ขำๆ ไม่มีวัดผล แค่รู้ว่าเรากำลังทำสิ่งที่มีประโยชน์ต่อทีมร่วมกันอยู่

ผมคงไม่กล้าบอกว่าเกม I’m Farang จะตอบโจทย์ทุกองค์กร แต่ก็มาแชร์เอาไว้เผื่อใครอยากจะลองหยิบไปใช้ดูนะครับ

ป.ล. จริงๆ เรามีอุปกรณ์เสริมอีกชิ้นหนึ่ง แต่ไม่ได้ใช้กันบ่อยนัก มันคือวิกผมสีทองครับ ฝรั่งคนไหนใส่แล้วจะพูดอังกฤษคล่องขึ้นอีก 30%

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ Archives

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings