หากมีเวลาบ่น

20151024_Whine

“If you have time to whine and complain about something then you have the time to do something about it.”

“ถ้าคุณมีเวลามานั่งคร่ำครวญกับเรื่องอะไรก็ตาม แสดงว่าคุณก็มีเวลาจัดการเรื่องนั้น”

– Anthony J. D’Angelo

ในภาษาไทย “ขี้บ่น” เป็นคำวิเศษณ์ที่ใช้ได้กับทุกเพศทุกวัย

แม่ยายขี้บ่น คุณลุงขี้บ่น เมียขี้บ่น หัวหน้าขี้บ่น เพื่อนขี้บ่น ฯลฯ

แสดงว่าคนไทยนี่ต้องขี้บ่นระดับนึงเลยนะ

การบ่นนั้นคล้ายกับการกังวลตรงที่ไม่ได้ก่อเกิดอะไรที่เป็นประโยชน์

แต่คนขี้กังวลก็ยังน่ารักกว่าคนขี้บ่น เพราะคนขี้กังวลมักจะเก็บความกังวลไว้กับตัวเอง แต่คนขี้บ่นมักจะพาคนอื่นเสียเวลาไปด้วย

โอเคล่ะ บางทีคนเราก็ต้องบ่นเพื่อระบายกันบ้าง

เมื่อตอนเย็นผมก็บ่นกับแฟนที่ร้านอาหารว่า ทำไมข้าวเหนียวมะม่วงที่สั่งไว้มาช้าจัง

แต่พอบ่นเสร็จแล้วก็เดินไปที่ซุ้มข้าวเหนียวมะม่วงเพื่อบอกเขาว่ารออยู่นะ ซักแป๊บเขาก็เอามาส่งให้

บ่นได้ไม่เป็นไร แต่ควรทำอะไรซักอย่างกับมันด้วย

แน่นอน ส่วนใหญ่แล้วเรื่องที่เราบ่นมันไม่ได้แก้กันง่ายๆ เหมือนข้าวเหนียวมะม่วงมาช้า

แต่ยิ่งแก้ยากนี่แหละ ยิ่งไม่ควรจะบ่นเยอะ สู้เอาเวลาที่เรามีอยู่จำกัดไปคิดเรื่องการแก้ปัญหาจะดีกว่า

แม้จะแก้ไม่ได้ในวันนี้ อย่างน้อยก็ได้ทำอะไรที่เข้าใกล้ทางออกขึ้นอีกนิดก็ยังดี

ลงมือทำแล้ว ปัญหาอาจจะจบหรือไม่จบก็ได้

แต่ถ้าเอาแต่บ่น ปัญหามันไม่จบแน่ๆ

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

วิธีคลายกังวล

20151007_Worrying

“Worrying is the same thing as banging your head against the wall. It only feels good when you stop.”

การกังวลก็เหมือนกับการเอาหัวโขกกำแพงนั่นแหละ จะรู้สึกดีก็ต่อเมื่อคุณหยุดเท่านั้น

– John Powers

—–

จริงๆ วันนี้ผมก็กังวลนิดๆ นะว่าจะเขียนบล็อกไม่ทัน

เพราะตอนเย็นต้องไปร่วมงานแต่งงานของรุ่นน้องที่โรงแรมเรอเนสซองส์ จากนั้นก็ย้อนกลับไปรับแฟนที่รออยู่ที่ออฟฟิศ ก่อนจะกลับถึงบ้านตอนสี่ทุ่มกว่าๆ

แถมในหัวผมไม่รู้ด้วยว่าจะเขียนเรื่องอะไร!

กลับมาถึงบ้านอาบน้ำอาบท่าเสร็จก็มาพลิกหนังสือเล่มโน้นเล่มนี้ แต่ก็ยังหาอะไรมาจุดประกายไม่เจอ

ผมมีลิสต์หัวข้อเรื่องที่ “น่าจะ” เขียนได้ไว้ประมาณสี่สิบกว่าหัวข้อ แต่เรื่องส่วนใหญ่ยังไม่พร้อมที่จะเขียน คงต้อง “หมัก” และ “บ่ม” มันไว้อีกสักพักถึงจะ “สุกงอม” พอที่จะเอามานำเสนอ

กวาดสายตาไปเจอเรื่อง Weekly Focus เลยคิดว่าเออ เรื่องนี้แหละ เขียนได้เลย

แต่พอเปิดไฟที่ผมเคยเก็บเทมเพลตของ Weekly Focus ก็เจอรายการคำคมดีๆ ที่เคยจดเก็บเอาไว้ตั้งแต่สมัย 5 ปีที่แล้วจนนึกขอบคุณตัวเองในอดีตไม่ได้

คำคมที่โดนใจมากและนำมาเขียนบล็อกในวันนี้ก็คือ

“Worrying is the same thing as banging your head against the wall. It only feels good when you stop.”

คนเราชอบกังวลเพราะว่ากลัวมันจะออกมาไม่ดี

เรื่องที่เรากังวลนั้นมีสองประเภท

คือเรื่องที่เราทำอะไรกับมันได้ และเรื่องที่เราทำอะไรกับมันไม่ได้ (Things which are inside your circle of influence and things which are outside of it).

ถ้าเรื่องที่เรากังวลอยู่ในขอบเขตที่เราน่าจะทำอะไรได้บ้าง ก็ควรหยุดกังวลและลงมือทำอะไรบางอย่างก่อนที่มันจะสายเกินไป

แต่ถ้าเรื่องนั้นเราไม่สามารถทำอะไรได้ ก็ควรหยุดกังวลเพราะถึงกังวลให้หัวแตกก็ไม่ได้ช่วยอะไร

แน่นอน การ “หยุดกังวล” นั้นพูดง่ายแต่ทำยากชะมัด

วิธีที่ผมเคยใช้เพื่อคลายกังวลและเห็นว่าได้ผล ก็มีดังต่อไปนี้

– กลับมาดูลมหายใจ
– ระลึกว่า ณ ชั่วขณะนี้ ทุกอย่างมันยัง “โอเค” อยู่
– ส่วนความ “ไม่โอเค” ในอนาคตนั้น เป็นภาพลวงตาที่เรามโนขึ้นมาเอง
– ดูความกังวลในใจเรา เหมือนเป็นสิ่งแปลกปลอมที่แวะเวียนเข้ามา ซักพักมันก็จะไปเอง
– เตือนตัวเองว่า In the end, everything will be OK. If it’s not OK, then it’s not the end.

เมื่อเราคลายความกังวลลง สมองเราก็จะเบาสบายขึ้น

เมื่อเราหยุดเอาหัวโขกกำแพง เราอาจจะมองเห็นประตูครับ

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่