พ่อแม่ควรทะเลาะให้ลูกเห็นหรือเปล่า

สิ่งหนึ่งที่ผมได้ยินได้ฟังมานานก็คือพ่อแม่ไม่ควรทะเลาะกันต่อหน้าลูก เพราะมันอาจจะสร้างแผลในใจให้ลูกได้

แต่ Adam Grant ได้บอกไว้ในหนังสือ Think Again ว่าจากผลการวิจัย พ่อแม่จะทะเลาะกันบ่อยแค่ไหนนั้นไม่ได้ส่งผลต่อการเรียน การเข้าสังคม และพัฒนาการทางอารมณ์ของลูกเลย

สิ่งที่จะส่งผลต่อลูกจึงเป็นคุณภาพของการทะเลาะ ไม่ใช่ความถี่

เมื่อพ่อแม่ถกเถียงกันอย่างสร้างสรรค์และด้วยความเคารพนั้น เด็กจะรู้สึกมีความปลอดภัยทางอารมณ์ และเมื่อโตขึ้นมาอีกหน่อยเด็กกลุ่มนี้จะมีความเข้าอกเข้าใจและชอบช่วยเหลือเพื่อนร่วมห้องมากกว่าเด็กทั่วไป

การมองเห็นไม่ตรงกันและถกเถียงกันนั้นเป็นเรื่องปกติ ถ้าหากพ่อแม่ใช้โอกาสนี้ฝึกฝนให้ทะเลาะกันอย่างมีสติเพราะรู้ตัวว่าลูกกำลังดูอยู่ ก็อาจจะเป็นการเรียนรู้พร้อมกันของทั้งครอบครัวได้นะครับ

ทำไมนักบินอวกาศจึงมักมีชีวิตคู่ที่ล้มเหลว

ในจำนวนนักบินอวกาศ 12 คนที่เคยได้ไปเดินบนดวงจันทร์ มีถึง 7 คนที่หย่าร้างกับภรรยาคนแรก

และในจำนวนนักบินอวกาศ 30 คนที่เคยทำภารกิจบนยาน Apollo มีถึง 23 คนที่เคยผ่านชีวิตคู่ที่ล้มเหลว

หนึ่งในเหตุผลที่พอจะอธิบายปรากฎการณ์นี้ได้ก็คือนับตั้งแต่ทศวรรษ 1970’s เป็นต้นมา การหย่าร้างในอเมริกาเป็นเรื่องที่ยอมรับได้มากขึ้น

แต่สำหรับนักบินอวกาศและภรรยาของพวกเขานั้น ชีวิตคู่มีความยากลำบากกว่าครอบครัวทั่วไป เพราะนักบินต้องผ่านการฝึกหนักราวกับทหาร และใช้เวลาหลายสัปดาห์หรือกระทั่งหลายเดือนอยู่ห่างกับครอบครัว

ยิ่งไปกว่านั้น นักบินอวกาศเหล่านี้ยังมีสถานะเป็น “เซเลบ” ของสังคมด้วย ความกดดันและสิ่งยั่วยวนที่มาพร้อมกับชื่อเสียงนั้นสูงลิบเลี่ยว

ยังไม่นับว่า NASA คาดหวังว่านักบินอวกาศทุกคนจะต้องมีภาพลักษณ์ที่สมบูรณ์เพียบพร้อม ความกดดันนี้จึงตกไปอยู่กับเหล่าภรรยาของนักบินที่ต้องพยายามรักษาภาพครอบครัวที่สมบูรณ์แบบไว้ด้วย พวกเธอต้องฝืนยิ้มและทำเป็นว่ามีความสุขดี แม้จะรู้ทั้งรู้ว่าสามีของพวกเธอกำลังสุขสำราญในงานปาร์ตี้ที่เต็มไปด้วยหญิงสาวมากหน้าหลายตาที่พร้อมจะเข้าหา หลายคนกล้ำกลืนฝืนทนรอให้ภารกิจเสร็จเรียบร้อยก่อนถึงจะยื่นฟ้องหย่า

ไม่ใช่ว่านักบินอวกาศทุกคนจะเป็นแบบนั้นเสียหมด ทีมนักบินยานอพอลโล 8 ซึ่งประกอบไปด้วย Frank Borman Jim Lovell และ Bill Anders ไม่มีใครหย่ากับภรรยาเลย แม้ว่ามิสชั่น Apollo 8 นั้นจะเป็นหนึ่งในภารกิจที่หนักหนาสาหัสและอันตรายที่สุดที่นาซ่าเคยทำมา ถึงกระนั้นก็ตามความกดดันของภารกิจนี้ทำให้ผู้หญิงสุดแกร่งอย่าง Susan Borman กลายเป็นคนติดเหล้าในเวลาต่อมา

Barbara Cernan ภรรยาของ Eugene Cernan นักบินอวกาศคนสุดท้ายที่ได้เดินบนดวงจันทร์เคยกล่าวไว้ว่า

“If you think going to the moon is hard, try staying home.”

ถ้าคิดว่าการไปเหยียบดวงจันทร์มันยากนัก ลองมาเป็นคนรอคอยอยู่ที่บ้านดูบ้างมั้ย?

แม้ว่าเมืองไทยจะไม่มีนักบินอวกาศ แต่บางอาชีพและบางสถานะก็อาจนำพามาซึ่งปัญหาที่คล้ายคลึงกันได้ครับ


ขอบคุณเนื้อหาจาก Quora: Steve Smith’s answer to Why do you think the majority of Apollo astronauts got divorced after their missions?

ใจกว้างกับความผิดของตัวเอง

คำศัพท์หนึ่งในวงการรถมือสองคือ information asymmetry หรือความไม่สมมาตรของข้อมูลระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย

ผู้ขายจะรู้ว่ารถเคยผ่านอะไรมาบ้าง เคยชนมาแล้วกี่หน มีการกรอไมล์หรือไม่ มีปัญหาคาราคาซังอะไรรึเปล่า

ขณะที่คนซื้อนั้นแทบไม่มีสิทธิ์รู้เรื่องเหล่านี้เลยเพราะผู้ขายย่อมไม่ยอมบอก

เมื่อข้อมูลที่มีไม่เท่ากัน คนที่มีข้อมูลมากกว่าจึงมักได้เปรียบกว่า

และเมื่อเป็นเสียอย่างนี้ คนจึงมองตลาดรถมือสองด้วยความคลอนแคลนและสงสัยอยู่เสมอมา


เวลาเราเห็นคนอื่นทำผิด เราจะตัดสินเขาไปก่อนแล้วว่าเขาเป็นคนไม่ดี

แต่พอเวลาเราทำผิดนั้น เรามีข้อมูลครบถ้วน ว่ามีเหตุผลอะไร สถานการณ์บีบคั้นแค่ไหน ทำไมการทำสิ่งนี้จึงเป็นเรื่องที่ยอมรับได้

เรื่องเดียวกัน คนอื่นทำเราจะบอกว่าผิด พอเราทำเราจะบอกว่ามันเหมาะสมแล้ว

ความสองมาตรฐานนี้ ส่วนหนึ่งเกิดจาก information asymmetry แต่อีกส่วนหนึ่งนั้นเกิดจากอคติที่เรารักตัวเองมากกว่าคนอื่น

เราจึงมักใจแคบกับความผิดของคนอื่น และใจกว้างกับความผิดของตัวเอง

แต่การใจกว้างกับความผิดของตัวเอง สุดท้ายอาจกลับมาทำร้ายเราในอนาคต

เหมือนนิทานที่ลูกทำผิดเล็กน้อยแล้วพ่อแม่ไม่อบรม พอลูกโตมาเป็นโจรก็แก้ไขอะไรไม่ทันแล้ว

เราจึงควรใจกว้างกับความผิดของคนอื่น เพราะเราไม่มีทางรู้เลยว่าเขาต้องเจอกับอะไรบ้าง

ส่วนความผิดของตัวเองนั้นเราควรตรวจสอบอย่างหนัก เพื่อจะได้คานกับความรักตัวเองและข้อมูลมากมายที่เราใช้แก้ต่างและแก้ตัวอยู่เรื่อยมาครับ


ขอบคุณประกายความคิดจากหนังสือ “สโตอิก ปรัชญาเสริมแกร่งเพื่อชีวิตไม่สั่นคลอน The Little Book of Stoicism” Jonas Salzgeber เขียน วิไลรัตน์ เอมเอี่ยม แปล สำนักพิมพ์ Be(ing)

เวลาตื่นไม่ยอมตื่น เวลานอนไม่ยอมนอน

ช่วงนี้ “ใกล้รุ่ง” ลูกชายวัยสี่ขวบครึ่งของผมมีพลังงานล้นเหลือเป็นพิเศษ

สามทุ่มกว่ายังวิ่งไปวิ่งมา ผมปิดไฟห้อง เปิดโคมไฟอ่านนิทานจบไป 3 เรื่องแล้วก็ยังลืมตาแป๋วในขณะที่ “ปรายฝน” พี่สาวของใกล้รุ่งหลับไปเรียบร้อยแล้ว บางทีผมอ่านนิทานต่ออีก 2-3 เรื่องก็ยังไม่หลับ จนต้องใช้ท่าไม้ตายปิดโคมไฟ-ปิดวาจาแล้วนอนเฉยๆ จนหลับไปทั้งลูกและพ่อ

เช้าวันถัดมา เวลาโดนปลุกตอน 7 โมง ใกล้รุ่งก็จะอ้อยอิ่งที่สุด นอนหลับตาตัวไม่กระดิก พอเปิดม่านให้แสบตา เขาก็จะนอนคว่ำเพื่อพยายามจะหลับต่อ ต้องใช้เวลาร่วม 5 นาทีในการชวนคุย แกล้งจั๊กจี้ และสุดท้ายต้องช้อนตัวขึ้นมาอุ้มและพาลงมาอาบน้ำข้างล่าง

เมื่อวานนี้พอเดินลงมา ทิ้งใกล้รุ่งบนโซฟา ใกลุ้ร่งก็ยังนอนคว่ำต่อ ผมก็เลยหมั่นเขี้ยวแซวใกล้รุ่งพร้อมใช้มือตีก้นเป็นจังหวะว่า “เวลาตื่นไม่ยอมตื่น (ตีก้นหนึ่งที) เวลานอนไม่ยอมนอน (ตีก้นอีกหนึ่งที)”

แล้วผมก็ตระหนักได้ว่า ที่พูดไปนี่ก็เข้าตัวอยู่เหมือนกัน


พอโตมาเป็นผู้ใหญ่ ถึงเวลานอนเราก็ไม่ยอมนอน เพราะช่วงเวลากลางดึกนั้นเป็นช่วงเวลาที่เรารู้สึกว่ามีอิสรภาพอย่างแท้จริง หลังจากที่ต้องทำตามความคาดหวังของคนอื่นมาทั้งวัน

เราจึงนอนดูซีรี่ส์ตอนแล้วตอนเล่า หรือนอนไถฟีดได้เป็นชั่วโมง

พอถึงเวลาตื่น เราก็เลยต้องตื่นอย่างไม่เต็มใจ บางคนต้องพึ่งพากาแฟเพื่อให้มีเรี่ยวมีแรงพอที่จะทำงานไหว

เวลาช่วงเช้าที่เหมาะแก่การทำงานชิ้นใหญ่ เราก็เผลอไผลไปเช็คโซเชียล หรือไม่ก็ตอบอีเมล รู้ตัวอีกทีคนก็เริ่มทักสแล็ค-ทักไลน์จนเราไม่อาจทำงานที่ต้องใช้สมาธิได้อีกต่อไป ระหว่างวันก็มีประชุมติดๆ กัน ก็เลยกลายเป็นว่าต้องมานั่งทำงานของตัวเองตอนดึกๆ แล้วจบด้วยการดูซีรี่ส์เป็นการให้รางวัลตัวเอง เป็นวงจรอย่างนี้เรื่อยไป

เวลาที่มีนัดแล้วเราไปสาย ก็เกิดจากสาเหตุเดียวกัน คือควรจะเตรียมตัวออกจากบ้านได้ตั้งนานแล้ว แต่เราก็ใช้เวลาไปกับอย่างอื่นจนนาทีสุดท้าย แล้วก็ต้องมานั่งเครียดบนท้องถนนโดยไม่ใช่เรื่อง

กล่าวโดยสรุปก็คือ เราสามารถหลีกเลี่ยงความเครียดส่วนใหญ่ในชีวิตได้ หากเราทำสิ่งที่ควรทำในเวลาที่ควรทำ

ฟังดูง่ายๆ แต่ทำได้ไม่ง่าย – simple but not easy

อาจจะเริ่มต้นด้วยการนอนในเวลาที่ควรนอน และตื่นอย่างเต็มใจในเวลาที่ควรตื่น

ถ้าเราทำสิ่งที่ควรทำในเวลาที่ควรทำได้อย่างสม่ำเสมอ ชีวิตน่าจะดีขึ้นได้อย่างแน่นอนครับ

สวัสดิการที่จึ้งที่สุดของ Google

(เป็นครั้งแรกที่เขียนบล็อกโดยใช้คำว่า จึ้ง อยากลองใช้ภาษาวัยรุ่นดูบ้างครับ)

เรารู้กันดีว่า Google เป็นบริษัทที่มีสวัสดิการดีเยี่ยม

มี Cafeteria ที่เต็มไปด้วยอาหารและเครื่องดื่มให้กินฟรีๆ มีฟิตเนส ห้องนั่งสมาธิ ห้องงีบตอนบ่าย แถมยังมีคลาสสอนอะไรอีกมากมาย

แต่สวัสดิการที่ผมคิดว่าว้าวมากที่สุดคือสิ่งที่เรียกว่า death benefit ครับ

ถ้านาย A เป็นพนักงาน Google แล้ววันหนึ่งนาย A เสียชีวิตไป สิ่งที่ครอบครัวของนาย A จะได้รับมีดังนี้

  • เงินก้อน 36 เท่าของเงินเดือนนาย A (อันนี้หลายบริษัทในไทยก็มี มากน้อยต่างกันไป)
  • เงินให้เปล่ากับภรรยาของนาย A เป็นรายเดือน เดือนละ 50% ของเงินเดือนนาย A – เป็นระยะเวลา 10 ปี
  • ลูกแต่ละคนของนาย A จะได้เงินอีกคนละ $1,000 ต่อเดือน (คาดว่าได้ 10 ปีเหมือนกัน)

อ่านจบแล้ว ได้ยินสโลแกนนี้ลอยมาเลยครับ – “กูเกิ้ล ดูแลคุณทั้งชีวิต”


ขอบคุณเนื้อหาจาก Quora: Paul Cowan’s answer to What is the best Google employee perk, and why?

ป.ล. จริงๆ แล้วการทำงานที่ Google ก็มีข้อควรระวังเหมือนกัน ซึ่งผมเขียนเอาไว้ในหนังสือ “Love Me Love My Job งานที่ใช่หาง่ายกว่าที่คิด” ที่เพิ่งออกจากโรงพิมพ์สดๆ ร้อนๆ พบกันได้ในร้านหนังสือชั้นนำทั่วประเทศครับ