กฎ 4 ข้อสำหรับการกิน

สุขภาพที่ดีนั้นมีอยู่สามขา คือ กินให้ดี ออกกำลังกาย และพักผ่อนให้เพียงพอ (Eat, Move, Sleep)

ในความเห็นของผม การนอนสำคัญที่สุด รองลงมาคือการกิน สุดท้ายคือการออกกำลังกาย

เรื่องการกินนั้นเราถูกสอนมาแต่เด็กว่าให้กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ แต่เหมือนเราจะยังไม่รู้จักวิธีการกินอย่างถูกต้อง คนจำนวนไม่น้อยจึงคอเลสเตอรอลเกิน 200 ตั้งแต่อายุยี่สิบกว่าๆ และชอบหลอกตัวเองเองด้วยการงดของหวานมันก่อนตรวจสุขภาพประจำปี พอเจาะเลือดเสร็จแล้วเย็นนั้นค่อยไปฉลองด้วยการกินหมูกระทะ

กฎ 4 ข้อสำหรับการกินมีดังนี้

  1. กินเมื่อหิว
  2. กินในสิ่งที่ร่างกายต้องการ
  3. กินแต่ละคำอย่างมีสติ
  4. หยุดกินเมื่อร่างกายบอกว่าพอแล้ว

กินเมื่อหิว – ในหนังสือ “ยิ่งหิว ยิ่งสุขภาพดี” บอกไว้ว่าเมื่อใดที่ร่างกายหิว มันจะหลั่ง growth hormone ออกมาซึ่งจะทำให้ร่างกายเราดูอ่อนเยาว์ ความหิวยังทำให้เรามีสมาธิกับการทำงานมากขึ้น กระแส IF (Intermittent Fasting) หรือการอดอาหารนั้นจึงมาแรงเพราะเชื่อว่าจะทำให้ productive มากขึ้น

กินในสิ่งที่ร่างกายต้องการ – ไม่ใช่สิ่งที่กิเลสต้องการ หากสังเกตตัวเองอยู่บ้าง สิ่งที่กิเลสต้องการนั้นทำให้เราสุขใจได้เดี๋ยวเดียว แต่ทำให้ร่างกายเป็นทุกข์ได้หลายชั่วโมง ถ้าคุณกินขนมขบเคี้ยวเยอะๆ ตอนบ่ายพลังงานจะตกอย่างเห็นได้ชัด

กินแต่ละคำอย่างมีสติ – บางทีเราก็กินอย่างเร่งรีบ หรือกินไปเล่นมือถือไปจนแทบไม่รับรู้รสชาติอาหารและเคี้ยวไม่ละเอียด เลยเสียโอกาสที่จะเอ็นจอยอาหารอร่อยๆ และรังแกกระเพาะและลำไส้ให้ทำงานหนักขึ้น

หยุดกินเมื่อร่างกายบอกว่าพอแล้ว – พระท่านว่าฉันให้อิ่มเพียง 80% แล้วค่อยดื่มน้ำตามก็จะอิ่มพอดี และจริงๆ แล้วร่างกายกับสมองจะมี lag กันเล็กน้อย เมื่อท้องบอกว่าอิ่มแล้ว กว่าสัญญาณนั้นจะส่งไปถึงสมองก็กินเวลาหลายนาทีอยู่ ดังนั้นการหยุดกินก่อนที่จะอิ่มจึงเป็นเรื่องที่ควรทำ

กินเมื่อหิว กินสิ่งที่ร่างกายต้องการ กินอย่างมีสติ และหยุดกินตอนใกล้จะอิ่ม

มากินอย่างคนฉลาดเพื่อสุขภาพของตัวเองกันครับ


ขอบคุณข้อมูลส่วนหนึ่งจากหนังสือ เงินหรือชีวิต Your Money or Your Life by Vicki Robin

ความสม่ำเสมอสำคัญกว่าความกระตือรือร้น

สิ้นเดือนที่หนึ่งของปี 2021 แล้ว

ใครมี New Year’s Resolutions ที่กำลังหลุดลอยขอให้ยกมือขึ้น!

ทุกต้นปีเราจะมีเป้าหมายใหม่ๆ ที่แสนเร้าใจและชวนเราออกไปแตะขอบฟ้า

แต่เมื่อกลับมาเจอชีวิตจริงที่ต้องเข้าออฟฟิศ เจองานด่วนงานแทรก ไหนจะสิ่งล่อตาล่อใจอีกมากมาย ความเป็นไปได้ที่จะบรรลุเป้าหมายอันยิ่งใหญ่ก็ลดน้อยถอยลง

ใครที่คิดว่าปีนี้จะเหมือนกับปีก่อนๆ ที่ฮึดได้แค่ไม่กี่สัปดาห์แล้วก็เข้าอีหรอบเดิม ขอให้ท่องประโยคนี้เอาไว้:

ความสม่ำเสมอสำคัญกว่าความกระตือรือร้น

ตอนต้นปีเรามีความกระตือรือร้นมากมาย แต่ความกระตือรือร้นนั้นมาแล้วก็ไป พึ่งพาได้ไม่นาน

สิ่งที่พึ่งพาได้มากกว่าคือความสม่ำเสมอ

ถ้าอยากลดน้ำหนัก การเข้าฟิตเนสรวดเดียว 10 ชั่วโมงคงไม่ได้พาเราไปสู่เป้าหมาย แต่การเข้าฟิตเนสคราวละ 20 นาทีทุกวันตลอด 1 เดือน รวมเวลาออกกำลังกายก็ 10 ชั่วโมงเท่ากันแต่ผลลัพธ์ย่อมต่างกันและมีโอกาสจะยืนระยะได้นานกว่า

ความสม่ำเสมอจึงสำคัญกว่าความกระตือรือร้น

ไม่ต้องทำอะไรยิ่งใหญ่ ไม่ต้องใช้ motivation อะไรมากมาย แค่ทำเรื่องเดิมๆ ซ้ำๆ ที่เรารู้ว่าอยู่แก่ใจว่ากำลังพาเราไปในทิศทางที่ถูกต้อง

ใจเย็นๆ อย่ารีบร้อน หัดเป็นคนที่รอได้

แล้วขอบฟ้าไหนก็ไม่ไกลเกินเอื้อมครับ

3 สิ่งที่ทำได้ตอนโกรธใครขึ้นมา

เราทุกคนรู้ว่าการทำอะไรตอนโกรธนั้นมักได้ผลเสียตามมา ซึ่งอาจกระทบกับการงานและความสัมพันธ์จนยากเกินเยียวยา

ถ้ารู้ตัวว่าโกรธแต่อดไม่ได้ แถมคนที่ทำให้โกรธก็อยู่ตรงหน้าเราอีก วันนี้ผมมีสาม 3 ขั้นตอนที่น่าจะช่วยให้ความโกรธทำร้ายเราได้น้อยลงครับ

  1. แบมือ เวลาโกรธเราจะกำมือแน่นโดยอัตโนมัติ ลองแบมือดูแล้วอารมณ์ของเราจะเบาลงโดยอัตโนมัติเช่นกัน (ลองถามตัวเองก็ได้ว่าเคยแบมือโกรธใครรึเปล่า)
  2. คลายไหล่ เวลาโกรธ ไหล่เราก็จะเกร็งโดยอัตโนมัติเช่นกัน ลองผ่อนคลายหัวไหล่ดูแล้วความรู้สึกตึงๆ ของเราจะลดลง
  3. พูดให้ช้าลง เวลาโกรธเราจะพูดเร็วและพูดเสียงดังขึ้นอย่างชัดเจน แต่ถ้าเราพอทำไหว ลองพูดให้ช้ากว่าปกติ เนิบๆ อารมณ์ของเราก็จะพลุ่งพล่านไม่ค่อยออก

แบมือ คลายไหล่ พูดช้าๆ แล้วเราอาจจะผ่านช่วงเวลาตาต่อตาฟันต่อฟันได้โดยไม่มีใครได้รับบาดเจ็บครับ


ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ Life Hacks มูฟออนชีวิตเริ่มคิดแบบเล็กๆ

จุดอ่อนของสภาวะ Flow

“Flow” คือสภาวะของการที่เราอินกับกิจกรรมตรงหน้าจนลืมเวลา

คนที่เสนอคอนเซ็ปต์ Flow มีนามว่า Mihaly Csikszentmihaly (อ่านว่า มีไฮ ชิกเซ็นมีไฮ) นักจิตวิทยาสัญชาติอเมริกัน-ฮังกาเรียน

ชิกเซ็นมีไฮบอกว่า Flow คือการมีสมาธิอยู่ในงาน ซึ่งงานนั้นจะต้องไม่ง่ายเกินไปและไม่ยากเกินไป

Flow จึงเปรียบเหมือนดินแดนมหัศจรรย์ที่หลายคนใฝ่ฝันจะได้ไปเยือน

แต่การเข้าสู่ Flow ก็อาจไม่ใช่เรื่องดีเสมอไป

เคยมีการทดลองให้นักเบสบอลซ้อมตีลูกกับเครื่องยิงลูกเบสบอล

การซ้อมแบบแรก เครื่องยิงถูกตั้งโปรแกรมให้ยิงลูกตรงสลับกับลูกโค้งด้วยแพทเทิร์นที่สม่ำเสมอ เช่นตรงสามครั้ง โค้งหนึ่งครั้ง

การซ้อมแบบที่สอง เครื่องยิงลูกถูกตั้งโปรแกรมให้ยิงแบบสุ่ม ตรงบ้าง โค้งบ้าง

นักเบสบอลบอกว่าการซ้อมแบบแรกนั้นเขาสนุกมาก รู้สึกว่าตัวเองตีได้ดี ได้เข้าสู่ Flow state ที่ทำให้เขาสนุกกับการซ้อมและมีความมั่นใจมากขึ้น

ส่วนการซ้อมแบบที่สองนั้น นักเบสบอลบอกว่าหงุดหงิดมากเพราะตีพลาดไปเยอะ

แต่สุดท้ายแล้ว โค้ชประเมินว่าการซ้อมแบบที่สองต่างหากที่ทำให้นักเบสบอลเก่งขึ้นได้เร็วกว่า

เพราะการเรียนรู้จะเกิดขึ้นตอนที่นักเรียนรู้สึกว่าไม่เก่ง (Learning almost always involves incompetence)

ดังนั้นการพาตัวเองไปสู่จุดที่เราต้อง struggle จึงเป็นเรื่องที่จำเป็น เพราะมันคือหนทางที่จะพาเราเลื่อนชั้นไปสู่ next level ได้

ดังนั้น ถ้าอยากเก่งขึ้น การเข้าสู่ Flow อาจเป็นอุปสรรคมากกว่าหนทางครับ

—–

ขอบคุณเนื้อหาบางส่วนจากหนังสือ The Practice by Seth Godin

หลุดแล้วอย่าหลุดยาว

ถ้าวันนี้ตั้งใจจะออกกำลังกายแล้วไม่ได้ออก ก็กลับมาออกพรุ่งนี้ อย่ากลับมาออกเดือนหน้า

ถ้าเมื่อคืนทะเลาะกัน ก็รีบขอโทษเสียแต่วันนี้ อย่าปล่อยให้หมางใจกันนานเป็นปี

ถ้าวันนี้เผลอทำสิ่งที่เคยตั้งใจไว้ว่าจะไม่ทำ พรุ่งนี้ก็อย่าทำอีก ไม่ใช่ทำซ้ำจนกลับไปสู่นิสัยแย่ๆ ตามเดิม

เมื่อเราหลุดอะไรแล้ว ให้รีบกลับมาแก้ไข ถ้าปล่อยให้เนิ่นช้าเกินไป จะกลับมาลำบาก

เจ็ดวันเว้นดีดซ้อม ดนตรี
อักขระห้าวันหนี เนิ่นช้า
สามวันจากนารี เป็นอื่น
วันหนึ่งเว้นล้างหน้า อับเศร้าศรีหมอง

คนเราไม่ได้เพอร์เฟ็คท์ มีผิด มีหลุด มีพลาดได้

พลาดแล้วรีบแก้แล้วจะง่าย

แต่ถ้าพลาดแล้วปล่อยไว้ New Year’s Resolutions จะพังทลาย ความฝันที่มีจะหนีหาย

และชีวิตดีๆ ที่ควรมีได้ก็จะห่างไกลเท่าเดิมครับ


ขอบคุณประกายความคิดจาก James Clear 3-2-1: On maturity, how to do exceptional work, and the connectedness of things

ปีใหม่เป้าหมายใหม่อย่าลืมใช้ Trigger

ขึ้นปีใหม่เชื่อว่าหลายคนคงจะมี New Year’s Resolutions

เป้าหมายปีใหม่ยอดฮิต 3 ข้อคงหนีไม่พ้น ลดน้ำหนัก ออกกำลังกายให้มากขึ้น อ่านหนังสือให้มากขึ้น

ความตั้งใจและแรงฮึดเป็นสิ่งที่ดี แต่เชื่อถือไม่ได้ เพราะมันมาแรงและไปเร็ว

สิ่งที่เราจะพึ่งพาได้มากกว่าคืออุปนิสัยที่นำพาเราไปสู่จุดหมายนั้นได้โดยไม่ต้องออกแรงจนเกินไป

ในหนังสือ The Power of Habit ของ Charles Duhigg บอกไว้ว่านิสัยทุกอย่างของเรานั้นมีองค์ประกอบ 3 ข้อด้วยกันคือ Cue, Routine, Reward

Cue ก็คือ Trigger หรือตัวกระตุ้น

Routine คือการกระทำ

Reward คือผลตอบแทนที่ได้มา

ถ้าอยากจะสร้างนิสัยอะไรก็แล้วแต่ ควรต้องมีสามองค์ประกอบนี้ให้ครบ

ซึ่งใน 3 ส่วนนี้ ผมมองว่า trigger สำคัญที่สุด เพราะมันเป็นตัวคอยเตือนใจไม่ให้เราลืมนิสัยนั้น

ถ้าอยากจะซ้อมวิ่งเพื่อไปลงฮาล์ฟมาราธอน เคล็ดลับที่สำคัญที่สุดคือการเตรียมชุดเอาไว้ให้พร้อมตั้งแต่ตอนกลางคืน ตื่นขึ้นมาตอนเช้าจะได้เปลี่ยนชุดแล้วออกไปวิ่งได้

แต่ถ้าเราคิดเอาว่า เดี๋ยวตื่นเช้าขึ้นมาค่อยเตรียมชุดก็ได้ โอกาสที่เราจะได้ซ้อมวิ่งนั้นจะลดลงอย่างฮวบฮาบ

ถ้าอยากอ่านหนังสือให้มากขึ้น เราต้องพกหนังสือไปด้วยทุกที่ และวางหนังสือเอาไว้ตามจุดต่างๆ ในบ้านเช่นในห้องนั่งเล่นและในห้องน้ำ ที่สำคัญคือต้องวางมือถือไว้ไกลๆ ตัวเพราะถ้าเห็นมือถือมันจะไป trigger ให้เราทำอย่างอื่นแทน

ส่วนเรื่องลดน้ำหนัก ผมเองยังไม่เคยมีประสบการณ์ แต่สิ่งหนึ่งที่น่าจะช่วยได้คืออย่าซื้อของกินอ้วนๆ มาเก็บไว้ในตู้เย็น เพราะถ้าเปิดเจอยังไงเราก็หยิบมากินอยู่แล้ว หาผลไม้หรือของกินที่ไม่อ้วนมาไว้ใกล้ๆ มือก็จะเป็น trigger ที่ดีกว่า

ไม่ว่าจะอยากสร้างนิสัยอะไรก็ตาม หาให้เจอว่า trigger คืออะไร แล้วออกแบบสภาพแวดล้อมให้เต็มไปด้วย trigger เหล่านั้น

แล้วเราอาจจะทำ New Year’s Resolutions สำเร็จได้ในปีใหม่นี้ครับ

กฎ 10%

Jennifer Cohen เป็นนักเขียน bestseller ที่เคยได้รับการขนานนามจากเว็บ Greatist ว่าเป็น 1 ใน 100 บุคคลผู้ทรงอิทธิพลด้านสุขภาพและฟิตเนส

เจนเป็นชาวแคเนเดี้ยนวัย 40 กว่า สมัยวัยรุ่น เธอมีความใฝ่ฝันที่จะได้เป็น VJ ของช่อง MuchMusic ที่เปิดแต่มิวสิควีดีโอ อารมณ์เดียวกับช่อง MTV ของอเมริกา

เธอรู้ว่าการจะได้เป็น VJ นั้นไม่ง่าย เพราะมีการแข่งขันสูงมาก เธอต้องส่งวีดีโอ demo ของเธอเข้าไปก่อน และถ้าเข้าตากรรมการก็ต้องไปสัมภาษณ์และถ้าผ่านถึงจะมีโอกาสทำออดิชั่น (audition)

ด่านแรกก็คือจะทำยังไงถึงจะสร้างเดโม่ที่กรรมการสนใจได้ ช่วงนั้นหนัง Speed ของ Keanu Reeves กำลังดังเป็นพลุแตก และด้วยความบังเอิญ หลังหมดงานโปรโมตหนัง Speed คีอานู รีฟส์ พระเอกของเรื่อง ก็ตัดสินใจรับเล่นละครเวทีเรื่อง Hamlet ในเมือง Winnipeg ที่เธออาศัยอยู่

เจนเลยได้ไอเดียว่า ถ้าเธอสามารถทำคลิปสัมภาษณ์คีอานู รีฟส์ได้ กรรมการของ MuchMusic จะต้องสนใจเธออย่างแน่นอน

เจนจึงไปดักรออยู่ที่ด้านหลังโรงละครที่คีอานูแสดง ท่ามกลางอากาศหนาวติดลบ รออยู่นานหลายชั่วโมงจนแม้แต่เพื่อนที่มากับเธอก็ยอมแพ้ขอกลับบ้านไปก่อน

แล้วฟ้าฝน (หิมะ?) ก็เป็นใจ คีอานูเดินออกมาจากด้านหลังโรงละครจริงๆ เจนรวบรวมความกล้าเดินเข้าไปหา สะกิดไหล่ของคีอานู แล้วบอกว่า

“You’re gonna be my ticket to my dream job!”

คุณคือใบเบิกทางสำหรับงานในฝันของฉัน!

คีอานูได้ยินแล้วก็เหวอเป็นธรรมดา และพยายามจะบ่ายเบี่ยงโดยบอกว่าแค่ลายเซ็นพอมั้ย (สมัยนั้นเวลาเจอดาราคนจะขอลายเซ็น)

เจนตอบว่าจะเอาลายเซ็นไปทำไม มันไม่ได้ช่วยให้เธอเข้าใกล้ความฝันเลยสักนิด

หลังจากคีอานูเห็นแล้วว่ายังไงเจนก็กัดไม่ปล่อย เลยบอกเจนไปว่า งั้นขอเบอร์โทรศัพท์ไว้แล้วกัน มีเวลาแล้วจะโทรหา

เจนเลยเขียนเบอร์โทรบ้านของตัวเองยื่นให้คีอานูรีฟส์ (สมัยนั้นคือยุค 90’s โทรศัพท์มือถือยังไม่เป็นที่แพร่หลาย)

เจนเล่าเหตุการณ์นี้ให้เพื่อนฟัง เพื่อนๆ ก็บอกเจนให้ทำใจไว้เลย ดาราดังระดับนี้เค้าไม่โทรหาแกหรอก

หนึ่งวันผ่านไป ไม่มีใครโทรมา

สองวันผ่านไป ก็ยังไม่มีใครโทรมา จนเพื่อนๆ เริ่มล้อ

สามวันผ่านไป เจนกลับมาถึงบ้าน แม่บอกว่าให้ไปฟังเสียงเครื่องฝากข้อความดู

“สวัสดีครับ ขอสายเจนนิเฟอร์ครับ”

“นั่นใครน่ะ?” แม่ถามกลับ

“ผมคีอานูครับ เจนนิเฟอร์อยู่มั้ยครับ”

“เธอยังอยู่โรงเรียนอยู่เลย ไว้โทรมาใหม่นะ”

แล้วแม่ก็วางหู

เจนนิเฟอร์ตกใจมาก โชคดีที่ในเครื่องมีอีกหนึ่งข้อความ

“สวัสดีเจนนิเฟอร์ ผมคีอานูนะ วันก่อนเห็นคุณบอกว่าอยากให้ผมช่วยเรื่องอะไรบางอย่าง ยังไงก็โทรกลับมาแล้วกัน นี่เบอร์ผม xxx-xxxx”

แน่นอนว่าเจนนิเฟอร์กรี๊ดลั่นบ้าน พอสงบสติอารมณ์ได้เธอก็โทรไปหาคีอานูและเล่าให้ฟังอย่างช้าๆ ชัดๆ ว่าแผนการของเธอคืออะไร

อีกสองวันถัดมา คีอานูก็มานั่งให้สัมภาษณ์ที่บ้านของเจน โดยมีเพื่อนๆ ของเจนมาช่วยถ่ายวีดีโอด้วยกล้อง camcorder อีกคนช่วยถือไมค์บูมที่ไปตีหน้าคีอานูอยู่หลายหน

แล้วเจนก็ได้เดโม่เทปที่ไม่เหมือนใคร ได้สัมภาษณ์กับ MuchMusic และได้ทำ audition ตามแผนที่เธอวางไว้

แต่สุดท้ายเธอไม่ได้รับเลือกให้เป็น VJ ของช่องนี้

แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น เพราะเหตุการณ์คราวนั้นสอนให้เจนรู้ว่า ถ้าอยากได้สิ่งใด คุณต้องกล้าขอสิ่งนั้น – You’ve got to ask for what you really want. It’s the squeaky wheel that gets the grease – จะมีก็แต่ล้อที่ส่งเสียงอ๊อดแอ๊ดเท่านั้นที่จะได้หยอดน้ำยาหล่อลื่น

คนที่มีความกล้าจะประสบความสำเร็จมากกว่าคนฉลาด เพราะคนฉลาดมักจะคิดถึงข้อเสียต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นหากความพยายามของเขาไม่สำเร็จ แต่คนกล้าจะคิดถึงเรื่องดีๆ ที่จะเกิดหากความพยายามของเขาสำเร็จ

“Smart people think of all the negative things that will happen when things go wrong, but bold people think of all the good things that will happen when things go right”
-Jen Cohen

ถ้าคุณต้องการสิ่งใดมากๆ ขอให้ลองทำสิ่งนั้นซัก 10 ครั้ง และการันตีได้เลยว่ายังไงก็ต้องประสบความสำเร็จซักครั้ง โดยคุณอาจจะได้สิ่งที่คุณต้องการ หรือคุณอาจจะไม่ได้สิ่งที่คุณต้องการแต่กลับได้อย่างอื่นที่คุณไม่เคยคิดถึงด้วยซ้ำ

และนี่คือที่มาของกฎ 10% – The 10% target

ถ้าตั้งเป้าไว้ว่า ทำสิบเอาแค่หนึ่ง มันจะทำให้เรายินดีที่จะล้มเหลว 10 ครั้งเพื่อให้สำเร็จแค่ครั้งเดียว

แล้วเราจะกล้าลองมากขึ้น กล้าล้มมากขึ้น และมีโอกาสสำเร็จมากขึ้นครับ


ขอบคุณข้อมูลจาก Youtube: The Secret to Getting Anything You Want in Life given by Jennifer Cohen | Jen Cohen | TEDxBuckhead

3 คำถามก่อนพูดหรือเขียนอะไรออกไป

หลายครั้งเราก็พูดหรือเขียนโดยไม่ระวังและต้องมานั่งนึกเสียใจทีหลัง

สามคำถามนี้จาก James Clear อาจจะช่วยป้องกันปัญหาได้

Does this need to be said?
Does this need to be said by me?
Does this need to be said by me right now?

เรื่องนี้ต้องพูดรึเปล่า?
เรื่องนี้ต้องเป็นเราพูดรึเปล่า?
เรื่องนี้เราต้องพูดตอนนี้รึเปล่า?

บางเรื่องก็รอเวลาได้ บางเรื่องเราไม่ต้องพูดเองก็ได้ และบางเรื่องไม่ต้องพูดเลยดีกว่า

จะได้ไม่สร้างความขุ่นข้องโดยไม่จำเป็นครับ

ถนอมตาเวลาทำงานด้วยสูตร 20-20-20

สูตร 20-20-20 ก็คือ ทำงาน 20 นาทีแล้วให้พักสายตา 20 วินาทีด้วยการมองสิ่งของที่อยู่ห่างออกไป 20 ฟุต

อาจจะนึกภาพไม่ออกว่า 20 ฟุตนั้นไกลแค่ไหน แต่ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ 20 ฟุตครับ แค่มองอะไรที่อยู่ห่างออกไปไกลๆ ก็พอแล้ว อาจจะมองออกไปนอกหน้าต่างก็ได้

สถาบันจักษุวิทยาในอเมริกา (American Academy of Ophthalmology) ระบุว่าแม้การจ้องคอมนานๆ ไม่ได้ทำให้สายตาเสียก็จริง แต่ก็สามารถสร้างความตึงเครียดให้ดวงตาได้ (eye strain)

โดยปกติคนเราจะกะพริบตานาทีละ 15 ครั้ง แต่เวลาจ้องคอมหรือเล่นมือถือเราจะกะพริบตาน้อยลงมาก ซึ่งนำไปสู่อาการอย่างตาแห้ง ตาฉ่ำ ตาเบลอ หรือเวียนหัวได้

ดังนั้นเราจึงควรเตือนตัวเองให้พักสายตาทุก 20 นาที และพักอย่างน้อย 20 วินาทีเพื่อให้ตาผ่อนคลายอีกครั้งหนึ่งครับ

อ่านบทความนี้จบแล้ว ลองทำดูเลยก็ได้นะครับ


ขอบคุณข้อมูลจาก Healthline: How Does the 20-20-20 Rule Prevent Eye Strain?

ความเชื่อที่ไร้เหตุผล

เวลาที่เรารู้สึกแย่กับอะไรก็ตาม ส่วนใหญ่ไม่ใช่เพราะว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่เพราะมันมีความเชื่อที่ไร้เหตุผลเป็นต้นทาง

เช่นสมมติว่าผมเขียนบล็อก แล้วมีคนมาวิจารณ์งานเขียนของผม ผมก็จะรู้สึกหัวร้อน อ่านคอมเมนท์นั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าและเฝ้าแต่คิดว่าจะหาทางตอบโต้อย่างไรดี

แต่เบื้องหลังความหัวร้อนนั้น ก็คือความเชื่อที่ว่า “งานเขียนของผมไม่ควรถูกวิจารณ์” หรือ “ผมควรจะเขียนงานออกมาให้ดีพอที่จะไม่โดนวิจารณ์ แต่ก็ดันทำไม่ได้”

เมื่อมีความเชื่อซึ่งไร้เหตุผลเช่นนี้ (Irrational belief) ก็เลยมีความทุกข์ใจเป็นปลายทาง

แต่ถ้าผมบอกตัวเองว่า “เราไม่สามารถทำให้ใครถูกใจได้ทั้งหมด” หรือ “การที่มีคนเห็นต่างก็เป็นเรื่องที่ดี เพราะมันจะทำให้งานเขียนของเรามีมิติมากขึ้นในอนาคต” ความเชื่อและมุมมองแบบนี้ ก็จะไม่ทำให้ตัวเองต้องทุกข์ร้อนไปกับคำวิจารณ์

ทุกครั้งที่เราเกิดความกังวลใจ ความไม่สบายใจ หรือความหงุดหงิดใจใดๆ ก็ตามแต่ ลองส่องใจตัวเองดูนะครับว่าเรามีความเชื่อที่ไร้เหตุผลเป็นต้นเหตุอยู่รึเปล่า

ถ้าแก้ที่ต้นเหตุได้ เราก็จะมีภูมิคุ้มกันต่อสิ่งร้ายๆ และอุปสรรคต่างๆ ที่จะผ่านเข้ามาในชีวิตครับ


ขอบคุณประกายความคิดจากหนังสือ Life Hacks – มูฟออนชีวิตเริ่มคิดแบบเล็กๆ มาสะตะเกะ โฮริ เขียน จุฬาลักษณ์ กรณ์สกุล แปล สำนักพิมพ์ SandClock Books