พรีเซนต์ให้ดีด้วยเทคนิค Mr.Bean

20180502_mrbean

สองสัปดาห์ที่แล้วแฟนผมต้องเตรียมขึ้นพรีเซนต์ทิศทางของทีมต่อหน้า MD และเหล่าผู้จัดการทีมร่วมร้อยคน ที่สำคัญต้องพรีเซนต์เป็นภาษาอังกฤษซึ่งเธอไม่เคยทำมาก่อน

ต้องพูดวันจันทร์บ่าย กว่าจะทำสไลด์เสร็จก็วันจันทร์เช้า แฟนโทร.มาหาผมตอนพักเที่ยง บอกว่าไม่ค่อยมั่นใจเอาซะเลย

ผมเลยเล่าเรื่อง Mr.Bean ให้เธอฟัง

—–

มิสเตอร์บีนเป็นซิทคอมจากเกาะอังกฤษที่โด่งดังมากในช่วงทศวรรษที่ 90

คาแรคเตอร์ของมิสเตอร์บีนคือทึ่มๆ เห็นแก่ตัว ชอบทำอะไรเองคนเดียวแต่ก็ไม่เคยรู้สึกเหงา (อาจเพราะไม่มีเพื่อนมานาน) และไอ้ความไม่ค่อยฉลาดของเขานี่แหละที่ทำให้เกิดฉากฮาๆ มากมาย

คนที่แสดงนำเป็น Mr.Bean คือ Rowan Atkinson (โรวัน แอตคินสัน) แต่คุณรู้มั้ยครับว่าเขาใช้เวลานานมากกว่าจะเข้าสู่วงการบันเทิงได้ โดยช่วงแรกๆ แอตคินสันพยายามไปคาสติ้งเล่นละครเวทีแต่ก็ไม่ติดกับเขาซักที เพราะนอกจากหน้าตาจะไม่ชวนมองแล้วเขายังเป็นคนพูดติดอ่างอีกต่างหาก!

การพูดติดอ่างอาจจะเป็นอุปสรรคสำหรับหลายอาชีพ แต่สำหรับอาชีพนักแสดงนี่น่าจะเป็นจุดตายเลยก็ว่าได้ เพราะแค่คิดว่าตัวเอกในละครพูดตะกุกตะกักก็เสียอารมณ์คนดูแล้ว

จุดเปลี่ยนของแอตคินสันเกิดขึ้นตอนที่เขาเขียนบทละคร Mr.Bean ขึ้นมาเอง แล้วค้นพบว่า เวลาเขาเล่นเป็น Mr.Bean เขาหยุดพูดติดอ่างได้เฉยเลย!

—–

ผมเลยบอกแฟนไปว่า บางทีเธอต้องลองสวมบทบาทเป็นคนอื่นดู ผมให้เธอนึกถึงพี่ที่ทำงานเก่าคนหนึ่งที่พรีเซนต์เก่งมาก แล้วให้จินตนาการตอนขึ้นพูดว่าเธอคือพี่คนนั้น จะพูดอย่างไร ความเร็วแค่ไหน ท่ายืนและภาษามือจะเป็นยังไง และที่สำคัญคือจะพูดด้วยความรู้สึกอย่างไร

ปรากฎว่าเย็นนั้นแฟนโทร.มาบอกว่าเอาเทคนิคไปใช้แล้วเวิร์ค พูดได้ดีกว่าที่คิด แถมได้รับโหวตเป็น 1 ใน 3 top speakers ของวันนั้นด้วย

หากใครไม่มั่นใจเรื่องการพรีเซนต์เอาซะเลย ลองนำเทคนิคมิสเตอร์บีนไปใช้ดูนะครับ

—–

หนังสือ Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ พิมพ์ครั้งที่ 3 แล้วนะครับ! หาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ B2S ศูนย์หนังสือจุฬา คิโนะคุนิยะ เอเชียบุ๊คส์ และร้านหนังสือทั่วไปครับ

คิดอะไรไม่ออกให้ออกไปวิ่ง

20180422_run

มีคนเคยถามผมว่าหาเรื่องมาเขียนบล็อกยังไงได้ทุกวัน

หนึ่งในคำตอบของผมคือออกไปวิ่งครับ

วิ่งซักประมาณ 30 นาทีขึ้นไป พอเหงื่อออก หายใจหอบ มันมักจะมีไอเดียผุดขึ้นมาให้ผมเขียนบล็อกทุกครั้ง

ผมเคยอ่านเจอบทความหนึ่งที่บอกว่า เราควรจะเก็บงาน creative ไว้ทำตอนบ่ายแก่ๆ ซึ่งตรงข้ามกับความเชื่อผมมาก เพราะงานครีเอทีฟน่าจะทำตอนเช้าตอนที่หัวสมองมันยังเฟรชๆ ไม่ใช่เหรอ

แต่เหตุผลที่เขาให้มาก็คือ ตอนที่สมองเราล้านี่แหละคือตอนที่มันมีโอกาสจะเกิดไอเดียสร้างสรรค์

เพราะพอสมองล้าจนไม่อยากคิดเยอะแล้ว สมองมันเลยข้ามขั้นตอนการคิดอะไรบางอย่างไป จนนำสิ่งที่ไม่น่าจะเชื่อมโยงกันได้มาเชื่อมโยงกัน และการเชื่อมโยงในรูปแบบนี้ก็คือความคิดสร้างสรรค์นั่นเอง

ผมว่าการวิ่งก็อาจให้ผลคล้ายๆ กัน เพราะพอตอนเราวิ่งจนเหนื่อย สมองก็ไม่มีสมาธิจะคิดอะไรจริงๆ จังๆ มันก็เลยสร้าง “ทางใหม่” ขึ้นมา เป็นไอเดียที่เราสามารถนำมาเขียนบล็อก ทำงาน หรือแม้กระทั่งสร้างธุรกิจได้

ถ้าคุณติดปัญหาอะไรอยู่แล้วหาทางออกไม่ได้ซักที ลองออกไปวิ่งดูนะครับ

คืนที่บิล คลินตัน โทร.หาโทนี่ รอบบินส์

20180405_tonyrobbins_billclinton

Tony Robbins ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งใน Performance Coach ที่เก่งที่สุดในโลก มีคนยอมจ่ายค่าตั๋วหลายหมื่นบาทเพื่อเข้าร่วมสัมมนาของโทนี่ และมีผู้บริหารระดับ CEO มากมายที่จ้างโทนี่ไปเป็นโค้ชส่วนตัว

โทนี่เล่าให้ฟังว่า ค่ำคืนหนึ่งเมื่อประมาณ 20 ปีที่แล้ว เขาได้รับโทรศัพท์จากบิล คลินตัน ประธานาธิบดีคนที่ 42 ของอเมริกา

คลินตัน: พรุ่งนี้ในสภาคองเกรสเขาอาจจะลงชื่อถอดถอนผมแล้ว ผมควรทำยังไงดีโทนี่?

โทนี่คิดในใจว่า เรื่องใหญ่ระดับนี้ ทำไมไม่โทร.มาถามให้เร็วกว่านี้(ฟระ)

โทนี่: ถามผิดคำถามครับท่านประธานาธิบดี

คลินตัน: ??

โทนี่: ท่านไม่ควรถามว่า “ควรจะทำยังไง” แต่ควรจะถามว่า “ท่านต้องการอะไร”? มากกว่า ท่านต้องตอบตัวเองให้ได้ก่อนว่าท่านต้องการผลลัพธ์อะไรจากเหตุการณ์ครั้งนี้ ต้องการจะได้ความเคารพเชื่อมั่นกลับคืนมารึเปล่า ท่านต้องการจะเล่นการเมืองต่อรึเปล่า เมื่อคำตอบตรงนี้ของท่านชัด ท่านก็จะรู้เองว่าควรต้องทำยังไง

คลินตัน: จริงด้วยโทนี่ ขอบคุณมากๆ เลยนะ

แล้วประธานาธิบดีก็วางหูไป

โทนี่ย้ำว่า How ไม่สำคัญ

สิ่งที่สำคัญกว่าคือ How คือ What

และสำคัญกว่า What ก็คือ Why

เขาเลยมีเทคนิคง่ายๆ ที่เรียกว่า RPM

R = Results อะไรคือสิ่งที่คุณต้องการ (What)

P = Purpose ทำไปเพื่ออะไร (Why?)

M = Massive Action Plan ต้องทำอะไรบ้างเพื่อให้ได้ผลลัพธ์นั้น (How?)

โทนี่ใช้เทคนิคที่ชื่อว่า RPM มาหลายสิบปีแล้ว ทั้งกับตัวเขาเอง คนที่เขาโค้ช และพนักงานกว่า 2000 คนในบริษัทของเขา

ดังนั้น เมื่อเจอโจทย์ยากๆ ในชีวิต แทนที่จะคิดค้นหาทางออก (how) เราควรถามตัวเองก่อนว่าเราอยากให้ผลลัพธ์ออกมาหน้าตาแบบไหน และทำไมเราถึงต้องการสิ่งนั้น

เมื่อภาพปลายทางชัดเจน และเหตุผลเราแข็งแรงพอ ก็คงไม่ยากเย็นเกินไปที่จะหาหนทางให้เจอครับ

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก The James Altucher Show: 326 – Tony Robbins: [Anniversary Episode]: How to Be Fulfilled: Just Start Asking Yourself These 2 Questions

หนังสือ Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ พิมพ์ครั้งที่ 3 แล้วนะครับ!

วันเสาร์ที่ 7 เมษายน เวลา 12.00-12.50 ผมจะไปเซ็นหนังสือที่บู๊ธซีเอ็ด งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ศูนย์ประชุมสิริกิติ์ แวะมาทักทายกันได้นะครับ!

โน้มน้าวคนด้วยการตั้งคำถาม

20180404_motivationalinterview

ผมเพิ่งได้ฟัง Dan Pink (คนเขียนหนังสือ Drive และ When) พูดถึงเทคนิคที่ชื่อว่า Motivational Interviewing

หรือการโน้มน้าวคนด้วยการตั้งคำถาม

สมมติเรามีลูกสาววัยรุ่นที่ไม่ยอมเก็บห้องให้เรียบร้อย

โดย common sense เราก็จะเคี่ยวเข็ญด้วยวิธีให้เหตุผลต่างๆ นาๆ ว่าทำไมเธอจึงควรเก็บห้อง การทำให้ห้องรกนั้นมันทำให้เราหงุดหงิดแค่ไหน ฯลฯ แต่ลูกก็อาจจะยังไม่กระดิกอยู่ดี

ทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจคือลองใช้วิธีตั้งคำถามแบบนี้

แม่: คะแนนความพร้อมในการเก็บห้องของลูก เต็ม 10 ให้เท่าไหร่? (On the scale of 1-10, how ready are you to clean up the room?)

ลูก: 2 คะแนนค่ะแม่

แม่: ทำไมไม่ให้คะแนนต่ำกว่านี้ล่ะ? (Why didn’t you pick a lower number)

คราวนี้ลูกก็ต้องอธิบายแล้วว่าทำไมไม่ได้ให้ 1 คะแนน

ลูก: อืม…จะว่าไปหนูก็โตแล้ว จริงๆ ก็น่าจะดูแลห้องได้ดีกว่านี้ และถ้าห้องเป็นระเบียบก็อาจจะหาของเจอง่ายขึ้น ไม่ต้องรีบทุกเช้าที่ต้องไปโรงเรียน ฯลฯ

วิธีถามแบบนี้ จะทำให้ลูกพูดเหตุผลออกมาเองว่าทำไมเขาควรจะเก็บห้อง โดยที่เราไม่ต้องพยายามสอนเขาซักนิดเดียว และเมื่อเขาได้ยินเหตุผลของตัวเอง เขาก็มีแนวโน้มที่จะลงมือเก็บห้องมากขึ้น

แต่ถ้าลูกตอบมาตั้งแต่แรกว่าให้คะแนนแค่ 1 หรือ 0 ล่ะ?

เราสามารถถามลูกได้ว่า

แม่: มีอะไรที่แม่พอจะช่วยได้เพื่อให้คะแนนเพิ่มขึ้นมาเป็น 2 มั้ย?

ลูก: อืม ถ้าแม่ช่วยหนูเก็บด้วยหนูก็อาจมีกำลังใจมากขึ้นนะคะ

สิ่งสำคัญที่แดน พิงค์บอกก็คือ วิธีการโน้มน้าวจิตใจคนที่ดี ไม่ได้เกิดจากการเอาความเห็นของเราไปใส่ในหัวของเขา แต่เป็นการตั้งคำถามและจัดสรรบริบทเพื่อให้คนๆ นั้นมองเห็นเหตุผลที่จะทำสิ่งนั้นเพื่อตัวเขาเอง

ตัวอย่างนี้อาจเป็นเรื่องแม่กับลูก แต่แดนบอกว่าเทคนิค Motivational Interviewing นี้อาจนำมาใช้ได้หลายบริบทเช่นกับลูกน้อง กับเพื่อน หรือกับลูกค้า

ผมเองยังไม่เคยได้ทดลองใช้อย่างจริงจัง มีความกังวลอยู่เหมือนกันว่ามันดูฝืนๆ ไปรึเปล่า แต่ถ้าใครสามารถนำเทคนิคนี้ไปปรับเรื่องคำพูดจนสามารถใช้งานได้กับคนไทยจริงๆ ก็อย่าลืมมาบอกกันบ้างนะครับ

—–

ชอบคุณข้อมูลจาก Big Think: How to Persuade Others with the Right Questions: Jedi Mind Tricks from Daniel H. Pink 

เสาร์ที่ 7 เมษายนนี้ เวลา 12.15-13.00 ผมจะไปเซ็นหนังสือที่บู๊ธซีเอ็ด งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ศูนย์ประชุมสิริกิติ์ แวะมาทักทายกันได้ครับ

เริ่มก่อน

20180326_gofirst

มีคำฝรั่งคำหนึ่งที่สั้นๆ แต่มีประโยชน์ คือคำว่า “Go first” ซึ่งแปลว่า จงเริ่มก่อน หรือ จงเป็นคนแรกที่ทำสิ่งนั้น

เวลาสบตากับคนแปลกหน้าโดยบังเอิญ จงส่งยิ้มให้เขาก่อน

เวลาการแสดงจบลง จงเป็นคนแรกที่ปรบมือ

เวลาทะเลาะกับแฟน จงเป็นคนแรกที่เอ่ยปากขอโทษ

เวลาอาจารย์พูดจบแล้วถามว่ามีใครมีคำถามมั้ย จงเป็นคนแรกที่ยกมือขึ้นถาม

เวลาใครต้องการความช่วยเหลือ จงเป็นคนแรกที่อาสา

เมื่อเราเป็นคนแรก ก็จะทำให้ชีวิตคนที่สองง่ายขึ้น

ถ้าเราส่งยิ้มให้เขาก่อน เขาก็จะกล้ายิ้มตอบ

เมื่อเรายกมือถามคำถามแรก คนอื่นก็จะกล้าถามคำถามของตัวเอง

เมื่อเราขอโทษก่อน แฟนเราก็(อาจจะ)ขอโทษเราเช่นกัน

Go first – จงเป็นคนเริ่มก่อน

อาจต้องใช้ความกล้าเพิ่มขึ้นนิดนึง แต่ผลประโยชน์มวลรวมนั้นคุ้มค่านะครับ

ถ้ามันง่ายหน้าตาจะเป็นยังไง?

20180318_easy

ถามหนึ่งที่ผมใช้บ่อยๆ ในช่วงนี้ก็คือ

“What would this look like if it were easy?”

ซึ่งเป็นคำถามที่ผมได้มาจาก Tim Ferriss ผู้เขียนหนังสือ The 4-Hour Work Week ซึ่งผมเชื่อว่าเป็นตัวจุดกระแสเรื่องการลาออกมาเป็นเจ้านายตัวเองในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา

ทิมยังทำพอดคาสท์ The Tim Ferriss Show ซึ่งเป็นหนึ่งในพอดคาสท์ที่มีคนฟังมากที่สุดในโลก

ก่อนที่ทิมจะเริ่มทำพอดคาสท์ เขาเริ่มสำรวจดูพอดคาสท์ของคนอื่นๆ แล้วพบว่าพอดคาสท์ส่วนใหญ่ทำออกมาได้แค่ 3 ตอนแล้วก็ต้องหยุดไป เหตุผลหลักเพราะว่าแต่ละตอนต้องใช้เวลาและพลังในการตัดต่อเยอะมาก จนคนทำหมดกำลังทรัพย์หรือท้อถอยไปเสียก่อน

ทิมเลยตัดสินใจว่าพอดคาสท์ของเขาจะทำเป็นการสัมภาษณ์ยาวๆ (long form interview) เพื่อให้มีการตัดต่อให้น้อยที่สุด จนวันนี้เขามีพอดคาสท์ออกมาแล้วถึง 264 ตอน และมียอดดาวน์โหลดรวมกันแล้วเกิน 100 ล้านครั้ง

ปีที่ผ่านมาทิมมีอายุครบ 40 ปี และเจอวิกฤติวัยกลางคนว่าจะเอายังไงต่อกับชีวิต มีคำถามมากมายที่ไม่รู้คำตอบ และมีคนมากมายที่เขาอยากจะขอคำปรึกษา ระหว่างที่กำลังกลุ้มใจ คำถามนี้ก็วิ่งเข้ามาในหัว

What would this look like if it were easy?

แล้วทิมก็คิดได้ว่า ทำไมไม่ลองส่งคำถามที่เขามีไปทางอีเมลหาคนที่เขาชื่นชม และดูว่าเขาจะตอบมารึเปล่า?

เขาเริ่มต้นด้วยการลิสต์รายชื่อคนที่เขาอยากคุยด้วย (ซึ่งหลายคนก็เคยมาสัมภาษณ์ในพอดคาสท์เขาแล้ว) และส่งคำถาม 11 คำถามไปหาพวกเขาเหล่านั้น

เวลาผ่านไปไม่นาน ทิมได้คำตอบมาจากคนที่เขาชื่นชมมากกว่า 100 คน จนเป็นที่มาของหนังสือ Tribe of Mentors ซึ่งมีความหนาถึง 600 หน้า

เวลาที่เรามีงานสักชิ้น และงานชิ้นนั้นมันใหญ่จนเรารู้สึกท้อ ลองถามตัวเองดูนะครับว่า วิธีที่ง่ายที่สุดที่จะทำให้งานชิ้นนี้สำเร็จคือวิธีไหน

ไม่ได้จะสนับสนุนให้เรามักง่ายหรือทำงานชุ่ยๆ แต่เพราะผมเชื่อว่าผู้อ่านบล็อกนี้เป็นคนมีคุณภาพและมาตรฐานสูงอยู่แล้ว บางทีอาจสูงเกินความจำเป็นจนเราไม่กล้าแม้กระทั่งจะเริ่มต้น

ลองมองหาวิธีที่ง่ายที่สุดก่อน อาจจะเป็นการขอความช่วยเหลือ อาจจะเปลี่ยนช่องทางในการนำเสนอ อาจเป็นการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย มีหลายวิธีเหลือเกินที่จะพาเราไปถึงเส้นชัยได้โดยที่ไม่ต้องเหนื่อยสายตัวแทบขาด ส่วนถ้าคิดได้แล้วมันยังง่ายเกินไป ยังได้ผลดีไม่พอ อยากจะทำให้ยากขึ้นก็เป็นเรื่องของเราแล้ว

What would this look like if it were easy?

ถ้ามันง่ายหน้าตาจะเป็นยังไง? หรือ วิธีที่ง่ายที่สุดที่จะทำเรื่องนี้คือวิธีไหน?

บางทีคำตอบอาจจะง่ายกว่าที่คุณคิดนะครับ

เทคนิคแบนนิสเตอร์

20180312_bannister

นับตั้งแต่กีฬาวิ่งแข่งถือกำเนิดขึ้นมา ทุกคนต่างก็เชื่อกันว่ามี “กำแพง” ที่ร่างกายมนุษย์ไม่อาจก้าวข้ามได้ นั่นคือการวิ่ง 1 ไมล์ภายใน 4 นาที

(1 ไมล์ เท่ากับ 1.6 กิโลเมตร หรือ 4 รอบสนามฟุตบอล วิ่ง 1 ไมล์ภายใน 4 นาทีแสดงว่าต้องวิ่งที่เพซ 2’30)

กำแพงนี้ตั้งตระหง่านอยู่หลายทศวรรษ จนกระทั่งปี 1954 ที่ชายชาวอังกฤษนาม Roger Bannister สามารถทำลายกำแพงที่ว่านี้ได้โดยทำเวลา 3.59.4 นาที

ประเด็นก็คือตอนที่แบนนิสเตอร์วางแผนจะวิ่งนั้น เขาไม่ได้ตั้งเป้าว่าจะ “วิ่งให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้” (run as fast as possible)

เป้าหมายของเขาคือการวิ่ง 1 ไมล์ภายในเวลา 3 นาที 59 วินาที

เมื่อเป้านิ่งแล้ว เขาก็วิเคราะห์การวิ่งของเขาแบบก้าวต่อก้าว และรู้ว่าแต่ละก้าวต้องใช้เวลาไม่เกินเท่าไหร่ ตอนซ้อมแบนนิสเตอร์ยังซอยระยะทาง 1 ไมล์ออกมาเป็นระยะทางที่สั้นพอที่จะให้เพื่อนสองคนผลัดกันจับเวลา

วิธีของแบนนิสเตอร์นั้นไม่มีอะไรซับซ้อน และมันก็ดีพอที่จะทำให้แบนนิสเตอร์กลายเป็นมนุษย์คนแรกในประวัติศาสตร์ที่วิ่ง 1 ไมล์ภายในสี่นาที

เป้าหมายที่ดูไกลเกินฝัน หากเรานำมันมาซอย-มาย่อยเหมือนที่แบนนิสเตอร์เคยทำ เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ก็อาจจะเป็นไปได้นะครับ

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก Seth Godin: The Bannister Method

ในวันที่คุณอายุ 99 ปี

20180122_99years

ลองจินตนาการถึงอนาคตที่คุณมีอายุ 99 ปี

คุณกำลังนอนพงาบๆ อยู่บนเตียง มีสายน้ำเกลือระโยงระยางเต็มไปหมด

ในวินาทีที่โลกทั้งโลกกำลังจะดับลง จู่ๆ ก็มีเทวดามาปรากฎตัว และมอบพรวิเศษให้คุณย้อนเวลากลับมาในปัจจุบันได้

คุณจะเลือกทำอะไร?

เมื่อเริ่มต้นที่จุดจบ อะไรๆ ก็อาจตัดสินใจได้ง่ายขึ้นนะครับ

—–
ขอบคุณข้อมูลจาก Tribe of Mentors Short Life Advice from the Best in the World by Timothy Ferriss

เวลาที่ควรหยุดคิด

20180120_stopthinking

ในแต่ละวัน เราะต้องเจอการต่อสู้ระหว่าง “สิ่งที่ควรทำ” กับ “ความคิดว่าอย่าเพิ่งทำ” เสมอ

เช่น ออกกำลังกายตามที่ตั้งปณิธานไว้ตอนปีใหม่, ล้างจาน, เข้าไปคุยกับคนที่เราอยากรู้จัก ฯลฯ

ในสถานการณ์อย่างนี้ ยิ่งใช้เวลาคิดมากเท่าไหร่ ยิ่งมีสิทธิ์จะไม่ได้ทำมากขึ้นเท่านั้น

ยกตัวอย่างเช่นตอนนี้เป็นเวลา 5 โมงเย็นวันอาทิตย์ เวลาที่เราตั้งใจไว้ว่าจะออกไปวิ่งรอบหมู่บ้าน

ถ้าปล่อยให้สมองของเราได้คิด มันก็จะหา “เหตุผล” ที่ทำให้เราไม่ได้ออกไปวิ่งมากมาย

“แดดยังร้อนอยู่เลย รออีกหน่อยแล้วกัน”

“เมื่อคืนนอนไม่ค่อยพอ ถ้าหักโหมเดี๋ยวจะป่วยเอา”

“ขอดู The Mask Singer บน Youtube อีกซักเพลง”

“วันนี้พักซักวัน เดี๋ยวพรุ่งนี้จะวิ่งชดเลยให้”

สมอง หรือจะเรียกให้ถูกคือกิเลสนั้นมันฉลาดกว่าเรามาก สู้กับมันทีไรโดนมันหลอกประจำ

วิธีที่ดีที่สุดคืออย่าปล่อยช่องว่างให้ตัวเองคิด ถ้ารู้แล้วว่าควรทำก็รีบ take action เลย – เดินไปเปลี่ยนเสื้อผ้า ใส่ถุงเท้า ใส่รองเท้า ก้าวเท้าออกจากบ้านแล้วออกวิ่ง

กับเรื่องการทำงานยากๆ เหมือนกัน ถ้ามัวแต่คิด สุดท้ายเราจะได้ไปทำงานชิ้นอื่นที่ดูเหมือนจะด่วนกว่าแต่สำคัญน้อยกว่า

ความคิดสร้างคนได้ แต่ความคิดที่เยอะไปก็ทำลายโอกาสได้มากมายเช่นกัน

ในบางครั้ง การหยุดคิดและลุยเลยจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดครับ

—–

เปิดรับสมัคร Time Management รุ่น 7 เรียนบ่ายวันเสาร์ที่ 3 ก.พ.  >> https://goo.gl/U55hAb

เทคนิคแล้วไง

20180106_sowhat

ผมเคยเขียนเรื่อง เทคนิค 5 Why’s ที่ให้ถามว่า “ทำไม” 5 ครั้งเพื่อหาต้นตอของปัญหา

วันนี้เจออีกเทคนิคนึงที่คล้ายคลึงกัน เลยอยากเอาแชร์ครับ

คือให้ถามว่า “แล้วไง” (so what) จนกว่าจะไปต่อไม่ได้แล้ว

ซึ่งเหมาะกับตอนที่เราเจอเรื่องที่ทำให้เราผิดหวังหรือเรื่องที่เรากังวลครับ

ยกตัวอย่างเช่น

วันนี้เล็กมันพูดจาแย่ว่ะ

แล้วไงอ่ะ?

ก็รู้สึกเหมือนไม่ให้เกียรติกันเลย

แล้วไงอ่ะ?

เราไม่ชอบเวลาคนไม่ให้เกียรติกันน่ะ

แล้วไงอ่ะ?

ถ้าเกิดทุกคนทำตัวอย่างนี้กับเราล่ะ

แล้วไงอ่ะ?

เราก็จะกลายเป็นคนหัวเดียวกระเทียมลีบไง

แล้วไงอ่ะ?

เราไม่อยากอยู่ตัวคนเดียว

แล้วไงอ่ะ?

จริงๆ การอยู่คนเดียวก็ไม่แย่ขนาดนั้นเนอะ

แล้วไงอ่ะ?

ก็คงเป็นการกลัวเกินเหตุ

แล้วไงอ่ะ?

ก็ไม่แล้วไงแล้ว ไม่เป็นไรแล้วล่ะ

ฟังดูเหมือนเป็นการยียวน แต่ถ้าเราถามตัวเองจนสุดทางจริงๆ เราอาจจะพบว่า หลายๆ อย่างที่เราคิดว่าเป็นปัญหาใหญ่โต สุดท้ายแล้วกลับเล็กนิดเดียวนะครับ

—–

ขอบคุณไอเดียจาก Richa Chadha: Tribe of Mentors by Tim Ferriss