แพ้คือทางขึ้น ชนะคือทางลง

ชายคนหนึ่งแข่งหมากรุกกับเพื่อนสาวที่เล่นหมากรุกเก่งกว่าเขามาก

รอบแรกเขาแพ้เละเทะ แต่เขาก็ไม่ท้อ ขอประลองใหม่ แล้วก็จบด้วยความพ่ายแพ้อีกเช่นเคย

เขากลับไปศึกษาเกมส์หมากรุกให้ถ่องแท้ยิ่งขึ้น หัดเล่นกับคอมเพื่อฝึกฝนตัวเอง และนัดเล่นหมากรุกกับเพื่อนคนนี้เรื่อยๆ

ต้องแข่งกันหลายสิบครั้งกว่าเขาจะเอาชนะเพื่อนตัวเองได้

จากนั้นเขาก็ชนะเพื่อนอีกหลายรอบ นานไปก็เริ่มชะล่าใจ สุดท้ายเขาก็กลับมาแพ้อีกจนได้

แล้วเขาก็ได้บทเรียนว่า ช่วงที่เขาแพ้นั้น เขาเก่งขึ้นทุกวัน แต่พอเขาได้พบชัยชนะแล้ว เขากลับหย่อนยานและย่ำอยู่กับที่

จะนับเป็นกฎข้อหนึ่งเลยก็ได้ ว่าเมื่อใดที่เราแพ้ เมื่อใดที่เราพลาด เราจะได้เรียนรู้อะไรมากมาย แต่พอเราชนะ เรามักจะนึกว่าตัวเองอยู่บนยอดเขา เราจะประมาท และเราจะหยุดพัฒนา

แพ้คือทางขึ้น ชนะคือทางลงครับ

ไม่ต้องเป็นคนมีวินัยก็ได้ แค่เป็นคนมีสัจจะก็พอ

บ่ายวันเสาร์เมื่อหลายปีที่แล้ว ผมไปสอน Time Management ให้กับบริษัทเบียร์ยี่ห้อหนึ่ง ตอนช่วงถาม-ตอบ มีคนถามผมว่า ผมทำยังไงถึงมีวินัยเขียนบล็อกวันละตอนติดต่อกันได้นานหลายปีขนาดนี้

ผมตอบแทบจะในทันทีว่า ผมไม่ได้เป็นคนมีวินัยเลยนะ แต่ผมอยากเป็นคนมีสัจจะ

การเป็นคนมีวินัยนั้นทำได้ยากมาก เราเคยตั้ง New Year’s Resolutions แล้วล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่า ก็เลยยิ่งตอกย้ำความเชื่อว่าเราเป็นคนไม่มีวินัย พอเราเห็นคนที่ทำอะไรได้ทุกวัน เราก็มองเขาด้วยความชื่นชมปนอิจฉาว่าเขาเป็นคนมีวินัยจังเลย เมื่อไหร่เราจะเป็นอย่างเขาได้สักทีนะ

วิธีคิดที่อาจจะได้ผลกว่า คือไม่ต้องขอให้ตัวเองเป็นคนมีวินัยหรอก ขอแค่เป็นคนมีสัจจะก็พอ

เพราะอย่างน้อยที่สุด เราน่าจะเชื่อว่าตัวเองเป็นคนมีสัจจะอยู่ประมาณหนึ่ง

ลองมีสัจจะกับเรื่องเล็กๆ ก่อน แล้วค่อยคิดมีสัจจะกับเรื่องใหญ่

มีสัจจะกับเรื่องง่ายๆ ก่อน แล้วค่อยมีสัจจะกับเรื่องยากๆ

สมมติว่าเราอยากแข็งแรงขึ้น ลองบอกตัวเองว่าจากนี้ไปเราจะทำแพลงค์วันละ 20 วินาทีติดต่อกัน 3 วัน

ตั้งเป้าหมายให้ง่ายเสียจนไม่เหลือข้อแก้ตัว เพราะทำแพลงค์ 20 วินาทีนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกาย ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่ามีเวลาหรือไม่มีเวลา

ขึ้นอยู่กับว่าเราจะทำหรือจะไม่ทำเท่านั้นเอง

ถ้าทำ เราก็จะรักษาสัจจะของเราได้

ถ้าเราไม่ทำ ก็แสดงว่าเราเป็นคนไร้สัจจะ สั้นๆ ง่ายๆ แค่นั้น

พอทำแพลงค์ครบ 3 วัน ค่อยต่อเวลาเป็นหนึ่งสัปดาห์ พอครบหนึ่งสัปดาห์ค่อยต่อเป็นหนึ่งเดือน แล้วสุดท้ายเราจะเป็นคนที่ทำแพลงค์ได้ทุกวันและทำได้นานเป็นนาที

สิ่งสำคัญคืออย่ารีบร้อน คนที่ล้มเหลวหรือล้มเลิกส่วนใหญ่ไม่ใช่เพราะด้วยความยากหรืออุปสรรคแต่เป็นการตกม้าตายเพราะความใจร้อนของตัวเอง ถ้าเราแพลงค์ 20 วิ ครบ 3 วันแล้วบอกว่าจากนี้ไปจะแพลงค์วันละ 3 นาทีติดต่อกัน 1 เดือน มันจะเป็นการชกข้ามรุ่นแล้วคุณจะโดนน็อค

ตอนที่ผมเริ่มเขียนบล็อกอย่างจริงจังเมื่อต้นปี 2015 ผมก็เริ่มจากการเขียนให้ได้ 3 วันติดกันก่อน พอครบสามวันก็ค่อยขยายเวลาเป็นหนึ่งสัปดาห์ หนึ่งเดือน และสามเดือน พอเขียนครบ 100 ตอนก็ประกาศออกสื่อ (ที่ตอนนั้นยังไม่ค่อยมีคนอ่าน) ว่าจะเขียนบทความใหม่ทุกวัน

ถามว่าผมรักษาสัจจะได้ไร้ที่ติมั้ย-ก็ไม่ ก็มีบางวันที่อู้บ้าง มีไปเที่ยวยาวๆ แล้วไม่ได้เขียนบ้าง แต่ก็ไม่เก็บสิ่งเหล่านั้นมาทับถมตัวเอง ก็แค่ยอมรับว่าเราไม่ได้สมบูรณ์แบบ ก็แค่เริ่มนับหนึ่งใหม่

แล้วเมื่อเราทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้นานพอ มันจะมีแรงบวกที่มาส่งเสริมอย่างน้อยสองแรง

หนึ่งคือเราจะเก่งขึ้นในเรื่องนั้นๆ อย่างช่วยไม่ได้ และพอเราเก่งขึ้น เราก็จะสนุกกับมันมากขึ้น

สองคือสิ่งใดก็ตามที่เราทำอย่างสม่ำเสมอมันจะกลายมาเป็น habit หรือกิจวัตรที่เราทำโดยอัตโนมัติ ทำโดยไม่ถามด้วยซ้ำว่าจะทำดีรึเปล่า ที่เราเห็นคนอื่นว่ามีวินัย จริงๆ เขาอาจแค่ทำกิจวัตรของตัวเองเท่านั้น

ไม่ต้องเป็นคนมีวินัยหรอก แค่เป็นคนมีสัจจะก็พอ

เริ่มจากสัจจะง่ายๆ แล้วเราจะกลายเป็นคนมีวินัยโดยไม่ต้องพยายามครับ


เหลือ 12 ที่นั่ง – Time Management Workshop รุ่นที่ 16 วันเสาร์ที่ 31 ตุลาคม เวลา 9:00-12:00 ครับ ดูรายละเอียดได้ที่ bit.ly/time31oct20

ไม่อย่างนั้นตัวเลขจะหลอกเรา (ตอนจบ)

20200901

เมื่อวานนี้ผมพูดเรื่องการให้คะแนนสำหรับการประกวดไปแล้ว วันนี้ผมจะขอพูดเรื่องการประเมินผลของพนักงานกันบ้าง

ผมเห็นการประเมินผลของบางบริษัทก็ใช้วิธีการคำนวณแบบละเอียดยิบเช่นกัน มีหมวดการให้คะแนน แต่ละหมวดก็จะมี weight ของมัน แล้วก็เอาคะแนนของแต่ละหมวดมาคูณกับ weight บวกออกมาได้เป็นคะแนนรวมแล้วก็ให้เป็นเกรด

ซึ่งหลักการก็ฟังดูดีอยู่นะครับ แต่วิธีการนี้ก็มีจุดอ่อน เพราะหัวหน้าบางคนก็ปล่อยเกรด ให้คะแนนสูงเกือบทั้งทีม ขณะที่หัวหน้าบางคนก็เขี้ยวมาก ให้คะแนนน้องต่ำเตี้ยเรี่ยดิน พอเอาคะแนนของสองทีมมา calibrate กันเพื่อให้เกิดความแฟร์ ก็กลายเป็นว่าหัวหน้าต้องกลับไปแก้คะแนนย่อยของลูกน้องเพื่อให้ได้ตามที่เบื้องบนต้องการอีก การประเมินผลแต่ละครั้งจึงต้องมานั่งเล่นแร่แปรธาตุกับตัวเลขและใช้เวลาของทุกคนเยอะมากจนหลายคนเข็ดขยาดการประเมินผลประจำปี

อีกจุดอ่อนหนึ่งก็คือ หมวดและ weight นั้นมัน arbitrary คือกำหนดขึ้นมาเองโดยส่วนกลางอย่าง HR ที่ไม่ได้รู้เนื้องานอย่างแท้จริง และพยายามเอาไปผูกกับ mission, core values หรือ agenda อะไรก็ตามแต่มากจนเกินไป หมวดที่ควรมีก็ไม่มี หมวดที่ไม่ควรมีหรือแทบไม่เกี่ยวกับงานก็ดันมี ทุกทีมถูกบังคับให้คิดคะแนนด้วยเกณฑ์เดียวกันทั้งๆ ที่เนื้องานและบริบทแตกต่างกัน

มันคือความพยายามที่จะทำให้การประเมินนั้น scientific จนเกินเหตุ เป็นการ over-engineer ของคนที่ไม่ได้เป็น engineer

เป็นตลกร้ายอย่างหนึ่งที่คนไม่เก่งคณิตศาสตร์มักจะยึดคณิตศาสตร์เป็นสรณะโดยไม่ได้เข้าใจข้อจำกัดของมัน

สุดท้ายแล้วการประเมินผลมันมีจุดประสงค์หลักๆ แค่ 3-4 อย่าง
– พนักงานสร้างผลงานได้เป็นที่น่าพอใจรึเปล่า
– มีอะไรที่พนักงานควรจะปรับปรุงบ้าง
– เพื่อนร่วมงานทำงานด้วยแล้วสบายใจมั้ย
– เราอยากเก็บเขาไว้อย่างเดิม อยากโปรโมทเขา หรืออยากเอาเขาออก

คำถามที่ว่า “น่าพอใจรึเปล่า” ก็ต้องถามว่าน่าพอใจสำหรับใคร

คำตอบก็คือน่าพอใจสำหรับหัวหน้าทีม ไม่ใช่น่าพอใจสำหรับ CEO หรือสำหรับ HR เพราะหัวหน้าคือคนที่รู้เนื้องานดีที่สุดและเห็นลูกน้องและความต้องการของทีมได้ชัดกว่าคนอื่นๆ

ดังนั้นหัวหน้าทีมจึงควรจะเป็นคนที่ได้ตัดสินว่าผลงานของน้องน่าพอใจหรือไม่ โดยไม่จำเป็นต้องโดนผูกมัดด้วยกฎเกณฑ์จากส่วนกลางเสียจนขยับตัวไม่ได้

ที่ Wongnai (ที่ตอนนี้เปลี่ยนเป็น LINE MAN Wongnai แล้ว) มีเกณฑ์การประเมินผลอยู่สองแกน แกนแรกคือผลงาน แกนที่สองคือเรื่อง core values

ผลงาน
0 – ทำงานไม่ได้ตามความคาดหวัง
1 – ทำงานได้ตามความคาดหวัง
2 – ทำงานได้เกินความคาดหวังเป็นประจำ
3 – ทำงานได้เกินความคาดหวังแบบ superstar

Core Values
A – มี core values ที่โดดเด่น เป็นแบบอย่างที่ดีให้กับเพื่อนร่วมงาน ส่งพลังงานบวกสม่ำเสมอ
B – มี core values เป็นที่น่าพอใจ
C – core values บางข้อน้อยเกินไป ส่งพลังงานลบ เพื่อนร่วมงานทำงานด้วยแล้วอึดอัด

ดังนั้นคะแนนที่พนักงานจะได้ก็จะมีตั้งแต่ 0C ไปจนถึง 3A

รายละเอียดเรื่องการประเมินผลผมจะเขียนลงบล็อก Life@LINE MAN Wongnai ในเวลาอันใกล้นี้

แต่สิ่งที่อยากจะบอกในวันนี้ก็คือเกรด 0,1,2,3 และ A, B, C ไม่ได้มาจากการคำนวณ แต่เป็นการประเมินจากหัวหน้าโดยใช้ข้อมูลจากตัวพนักงานและเพื่อนร่วมงานเป็นข้อมูลประกอบในการตัดสินใจ

ถ้าเราไม่ได้เป็นหัวหน้าที่แย่เกินไปและมีความซื่อตรงเพียงพอ เรามองหน้าลูกน้องแต่ละคนก็ตอบได้แล้วว่าคนไหน 1 คนไหน 2 หรือคนไหน 0 ไม่มีความจำเป็นอะไรที่จะต้องมาคำนวณคะแนนยิบย่อย หรือใช้เกณฑ์จากส่วนกลางที่ไม่ได้เข้าใจเนื้องานของทีมเรา

แน่นอนว่ามันต้องมีกลไกที่จะช่วยป้องกันเรื่องหัวหน้าโหดหรือลำเอียงกับลูกน้องบางคน ซึ่งจะมาแชร์ให้ฟังอีกครั้งในบล็อก Life@LMWN

บริษัทผมใช้วิธีการประเมินแบบนี้มา 4-5 ปีก็รู้สึกว่ายังเป็นวิธีการที่ยังใช้ได้ดีอยู่ คนที่ได้ผลการประเมินที่ดีก็เป็นที่ยอมรับของเพื่อนร่วมงาน คนที่ได้ผลการประเมินไม่ดีก็ไม่มีใครคัดค้าน ยังไม่เคยเจอกรณีที่คะแนนออกมาแล้ว “ค้านสายตาคนดู”

คณิตศาสตร์และตัวเลขเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์ แต่ถ้าใช้เครื่องมือผิดกาลเทศะก็จะทำให้เราหลงทาง

ใครที่เป็น HR ลองทบทวนกระบวนการของเราดูนะครับว่าเรากำลัง over-engineer เกินไปและกำลังโดนตัวเลขหลอกอยู่รึเปล่า

ไม่อย่างนั้นตัวเลขจะหลอกเรา

20200831

สิ่งหนึ่งที่ผมรู้สึกมาได้สักพักแล้ว คือกระบวนการ “ให้คะแนน” ทีมงานหรือตัวบุคคลในบริบทต่างๆ นั้นมักจะมีปัญหา

ผมขอยกสองตัวอย่าง คือการให้คะแนนเวลาตัดสินการประกวด และการให้คะแนนเวลาประเมินผลพนักงาน

เวลามีการประกวดอะไรก็ตามแต่ คณะกรรมการมักจะกำหนดกฎเกณฑ์ว่าจะให้คะแนนหัวข้อไหนบ้าง เช่นการประกวดหนังสั้น ก็จะให้คะแนนเนื้อหา ความคิดสร้างสรรค์ การแสดง คุณภาพโปรดักชั่น ฯลฯ

แล้วแต่ละหัวข้อก็จะมีน้ำหนักหรือ weight แตกต่างกันไป จากนั้นก็เอาคะแนนมาคูณด้วย weight บวกกันแล้วก็จะได้คะแนนรวมออกมา

ฟังดูก็เมคเซนส์ดี แต่บางทีก็มีปัญหา เพราะสมมติมีงานที่เข้ารอบสุดท้ายทั้งหมด 5 ทีม ก ข ค ง จ และมีคณะกรรมการทั้งหมด 5 คน – A B C D E

และสมมติว่างานที่ได้คะแนนมากที่สุดคืองานของทีม ก และ ทีม ข

งานของทีม ก กรรมการ A, B, C ชอบมาก D เฉยๆ ส่วน E ไม่ชอบเลย

งานของทีม ก ก็จะได้คะแนน 9, 9, 8, 6, 1 = 33 คะแนน

งานของทีม ข กรรมการทุกคนเฉยๆ ยกเว้น E ที่ชอบสุดๆ

งานของทีม ข ก็จะได้คะแนน 6, 6, 6, 6, 10 = 34 คะแนน

กลายเป็นว่างานชิ้นที่ 2 ดันได้คะแนนมากกว่าชิ้นที่ 1 เฉยเลย ทั้งๆ ที่ไม่ได้โดดเด่น และกรรมการส่วนใหญ่ไม่ได้ชอบงานชิ้นนี้ด้วยซ้ำ

การให้คะแนนด้วยระบบแบบนี้ทำให้กรรมการบางคนมีน้ำหนักกับการตัดสินมากเกินไป

วิธีที่ผมพบว่าเวิร์คกว่ากันเยอะ คือวิธีของพี่ปรัชญา ปิ่นแก้ว ผู้กำกับหนังเรื่ององค์บาก ที่เคยมาตัดสินโครงการประกวดหนังสั้นโรงหนังประชาชน ที่ผมเคยจัด

พี่ปรัชญาบอกว่า เมื่อถึงรอบสุดท้าย แทนที่จะมานั่งให้คะแนนแล้วคูณตาม weight วิธีที่แฟร์กว่าคือให้กรรมการเรียงลำดับเลยว่า ในบรรดาหนังทั้ง 5 เรื่องชอบเรื่องไหนมากที่สุด ไล่เรียงไปจนถึงหนังที่ชอบน้อยที่สุด แล้วเอาลำดับของกรรมการของทุกคนมารวมกัน ใครได้เลขน้อยที่สุดก็ชนะไป

งานของทีม ก กรรมการ A B C D E ให้ลำดับดังต่อไปนี้ 1 1 2 3 5 = 12

งานของทีม ข กรรมการ A B C D E ให้ลำดับดังต่อไปนี้ 4 4 3 4 1 = 16

ในกรณีนี้เราต้องดูผลรวมที่น้อยกว่า ดังนั้นทีม ก ก็จะชนะไปอย่างสมศักดิ์ศรี

ผมเคยลองเอาวิธีนี้มาใช้กับการจัดการแข่งขันการแสดงที่บริษัทแล้วก็เวิร์คดี เลยอยากจะเอามาถ่ายทอดเอาไว้ เพื่อผู้อ่านจะเอาไปลองใช้ดูบ้าง

เพราะการคิดแบบเดิมที่เอาตัวเลขมาบวกลบคูณหารเป็นคะแนนนั้น มันมีจุดบอดอย่างที่กล่าวมาคือกรรมการบางคนให้คะแนนได้ extreme เกินไปและส่งผลต่อภาพรวมจนเราอาจจะได้ผู้ชนะที่มีผลงานระดับกลางๆ เท่านั้น ซึ่งไม่มีใครเจตนา เพียงแต่ระบบมันออกแบบมาอย่างนี้ ทุกคนก็เลยโดนตัวเลขหลอกกันไปแบบงงๆ ว่า อ้าว ตกลงทีมนี้ชนะเหรอ

พรุ่งนี้จะขอเขียนต่ออีกตอนเรื่องการประเมินผลพนักงาน เพราะหลายที่ก็น่าจะกำลังโดนตัวเลขหลอกอยู่เช่นกันครับ

ยิ่งหาทางลัดยิ่งช้า

20200830d

ยิ่งหาทางลัดยิ่งช้า

หนึ่งใน “ความสามารถพิเศษ” ของผมคือการเล่นกีตาร์โดยไม่ต้องดูคอร์ด

ที่ต้องใส่ ” ” เพราะจริงๆ แล้วมันไม่ได้พิเศษอะไรขนาดนั้น ผมเชื่อว่ามันเป็นสิ่งที่เราฝึกกันได้

ผมเริ่มเล่นกีตาร์ตอนอยู่ม.ปลายที่นิวซีแลนด์ ปี 1994

สมัยนั้นถ้าอยู่เมืองไทย ก็จะซื้อหนังสือเพลงมาเปิดคอร์ดแล้วเล่นตาม

แต่ที่นิวซีแลนด์ไม่มีหนังสือคอร์ดขาย อินเทอร์เน็ตก็ยังไม่มี ดังนั้นทางเดียวที่จะเล่นเพลงที่เราชอบได้ก็คือต้องแกะเอาเอง

แกะถูกหรือผิดก็ไม่รู้ รู้แค่ว่าเล่นไปแล้วมันไม่ขัดหู

พอได้แกะเองบ่อยๆ มันก็เลยจะพอจับทางได้ว่าถ้าทำนองประมาณนี้ คอร์ดต่อไปต้องประมาณไหน

เพลงไทยยุค 90’s นั้นมีทางคอร์ดที่ตรงไปตรงมาอยู่แล้ว อัสนี-วสันต์ นูโว เจ-เจตริน อินคา ป้าง-นครินทร์ กิ่งศักดิ์ พอได้แกะเองบ่อยๆ ก็เข้าใจและมั่นใจมากขึ้น ผมเลยมีความสามารถนี้ติดตัวไปโดยปริยายและไม่หายไปไหน เหมือนการปั่นจักรยานสองล้อที่ต่อให้ไม่ได้ปั่นมาหลายปีก็ยังกลับไปปั่นได้เสมอ

ตอนเรียนมหาวิทยาลัยผมเลยเป็นมือกีตาร์ประจำวง(เหล้า) เพื่อนขอเพลงอะไรมาถ้าผมร้องได้ก็จะเล่นให้ได้เลย

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาผมได้คุยไลน์กับเพื่อนกลุ่มนี้

Rut: ได้เล่นกีตาร์บ้างมั้ยเล็ก

Lek: เล่นเกือบทุกวัน แต่ซื้อหนังสือมาเรียนรู้เองกลับไม่ได้อ่าน

Rut: ดีๆ เรียนใน youtube ก็ได้มั้ง

Lek: 555 ซื้อมาแล้วอ่ะ อยากเรียน picking ให้เก่ง รู้สึกเล่นไปแล้วจังหวะมันไม่ค่อยลงตัว

Rut: เปิดเพลงเล่นตามบ่อยๆ ก็ได้แล้วมั้ง

Kitt: อยากรู้วิธีการจำคอร์ดอะรุด

Rut: ก็ต้องเล่นแบบไม่ดูคอร์ดบ่อยๆ แล้วมันจะจับทางได้เอง

Rut: มันจะรู้ว่าถ้าเสียงประมาณนี้มันน่าจะคอร์ดนี้

Rut: ถ้าคีย์ G มันก็จะมีแค่ G Em C Am D7 Bm วนๆ อยู่แค่นี้แหละ

Lek: ยากแหละ

Rut: 6-7 คอร์ดเอง มันต้องมีซักคอร์ดที่ถูก ลองเล่นเพลงอัสนี-วสันต์หรือนูโว ทางคอร์ดง่าย

Kitt: แล้วมันจะจับทางได้เอง <— มีทางอื่นมั้ย

Rut: ยิ่งหาทางลัดยิ่งช้า

Lek: จริง

Rut: เอาไปเขียนบล็อกดีกว่า 555

Rut: กิตกับเล็กร้องเพลงถูกคีย์อยู่แล้ว

Rut: ดังนั้นถ้าคอร์ดมันผิดเราจะรู้อยู่แล้วว่ามันไม่ใช่ ก็แค่ปรับไปเรื่อยๆ

Rut: อย่างที่บอกว่ามันมีแค่ 6-7 คอร์ดนี้

Kitt: คือ พยายามเล่นแบบไม่ดู แล้วลองไปทีละคอร์ด งี้หรอ

Kitt: เริ่มจากคอร์ดใหนดี g หรือ c ดีอะรุด

Rut: แล้วแต่เพลงดิ

Kitt: ต้องลองดูๆ

ทักษะทุกอย่างล้วนต้องใช้เวลา การมีคนช่วยสอนนั้นทำให้เราไปได้เร็วขึ้นก็จริง แต่สุดท้ายเราก็ต้องลงมือเองอยู่ดี ไม่มีใครเก่งแทนเราได้

อย่ามัวแต่มองหาทางลัด เพราะยิ่งรีบจะยิ่งช้า ยิ่งขี้เกียจจะยิ่งเหนื่อย ยิ่งหาทางง่ายจะยิ่งยุ่งยาก

ไปตรงๆ มันนี่แหละ ลงแรงให้คู่ควร แล้วเราจะได้ของที่ยั่งยืนครับ

กฎ 1%

20200425c

ในปี 2010 Dave Brailsford ถูกแต่งตั้งให้เป็น performance director ของนักจักรยานทีมชาติอังกฤษ

ในประวัติศาสตร์รายการแข่งขันจักรยานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง Tour De France นั้น ยังไม่เคยมีนักปั่นชาวอังกฤษคนไหนคว้ารางวัลในรายการนี้ได้แม้แต่คนเดียว และนี่คือมิสชั่นที่เดฟได้รับมอบหมาย

เดฟจึงริเริ่มยุทธศาสตร์ที่เขาเชื่อว่าจะทำให้มีนักปั่นชาวอังกฤษได้ขึ้นไปยืนบนโพเดียมของ Tour De France ภายในเวลา 5 ปี

ยุทธศาสตร์ที่ว่าคือการปรับปรุงทุกภาคส่วนที่เกี่ยวกับการแข่งจักรยานให้ได้ 1%

เดฟโดยเริ่มต้นจากเรื่องเบสิคอย่างดีไซน์ของจักรยาน การรับประทานอาหาร และการฝึกซ้อมของนักกีฬา

แต่เดฟไม่ได้หยุดแค่นั้น เขายังจ้างหมอศัลยกรรมมาสอนวิธีการล้างมือให้กับนักกีฬา หาวิธีการนวดที่จะช่วยให้ร่างกายฟื้นฟูจากความเหนื่อยล้าได้อย่างรวดเร็วที่สุด และแม้กระทั่งหาหมอนที่หนุนนอนแล้วจะหลับได้ทรงประสิทธิภาพที่สุดอีกด้วย

เดฟและทีมงานมองหาทุกวิถีทางที่จะปรับปรุงทุกๆ มิติเกี่ยวกับการแข่งจักรยานให้ดีขึ้น ไม่ว่ามันจะเล็กน้อยแค่ไหนก็ตาม

แล้วนักปั่นจากอังกฤษก็คว้าเหรียญทองของ Tour De France ได้ภายในเวลาแค่ 3 ปี

ในโอลิมปิกปี 2012 ทีมชาติอังกฤษยังเอาชนะคู่แข่งจากชาติต่างๆ อย่างขาดลอยและกวาดเหรียญทองไปได้ถึง 70% ของการแข่งขันทั้งหมด

กฎ 1% บัญญัติว่า ถ้าเพียงเราปรับปรุงทุกๆ ด้านของชีวิตแค่ 1% และเริ่มต้นตั้งแต่วันนี้ ภายในหนึ่งปีชีวิตของเราจะเปลี่ยนแปลงไปได้มากมาย

ซึ่งวิธีการนี้ตรงข้ามกับคนส่วนใหญ่ ที่มักจะเริ่มต้นจาก “แรงบันดาลใจ” แล้วใช้ความฮึดเข้าแลกจนทำอะไรที่เกินตัวและมักจะล้มเลิกเสียกลางคัน

ไอเดียเรื่องกฎ 1% นี้มีคนลองเอาไปประยุกต์ใช้ เริ่มต้นจากอ่านหนังสือวันละ 20 หน้า เริ่มออกกำลังกายแบบ calisthenics วันละ 15 นาที ภายในเวลาเพียงสองเดือนก็อ่านหนังสือจบไป 9 เล่มและลดน้ำหนักไปได้ 4 กิโลครึ่ง

กฎ 1% สอนให้เรารู้ว่า เรื่องเล็กๆ ที่เหมือนจะไม่มีอะไร เมื่อเราทำมันอย่างต่อเนื่องก็มากเกินพอที่จะเปลี่ยนชีวิตเราได้ครับ

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก Quora: Nikhil Nallaballe’s answer to What is the most clever life hack you’ve learned?

ติดตาม Anontawong’s Musings ทาง LINE: https://lin.ee/2VZMu59

ตามหาหนังสือ “ช้างกูอยู่ไหน” และ “Thank God It’s Monday” ได้ที่ whatisitpress.com และร้านหนังสือชั้นนำทั่วไปครับ

ถ้าเริ่มต้นวันได้ดี ที่เหลือของวันก็จะดีตาม

20200419

ช่วงที่ Work from home รูทีนที่เราเคยมีอาจจะสูญเสียไปไม่น้อย ซึ่งทำให้ชีวิตขาดบาลานซ์อะไรบางอย่าง ทำให้เหนื่อยเกินไป เฉาเกินไป

2-3 วันมานี้ผมเลยใส่ใจกับการเอากิจวัตรประจำวันกลับมาเป็นพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นการภาวนา การออกกำลังกายให้ออกเหงื่อ อ่านหนังสือ เขียนไดอารี่ เขียนบล็อก จำชื่อคน เรียนภาษาจีน ซึ่งเหล่านี้ล้วนเป็นกิจกรรมที่ผมทำเป็นประจำช่วงก่อนจะ work from home แต่ร้างราไปเมื่อถูก disrupt ด้วยสถานการณ์โควิด

พอกลับเข้า routine ของตัวเองได้อีกครั้ง ก็รู้สึกว่ามีพลังบวกมากขึ้น ใจเย็นลง ตัดสินใจเรื่องเล็กๆ ได้ดีขึ้น และชีวิตเราก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าผลรวมของการตัดสินใจเล็กๆ นับร้อยนับพันเหล่านี้

ผมเลยได้ข้อสรุปว่า ถ้าอยากจะมีวันดีๆ ให้เริ่มต้นวันให้ดี ด้วยการทำอะไรเพื่อตัวเอง ทำอะไรที่ productive ทำอะไรที่เป็น small wins ที่จะช่วยเสริมสร้างความมั่นใจให้เราไปได้ตลอดวัน

อ้อ แล้วการเริ่มต้นวันที่ดีไม่ใช่ตั้งแต่ตอนตื่นนอนนะครับ มันเริ่มตั้งแต่ตอนที่เราเข้านอนเลย เพราะการนอนมันไม่ได้มีผลอะไรกับวันที่เพิ่งผ่านมา แต่มันส่งผลต่อวันที่กำลังจะมาถึงเต็มๆ ถ้าเมื่อคืนเรานอนไม่พอ ตื่นมาก็ย่อมจะมีวันดีๆ ได้ยาก

เริ่มให้ดี แล้วมักจะจบได้สวยครับ

เคล็ดลับสุขภาพจิตที่ดี

20200414

คือหาเรื่องให้ตัวเองได้ออกเหงื่อทุกวัน

วิถีชีวิตของมนุษย์เรานั้นต้องอย่ภายใต้แสงแดดมาโดยตลอด

สมัยที่มนุษย์อยู่เป็นกลุ่มเล็กๆ ผู้ชายต้องล่าสัตว์ ส่วนผู้หญิงก็ต้องเก็บผลหมากรากไม้ (hunter-gatherers) ซึ่งช่วงเวลานี้กินเวลาหลายแสนปี

พอเกิดการปฏิวัติเกษตรกรรม (agricultural revolution) เมื่อประมาณ 12,000 ปีที่แล้ว คนเราก็ต้องออกไปทำไร่ทำนาทุกวัน

พอเกิดการปฏิวัติอุตสากรรมเมื่อ 200 ปีที่แล้ว มนุษย์จึงเริ่มละทิ้งการอยู่ในที่แจ้ง แล้วเข้ามาเป็นหนุ่มโรงงาน-สาวโรงงานกัน ก่อนที่งานบางส่วนจะค่อยๆ แปรรูปไปเป็นงานในออฟฟิศ

ช่วงเวลาที่เราเป็นนักล่าและชาวนานั้นกินเวลายาวนานกว่างานในโรงงานหลายเท่านัก

ผมจึงเชื่อว่า ร่างกายและจิตใจเบื้องลึกของเรายังโหยหาการขยับเขยื้อนเคลื่อนไหว โหยหาแสงอาทิตย์ โหยหากิจกรรมที่ทำให้เหงื่อออก

มนุษย์ไม่ได้ถูกวิวัฒนาการให้มานั่งตากแอร์หน้าจอคอมวันละ 10 ชั่วโมง ต่อด้วยการนอนไถมือถืออีก 2 ชั่วโมงแน่ๆ

ดังนั้น ถ้าอยากมีสุขภาพจิตที่ดี หาทางออกไปเจอแดด หาทางไปออกเหงื่อให้ได้ทุกวันนะครับ

—–

ติดตาม Anontawong’s Musings ทาง LINE: https://lin.ee/2VZMu59

เราควรดื่มน้ำวันละ 8 แก้วจริงหรือ

20200406

ความเชื่อเรื่องการดื่มน้ำวันละ 8 แก้ว น่าจะมีต้นตอมาจากบทความที่ตีพิมพ์เมื่อปี 1945 โดย National Academy of Sciences Food and Nutrition Board

บทความนี้ระบุว่า “โดยปกติ ปริมาณน้ำที่เหมาะกับร่างกายผู้ใหญ่คือ 2.5 ลิตรต่อวัน” (A suitable allowance of water for adults is 2.5 litres daily in most instances)

บทความนี้ยังระบุต่ออีกว่า “(น้ำ)ส่วนใหญ่อยู่ในอาหารที่เรารับประทาน” (most of this quantity is contained in prepared foods)

ผักอย่างกะหล่ำหรือมะเขือนั้นเป็นน้ำถึง 92% และกระบวนการเผาผลาญอาหารก็ผลิตน้ำขึ้นมาด้วยเช่นกัน

แต่เนื้อหาที่ว่าน้ำส่วนใหญ่นั้นอยู่ในอาหารที่เรารับประทานอยู่แล้ว กลับหายไปจากสารบบ และน้ำ 2.5 ลิตร ก็กลายร่างมาเป็นน้ำ 8 แก้วเพื่อให้ง่ายต่อการจดจำ

จริงๆ แล้วปริมาณน้ำที่เราควรดื่มในแต่ละวันขึ้นอยู่กับขนาดตัว กิจกรรมที่เราทำ และสภาพอากาศ การดื่มน้ำมากเกินไปนั้นอาจเป็นอันตรายได้ โดยเฉพาะคนที่เป็นโรคหัวใจ

แล้วเราควรดื่มน้ำเท่าไหร่จึงจะพอดี

คำตอบนั้นง่ายมาก – กระหายน้ำเมื่อไหร่ก็ดื่มเมื่อนั้น เพราะร่างกายของเรามีกลไกที่จะคอยตรวจสอบอยู่แล้วว่าน้ำในร่างกายของเรามีเพียงพอรึเปล่า ถ้ามันเริ่มไม่พอเมื่อไหร่ สมองก็จะสั่งให้ร่างกายรู้สึกกระหายน้ำทันที

ส่วนวิธีดูว่าแต่ละวันเราดื่มน้ำพอหรือยัง ก็คือการดูสีของปัสสาวะ ถ้าเป็นสีเหลืองอ่อนก็ถือว่าใช้ได้แล้วครับ

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก The Conversation: Do I have to drink eight glasses of water per day? We asked five experts 

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมวางแผงแล้วนะครับ ถ้าช่วงนี้ไม่สะดวกไปร้านหนังสือ ก็ซื้อได้ที่ whatisitpress.com ครับ

ติดตาม Anontawong’s Musings ทาง LINE: https://lin.ee/2VZMu59

เมื่อรู้ตัวว่าสมาธิสั้น ลองทำสิ่งเหล่านี้ดู

20200210c

ตอนนี้เราอยู่ในยุค attention economy

ทุกคน ทุกบริษัทล้วนเรียกร้องความสนใจ หรือ attention ของเรา ไม่ว่าจะเป็นโซเชียลมีเดีย พอดคาสท์ หรือผลิตภัณฑ์ต่างๆ

ใครดึงความสนใจของเราไปได้มากที่สุด ก็จะมีเงินเยอะที่สุด

เราจึงมีแนวโน้มที่จะกลายเป็นผู้ใหญ่สมาธิสั้น เพราะวันๆ เราเจอสิ่งเร้ามากมายเหลือเกิน

ผมเองก็ประสบปัญหาไม่ต่างกัน และก็หาทางต่อสู้กับความสมาธิสั้นนี้มาหลายปี เลยอยากแชร์วิธีการต่างๆ ที่บรรเทาอาการนี้ได้ครับ

– ปิด notifications บนมือถือให้มากที่สุด เหลือที่จำเป็นจริงๆ เท่านั้น ผมเองเปิดแค่เพียง reminder ของการนัดหมายและ Slack ซึ่งเป็นโปรแกรมแชทที่ที่ทำงานใช้กัน

– Uninstall/Disable social media app ในมือถือ ถ้าจะเข้าจริงๆ ก็เข้าผ่าน web browser เอา

– บนแล็ปท็อป เมื่อใช้ social media เสร็จแล้วก็ log out เสีย ทุกครั้งที่เรากลับมาเช็คด้วยความเคยชินจะได้มีเบรคให้ยับยั้งชั่งใจ

– เฝ้าระวัง “ชั่วขณะเล็กๆ” ที่เราจะตัดสินใจทำบางอย่าง ระหว่างสิ่งที่มีประโยชน์และสิ่งที่ไม่มีประโยชน์ ชั่วขณะเล็กๆ เหล่านี้เกิดขึ้นวันละเป็นร้อยครั้งและผลกระทบของมันอาจมีมากกว่าที่เราคิด

– หัดกลับมารู้เนื้อรู้ตัว รู้สึกตัวตอนหายใจ รู้สึกตัวตอนเดินไปไหนต่อไหน

Social media และสมาร์ทโฟนนั้นเป็นของที่มีประโยชน์ เป้าหมายของเราคือการเก็บเกี่ยวประโยชน์จากมันให้มากที่สุดโดยที่ให้มันเก็บเกี่ยวประโยชน์จากเราให้น้อยที่สุด

จงใช้มันแต่อย่าให้มันใช้เราครับ

—–

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการลดทอนสิ่งที่ไม่ใช่ออกไปจากชีวิต มีวางขายที่นายอินทร์ ซีเอ็ด B2S และ Kinokuniya แล้วนะครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ bit.ly/eitrreportingengineer