สิ่งที่ควรระลึกเวลารู้สึกผิดที่จะ Say No

เมื่อวานนี้ผมมีสอนเรื่อง Time Management ให้พนักงานใหม่

ผมพูดว่ามี productivity hacks สองข้อที่ทุกคนควรใส่ใจ

หนึ่งคือนอนให้เพียงพอ เพราะการนอนมักเป็นสิ่งแรกที่เรายอมแลกเมื่อมีเรื่องให้ต้องทำมากเกินไป แต่จริงๆ แล้วการนอนให้พอนั้นเป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับการมีวันที่ดีและการทำงานให้ได้ดี

ส่วนแฮ็คที่สองคือเราต้องหัด say no ให้เป็น

เราไม่ค่อยกล้าปฏิเสธใครเพราะเรากลัวจะดูเป็นคนไม่มีน้ำใจ แต่ถ้าเราไม่หัดปฏิเสธคนบ้างเลย สุดท้ายเราจะไม่ได้ทำเรื่องสำคัญสำหรับเรา เพราะเรามัวแต่ทำเรื่องสำคัญของคนอื่น

เวลาจะปฏิเสธนั้นไม่ใช่ทำอย่างไร้เยื่อใย เราต้องรู้จักมอบทางเลือกให้คนที่มาขอความช่วยเหลือด้วย เช่นต่อรองเรื่องเวลาว่าจะทำให้ได้เมื่อไหร่ หรือแนะนำคนอื่นที่อาจจะช่วยแทนเราได้

อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน คือเราต้องแยกแยะให้ออกว่าการปฏิเสธคำขอกับการปฏิเสธตัวตนของคนที่ขอนั้นไม่เหมือนกัน

เวลาใครมาขอให้เราช่วยอะไร เขากำลัง “ขาย” อะไรบางอย่าง อาจจะเป็นไอเดีย อาจจะเป็นงาน อาจจะเป็นเป้าหมาย ถ้าเขาขายเราสำเร็จ เราก็ต้อง “ซื้อ” ไอเดียนั้น ซึ่งไม่ใช่การซื้อด้วยเงิน แต่เป็นการซื้อด้วยเวลา

ดังนั้น ก่อนที่เราจะจ่ายเวลาอันมีค่าออกไป ลองคิดให้ดีว่าเราอยากซื้อไอเดียนั้นจากเขาจริงรึเปล่า ถ้าไม่อยากซื้อ เราก็ยังไม่จำเป็นต้องจ่าย และการที่เราปฏิเสธข้อเสนอก็เป็นคนละเรื่องกับการปฏิเสธคนที่มาเสนอ – denying a request is not the same thing as denying the person making the request.

เมื่อเราแยกแยะได้ระหว่างสิ่งที่ขอกับตัวตนของคนที่ขอ เราก็จะมีความกล้ามากขึ้นที่จะปฏิเสธคำขอนั้นอย่างนุ่มนวลและด้วยความเคารพ และยังรักษาสัมพันธภาพอันดีเอาไว้ได้

เรียนรู้ที่จะ say no แล้วเราจะจัดการชีวิตได้ดีขึ้นครับ

วางแผนรับมือกับตัวเราในอนาคต

ซุนวูว่าไว้ รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง

สาเหตุที่เราไปไม่ถึงเป้าหมาย เพราะเราไม่รู้เขาดีพอ

เขาในที่นี้คือตัวเราในอนาคต

ตัวเราตอนวางแผนกับตัวเราตอนเจอสถานการณ์จริงนั้นเป็นคนละคนกัน

ตัวเราตอนวางแผนจะรู้ว่าอะไรควร อะไรไม่ควร เราจึงตั้งเป้าหมายเสียดิบดีเพราะรู้ว่ามันจะนำพาสิ่งที่ดีมาให้

แต่ตัวเราตอนหน้างานนั้นมันไม่ได้สนใจอนาคต มันยึดความรู้สึก ณ ปัจจุบันเป็นหลัก

ยกตัวอย่างง่ายๆ สำหรับคนที่อยากออกไปวิ่ง

ตัวเราที่วางแผน: “พรุ่งนี้ชั้นจะตื่นตี 5 เพื่อออกไปวิ่ง”

ตัวเราตอนตื่นนอน: “ยังง่วงอยู่เลย ขอนอนต่ออีก 10 นาทีแล้วกัน”

ถ้าเรา “รู้เขา” ว่าตัวเราตอนตื่นนอนจะกดปุ่ม snooze แน่ๆ เราก็ควรจะวางแผนรับมือกับสถานการณ์นี้เอาไว้เลย เช่นเอามือถือไปไว้อีกฝั่งนึงของห้อง (ไม่ใช่วางไว้ข้างเตียง) ตอนที่นาฬิกาปลุกเราจึงต้องเดินไปกด ซึ่งอย่างน้อยมันน่าจะช่วยให้เราไม่นอนต่อได้

ตัวเราที่วางแผน: “วันนี้จะตั้งใจทำงานสามชิ้นนี้ให้เสร็จ!”

ตัวเราตอนเริ่มเบื่อๆ: “เข้า Facebook ดีกว่า”

ถ้ารู้เขาว่าเราชอบเข้า social media ระหว่างวัน ก็ลอง log out จาก social media ทุกอย่าง อย่างน้อยตอนกดเข้ามามันจะได้เกิดอาการชั่งใจบ้าง

ถ้ารู้ตัวว่าเอามือถือเข้าห้องน้ำแล้วจะไม่ได้อ่านหนังสือ ก็อย่าพกมือถือเข้าห้องน้ำ

ถ้ารู้ตัวว่าเล่นเน็ตตอนกลางคืนแล้วนอนดึกดื่นทุกที ก็ให้เสียบอุปกรณ์ทิ้งไว้นอกห้องนอน

ถ้ารู้ตัวว่ามีขนมอยู่ใกล้มือแล้วจะกินแล้วก็มาบ่นว่าตัวเองอ้วน ก็หาผลไม้ที่หยิบกินง่ายๆ มาไว้ใกล้มือแทน

ตัวเราในตอนนี้กับตัวเราในอนาคตคือคนละคนกัน

วางแผนรบกับตัวเราในอนาคตเอาไว้ให้ดี

แล้วโอกาสชนะจะมีมากกว่านี้ครับ

ถ้าไม่สบายใจให้เขียนใส่กระดาษ

ถ้าคิดอะไรไม่ออกให้เขียนใส่กระดาษ

ถ้าโกรธใครก็ให้เขียนใส่กระดาษ

ดินสอกับกระดาษนั้นเหมือนมีมนต์ มันช่วยให้สมองเราโล่งขึ้นได้ ช่วยให้ใจเราเบาขึ้นได้

เราสามารถนั่งคุยกับมันเป็นชั่วโมงโดยไม่ต้องกังวลว่ามันจะรำคาญเรารึเปล่า

“Paper has more patience than people.”
-Anne Frank*

มีอะไรขมุกขมัวอย่าทิ้งเอาไว้ในหัว

เขียนมันออกมาแล้วความคลี่คลายจะปรากฏครับ

ใช้เลข 6 นำทางชีวิต

เมื่อเช้าตอนผมไปวิ่งรอบหมู่บ้าน ก็คิดขึ้นมาได้ว่า

ถ้าวิดพื้นได้ 60 ที
และวิ่งเพซ 6 ได้ 60 นาที*

เราก็น่าจะฟิตกว่าคนส่วนใหญ่ในรุ่นเดียวกันแล้ว

แล้วก็คิดต่ออีกว่า มีอะไรที่เกี่ยวกับเลข 6 อีกบ้างที่เราควรทำ

ตื่นก่อน 6 โมงเช้า ทำให้เราเริ่มวันได้เป็นอย่างดี

ไม่กินข้าวหลัง 6 โมงเย็น ทำให้เรามีสุขภาพที่ดี

เขียนไดอารี่วันละ 60 วินาที ด้วยการพิมพ์ลง notepad ทำให้เราจดเรื่องสำคัญในชีวิตและเห็นแพทเทิร์นว่าแต่ละช่วงเรารู้สึกอย่างไร

อ่านหนังสือวันละ 6 หน้า เป็นสิ่งที่ใครๆ ก็ทำได้ เดือนนึงอ่านจบเล่มนึงก็ยังดี (หนังสือคงมีมากกว่า 180 หน้า แต่ถ้าเราอ่านทุกวัน บางวันมันก็จะอ่านได้มากกว่า 6 หน้าโดยปริยาย)

ดื่มน้ำวันละ 6 แก้ว – เรารู้กันดีว่าควรดื่มน้ำวันละ 8 แก้ว แต่ปริมาณน้ำอีก 2 แก้วมันอยู่ในอาหารที่เราทานอยู่แล้ว

เช็คเมลไม่เกินวันละ 6 ครั้ง มากกว่านี้อาจเรียกว่าจับจด

เช็ค social media ไม่เกินวันละ 6 ครั้ง ถ้ามากกว่านี้อาจเป็นสัญญาณว่าเราอาจกำลังไม่มีความสุขกับงาน/ชีวิตส่วนตัว

ใช้เวลากับคนที่เรารักสัปดาห์ละ 60 นาที – 60 นาทีกับแฟน, 60 นาทีกับลูกๆ 60 นาทีกับพ่อแม่ – ทั้งสามอย่างนี้ควรเป็นขั้นต่ำ น้อยกว่านี้อาจต้องเริ่มถามตัวเองแล้วว่า priorities เราถูกต้องแล้วรึยัง

กันเวลาไว้ทำโปรเจ็คพิเศษของเราอย่างจริงจังวันละ 60 นาที แล้วทำให้ได้ 60 วันติดต่อกัน แล้วลองดูซิว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น ตอนที่ผมเริ่มเขียนบล็อกอย่างจริงจังเมื่อปี 2015 ผมก็ทำอะไรแบบนี้จนบล็อกมี 2,000 กว่าบทความแล้ว

ดูลมหายใจวันละ 60 วินาที กลับมาอยู่กับตัวเองบ้าง เป็นไปได้ยังไงที่เราจะใช้ชีวิตช่วงลืมตาถึงวันละ 60,000 กว่าวินาทีโดยไม่เคยมีเวลาอยู่กับตัวเองแค่ 60 วินาทีเลย

มีอะไรที่เกี่ยวกับเลข 6 อีก นำเสนอกันเข้ามาได้นะครับ


*เพซ 6 แปลว่า วิ่ง 1 กิโลเมตรใช้เวลา 6 นาที

ปรับปรุงสิ่งที่เราทำอยู่ทุกวัน

ครั้งหนึ่งที่ผมไปขูดหินปูน หมอฟันขูดเสร็จแล้วก็ถือชุดฟันจำลองมาสาธิตให้ดูว่าควรแปรงฟันอย่างไรเพื่อให้ฟันสะอาด ผมนอนดูไปก็อดขำและอายไม่ได้ว่าอายุปูนนี้แล้วเรายังต้องให้คนมาสอนแปรงฟันอีก ต่อมาผมก็ได้อ่านเรื่องราวคล้ายๆ กันที่อาจารย์เกดแห่งเพจเกตุวดี Marumura ถูกคุณหมอสอนให้แปรงฟันซี่ละ 20 ครั้ง

โทนี่ รอบบินส์ (Tony Robbins) เป็นหนึ่งในโค้ชที่ดังที่สุดในโลก เขาใช้ชีวิตอย่างมีพลังและกินแต่ของที่มีประโยชน์ อาหารที่โปรดปรานและกินเป็นประจำคือปลาทูน่าและปลา swordfish แต่แล้ววันหนึ่งภรรยาก็รู้สึกว่าโทนี่เริ่มมีอาการหลงๆ ลืมๆ และหงุดหงิดง่ายกว่าปกติ เมื่อได้ตรวจกับหมอถึงพบว่าโทนี่มีสารปรอทในร่างกายสูงลิบลิ่วจนเป็นอันตรายถึงชีวิต ซึ่งสารปรอทเหล่านี้ก็สั่งสมมาจากปลาที่โทนี่กินประจำนั่นเอง

ที่ทำงานเก่าของผมเคยเชิญวิทยากรมาพูดเรื่องการจัดท่าทางต่างๆ ให้เหมาะสม ทั้งตอนนั่งเก้าอี้ทำงาน ตอนเดิน ตอนนอน หรือแม้กระทั่งตอนลุกขึ้นจากเตียง คนที่ลุกจากเตียงด้วยการเอี้ยวตัวขึ้นทางซ้ายหรือขวาติดต่อกันหลายสิบปีมีโอกาสที่กระดูกสันหลังจะคดงอผิดรูปได้ วิธีลุกจากเตียงที่จะไม่ทำให้กระดูกสันหลังเบี้ยวก็คือการนอนคว่ำแล้วใช้มือยันขึ้นมา

อะไรก็ตามที่เราทำเป็นกิจวัตร ไม่ว่าจะเป็นตอนนอน ตอนอาบน้ำ ตอนกินข้าว ตอนนั่งทำงาน ตอนเดินทาง นี่คือพื้นที่และโอกาสที่เราจะทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้นได้ แต่เรามักจะเลยเพราะคิดว่ามันเป็นเรื่องเล็กๆ

แต่ถ้าใครเข้าใจถึงพลังของ compound interest เราจะรู้ว่าสิ่งที่เราทำเป็นกิจวัตรนี่แหละที่จะส่งผลกระทบกับเราได้อย่างมหาศาลในระยะยาวครับ

กฎ 4 ข้อสำหรับการกิน

สุขภาพที่ดีนั้นมีอยู่สามขา คือ กินให้ดี ออกกำลังกาย และพักผ่อนให้เพียงพอ (Eat, Move, Sleep)

ในความเห็นของผม การนอนสำคัญที่สุด รองลงมาคือการกิน สุดท้ายคือการออกกำลังกาย

เรื่องการกินนั้นเราถูกสอนมาแต่เด็กว่าให้กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ แต่เหมือนเราจะยังไม่รู้จักวิธีการกินอย่างถูกต้อง คนจำนวนไม่น้อยจึงคอเลสเตอรอลเกิน 200 ตั้งแต่อายุยี่สิบกว่าๆ และชอบหลอกตัวเองเองด้วยการงดของหวานมันก่อนตรวจสุขภาพประจำปี พอเจาะเลือดเสร็จแล้วเย็นนั้นค่อยไปฉลองด้วยการกินหมูกระทะ

กฎ 4 ข้อสำหรับการกินมีดังนี้

  1. กินเมื่อหิว
  2. กินในสิ่งที่ร่างกายต้องการ
  3. กินแต่ละคำอย่างมีสติ
  4. หยุดกินเมื่อร่างกายบอกว่าพอแล้ว

กินเมื่อหิว – ในหนังสือ “ยิ่งหิว ยิ่งสุขภาพดี” บอกไว้ว่าเมื่อใดที่ร่างกายหิว มันจะหลั่ง growth hormone ออกมาซึ่งจะทำให้ร่างกายเราดูอ่อนเยาว์ ความหิวยังทำให้เรามีสมาธิกับการทำงานมากขึ้น กระแส IF (Intermittent Fasting) หรือการอดอาหารนั้นจึงมาแรงเพราะเชื่อว่าจะทำให้ productive มากขึ้น

กินในสิ่งที่ร่างกายต้องการ – ไม่ใช่สิ่งที่กิเลสต้องการ หากสังเกตตัวเองอยู่บ้าง สิ่งที่กิเลสต้องการนั้นทำให้เราสุขใจได้เดี๋ยวเดียว แต่ทำให้ร่างกายเป็นทุกข์ได้หลายชั่วโมง ถ้าคุณกินขนมขบเคี้ยวเยอะๆ ตอนบ่ายพลังงานจะตกอย่างเห็นได้ชัด

กินแต่ละคำอย่างมีสติ – บางทีเราก็กินอย่างเร่งรีบ หรือกินไปเล่นมือถือไปจนแทบไม่รับรู้รสชาติอาหารและเคี้ยวไม่ละเอียด เลยเสียโอกาสที่จะเอ็นจอยอาหารอร่อยๆ และรังแกกระเพาะและลำไส้ให้ทำงานหนักขึ้น

หยุดกินเมื่อร่างกายบอกว่าพอแล้ว – พระท่านว่าฉันให้อิ่มเพียง 80% แล้วค่อยดื่มน้ำตามก็จะอิ่มพอดี และจริงๆ แล้วร่างกายกับสมองจะมี lag กันเล็กน้อย เมื่อท้องบอกว่าอิ่มแล้ว กว่าสัญญาณนั้นจะส่งไปถึงสมองก็กินเวลาหลายนาทีอยู่ ดังนั้นการหยุดกินก่อนที่จะอิ่มจึงเป็นเรื่องที่ควรทำ

กินเมื่อหิว กินสิ่งที่ร่างกายต้องการ กินอย่างมีสติ และหยุดกินตอนใกล้จะอิ่ม

มากินอย่างคนฉลาดเพื่อสุขภาพของตัวเองกันครับ


ขอบคุณข้อมูลส่วนหนึ่งจากหนังสือ เงินหรือชีวิต Your Money or Your Life by Vicki Robin

ความสม่ำเสมอสำคัญกว่าความกระตือรือร้น

สิ้นเดือนที่หนึ่งของปี 2021 แล้ว

ใครมี New Year’s Resolutions ที่กำลังหลุดลอยขอให้ยกมือขึ้น!

ทุกต้นปีเราจะมีเป้าหมายใหม่ๆ ที่แสนเร้าใจและชวนเราออกไปแตะขอบฟ้า

แต่เมื่อกลับมาเจอชีวิตจริงที่ต้องเข้าออฟฟิศ เจองานด่วนงานแทรก ไหนจะสิ่งล่อตาล่อใจอีกมากมาย ความเป็นไปได้ที่จะบรรลุเป้าหมายอันยิ่งใหญ่ก็ลดน้อยถอยลง

ใครที่คิดว่าปีนี้จะเหมือนกับปีก่อนๆ ที่ฮึดได้แค่ไม่กี่สัปดาห์แล้วก็เข้าอีหรอบเดิม ขอให้ท่องประโยคนี้เอาไว้:

ความสม่ำเสมอสำคัญกว่าความกระตือรือร้น

ตอนต้นปีเรามีความกระตือรือร้นมากมาย แต่ความกระตือรือร้นนั้นมาแล้วก็ไป พึ่งพาได้ไม่นาน

สิ่งที่พึ่งพาได้มากกว่าคือความสม่ำเสมอ

ถ้าอยากลดน้ำหนัก การเข้าฟิตเนสรวดเดียว 10 ชั่วโมงคงไม่ได้พาเราไปสู่เป้าหมาย แต่การเข้าฟิตเนสคราวละ 20 นาทีทุกวันตลอด 1 เดือน รวมเวลาออกกำลังกายก็ 10 ชั่วโมงเท่ากันแต่ผลลัพธ์ย่อมต่างกันและมีโอกาสจะยืนระยะได้นานกว่า

ความสม่ำเสมอจึงสำคัญกว่าความกระตือรือร้น

ไม่ต้องทำอะไรยิ่งใหญ่ ไม่ต้องใช้ motivation อะไรมากมาย แค่ทำเรื่องเดิมๆ ซ้ำๆ ที่เรารู้ว่าอยู่แก่ใจว่ากำลังพาเราไปในทิศทางที่ถูกต้อง

ใจเย็นๆ อย่ารีบร้อน หัดเป็นคนที่รอได้

แล้วขอบฟ้าไหนก็ไม่ไกลเกินเอื้อมครับ

3 สิ่งที่ทำได้ตอนโกรธใครขึ้นมา

เราทุกคนรู้ว่าการทำอะไรตอนโกรธนั้นมักได้ผลเสียตามมา ซึ่งอาจกระทบกับการงานและความสัมพันธ์จนยากเกินเยียวยา

ถ้ารู้ตัวว่าโกรธแต่อดไม่ได้ แถมคนที่ทำให้โกรธก็อยู่ตรงหน้าเราอีก วันนี้ผมมีสาม 3 ขั้นตอนที่น่าจะช่วยให้ความโกรธทำร้ายเราได้น้อยลงครับ

  1. แบมือ เวลาโกรธเราจะกำมือแน่นโดยอัตโนมัติ ลองแบมือดูแล้วอารมณ์ของเราจะเบาลงโดยอัตโนมัติเช่นกัน (ลองถามตัวเองก็ได้ว่าเคยแบมือโกรธใครรึเปล่า)
  2. คลายไหล่ เวลาโกรธ ไหล่เราก็จะเกร็งโดยอัตโนมัติเช่นกัน ลองผ่อนคลายหัวไหล่ดูแล้วความรู้สึกตึงๆ ของเราจะลดลง
  3. พูดให้ช้าลง เวลาโกรธเราจะพูดเร็วและพูดเสียงดังขึ้นอย่างชัดเจน แต่ถ้าเราพอทำไหว ลองพูดให้ช้ากว่าปกติ เนิบๆ อารมณ์ของเราก็จะพลุ่งพล่านไม่ค่อยออก

แบมือ คลายไหล่ พูดช้าๆ แล้วเราอาจจะผ่านช่วงเวลาตาต่อตาฟันต่อฟันได้โดยไม่มีใครได้รับบาดเจ็บครับ


ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ Life Hacks มูฟออนชีวิตเริ่มคิดแบบเล็กๆ

จุดอ่อนของสภาวะ Flow

“Flow” คือสภาวะของการที่เราอินกับกิจกรรมตรงหน้าจนลืมเวลา

คนที่เสนอคอนเซ็ปต์ Flow มีนามว่า Mihaly Csikszentmihaly (อ่านว่า มีไฮ ชิกเซ็นมีไฮ) นักจิตวิทยาสัญชาติอเมริกัน-ฮังกาเรียน

ชิกเซ็นมีไฮบอกว่า Flow คือการมีสมาธิอยู่ในงาน ซึ่งงานนั้นจะต้องไม่ง่ายเกินไปและไม่ยากเกินไป

Flow จึงเปรียบเหมือนดินแดนมหัศจรรย์ที่หลายคนใฝ่ฝันจะได้ไปเยือน

แต่การเข้าสู่ Flow ก็อาจไม่ใช่เรื่องดีเสมอไป

เคยมีการทดลองให้นักเบสบอลซ้อมตีลูกกับเครื่องยิงลูกเบสบอล

การซ้อมแบบแรก เครื่องยิงถูกตั้งโปรแกรมให้ยิงลูกตรงสลับกับลูกโค้งด้วยแพทเทิร์นที่สม่ำเสมอ เช่นตรงสามครั้ง โค้งหนึ่งครั้ง

การซ้อมแบบที่สอง เครื่องยิงลูกถูกตั้งโปรแกรมให้ยิงแบบสุ่ม ตรงบ้าง โค้งบ้าง

นักเบสบอลบอกว่าการซ้อมแบบแรกนั้นเขาสนุกมาก รู้สึกว่าตัวเองตีได้ดี ได้เข้าสู่ Flow state ที่ทำให้เขาสนุกกับการซ้อมและมีความมั่นใจมากขึ้น

ส่วนการซ้อมแบบที่สองนั้น นักเบสบอลบอกว่าหงุดหงิดมากเพราะตีพลาดไปเยอะ

แต่สุดท้ายแล้ว โค้ชประเมินว่าการซ้อมแบบที่สองต่างหากที่ทำให้นักเบสบอลเก่งขึ้นได้เร็วกว่า

เพราะการเรียนรู้จะเกิดขึ้นตอนที่นักเรียนรู้สึกว่าไม่เก่ง (Learning almost always involves incompetence)

ดังนั้นการพาตัวเองไปสู่จุดที่เราต้อง struggle จึงเป็นเรื่องที่จำเป็น เพราะมันคือหนทางที่จะพาเราเลื่อนชั้นไปสู่ next level ได้

ดังนั้น ถ้าอยากเก่งขึ้น การเข้าสู่ Flow อาจเป็นอุปสรรคมากกว่าหนทางครับ

—–

ขอบคุณเนื้อหาบางส่วนจากหนังสือ The Practice by Seth Godin

หลุดแล้วอย่าหลุดยาว

ถ้าวันนี้ตั้งใจจะออกกำลังกายแล้วไม่ได้ออก ก็กลับมาออกพรุ่งนี้ อย่ากลับมาออกเดือนหน้า

ถ้าเมื่อคืนทะเลาะกัน ก็รีบขอโทษเสียแต่วันนี้ อย่าปล่อยให้หมางใจกันนานเป็นปี

ถ้าวันนี้เผลอทำสิ่งที่เคยตั้งใจไว้ว่าจะไม่ทำ พรุ่งนี้ก็อย่าทำอีก ไม่ใช่ทำซ้ำจนกลับไปสู่นิสัยแย่ๆ ตามเดิม

เมื่อเราหลุดอะไรแล้ว ให้รีบกลับมาแก้ไข ถ้าปล่อยให้เนิ่นช้าเกินไป จะกลับมาลำบาก

เจ็ดวันเว้นดีดซ้อม ดนตรี
อักขระห้าวันหนี เนิ่นช้า
สามวันจากนารี เป็นอื่น
วันหนึ่งเว้นล้างหน้า อับเศร้าศรีหมอง

คนเราไม่ได้เพอร์เฟ็คท์ มีผิด มีหลุด มีพลาดได้

พลาดแล้วรีบแก้แล้วจะง่าย

แต่ถ้าพลาดแล้วปล่อยไว้ New Year’s Resolutions จะพังทลาย ความฝันที่มีจะหนีหาย

และชีวิตดีๆ ที่ควรมีได้ก็จะห่างไกลเท่าเดิมครับ


ขอบคุณประกายความคิดจาก James Clear 3-2-1: On maturity, how to do exceptional work, and the connectedness of things