แรงบันดาลใจนั้นอายุสั้นนิดเดียว

ซึ่งนั่นย่อมมีนัยอย่างน้อยสองประการ

หนึ่ง เมื่อเกิดแรงบันดาลใจ เราควรลงมือทำอะไรสักอย่างทันที เพราะนี่คือนาทีทองที่เราจะเริ่มต้น และเมื่อได้เริ่มจนเกิดเป็น momentum แล้วทุกอย่างจะง่ายขึ้น เหมือนการเข็นรถที่จอดซ้อนคันที่จะยากที่สุดตอนแรกเสมอ

เหตุผลที่ผมเริ่มเขียนบล็อกจริงจังเมื่อต้นปี 2015 ก็เกิดจากแรงบันดาลใจจากหนังสือสองเล่มคือ “คิดจะไปดวงจันทร์ อย่าหยุดแค่ปากซอย” ของพี่แท็ป รวิศ หาญอุตสาหะ และ “มองไกลบนไหล่ยักษ์” ของพี่บอย วิสูตร แสงอรุณเลิศ ที่ได้อ่านช่วงหยุดปีใหม่ที่กาญจนบุรี พอกลับถึงกรุงเทพปุ๊ปก็ทำเลย ถ้าตอนนั้นผมทอดเวลาไปอีก 2-3 วัน ก็เป็นไปได้ว่าจะไม่มีบล็อก Anontawong’s Musings ที่ดำเนินมาถึงหกปีอย่างทุกวันนี้

สอง – inspiration หรือแรงบันดาลใจนั้นมักจะผูกกับ willpower หรือพลังใจ นั่นก็คือ เมื่อเรามีแรงบันดาลใจ เราก็จะมีพลังใจสูงตามไปด้วย แต่ทั้งสองอย่างนี้ก็อายุสั้นพอๆ กัน นี่คือเหตุผลที่ New Year’s Resolutions มักจะไม่เวิร์ค เพราะเมื่อ inspiration และ willpower มาเต็ม เราก็คิดว่าตัวเองจะทำอะไรก็ได้ จึงตั้งเป้าหมายไว้แสนเร้าใจแต่ไม่ยั่งยืน เมื่อเวลาผ่านไป แรงบันดาลใจหมด willpower ก็ลดตาม อุปสรรคเล็กหรือใหญ่ก็กลายเป็นเหตุผลหรือข้ออ้างให้เราไม่ได้ทำสิ่งที่เรารู้ดีว่าควรทำ

เมื่อเกิดรแรงบันดาลใจเราจึงไม่ควรตั้งเป้าหมายที่ยากนัก เราควรตั้งเป้าหมายให้ง่ายๆ แล้วใช้เวลาไปกับการสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมและ routine ที่ดีเพื่อที่เราจะได้ทำเป้าหมายนั้นโดยอาศัย willpower ให้น้อยที่สุด

ตอนที่ผมเริ่มเขียนบล็อก ผมตั้งเป้าหมายไว้แค่ว่าจะเขียนบล็อกวันละตอนติดกันสามวัน พอครบสามวันก็เพิ่มเป็นหนึ่งสัปดาห์ แล้วค่อยๆ เขยิบเป้าหมายนั้นออกไปเรื่อยๆ จนวันนี้การเขียนบล็อกกลายเป็นกิจวัตรประจำวันทุกเช้าเหมือนการแปรงฟันไปแล้ว

แรงบันดาลใจนั้นมีอายุสั้น เราจึงควรลงมือทำทันทีและตั้งเป้าหมายให้ง่ายเข้าไว้

เราจะได้ทำสิ่งที่ควรทำโดยไม่ต้องพึ่งพาแรงบันดาลใจครับ

ทำไมรวยแล้วถึงยังหยุดไม่ได้

สมมติว่ามีชายสามคนมีอาชีพทำมาค้าขายเหมือนกัน

นาย A เดือนแรกได้กำไร 200,000 บาท เดือนถัดมาขาดทุน 40,000 บาท

นาย B เดือนแรกได้กำไร 150,000 บาท เดือนถัดมาเท่าทุน

นาย C เดือนแรกได้กำไร 70,000 บาท เดือนถัดมาได้กำไรอีก 70,000 บาท

คุณคิดว่าใครมีความสุขมากที่สุด?

คำตอบน่าจะเป็นนาย C แม้จะมีกำไรรวมน้อยที่สุด

ส่วนนาย A แม้จะได้กำไรรวม 160,000 บาท แต่ก็อาจจะเป็นคนที่มีความสุขน้อยที่สุดเพราะเพิ่งขาดทุนมาหมาดๆ

สมองคนเรานั้นถนัดกับการคิดแบบสัมพัทธ์ (relative) มากกว่าสัมบูรณ์ (absolute)

เราไม่เคยมานั่งหักลบกลบหนี้หรอกว่าตั้งแต่เราเรียนจบมาเรา “กำไร” มาแล้วเท่าไหร่ อารมณ์ความรู้สึกของเรานั้นขึ้นอยู่กับสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ สัปดาห์นี้ หรือเดือนนี้เป็นหลัก

ความรู้สึก “ชนะ” จึงไม่ได้เกิดจาก “กำไรสะสม” มากเท่ากับ “ผลลัพธ์ครั้งล่าสุด”

ดังนั้น แม้ว่าบางคนจะร่ำรวยและมี net worth สูงอยู่แล้ว มันก็ไม่ได้มีความหมายเท่ากับว่าเขาสามารถ “ชนะ” ได้อีกในครั้งถัดไปรึเปล่า (ส่วน “ชนะ” นั้นจะนิยามอย่างไรก็ได้ ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องตัวเงินเสมอไป)

เมื่อเข้าใจว่าสมองคนเราทำงานแบบสัมพัทธ์เป็นหลัก เราก็สามารถนำความรู้นี้มาใช้ให้เกิดประโยชน์

เพราะความสุขไม่ได้ไหลมาเทมามาในวันที่เราเก็บเงินได้ถึง 1 ล้านบาท แต่มันค่อยๆ รวยระรินในเวลาที่เราได้ทำอะไรบางอย่างเพื่อสร้างความก้าวหน้าให้กับตัวเองในวันนี้

ไม่มีความจำเป็นต้องรอถึงวันที่ฝันเป็นจริง

แค่รู้ตัวว่ากำลังเดินเข้าใกล้มันขึ้นอีกนิดก็ฟินได้แล้ว

วิธีสอนลูกน้องให้ได้ผล

สมัยก่อนผมเป็นคนผูกเนคไทไม่เป็นยันเรียนจบปริญญาตรี

ถ้าต้องไปงานที่ต้องผูกเนคไท ก็จะให้เพื่อนผูกให้เสมอ

เพื่อนพยายามสอนผมอยู่หลายรอบ แต่เนื่องจากไม่ได้มีโอกาสออกงานบ่อยๆ พอถึงเวลาต้องใช้งานเลยจำไม่ได้ ก็เลยให้เพื่อนผูกให้เหมือนเดิม แถมยังแอบภูมิใจนิดๆ ด้วยว่าอยู่มาจนบัดนี้ก็ยังไม่มีใครสอนเราให้ผูกเนคไทเป็น

วันหนึ่งผมเรียนจบแล้ว ไปงานเลี้ยงกับอาจารย์พิมาน ลิมปพยอม เป็นงานที่ต้องผูกเนคไทเช่นกัน

ผมใช้ท่าเดิมด้วยการเอ่ยปากขอให้อาจารย์ผูกเนคไทให้หน่อย และด้วยความเป็นอาจารย์ เขาก็ผูกไปสอนไป ไม่ต่างอะไรกับที่เพื่อนเคยทำให้ดู

แต่พอผมยื่นมือจะไปรับเนคไทมาคล้องคอ อาจารย์ก็คลายเนคไทออกแล้วพูดว่า “Now, you do it.” (อาจารย์จะพูดคุยกับนักศึกษาเป็นภาษาอังกฤษเสมอ)

“ซวยละ” ผมคิดในใจ แล้วก็ยืนผูกตรงนั้นโดยมีอาจารย์พิมานมองอยู่ ทำผิดๆ ถูกๆ แต่อาจารย์ก็ช่วยไกด์ให้ สุดท้ายผมก็ผูกเนคไทได้ด้วยตัวเองเป็นครั้งแรก และไม่เคยลืมวิธีผูกเนคไทอีกเลย

เหตุการณ์คราวนั้นทั้งประทับใจและฝังใจ เวลาผมจะสอนงานน้องในทีมเลยใช้วิธีเดียวกัน

เช่นเวลาน้องใช้สูตร vlookup() ใน Excel หรือ Google Sheets ไม่เป็น ผมก็จะเขียนสูตรให้ดูและอธิบายทีละตัวว่ามันหมายความว่ายังไง พอเขียนสูตรเสร็จเรียบร้อยและได้ผลลัพธ์ที่ต้องการแล้ว ผมก็จะลบสูตรทิ้งแล้วให้น้องลองเขียนให้ดูสดๆ

เวลาผมสอน OKR (Objectives & Key Results) ให้กับพนักงานใหม่ก็เช่นกัน เมื่ออธิบายความหมายและโชว์ตัวอย่างให้ดูแล้ว ผมก็จะให้ทุกคนเขียน OKR ของตัวเอง แล้วให้เขาเล่าให้ฟังว่าทำไมถึงเขียน OKR อย่างนี้

เมื่อเราได้ฟังและได้ดู เราจะคิดเข้าข้างตัวเองว่าเราเข้าใจแล้ว

ต่อเมื่อได้ลงมือทำเท่านั้น เราถึงจะพบว่าจริงๆ แล้วเรายังไม่เข้าใจอีกหลายจุด

นี่คือกระบวนการการเรียนรู้ที่ทุกคนต้องผ่าน ถ้าอยากให้การเรียนรู้นั้นมันเกิดผลและอยู่กับเราอย่างคงทน ไม่ว่าจะเป็นการเขียน OKR ผูกสูตร vlookup หรือผูกเนคไท

นึกแล้วก็รู้สึกขอบคุณอาจารย์พิมานไม่หาย

ลองนำไปปรับใช้กันดูนะครับ

เดินเข้าหาทุกข์แล้วจะเจอสุข

โดยธรรมชาติของมนุษย์ เราจะวิ่งหนีความทุกข์และกระโจนเข้าหาความสุข

แต่ชีวิตนั้นก็ย้อนแย้ง หลายอย่างที่นำมาซึ่งความทุกข์ในตอนนี้ กลับนำเราไปสู่เรื่องดีๆ ในภายภาคหน้า

ทุกข์ใจกับการเข็นตัวเองลุกจากเตียงไปวิ่งตอนเช้าตรู่ เพื่อจะได้มีความสุขกับร่างกายที่แข็งแรง

ทุกข์ใจกับการอยากซื้อแล้วไม่ได้ซื้อ อยากกินแล้วไม่ได้กิน เพื่อจะได้มีความสุขกับการมีเงินพอกินพอใช้

ทุกข์ใจกับการบอกคู่รักตรงๆ ว่าเราไม่พอใจเรื่องอะไรจนอาจมีปากมีเสียงกัน แต่สุดท้ายก็นำไปสู่การปรับตัวและการเป็นคู่รักที่ดีขึ้นของทั้งคู่

เมื่อเรากล้าเดินเข้าหาความทุกข์ เราจะพบความสุขที่ยั่งยืนครับ

ถ้ากลับโจทย์เราจะหาคำตอบได้ง่ายขึ้น

เช่น สมมติว่าเราเป็นหัวหน้ามือใหม่ และไม่แน่ใจว่าต้องทำตัวอย่างไรถึงจะเป็นหัวหน้าที่ดีได้

ลองพลิกโจทย์ใหม่ว่า เราจะเป็นหัวหน้าที่แย่สุดๆ ได้อย่างไร

  • ถือตนว่าอยู่เหนือกว่าลูกน้อง
  • เจ้าอารมณ์ เอาตัวเองเป็นใหญ่
  • ไม่รักษาคำพูด
  • ด่าลูกน้องในที่สาธารณะ
  • ไม่โค้ชลูกน้องเลย
  • ลำเอียง เลือกที่รักมักที่ชัง
  • เอาดีใส่ตัว เอาชั่วใส่คนอื่น

การลิสต์ว่าหัวหน้าที่แย่นั้นเป็นอย่างไร เราทำได้ง่ายกว่ามาก

เพราะบางทีเราก็ไม่รู้หรอกว่าสิ่งที่ถูกต้องคืออะไร แต่เราจะค่อนข้างมั่นใจว่าสิ่งที่ไม่ถูกต้องคืออะไร

เมื่อเรารู้ว่าสิ่งใดไม่ถูกต้อง เราก็แค่เลือกที่จะไม่ทำสิ่งนั้น

เหมือนคำพระที่ว่า พอไม่ผิดเดี๋ยวมันก็ถูกเอง

ลองดูอีกตัวอย่างหนึ่ง

เราจะมีสุขภาพที่ดีได้อย่างไร?

กลับโจทย์เป็น เราจะมีสุขภาพที่แย่สุดๆ ได้อย่างไร

  • ดื่มเหล้า
  • สูบบุหรี่
  • นอนดึก
  • ไม่ออกกำลังกาย
  • กินแต่ของไม่มีประโยชน์
  • ปล่อยให้จิตใจขุ่นมัวอยู่เสมอ

แล้วก็เลิกทำเรื่องพวกนี้ซะ โดยอาจค่อยๆ เลิกทีละอย่างก็พอ เพราะถ้าเลิกพร้อมกันทีเดียวอาจจะยากเกินไปและไม่ยั่งยืน

โจทย์บางอย่างในชีวิต ถ้ากลับโจทย์เราจะหาคำตอบได้ง่ายขึ้นครับ

สิ่งที่ควรระลึกเวลารู้สึกผิดที่จะ Say No

เมื่อวานนี้ผมมีสอนเรื่อง Time Management ให้พนักงานใหม่

ผมพูดว่ามี productivity hacks สองข้อที่ทุกคนควรใส่ใจ

หนึ่งคือนอนให้เพียงพอ เพราะการนอนมักเป็นสิ่งแรกที่เรายอมแลกเมื่อมีเรื่องให้ต้องทำมากเกินไป แต่จริงๆ แล้วการนอนให้พอนั้นเป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับการมีวันที่ดีและการทำงานให้ได้ดี

ส่วนแฮ็คที่สองคือเราต้องหัด say no ให้เป็น

เราไม่ค่อยกล้าปฏิเสธใครเพราะเรากลัวจะดูเป็นคนไม่มีน้ำใจ แต่ถ้าเราไม่หัดปฏิเสธคนบ้างเลย สุดท้ายเราจะไม่ได้ทำเรื่องสำคัญสำหรับเรา เพราะเรามัวแต่ทำเรื่องสำคัญของคนอื่น

เวลาจะปฏิเสธนั้นไม่ใช่ทำอย่างไร้เยื่อใย เราต้องรู้จักมอบทางเลือกให้คนที่มาขอความช่วยเหลือด้วย เช่นต่อรองเรื่องเวลาว่าจะทำให้ได้เมื่อไหร่ หรือแนะนำคนอื่นที่อาจจะช่วยแทนเราได้

อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน คือเราต้องแยกแยะให้ออกว่าการปฏิเสธคำขอกับการปฏิเสธตัวตนของคนที่ขอนั้นไม่เหมือนกัน

เวลาใครมาขอให้เราช่วยอะไร เขากำลัง “ขาย” อะไรบางอย่าง อาจจะเป็นไอเดีย อาจจะเป็นงาน อาจจะเป็นเป้าหมาย ถ้าเขาขายเราสำเร็จ เราก็ต้อง “ซื้อ” ไอเดียนั้น ซึ่งไม่ใช่การซื้อด้วยเงิน แต่เป็นการซื้อด้วยเวลา

ดังนั้น ก่อนที่เราจะจ่ายเวลาอันมีค่าออกไป ลองคิดให้ดีว่าเราอยากซื้อไอเดียนั้นจากเขาจริงรึเปล่า ถ้าไม่อยากซื้อ เราก็ยังไม่จำเป็นต้องจ่าย และการที่เราปฏิเสธข้อเสนอก็เป็นคนละเรื่องกับการปฏิเสธคนที่มาเสนอ – denying a request is not the same thing as denying the person making the request.

เมื่อเราแยกแยะได้ระหว่างสิ่งที่ขอกับตัวตนของคนที่ขอ เราก็จะมีความกล้ามากขึ้นที่จะปฏิเสธคำขอนั้นอย่างนุ่มนวลและด้วยความเคารพ และยังรักษาสัมพันธภาพอันดีเอาไว้ได้

เรียนรู้ที่จะ say no แล้วเราจะจัดการชีวิตได้ดีขึ้นครับ

วางแผนรับมือกับตัวเราในอนาคต

ซุนวูว่าไว้ รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง

สาเหตุที่เราไปไม่ถึงเป้าหมาย เพราะเราไม่รู้เขาดีพอ

เขาในที่นี้คือตัวเราในอนาคต

ตัวเราตอนวางแผนกับตัวเราตอนเจอสถานการณ์จริงนั้นเป็นคนละคนกัน

ตัวเราตอนวางแผนจะรู้ว่าอะไรควร อะไรไม่ควร เราจึงตั้งเป้าหมายเสียดิบดีเพราะรู้ว่ามันจะนำพาสิ่งที่ดีมาให้

แต่ตัวเราตอนหน้างานนั้นมันไม่ได้สนใจอนาคต มันยึดความรู้สึก ณ ปัจจุบันเป็นหลัก

ยกตัวอย่างง่ายๆ สำหรับคนที่อยากออกไปวิ่ง

ตัวเราที่วางแผน: “พรุ่งนี้ชั้นจะตื่นตี 5 เพื่อออกไปวิ่ง”

ตัวเราตอนตื่นนอน: “ยังง่วงอยู่เลย ขอนอนต่ออีก 10 นาทีแล้วกัน”

ถ้าเรา “รู้เขา” ว่าตัวเราตอนตื่นนอนจะกดปุ่ม snooze แน่ๆ เราก็ควรจะวางแผนรับมือกับสถานการณ์นี้เอาไว้เลย เช่นเอามือถือไปไว้อีกฝั่งนึงของห้อง (ไม่ใช่วางไว้ข้างเตียง) ตอนที่นาฬิกาปลุกเราจึงต้องเดินไปกด ซึ่งอย่างน้อยมันน่าจะช่วยให้เราไม่นอนต่อได้

ตัวเราที่วางแผน: “วันนี้จะตั้งใจทำงานสามชิ้นนี้ให้เสร็จ!”

ตัวเราตอนเริ่มเบื่อๆ: “เข้า Facebook ดีกว่า”

ถ้ารู้เขาว่าเราชอบเข้า social media ระหว่างวัน ก็ลอง log out จาก social media ทุกอย่าง อย่างน้อยตอนกดเข้ามามันจะได้เกิดอาการชั่งใจบ้าง

ถ้ารู้ตัวว่าเอามือถือเข้าห้องน้ำแล้วจะไม่ได้อ่านหนังสือ ก็อย่าพกมือถือเข้าห้องน้ำ

ถ้ารู้ตัวว่าเล่นเน็ตตอนกลางคืนแล้วนอนดึกดื่นทุกที ก็ให้เสียบอุปกรณ์ทิ้งไว้นอกห้องนอน

ถ้ารู้ตัวว่ามีขนมอยู่ใกล้มือแล้วจะกินแล้วก็มาบ่นว่าตัวเองอ้วน ก็หาผลไม้ที่หยิบกินง่ายๆ มาไว้ใกล้มือแทน

ตัวเราในตอนนี้กับตัวเราในอนาคตคือคนละคนกัน

วางแผนรบกับตัวเราในอนาคตเอาไว้ให้ดี

แล้วโอกาสชนะจะมีมากกว่านี้ครับ

ถ้าไม่สบายใจให้เขียนใส่กระดาษ

ถ้าคิดอะไรไม่ออกให้เขียนใส่กระดาษ

ถ้าโกรธใครก็ให้เขียนใส่กระดาษ

ดินสอกับกระดาษนั้นเหมือนมีมนต์ มันช่วยให้สมองเราโล่งขึ้นได้ ช่วยให้ใจเราเบาขึ้นได้

เราสามารถนั่งคุยกับมันเป็นชั่วโมงโดยไม่ต้องกังวลว่ามันจะรำคาญเรารึเปล่า

“Paper has more patience than people.”
-Anne Frank*

มีอะไรขมุกขมัวอย่าทิ้งเอาไว้ในหัว

เขียนมันออกมาแล้วความคลี่คลายจะปรากฏครับ

ใช้เลข 6 นำทางชีวิต

เมื่อเช้าตอนผมไปวิ่งรอบหมู่บ้าน ก็คิดขึ้นมาได้ว่า

ถ้าวิดพื้นได้ 60 ที
และวิ่งเพซ 6 ได้ 60 นาที*

เราก็น่าจะฟิตกว่าคนส่วนใหญ่ในรุ่นเดียวกันแล้ว

แล้วก็คิดต่ออีกว่า มีอะไรที่เกี่ยวกับเลข 6 อีกบ้างที่เราควรทำ

ตื่นก่อน 6 โมงเช้า ทำให้เราเริ่มวันได้เป็นอย่างดี

ไม่กินข้าวหลัง 6 โมงเย็น ทำให้เรามีสุขภาพที่ดี

เขียนไดอารี่วันละ 60 วินาที ด้วยการพิมพ์ลง notepad ทำให้เราจดเรื่องสำคัญในชีวิตและเห็นแพทเทิร์นว่าแต่ละช่วงเรารู้สึกอย่างไร

อ่านหนังสือวันละ 6 หน้า เป็นสิ่งที่ใครๆ ก็ทำได้ เดือนนึงอ่านจบเล่มนึงก็ยังดี (หนังสือคงมีมากกว่า 180 หน้า แต่ถ้าเราอ่านทุกวัน บางวันมันก็จะอ่านได้มากกว่า 6 หน้าโดยปริยาย)

ดื่มน้ำวันละ 6 แก้ว – เรารู้กันดีว่าควรดื่มน้ำวันละ 8 แก้ว แต่ปริมาณน้ำอีก 2 แก้วมันอยู่ในอาหารที่เราทานอยู่แล้ว

เช็คเมลไม่เกินวันละ 6 ครั้ง มากกว่านี้อาจเรียกว่าจับจด

เช็ค social media ไม่เกินวันละ 6 ครั้ง ถ้ามากกว่านี้อาจเป็นสัญญาณว่าเราอาจกำลังไม่มีความสุขกับงาน/ชีวิตส่วนตัว

ใช้เวลากับคนที่เรารักสัปดาห์ละ 60 นาที – 60 นาทีกับแฟน, 60 นาทีกับลูกๆ 60 นาทีกับพ่อแม่ – ทั้งสามอย่างนี้ควรเป็นขั้นต่ำ น้อยกว่านี้อาจต้องเริ่มถามตัวเองแล้วว่า priorities เราถูกต้องแล้วรึยัง

กันเวลาไว้ทำโปรเจ็คพิเศษของเราอย่างจริงจังวันละ 60 นาที แล้วทำให้ได้ 60 วันติดต่อกัน แล้วลองดูซิว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น ตอนที่ผมเริ่มเขียนบล็อกอย่างจริงจังเมื่อปี 2015 ผมก็ทำอะไรแบบนี้จนบล็อกมี 2,000 กว่าบทความแล้ว

ดูลมหายใจวันละ 60 วินาที กลับมาอยู่กับตัวเองบ้าง เป็นไปได้ยังไงที่เราจะใช้ชีวิตช่วงลืมตาถึงวันละ 60,000 กว่าวินาทีโดยไม่เคยมีเวลาอยู่กับตัวเองแค่ 60 วินาทีเลย

มีอะไรที่เกี่ยวกับเลข 6 อีก นำเสนอกันเข้ามาได้นะครับ


*เพซ 6 แปลว่า วิ่ง 1 กิโลเมตรใช้เวลา 6 นาที

ปรับปรุงสิ่งที่เราทำอยู่ทุกวัน

ครั้งหนึ่งที่ผมไปขูดหินปูน หมอฟันขูดเสร็จแล้วก็ถือชุดฟันจำลองมาสาธิตให้ดูว่าควรแปรงฟันอย่างไรเพื่อให้ฟันสะอาด ผมนอนดูไปก็อดขำและอายไม่ได้ว่าอายุปูนนี้แล้วเรายังต้องให้คนมาสอนแปรงฟันอีก ต่อมาผมก็ได้อ่านเรื่องราวคล้ายๆ กันที่อาจารย์เกดแห่งเพจเกตุวดี Marumura ถูกคุณหมอสอนให้แปรงฟันซี่ละ 20 ครั้ง

โทนี่ รอบบินส์ (Tony Robbins) เป็นหนึ่งในโค้ชที่ดังที่สุดในโลก เขาใช้ชีวิตอย่างมีพลังและกินแต่ของที่มีประโยชน์ อาหารที่โปรดปรานและกินเป็นประจำคือปลาทูน่าและปลา swordfish แต่แล้ววันหนึ่งภรรยาก็รู้สึกว่าโทนี่เริ่มมีอาการหลงๆ ลืมๆ และหงุดหงิดง่ายกว่าปกติ เมื่อได้ตรวจกับหมอถึงพบว่าโทนี่มีสารปรอทในร่างกายสูงลิบลิ่วจนเป็นอันตรายถึงชีวิต ซึ่งสารปรอทเหล่านี้ก็สั่งสมมาจากปลาที่โทนี่กินประจำนั่นเอง

ที่ทำงานเก่าของผมเคยเชิญวิทยากรมาพูดเรื่องการจัดท่าทางต่างๆ ให้เหมาะสม ทั้งตอนนั่งเก้าอี้ทำงาน ตอนเดิน ตอนนอน หรือแม้กระทั่งตอนลุกขึ้นจากเตียง คนที่ลุกจากเตียงด้วยการเอี้ยวตัวขึ้นทางซ้ายหรือขวาติดต่อกันหลายสิบปีมีโอกาสที่กระดูกสันหลังจะคดงอผิดรูปได้ วิธีลุกจากเตียงที่จะไม่ทำให้กระดูกสันหลังเบี้ยวก็คือการนอนคว่ำแล้วใช้มือยันขึ้นมา

อะไรก็ตามที่เราทำเป็นกิจวัตร ไม่ว่าจะเป็นตอนนอน ตอนอาบน้ำ ตอนกินข้าว ตอนนั่งทำงาน ตอนเดินทาง นี่คือพื้นที่และโอกาสที่เราจะทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้นได้ แต่เรามักจะเลยเพราะคิดว่ามันเป็นเรื่องเล็กๆ

แต่ถ้าใครเข้าใจถึงพลังของ compound interest เราจะรู้ว่าสิ่งที่เราทำเป็นกิจวัตรนี่แหละที่จะส่งผลกระทบกับเราได้อย่างมหาศาลในระยะยาวครับ