ก่อนนอนคิดถึงแค่ 2 คน

20171109_beforebed

วันก่อนผมได้ฟังพอดคาสท์ของ Tim Ferriss ที่เล่าให้ฟังว่า เขาได้เรียนรู้เคล็ดลับในการมีความสุขมากขึ้นจาก Chade Meng Tan (ชาดหมิงตัน) วิศวกรกูเกิ้ลผู้โด่งดังไปทั่วบริษัทจากการสอนเพื่อนร่วมงานให้ฝึกสมาธิจนต่อมาได้ออกหนังสือ Search Inside Yourself

เคล็ดลับง่ายๆ ที่ทิมได้เรียนรู้จากชาดก็คือก่อนนอนให้นึกถึงหน้าคนสองคน แล้วอวยพรในใจให้เขามีความสุข

ตอนแรกทิมก็รู้สึกว่าเทคนิคนี้ฟังดูเลี่ยนๆ ยังไงไม่รู้ แต่พอได้ลองทำเองหลายๆ คือติดต่อกัน ทิมกลับพบว่าเขากลายเป็นคนอารมณ์ดีขึ้น โมโหร้ายน้อยลง และยิ้มง่ายขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ถ้ามองจากมุมคนไทยที่คุ้นเคยกับการสวดมนต์ก่อนนอนมาตั้งแต่เด็กๆ เทคนิคที่ชาดสอนทิมก็คือการแผ่เมตตานั่นเอง แต่เราคุ้นชินแต่กับการท่อง “สัพเพสัตตา…” และแผ่เมตตาให้กับทุกสรรพสัตว์ หรือบางทีก็ท่องไปงั้นๆ โดยไม่ได้รู้สึกอะไร

การนึกถึงคนสองคน ซึ่งจะเป็นใครก็ได้ และแต่ละคืนไม่ต้องซ้ำกันก็ได้ เลยฟังดูจับต้องได้ง่ายกว่า (practical) และน่าจะทำให้เรา “รู้สึก” ได้มากกว่าเวลาที่เราอวยพรให้คนๆ นั้นมีความสุข

ผมเองยังไม่ได้ลอง แต่ว่าจะเริ่มคืนนี้เลย จึงอยากชวนคุณผู้อ่านมาลองทำไปด้วยกันครับ

ได้ผลยังไงมาเล่าให้ฟังกันบ้างนะครับ

เพียงนั่งใกล้หน้าต่างก็ทำงานได้ดีขึ้น

20170917_windowseat

เวลาพูดถึง productivity หรือผลิตภาพของคนทำงานนั้น เรามักจะเน้นเรื่อง “ทักษะ” เป็นหลัก เช่นจะจัดการ to do list อย่างไร จะรับมืออีเมลที่ถาโถมอย่างไร จะใช้เครื่องมืออะไร? ฯลฯ

แต่สิ่งหนึ่งที่เราไม่ค่อยนึกถึง คือเราจะจัดสภาพแวดล้อมอย่างไรเพื่อให้เรามีสภาพจิตใจที่พร้อมกับการทำงานมากที่สุด

Dr.Ron Friedman ผู้เขียนหนังสือ The Best Place to Work บอกว่า เราควรเรียนรู้จากมนุษย์ถ้ำ

สังเกตว่า พวกเราส่วนใหญ่นั้นมักจะชอบเวลาได้นั่งอยู่ในที่ร่มที่มองเห็นทิวทัศน์กว้างไกล บ้านพักตากอากาศริมทะเลหรือในภูเขาจึงเป็นที่นิยมในหมู่คนมีสตางค์

นี่เป็นความคุ้นเคยของเรามาตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์ที่การมีหลังคาคุ้มหัวและอยู่ในจุดที่สามารถมองเห็นพื้นที่โดยรอบได้นั้นเป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับการอยู่รอด เพราะจะช่วยให้เราเห็นว่าแหล่งอาหารของเราอยู่ที่ไหน สัตว์ทีี่เป็นอันตรายอยู่ในละแวกนั้นหรือเปล่า

แม้สมัยนี้การได้เห็นทิวทัศน์จะไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายอีกต่อไป แต่สัญชาติญาณลึกๆ ของเราก็ยังโหยหาสิ่งเหล่านี้อยู่ดี

และนี่คือไอเดียบางอย่างจากมนุษย์ถ้ำที่เราอาจจะนำไปปรับใช้กับที่ทำงานของเราได้ครับ

หาที่นั่งริมหน้าต่าง เคยมีงานวิจัยที่ตีพิมพ์เมื่อปี 2003 ระบุว่า พนักงาน call center ที่ได้นั่งริมหน้าต่างนั้นสร้างมูลค่าให้กับบริษัทได้มากกว่าปกติถึง $3000 ต่อปี

รับแสงอาทิตย์ ถ้าเราไม่ได้มีที่นั่งริมหน้าต่าง อย่างน้อยเราควรจะหาโอกาสได้รับแสงอาทิตย์อยู่เรื่อยๆ เพราะแสงอาทิตย์เป็นตัวจัดระเบียบนาฬิกาในร่างกายเรา งานวิจัยในปี 2013 ชี้ว่าพนักงานที่นั่งในจุดที่แสงอาทิตย์ส่องถึงนั้นนอนหลับได้ดีกว่าพนักงานที่ไม่ได้รับแสงอาทิตย์ถึง 46 นาที ดังนั้นหากที่นั่งเราแสงอาทิตย์ส่องไม่ถึง ก็ควรออกไปเดินยืดเส้นยืดสายนอกตัวตึกบ้าง

หาต้นไม้มาปลูก ในปี 2011 ได้มีการทดลองด้วยการสุ่มแจกต้นไม้เล็กๆ ให้พนักงาน ปรากฎว่าพนักงานที่นั่งใกล้ต้นไม้เหล่านี้ทำงานที่ต้องใช้สมาธิและความจดจ่อได้ดีขึ้นมาก

หารูปธรรมชาติมาประดับในออฟฟิศ ภาพที่มีสีเขียวหรือสีน้ำเงิน (สีที่ปรากฎในธรรมชาติอย่างป่าและทะเล) จะทำให้เรารู้สึกปลอดภัยและมีความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น

ผมเชื่อว่าองค์กรสมัยใหม่จะเริ่มใส่ใจการออกแบบออฟฟิศที่จะตอบโจทย์ความต้องการเหล่านี้มากขึ้น แต่ถ้าองค์กรที่เราอยู่ยังใช้วิธีคิดแบบเก่า ก็เป็นหน้าที่ของเราที่จะปรับสภาพแวดล้อมของออฟฟิศด้วยตัวเองเพื่อช่วยให้การทำงานของเราราบรื่นและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นครับ


ขอบคุณคุณผู้อ่านที่อุดหนุนหนังสือเล่มแรกของผม “Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” จนตอนนี้ติดอันดับ Bestseller ของซีเอ็ดครับ (https://goo.gl/e326HZ)  หากใครยังไม่ได้จับจอง ยังสามารถหาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ คิโนะคุนิยะ เอเชียบุุ๊คส์ บีทูเอส ศูนย์หนังสือจุฬา หรือสั่งตรงกับผมก็ได้ครับ bit.ly/tgimannounce

กฎ 5 วินาที

20170827_fivesecondrule

วันนี้ผมได้ดู TEDx Talk ของ Mel Robbins ซึ่งพูดเรื่องน่าสนใจไว้หลายอย่าง เลยอยากนำมาเล่าสู่กันฟังครับ

คุณรอบบิ้นส์บอกว่า เหตุผลที่เรามีเป้าหมายแต่ไม่สามารถทำตามเป้าหมายนั้นก็เพราะว่าสมองเรามีการทำงานสองแบบ

สมองส่วนนึงทำงานแบบ autopilot คือทำเองโดยไม่ต้องคิด เช่นแปรงฟัน แต่งตัว ขับรถไปทำงาน

อีกส่วนนึงคุณรอบบิ้นส์เรียกว่า emergency brake หรือเบรคฉุกเฉิน อารมณ์คล้ายๆ ที่เราเห็นในรถไฟฟ้า

เมื่อไหร่ก็ตามที่ชีวิตเราออกจากโหมด autopilot หรือออกจาก comfort zone เจ้าตัวเบรคฉุกเฉินนั้นก็จะทำงานแทบจะทันที ก่อนจะพาเรากลับสู่โหมด autopilot ตามเดิม

เบรคฉุกเฉินนั้นทำงานอยู่ทุกหนแห่ง

ไม่ว่าจะเป็นตอนที่นาฬิกาปลุก เราก็จะกดปุ่ม snooze แล้วบอกตัวเองว่าขอนอนต่ออีกหน่อย

หรือตอนอยู่ที่ประชุมอยู่แล้วเกิดคำถามในใจ แต่ก็กลัวว่าถามออกไปจะดูไม่ฉลาดรึเปล่า สุดท้ายก็เลยไม่ได้ยกมือถาม

หรือตอนเจอคนแปลกหน้าที่เราสนใจ อยากเข้าไปคุยด้วย แต่เบรคฉุกเฉินก็จะยกเหตุผลหลายสิบข้อขึ้นมาเพื่อจะทำให้เราไม่กล้าเข้าไปคุยกับคนคนนั้น

คุณรอบบิ้นส์เลยแนะนำให้เราใช้กฎ 5 วินาทีครับ

โดยเธอบอกว่า เมื่อเราคิดอะไรได้ก็ตามแต่ เราต้อง “ลงมือทำ” อะไรซักอย่างภายใน 5 วินาที ก่อนที่เบรคฉุกเฉินจะทำงาน

โดยวิธีที่ทรงพลังที่สุด คือการนับถอยหลัง 5 4 3 2 1 0 แล้วลงมือทำเลย

อันนี้เป็นทริคที่น่าสนใจ คือให้นับถอยหลังจากห้ากลับมาที่ศูนย์ ไม่ใช่นับจากหนึ่งไปถึังห้า เพราะมันเหมือนเป็นการ countdown ไปสู่ “เหตุการณ์” อะไรบางอย่างเช่นการปล่อยจรวดหรือขึ้นปีใหม่

การนับถอยหลังสู่เลขศูนย์จึงมี “แรงผลัก” ให้เรา “ลงมือทำ” มากกว่าการนับหนึ่งสองสามสี่…

อีกสมมติฐานนึงที่ผมเดาเอาเอง คือถ้าเรา “นับขึ้น” 1 2 3 4 5 6 7 …. เราจะนับไปได้เรื่อยๆ

แต่ถ้าเรา “นับลง” 5 4 3 2 1 0 พอถึง 0 เราก็ไม่มีเลขให้ไปต่อแล้ว จะให้นับ “-1” “-2” ก็ดูจะยากเกินไปหน่อย สู้ลงมือทำเลยง่ายกว่า

ยกตัวอย่างการใช้กฎ 5 วินาที

ตอนเช้าได้ยินเสียงนาฬิกาปลุก เรานอนหลับตาแล้วบอกตัวเองว่าเมื่อครบ 5 วิจะลุกจากเตียง เรานับในใจ 5 4 3 2 1 0 แล้วลุกขึ้นมาทันที

เราเคยตั้งเป้าว่าอยากจะแข็งแรงขึ้นด้วยการวิดพื้น แต่วันนี้ยังไม่ได้วิดพื้น นับ 5 4 3 2 1 0 แล้วลงไปวิดพื้นเลย

มีงานชิ้นนึงที่ยาก แต่ก็รู้ว่าต้องทำ นับ 5 4 3 2 1 0 แล้วเปิดโปรแกรมขึ้นมาทำอะไรซักอย่างเลย

เจอคนที่น่าสนใจ นับ 5 4 3 2 1 0 แล้วเดินเข้าไปคุยเลย

ดึกแล้ว ยังนอนไถเฟซบุ๊คอยู่ บอกตัวเองว่าอีก 5 วินาทีจะเลิกแล้ว นับ 5 4 3 2 1 0 แล้วเอามือถือไปเก็บเลย

ถ้าใครรู้สึกว่า 5 วินาทีมันสั้นไป ทำใจไม่ทัน ลองเพิ่มมาเป็นเป็นซัก 10 วินาทีก็ได้นะครับ สำคัญคือต้องนับถอยหลังไปหาศูนย์เท่านั้นเอง

ลองใช้กฎ 5 วินาที เพื่อลดช่องว่างระหว่าง “ความคิด” กับ “การกระทำ” และพาตัวเองออกจากโหมด autopilot เสียบ้าง

แล้วอาจจะได้พบว่า เราทำอะไรเพิ่มได้ตั้งหลายอย่างเลยครับ

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก TEDx Talks: How to stop screwing yourself over | Mel Robbins | TEDxSF

ขอบคุณคุณผู้อ่านที่อุดหนุนหนังสือเล่มแรกของผม “Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” จนตอนนี้ติด Top 10 หนังสือขายดีหมวดจิตวิทยาของซีเอ็ดครับ (https://goo.gl/e326HZ)  หากใครยังไม่ได้จับจอง ยังสามารถหาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ คิโนะคุนิยะ เอเชียบุุ๊คส์ บีทูเอส ศูนย์หนังสือจุฬาครับ หรือสั่งตรงกับผมก็ได้ครับ อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่ครับ  bit.ly/tgimannounce

BookAdvertise

วิธีรับมืออนาคต (จากผู้ก่อตั้ง Amazon)

20170816_future

ความท้าทายอย่างหนึ่งที่คนทำเพจเฟซบุ๊คมักเจอกัน คือยอด reach ที่ต่ำลงเรื่อยๆ

สมมติว่าคุณมีคนไลค์เพจประมาณ 10,000 คน สมัยก่อนเวลาคุณโพสต์บทความหนึ่งทีอาจจะมีคนเห็นโพสต์ของคุณซัก 30% หรือ 3,000 คน (เราเรียกสิ่งนี้ว่ายอด reach) แต่เดี๋ยวนี้เวลาโพสต์ทีนึงอาจมีคนเห็นแค่ 10% หรือ 1,000 คนเท่านั้น ถ้าอยากให้มีคนเห็นโพสต์ของเรามากขึ้นก็ต้องยอมจ่ายตังค์ให้เฟซบุ๊คเพื่อ boost post (เวลามันโชว์ในฟีดของเราจะมีคำว่า Sponsored ใต้ชื่อเพจ)

อนาคตเฟซบุ๊คอาจจะปรับ reach ให้ต่ำลงไปอีก จนเพจที่มีคนไลค์เป็นแสนอาจมีคนเห็นโพสต์แค่ไม่กี่พันคนก็ได้

ในทางกลับกัน ปีที่ผ่านมาเฟซบุ๊คโปรโมตวีดีโอมาก (คงอยากเอาชนะ Youtube) จนคนทำเพจหันมาทำ Facebook Live กันใหญ่ อนาคตถ้าเฟซบุ๊คเปลี่ยนโฟกัสจากวีดีโอไปเป็นสื่ออื่นอีก คนทำเพจก็คงต้องปรับตัวกันอีกยก

เมื่อชะตากรรมของคนทำเพจอยู่ในมือของเฟซบุ๊คที่จะบีบก็ตายจะคลายก็รอด เราจะรับมือมันอย่างไรดี?

ผมว่า Jeff Bezos (เจฟ เบโซส) ผู้ก่อตั้ง Amazon มีมุมมองที่น่าสนใจครับ

“I very frequently get the question: ‘What’s going to change in the next 10 years?’ And that is a very interesting question; it’s a very common one. I almost never get the question: ‘What’s not going to change in the next 10 years?’ And I submit to you that that second question is actually the more important of the two — because you can build a business strategy around the things that are stable in time. … [I]n our retail business, we know that customers want low prices, and I know that’s going to be true 10 years from now. They want fast delivery; they want vast selection. It’s impossible to imagine a future 10 years from now where a customer comes up and says, ‘Jeff I love Amazon; I just wish the prices were a little higher,’ [or] ‘I love Amazon; I just wish you’d deliver a little more slowly.’ Impossible. And so the effort we put into those things, spinning those things up, we know the energy we put into it today will still be paying off dividends for our customers 10 years from now. When you have something that you know is true, even over the long term, you can afford to put a lot of energy into it.”

“มีคนถามผมบ่อยๆ ว่า ‘อีก 10 ปีจะมีอะไรเปลี่ยนไปบ้าง’ ซึ่งมันก็เป็นคำถามที่น่าสนใจนะ แต่แทบไม่เคยมีใครถามผมเลยว่า ‘อีก 10 ปี มีอะไรบ้างที่จะไม่เปลี่ยน?’ แต่ผมเชื่อว่าคำถามที่สองนั้นสำคัญกว่าคำถามแรก เพราะยุทธศาสตร์ของคุณควรตั้งอยู่บนสิ่งที่จะไม่เปลี่ยนไปตามกาลเวลา ในธุรกิจค้าปลีกของเรา เรารู้ว่าลูกค้าต้องการของราคาถูก และเราก็รู้ว่าอีก 10 ปีมันก็จะยังคงเป็นอย่างนั้น ลูกค้ายังต้องการให้เราส่งของให้เร็ว และต้องการที่จะมีตัวเลือกที่หลากหลาย เป็นไปไม่ได้เลยที่อีก 10 ปีข้างหน้าจะมีลูกค้าคนไหนเดินเข้ามาบอกผมว่า ‘เจฟ ผมชอบอเมซอนมากเลยนะ แต่คงจะดีถ้าคุณตั้งราคาให้มันแพงกว่านี้หน่อย’ หรือ ‘เจฟ ฉันชอบอเมซอนมากเลยนะ แต่คงจะดีถ้าคุณส่งสินค้าให้ช้ากว่านี้หน่อย’ เมื่อคุณรู้ว่ามีอะไรที่จะยังคงเป็นจริงอยู่เสมอ คุณก็จะเอาแรงและเวลาไปลงทุนกับเรื่องเหล่านั้นได้”

หรือถ้าจะให้ผมสรุปเป็นประโยคเดียวง่ายๆ ก็คือ:

เราควรจะใส่ใจกับสิ่งที่จะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง – focus on the things that won’t change.

คนทำเพจก็คือคนทำสื่อ ยังไงเสียลูกเพจก็อยากเสพสิ่งดีๆ อ่านแล้วได้อะไรกลับไป ไม่ว่าจะเป็นความสนุก สาระ หรือมุมมองใหม่ๆ และความจริงข้อนี้ก็จะคงเป็นจริงอยู่เสมอไม่ว่าเฟซบุ๊คจะเปลี่ยนกฎไปยังไง

หน้าที่ของคนทำสื่อ คือทำผลงานของตัวเองออกมาให้ดี ให้มีประโยชน์ ให้คนที่เข้ามาอ่านรู้สึกว่ามันคุ้มค่ากับเวลาที่เขาเสียไป

ในฐานะบล็อกเกอร์คนหนึ่ง ผมจึงก้มหน้าก้มตาเขียนบทความของผมต่อไป เพราะผมเชื่อว่าบทความดีๆ ย่อมมีคนอ่าน ซึ่งมันเป็นอย่างนี้มาหลายร้อยปีแล้ว และจะยังคงเป็นอย่างนี้ไปอีกหลายร้อยปีข้างหน้า

การใส่ใจกับสิ่งที่ไม่มีวันเปลี่ยนนี่มันเป็นข้อแนะนำที่ดีสำหรับการดำเนินชีวิตด้วยนะครับ

เพราะไม่ว่าเทคโนโลยีจะพัฒนาไปเร็วแค่ไหน แต่สิ่งที่ไม่มีวันเปลี่ยนเลยคือ “หลักการ” หรือกฎธรรมชาติ

หลักการง่ายๆ ที่ทุกคนก็รู้กันดี เช่น

ถ้าอยากมีสุขภาพดี ก็ต้องกินของที่มีประโยชน์ ออกกำลังกาย และพักผ่อนให้เพียงพอ (EMS – Eat Move Sleep)

ถ้าอยากก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ก็ต้องมีฉันทะ (passion) มีความขยัน ไม่ว่อกแว่ก และหมั่นทบทวนตัวเองอยู่เสมอว่าที่เราทำอยู่ทุกวันนี้มันดีแล้วรึยัง

ถ้าอยากเป็นที่รัก ก็ต้องยิ้มแย้มแจ่มใส พูดจาไพเราะ และรู้จักให้

เทคโนโลยีหรือเครื่องมือสมัยใหม่จะล้ำเลิศแค่ไหนก็ล้วนแต่ตกอยู่ภายใต้หลักการพื้นฐานเหล่านี้

ดังนั้น ถ้าเบสิคเราแน่นซะอย่าง ต่อให้โลกจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร เราก็พร้อมที่จะรับมือกับมันแน่นอน

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก Above the Crowd by Bill Gurley Uber’s New BHAG: UberPool

ขอบคุณภาพจาก Flickr: Esther Vargas The Washington Post

“Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” หนังสือเล่มแรกของผมวางแผงแล้วนะครับ หาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ และศูนย์หนังสือจุฬาครับ bit.ly/tgimannouce

BookAdvertise

อ่านหนังสือยังไงไม่ให้ลืม

20170813_readretain

วันนี้ผมเพิ่งไปเดินงานหนังสือ Big Bad Wolf ที่อิมแพคเมืองทองธานีมาครับ

ใครที่ยังไม่รู้จักงานนี้ บอกเลยว่าถ้าคุณเป็นคอหนังสือฝรั่ง คุณห้ามพลาดงานนี้ เพราะมันคืองานที่มีหนังสือดีๆ ลดราคา 60%-80% โดยงานนี้จะจัดถึงวันอาทิตย์ที่ 27 สิงหาคม

งานเปิด 24 ชั่วโมง ผมไปถึงกับแฟนไปถึงตอนแปดโมงเช้า ได้หนังสือมาเต็มรถเข็น แต่ก็ยังอยากดูเพิ่ม จะลากรถเข็นไปด้วยก็เกะกะ เลยจอดเอาไว้ มีแชะรูปเอาไว้ด้วย (รูปที่เห็นในคัฟเวอร์นี่แหละครับ) ก่อนจะเดินไปดูหนังสือในละแวกที่ไม่ไกลกันนัก พอเลือกได้ซัก 2-3 เล่มก็จะเดินกลับมาใส่รถเข็นคันนั้น

จนถึงเวลา 11 โมงครึ่ง ก็คิดว่าพอได้แล้ว จึงเดินไปเอารถเข็นเพื่อจะไปจ่ายเงิน ปรากฎว่ารถเข็นหายครับ สอบถามเจ้าหน้าที่เขาบอกให้ไปติดต่อแผนก sorting แผนกนี้จะส่งคนไปคอยเก็บ “รถเข็นที่ไม่มีเจ้าของ” ในงาน แล้วเอาหนังสือในรถคันนั้นมาแยกแยะและจัดหมวดหมู่เพื่อขึ้นเชลฟ์อีกครั้ง

หนังสือที่ผมกับแฟนใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมงครึ่งเลือกสรรมาจึงอันตรธานไปหมดเลย ผมเลยติงเขาไปว่า ถ้าเขาจะมีคนมาคอยเก็บรถเข็นอย่างนี้ อย่างน้อยก็ควรจะเอาจอดไว้ตรงพื้นที่ “รถเข็นต้องสงสัย” ซัก 1 ชั่วโมงก็ยังดี ถ้าไม่มีใครมาเอาค่อยทลายหนังสือในรถเข็นก็ไม่ว่ากัน

ใจหนึ่งก็อยากเดินออกจากงานเป็นการประท้วง แต่ก็คิดได้ว่าอุตส่าห์ขับรถข้ามเมืองมาขนาดนี้ จะกลับบ้านมือเปล่าก็น่าเสียดาย ผมกับแฟนเลยตัดสินใจไปเดินหาหนังสืออีกรอบ แต่คราวนี้ไม่ปล่อยให้รถเข็นห่างมืออีกต่อไปแล้ว

เราได้หนังสือมาให้ตัวเองประมาณยี่สิบกว่าเล่ม และหนังสือให้ลูกอีกหลายสิบเล่มเช่นกัน (รอบแรกเลือกไว้เยอะกว่านี้อีก ดันเก็บไปเสียนี่)

คราวนี้โจทย์ของผมก็มีอยู่สองข้อ

1.จะได้อ่านมั้ย?
2.อ่านแล้วจะเอาไปใช้ประโยชน์ได้จริงรึเปล่า?

สำหรับโจทย์ข้อแรก ผมตั้งเป้าว่าจะอ่านหนังสือให้ได้วันละ 5 หน้า (ผมชอบตั้งเป้าง่ายๆ ก่อน ถ้าบรรลุเป้าอย่างสม่ำเสมอแล้วค่อยปรับเป้าให้สูงขึ้น)

สำหรับโจทย์ข้อสอง ผมเพิ่งไปอ่านเจอบทความ How To Retain More From The Books You Read In 5 Simple Steps ของ Darius Foroux (ชื่อของเขาน่าจะอ่านว่า ดาริอุส โฟรู) เลยคิดว่าจะลองนำไปปรับใช้ดู และขอนำมาแชร์ไว้ตรงนี้ด้วยครับ

วิธีอ่านให้ไม่ลืมใน 5 ขั้นตอน (ตัวอย่างบางส่วนผมคิดขึ้นเองนะครับ)

1.มีวัตถุประสงค์ชัดเจน (Have a purpose)
เราอ่านนิยายเพื่อความบันเทิง แต่หนังสือ non-fiction นั้นเราอ่านเพื่อจะนำความรู้ที่ได้ไปใช้ประโยชน์ เราจึงควรตั้งคำถามว่าตอนนี้ชีวิตของเรากำลังต้องการอะไร อยากทำงานให้ดีกว่าเดิมรึเปล่า? หรือกำลังจีบสาว? หรือกำลังพยายามสร้างธุรกิจ? คุณ Foroux บอกว่าหนังสือที่เราเลือกอ่านควรจะตอบโจทย์สถานการณ์ชีวิตเราในตอนนี้

2.บอกตัวเองว่าเป็นอาจารย์ที่ต้องเอาความรู้นี้ไปสอนคนอื่น (See yourself as a teacher)
ถ้าเราคิดเสียว่าเราจะนำสิ่งที่อ่านเจอในหนังสือเล่มนี้ไปเล่าให้คนอื่นฟังด้วย เราก็จะอ่านอย่างใส่ใจมากขึ้น และไม่ปล่อยให้อะไรที่เราไม่เข้าใจผ่านตาไปเฉยๆ ตอนที่ผมตั้งใจจะสรุป Sapiens ลงบล็อก บางย่อหน้าต้องอ่านซ้ำหลายหนกว่าจะเข้าใจมันเพียงพอจนนำมาถ่ายทอดในบทความได้

3.ไฮไลท์และเชื่อมโยงข้อมูลต่างๆ (Highlight & make mental connections)
อย่าไปหวงว่าหนังสือจะรก เราควรจะใช้ปากกาไฮไลท์ให้เต็มที่ ไฮไลท์เสร็จแล้วเราควรจะเขียนกำกับด้วยว่าทำไมเราถึงเน้นตรงคำนี้หรือประโยคนี้ ไม่อย่างนั้นตอนที่เรากลับมาอ่านอาจจะจำเหตุผลไม่ได้แล้วก็ได้

อีกคำแนะนำหนึ่งก็คือ เราจะจำข้อมูลใหม่ๆ ได้ดีขึ้นหากเรานำมันไปผูกกับกับข้อมูลเก่าที่เรามีในหัวอยู่แล้ว เช่นช่วงนี้ “ปัญญาประดิษฐ์” หรือ Artificial Intelligence กำลังเป็นที่ถกเถียงว่ามันอันตรายต่อมนุษยชาติหรือไม่ ถ้าเราเชื่อว่าน่าจะอันตราย เราก็อาจจะเชื่อมโยง AI กับภาพของ Skynet จากหนัง Terminator 2  “คนเหล็ก 2029” (ใครเกิดไม่ทันก็ขออภัยด้วยนะครับ)

4.วาดภาพในหัวและใช้จินตนาการ (Visualize & Imagine)
หากอ่านหนังสือเรื่องการจูงใจคน ก็ลองนึกภาพตัวเองกำลังใช้ประโยคเด็ดในการจูงใจคนๆ หนึ่งดู การวาดภาพในหัวนี้จะทำให้ความรูู้ใหม่นั้นฝั่งแน่นอยู่ในสมองเรามากขึ้น

5.นำความรู้ใหม่ไปใช้ทันที (Immediately apply one piece of new knowledge)
เพราะความรู้ที่ไม่ได้นำไปถูกใช้งานนั้นไม่มีประโยชน์อันใด
ยกตัวอย่างเช่นพอผมอ่านบทความนี้ของคุณ Foroux จบแล้ว ผมก็นำมาเขียนเล่าในบล็อกทันที และเดี๋ยวจะลองใช้ขั้นตอนตั้งแต่ 1-4 ในการเลือกหนังสือและกำกับพฤติกรรมของตัวเองช่วงที่อ่านหนังสือเล่มนั้นครับ

มีเป้าหมายที่ชัดเจน อ่านอย่างอาจารย์ สร้างความเชื่อมโยง คิดตามจนเห็นภาพ และนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ทันที นี่คือบันได 5 ขั้นสู่การเป็นนักอ่านที่ดีขึ้นครับ

—–

“Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” หนังสือเล่มแรกของผมวางแผงแล้ว หาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ และศูนย์หนังสือจุฬาครับ bit.ly/tgimannounce

20170812_122723

กินกบตัวนั้นซะ

20170712_eatthatfrog

ความเดิมตอนที่แล้ว willpower หรือความสามารถในการควบคุมจิตใจเรานั้นมีขีดจำกัด ยิ่งเราตัดสินใจบ่อยแค่ไหน willpower ก็จะลดน้อยลงเรื่อยๆ

หนังสือ Eat That Frog ของ Brian Tracy ซึ่งเป็นหนังสือด้าน productivity ขึ้นหิ้งเล่มหนึ่ง ก็เข้าใจความจริงข้อนี้ เขาเลยออกกฎง่ายๆ ว่า

ในแต่ละวัน ให้กินกบตัวที่น่าเกลียดที่สุดก่อน

กบตัวที่น่าเกลียด ก็คืองานที่เราไม่อยากทำที่สุด

มีหลายเหตุผลที่เราควรเอางานที่ยากที่สุดขึ้นมาทำเป็นอย่างแรกของวัน

– บ่อยครั้ง กบตัวที่น่าเกลียดที่สุด มักจะเป็นงานที่สำคัญและส่งผลกระทบมากที่สุดเช่นกัน

– ตอนเช้า เข็มพลัง willpower ของเรายังเต็มอยู่ ดังนั้นจึงเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดแล้วสำหรับการกินกบตัวนี้

– ถ้าไม่ยอมกินกบตัวนี้ในตอนเช้า ตกบ่าย willpower ของเราก็จะลดต่ำจนเราไม่มีใจไปกินกบตัวนั้นแล้ว ทำให้การกินกบตัวนี้ต้องล่าช้าไปอีกหนึ่งวัน

– ถ้าเช้านี้เรากินกบตัวใหญ่ตัวนี้ได้แล้ว งานอื่นๆ ที่เหลือของวันก็จะดูเป็นเรื่องง่ายขึ้นมาทันที

แต่หลายคนก็กังวลว่า กบหน้าตาน่าเกลียดขนาดนั้น ตัวโตขนาดนั้น จะไปกินอย่างไรไหว

คำตอบคือ “กินทีละคำ” ครับ

ซึ่งก็จะไปเชื่อมโยงกับ “กฎ 5 นาที” ที่ผมเขียนไว้เมื่อวันเสาร์ ว่าหากเราอยากจะเริ่มทำอะไร ให้บอกกับตัวเองว่าจะทำมันแค่ 5 นาทีพอ

อ่านบทความนี้จบแล้ว ลองคิดดูนะครับว่า อะไรคือกบตัวที่น่าเกลียดที่สุดที่คุณจะต้องกินในวันนี้

แล้วใช้ willpower ที่ยังมีอยู่เต็มแม๊กซ์จัดการมันเลย

—–

facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives

 

กฎ 5 นาที

20170907_5minuterule

ใครเคยผัดวันประกันพรุ่งบ้างยกมือขึ้น!

ตามประสบการณ์ของผม เรามีแนวโน้มที่จะบอกว่า “เอาไว้ก่อน” กับงานสามประเภท

1. งานง่ายๆ ที่เรารู้ว่าถึงจะผัดวันไปก็ไม่มีผลกระทบที่เลวร้าย เช่นอ่านหนังสือเสร็จแล้วไม่เก็บเข้าที่ กินข้าวเสร็จแล้วไม่ล้างจานเลย สิ่งที่ตามมาก็คือดินจะพอกหางหมู ทำให้บ้านรกรุงรังไม่ spark joy

2. งานยากๆ ที่เรารู้ว่าทำแล้วจะดีกับตัวเอง แต่เผอิญไม่มี deadline เช่นการออกกำลังกาย การนั่งลงวางแผนการเงิน การอ่านหนังสือแทนการเล่นเฟซบุุ๊ค ซึ่งแม้ว่าจะไม่ทำสิ่งเหล่านี้ ถึงชีวิตจะไม่แย่ลง แต่มันก็ไม่ดีขึ้นเหมือนกัน

3. งานยากๆ ที่เราไม่อยากทำ แต่รู้อยู่แก่ใจว่าสุดท้ายก็ต้องทำ เช่นงานใหญ่ที่เจ้านายสั่งมาและมีเส้นตายที่นานเกินสองสัปดาห์ เรามีแนวโน้มที่จะหลีกเลี่ยงงานแนวนี้ด้วยการไป “ขยันกับงานอื่น” จนเวลาหมดลงเรื่อยๆ ต้องให้ไฟลนก้นแล้วนั่นแหละถึงจะเริ่มลงมือทำ แล้วเราก็จะบ่นกับตัวเองว่าไม่น่าเลย (แล้วคราวหน้าก็ยังทำตัวเหมือนเดิมอยู่ดี)

สำหรับปัญหาประเภทที่ 1 (งานง่ายดายแต่ขี้เกียจทำตอนนี้) ผมแนะนำให้ใช้กฎ 2 นาที คืออะไรที่ใช้เวลาไม่เกินสองนาทีให้ทำไปเลย ไม่ต้องคิดอะไรทั้งนั้น จะได้ไม่ต้องเปลืองสมองตัดสินใจว่าจะทำหรือไม่ทำดี

ส่วนงานยากๆ แบบ 2 และ 3 นั้น ขอนำเสนอกฎ 5 นาทีครับ

สิ่งต่างๆ ในโลกนี้มีแรงเฉื่อย (inertia) ยิ่งของชิ้นนั้นมีน้ำหนักมาก แรงเฉื่อยก็ยิ่งเยอะตาม

คนเราเมื่อเจองานที่ดูเหมือนจะหนักหนาสาหัส แค่คิดว่าต้องทำก็ท้อแล้ว เราถึงหลีกเลี่ยงมันโดยตลอด

กฎ 5 นาทีคือการบอกกับตัวเองว่า เราจะทำสิ่งนี้เพียง 5 นาทีเท่านั้น

แทนที่จะตั้งเป้าว่าไปวิ่งรอบสวนลุม 1 รอบ ก็เปลี่ยนเป็นบอกตัวเองว่าจะไปวิ่งๆ เดินๆ ในสวนลุมให้ครบ 5 นาทีก็พอ

แทนที่จะทำรายงานฉบับนีให้เสร็จ ก็บอกตัวเองว่าจะนั่งทำรายงานฉบับนี้แค่ 5 นาทีก็พอ

แทนที่จะทำความสะอาดห้องให้เรียบร้อย ก็บอกตัวเองว่าจะทำความสะอาดห้องแค่ 5 นาทีก็พอ

พอครบ 5 นาทีแล้ว ถ้าไม่รู้สึกอยากทำต่อก็หยุดได้เลย ไม่ต้องรู้สึกผิด แต่ถ้ายังรู้สึกอยากทำต่อก็เป็นสิทธิ์ของเราเช่นกัน

กฎ 5 นาทีมีประโยชน์สองอย่าง

หนึ่ง คือแทนที่จะโฟกัสไปที่การ “ทำงานให้เสร็จ” เราจะโฟกัสไปที่การ “เริ่มต้น” งานชิ้นนั้นแทน

สอง อะไรก็ตามที่มีแรงเฉื่อย (inertia) พอมันเริ่มเคลื่อนที่แล้วมันก็จะมีแรงส่งหรือโมเมนตัมเช่นกัน (momentum = mass x velocity) นึกภาพตอนที่เราเข็นรถในลานจอด เราต้องออกแรงเยอะที่สุดเฉพาะในตอนแรกเท่านั้น พอรถเริ่มไหลเราก็แทบไม่ต้องออกแรงอะไรแล้ว

สิ่งที่เราจะพบหลังใช้กฎข้อนี้ก็คือ เราจะ “เริ่ม” งานยากได้เร็วขึ้นและบ่อยขึ้น และแม้เราจะทำครบ 5 นาทีแล้ว ส่วนใหญ่เราก็จะทำต่อไปอีกเพราะงานชิ้นนี้มีโมเมนตัมของมันนั่นเอง

ลองเอาไปใช้กันดูนะครับ


สมัคร Time Management Workshop >> https://goo.gl/rLhL7r

facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives

วิธีบำบัดโรคขี้อิจฉา

20170603_jealous

วันนี้ผมได้อ่านบล็อกของ Derek Sivers ได้มุมมองที่น่าสนใจเลยอยากนำมาเล่าสู่กันฟังครับ

ลองจินตนาการว่าคุณได้เป็นตัวแทนประเทศไปวิ่งแข่งในกีฬาโอลิมปิกส์

คุณเข้าเส้นชัยเป็นที่ 2 ได้ขึ้นไปยืนอยู่บนแท่นเพื่อรับเหรียญเงิน คุณจะรู้สึกอย่างไร?

“ถ้าเราวิ่งเร็วกว่านี้อีกนิดเดียวก็ได้เหรียญทองไปแล้ว”

มันคงเป็นความรู้สึกที่ทั้งเสียใจและเสียดายที่พลาดเหรียญทองไปอย่างฉิวเฉียด

แต่ถ้าคุณได้เหรียญทองแดงล่ะ?

“ถ้าช้ากว่านี้อีกนิดเดียวก็คงไม่ได้มายืนอยู่บนแท่นนี้แล้ว!”

ความสุขนั้นขึ้นอยู่กับว่าเราโฟกัสไปที่เรื่องใด

ถ้าเรารู้ตัวว่าอิจฉาคนอื่นๆ บ่อยๆ นั่นแสดงว่าเรากำลังคิดแบบนักวิ่งเหรียญเงิน วิธีบรรเทาก็คือหัดคิดแบบนักวิ่งเหรียญทองแดงซะบ้าง

ถ้าเรามีความสุขกับการใช้มือถือรุ่นใหม่ล่าสุด พอเห็นคนอื่นใช้มือถือรุ่นที่ใหม่กว่าเรา เราก็จะอิจฉาทันที

แต่ถ้าเราพอใจกับมือถือที่คุณภาพดีและราคาสมเหตุสมผล เราก็จะรู้สึกดีเมื่อเทียบกับคนอื่นที่ใช้มือถือคุณภาพต่ำ

ถ้าเราเป็นนักดนตรีที่มีความฝันอยากโด่งดังเป็นซูเปอร์สตาร์ แต่ความจริงยังไม่ค่อยมีคนรู้จัก เราก็จะคอยเปรียบเทียบตัวเองกับคนที่ดังกว่าตลอด

แต่ถ้าเราเล่นดนตรีเพื่อดนตรี แค่เราได้หาเลี้ยงชีพจากสิ่งที่ตัวเองรัก เราก็พอใจแล้ว

ถ้าเราเป็นพนักงานบริษัท แล้วเทียบตัวเองกับคนที่เงินเดือนดีกว่า เราก็จะทุกข์ใจ แต่ถ้าเราคิดได้ว่ายังมีอีกหลายคนที่ฝันอยากจะได้มาอยู่ ณ จุดที่เรายืนอยู่ เราก็จะไม่ทุกข์มากนัก

ไม่ได้แปลว่าคนเราไม่ควรมุ่งสู่ความเป็นเลิศนะครับ

ในบางครั้ง เราก็ต้องคิดแบบนักวิ่งเหรียญเงินเพื่อจะมีแรงฮึดขยันซ้อมให้มากขึ้น

แต่ในเวลาที่เหลือ เราควรจะเห็นคุณค่าในสิ่งที่ตัวเองมีอยู่แล้ว

ผมเองก็ยังคิดแบบนักวิ่งเหรียญเงินเป็นประจำ โดยเฉพาะเวลาที่เห็นบล็อกเกอร์ที่มียอดไลค์ยอดแชร์เยอะๆ

แต่ความคิดนี้ก็จะดับลงเมื่อมีคนมาขอบคุณหรือบอกว่าบทความวันนี้มีประโยชน์มากเลย

เพราะมันได้ช่วยย้ำเตือนว่า ผมเริ่มเขียนบล็อกนี้เพื่ออะไร

—–

(UPDATE 25 Aug 2017: “Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” หนังสือเล่มแรกของผมวางแผงแล้วนะครับ หาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ คิโนะคุนิยะ เอเชียบุุ๊คส์ บีทูเอส และศูนย์หนังสือจุฬาครับ bit.ly/tgimannounce)

ขอบคุณเนื้อหาจาก Derek Sivers: Think like a bronze medalist, not silver

อ่านบทความใหม่ทุกวันที่เพจ Anontawong’s Musings: facebook.com/anontawongblog

อ่านบทความทั้งหมด anontawong.com/archives

ดาวน์โหลดหนังสือ “เกิดใหม่” anontawong.com/subscribe/

4 วิธีทำให้ตัวเองอารมณ์ดีขึ้น (ตามหลัก Neuroscience)

20170521_cheerup3

วันนี้มีเทคนิคดีๆ จากเว็บ Big Think ว่าด้วยการทำตัวเองให้อารมณ์ดีขึ้น โดยวิธีการเหล่านี้ล้วนมีแต่เหตุผลทาง Neuroscience (ประสาทวิทยาศาสตร์) มาสนับสนุนด้วยครับ

1. ขอบคุณ
ในสมองของเราจะมีส่วนที่เรียกว่า Reward Center ซึ่งประกอบไปด้วย dorsomedial prefrontal cortex, amygdala, insula เวลาเราได้กินอาหารตอนที่ท้องหิว เวลาได้ช่วยเหลือคน เวลาได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ หรือแม้กระทั่งเวลาได้เสพยาเสพติดบางชนิด เราจะรู้สึกดีเพราะสมองส่วน Reward Center นี้ถูกกระตุ้น

แต่คุณรู้หรือไม่ว่า เวลาที่เรากังวล เครียด หรือรู้สึกผิด เราก็กำลังกระตุ้นประสาทส่วน Reward Center นี้เช่นกัน นี่คือเหตุผลที่ใครหลายคนติดนิสัยด่าทอตัวเองหรือพูดจาเชิงลบอยู่ในหัวตลอดเวลา นั่นเพราะว่ามันไปกระตุ้นตัว Reward Center แม้จะเป็นการกระตุ้นในทางไม่ดี แต่ก็ยังดีกว่าไม่มีการกระตุ้นอะไรเลย

หากพบว่าตัวเองกำลังตกอยู่ในสภาวะที่หดหู่ตึงเครียด วิธีหาทางออกที่ง่ายที่สุดคือการ “รู้สึกขอบคุณ” (feeling gratitude) กับอะไรก็ได้ ซึ่งมันจะทำให้สมองหลั่งสาร Serotonin ซึ่งเป็นสารแห่งความสุข

แม้บางทีเราจะนึกไม่ออกว่าอยากจะขอบคุณ “อะไร” ก็ไม่เป็นไร เพราะแค่รู้สึกขอบคุณเฉยๆ ก็สามารถทำให้สมองหลั่งสารนี้ออกมาได้แล้ว

2. ตั้งชื่อให้ความรู้สึก
ถ้าขอบคุณแล้วก็ยังรู้สึกแย่อยู่ ลองสำรวจให้ดีๆ ว่าความรู้สึกที่คุณกำลังประสบอยู่นั้นคือความรู้สึกอะไร? เศร้า? จ๋อย? เหงา? โกรธ? ผิดหวัง?

นาย David Rock เขียนไว้ในหนังสือ Your Brain at Work: Strategies for Overcoming Distraction, Regaining Focus, and Working Smarter All Day Long ว่า

“หากอยากลดระดับความรุนแรงของอารมณ์ คุณแค่ต้องใช้คำไม่กี่คำในการอธิบายอารมณ์นั้น ถ้าจะให้ดีควรเป็นภาษาเชิงอุปมาอุปไมยและสรุปอารมณ์นั้นด้วยคำที่เรียบง่ายเข้าไว้ การกระทำนี้จะไปกระตุ้นสมองส่วนหน้า (prefrontal cortex) ซึ่งจะไปลดการกระตุ้นระบบลิมบิก (ซึ่งควบคุมด้านอารมณ์)”

3. ตัดสินใจ
อีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เรากังวลได้เป็นเวลานาน คือการคิดซ้ำไปซ้ำมากับปัญหาเดิมๆ และพยายามหาทางออกที่ดีที่สุด

แต่บางทีเราไม่จำเป็นต้องหาทางออกที่ดีที่สุดก็ได้ แค่ตัดสินใจเลือกทางใดทางหนึ่งก็เพียงพอที่จะทำให้เราหยุดกังวลได้แล้ว เพราะการตัดสินใจจะทำให้สมองหลั่งสาร dopamine ซึ่งเป็น neurotransmitter (สารส่งผ่านประสาท) ซึ่งทำให้เรารู้สึกดี
4. โอบกอด
การโอบกอด (โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกอดนานๆ) จะทำให้สมองหลั่งฮอร์โมน oxytocin ซึ่งจะไปลดปฏิกิริยาของต่อม amygdala (ที่มักจะถูกกระตุ้นตอนเรากลัวหรือกังวล) ส่วนการจับมือหรือตบไหล่ก็ช่วยได้เช่นกัน

แต่ถ้าเราไม่มีใครให้กอดหรือให้บีบมือแน่นๆ ล่ะ? อย่าเพิ่งหมดหวังครับ นักประสาทวิทยาบอกว่าการนวดก็ช่วยกระตุ้นให้สมองหลั่ง oxytocin ได้

และนี่คือ 4 วิธีที่จะช่วยให้เราอารมณ์ดีขึ้นได้ฟรีๆ ครับ (ยกเว้นข้อสุดท้ายที่อาจต้องพึ่งหมอนวดแผนโบราณ!)


ขอบคุณข้อมูลจาก Big Think: 4 Things You Can Do to Cheer Up, According to Neuroscience

อ่านบทความใหม่ทุกวันที่เพจ Anontawong’s Musings: facebook.com/anontawongblog

อ่านบทความทั้งหมด anontawong.com/archives

ดาวน์โหลดหนังสือ “เกิดใหม่” anontawong.com/subscribe/

เทคนิค 3R เมื่อเป้าหมายเริ่มห่างไกล

20170518_3r

คนจำนวนไม่น้อยชอบตั้งเป้าหมายที่ท้าทาย และกระตุ้นให้เราลุกขึ้นจากเตียงทุกวัน

เป้าหมายยิ่งยาก ยิ่งเสี่ยงเท่าไหร่ รางวัลที่ได้มาก็ยิ่งใหญ่มากขึ้นเท่านั้น

แต่หนึ่งในคำถามคลาสสิคที่คนชอบตั้งเป้าหมายมักพบกันก็คือ ถ้าความเป็นจริงกับเป้าหมายมันเริ่มห่างไกลขึ้นทุกที เราจะรู้ได้อย่างไรว่าควรจะไปต่อหรือควรจะยอมแพ้ (เพื่อไปจับเป้าหมายอื่นแทน)

Michael Hyatt ได้ให้ข้อคิดไว้ในพอดคาสท์ Smart Passive Income ซึ่งแม้จะไม่ได้ตอบคำถามนี้โดยตรง แต่ก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับคนที่กำลังประสบปัญหาเป้าหมายกำลังจะหลุดมือนะครับ

เขาเรียกเทคนิคนี้ว่า 3R – Recommit, Revise, Remove

Recommit – บางทีการที่เราเหยาะแหยะหรือไม่กระตือรือล้นเท่าที่ควรจะเป็น อาจเป็นเพราะว่าเราหลงลืมไปว่าเหตุใดเราถึงตั้งเป้าหมายนี้ตั้งแต่ต้น (Why?) ถ้าเราสามารถระลึกถึงเหตุผลนั้นได้  (และเหตุผลนั้นแข็งแรงพอ) เราก็จะมีแรงฮึดขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งที่จะ recommit หรือตั้งปณิธานกับตัวเองว่าจะทำมันให้สำเร็จให้จงได้

Revise – สถานการณ์ในวันนี้ อาจจะแตกต่างจากสถานการณ์ตอนที่เราตั้งเป้าหมาย เราอาจจะเปลี่ยนงานใหม่ อาจจะมีภาระความรับผิดชอบมากขึ้น อาจจะเวลาน้อยลง เป้าหมายเดิมจึงไม่สมเหตุสมผลกับสถานการณ์อีกต่อไป การรีวิวและปรับเป้าหมายจึงอาจเป็นไอเดียที่ดี

Remove – แต่หากเราพบว่าเป้าหมายที่เราเคยตั้งเอาไว้ ไม่ได้สอดคล้องกับตัวตนและความสนใจของเราในวันนี้แล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องรู้สึกผิดที่จะลบเป้าหมายนั้นทิ้ง เพราะการหยุดไม่ใช่อาชญากรรม หากเป้าหมายนั้นไม่ได้มีคุณค่าในสายตาเราอีกต่อไป ก็ควรจะเอาเวลาและพลังที่เรามีจำกัดนี้ไปทำอย่างอื่นดีกว่า

Michael Hyatt บอกว่าเราควรจะ Recommit ก่อน ถ้า Recommit ไม่ได้ก็ค่อย Revise แต่ถ้า Revise แล้วก็ยังไม่ใช่นั่นแปลว่าเราต้อง Remove แล้วครับ

หวังว่าเทคนิค 3R นี้จะเป็นประโยชน์สำหรับคนชอบตั้งเป้าหมายนะครับ

(ส่วนใครไม่ชอบตั้งเป้าหมายก็ขอเชิญอ่านบทความนี้ได้เลย -> ปีใหม่นี้มาเลิกตั้งเป้าหมายกันเถอะ)


ขอบคุณข้อมูลจาก Smart Passive Income Podcast: SPI 243: How to Create Your Life Vision Plan with Michael Hyatt 

อ่านบทความใหม่ทุกวันที่เพจ Anontawong’s Musings: facebook.com/anontawongblog

อ่านบทความทั้งหมด anontawong.com/archives

ดาวน์โหลดหนังสือ “เกิดใหม่” anontawong.com/subscribe/