ไม่อย่างนั้นตัวเลขจะหลอกเรา (ตอนจบ)

20200901

เมื่อวานนี้ผมพูดเรื่องการให้คะแนนสำหรับการประกวดไปแล้ว วันนี้ผมจะขอพูดเรื่องการประเมินผลของพนักงานกันบ้าง

ผมเห็นการประเมินผลของบางบริษัทก็ใช้วิธีการคำนวณแบบละเอียดยิบเช่นกัน มีหมวดการให้คะแนน แต่ละหมวดก็จะมี weight ของมัน แล้วก็เอาคะแนนของแต่ละหมวดมาคูณกับ weight บวกออกมาได้เป็นคะแนนรวมแล้วก็ให้เป็นเกรด

ซึ่งหลักการก็ฟังดูดีอยู่นะครับ แต่วิธีการนี้ก็มีจุดอ่อน เพราะหัวหน้าบางคนก็ปล่อยเกรด ให้คะแนนสูงเกือบทั้งทีม ขณะที่หัวหน้าบางคนก็เขี้ยวมาก ให้คะแนนน้องต่ำเตี้ยเรี่ยดิน พอเอาคะแนนของสองทีมมา calibrate กันเพื่อให้เกิดความแฟร์ ก็กลายเป็นว่าหัวหน้าต้องกลับไปแก้คะแนนย่อยของลูกน้องเพื่อให้ได้ตามที่เบื้องบนต้องการอีก การประเมินผลแต่ละครั้งจึงต้องมานั่งเล่นแร่แปรธาตุกับตัวเลขและใช้เวลาของทุกคนเยอะมากจนหลายคนเข็ดขยาดการประเมินผลประจำปี

อีกจุดอ่อนหนึ่งก็คือ หมวดและ weight นั้นมัน arbitrary คือกำหนดขึ้นมาเองโดยส่วนกลางอย่าง HR ที่ไม่ได้รู้เนื้องานอย่างแท้จริง และพยายามเอาไปผูกกับ mission, core values หรือ agenda อะไรก็ตามแต่มากจนเกินไป หมวดที่ควรมีก็ไม่มี หมวดที่ไม่ควรมีหรือแทบไม่เกี่ยวกับงานก็ดันมี ทุกทีมถูกบังคับให้คิดคะแนนด้วยเกณฑ์เดียวกันทั้งๆ ที่เนื้องานและบริบทแตกต่างกัน

มันคือความพยายามที่จะทำให้การประเมินนั้น scientific จนเกินเหตุ เป็นการ over-engineer ของคนที่ไม่ได้เป็น engineer

เป็นตลกร้ายอย่างหนึ่งที่คนไม่เก่งคณิตศาสตร์มักจะยึดคณิตศาสตร์เป็นสรณะโดยไม่ได้เข้าใจข้อจำกัดของมัน

สุดท้ายแล้วการประเมินผลมันมีจุดประสงค์หลักๆ แค่ 3-4 อย่าง
– พนักงานสร้างผลงานได้เป็นที่น่าพอใจรึเปล่า
– มีอะไรที่พนักงานควรจะปรับปรุงบ้าง
– เพื่อนร่วมงานทำงานด้วยแล้วสบายใจมั้ย
– เราอยากเก็บเขาไว้อย่างเดิม อยากโปรโมทเขา หรืออยากเอาเขาออก

คำถามที่ว่า “น่าพอใจรึเปล่า” ก็ต้องถามว่าน่าพอใจสำหรับใคร

คำตอบก็คือน่าพอใจสำหรับหัวหน้าทีม ไม่ใช่น่าพอใจสำหรับ CEO หรือสำหรับ HR เพราะหัวหน้าคือคนที่รู้เนื้องานดีที่สุดและเห็นลูกน้องและความต้องการของทีมได้ชัดกว่าคนอื่นๆ

ดังนั้นหัวหน้าทีมจึงควรจะเป็นคนที่ได้ตัดสินว่าผลงานของน้องน่าพอใจหรือไม่ โดยไม่จำเป็นต้องโดนผูกมัดด้วยกฎเกณฑ์จากส่วนกลางเสียจนขยับตัวไม่ได้

ที่ Wongnai (ที่ตอนนี้เปลี่ยนเป็น LINE MAN Wongnai แล้ว) มีเกณฑ์การประเมินผลอยู่สองแกน แกนแรกคือผลงาน แกนที่สองคือเรื่อง core values

ผลงาน
0 – ทำงานไม่ได้ตามความคาดหวัง
1 – ทำงานได้ตามความคาดหวัง
2 – ทำงานได้เกินความคาดหวังเป็นประจำ
3 – ทำงานได้เกินความคาดหวังแบบ superstar

Core Values
A – มี core values ที่โดดเด่น เป็นแบบอย่างที่ดีให้กับเพื่อนร่วมงาน ส่งพลังงานบวกสม่ำเสมอ
B – มี core values เป็นที่น่าพอใจ
C – core values บางข้อน้อยเกินไป ส่งพลังงานลบ เพื่อนร่วมงานทำงานด้วยแล้วอึดอัด

ดังนั้นคะแนนที่พนักงานจะได้ก็จะมีตั้งแต่ 0C ไปจนถึง 3A

รายละเอียดเรื่องการประเมินผลผมจะเขียนลงบล็อก Life@LINE MAN Wongnai ในเวลาอันใกล้นี้

แต่สิ่งที่อยากจะบอกในวันนี้ก็คือเกรด 0,1,2,3 และ A, B, C ไม่ได้มาจากการคำนวณ แต่เป็นการประเมินจากหัวหน้าโดยใช้ข้อมูลจากตัวพนักงานและเพื่อนร่วมงานเป็นข้อมูลประกอบในการตัดสินใจ

ถ้าเราไม่ได้เป็นหัวหน้าที่แย่เกินไปและมีความซื่อตรงเพียงพอ เรามองหน้าลูกน้องแต่ละคนก็ตอบได้แล้วว่าคนไหน 1 คนไหน 2 หรือคนไหน 0 ไม่มีความจำเป็นอะไรที่จะต้องมาคำนวณคะแนนยิบย่อย หรือใช้เกณฑ์จากส่วนกลางที่ไม่ได้เข้าใจเนื้องานของทีมเรา

แน่นอนว่ามันต้องมีกลไกที่จะช่วยป้องกันเรื่องหัวหน้าโหดหรือลำเอียงกับลูกน้องบางคน ซึ่งจะมาแชร์ให้ฟังอีกครั้งในบล็อก Life@LMWN

บริษัทผมใช้วิธีการประเมินแบบนี้มา 4-5 ปีก็รู้สึกว่ายังเป็นวิธีการที่ยังใช้ได้ดีอยู่ คนที่ได้ผลการประเมินที่ดีก็เป็นที่ยอมรับของเพื่อนร่วมงาน คนที่ได้ผลการประเมินไม่ดีก็ไม่มีใครคัดค้าน ยังไม่เคยเจอกรณีที่คะแนนออกมาแล้ว “ค้านสายตาคนดู”

คณิตศาสตร์และตัวเลขเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์ แต่ถ้าใช้เครื่องมือผิดกาลเทศะก็จะทำให้เราหลงทาง

ใครที่เป็น HR ลองทบทวนกระบวนการของเราดูนะครับว่าเรากำลัง over-engineer เกินไปและกำลังโดนตัวเลขหลอกอยู่รึเปล่า

ไม่อย่างนั้นตัวเลขจะหลอกเรา

20200831

สิ่งหนึ่งที่ผมรู้สึกมาได้สักพักแล้ว คือกระบวนการ “ให้คะแนน” ทีมงานหรือตัวบุคคลในบริบทต่างๆ นั้นมักจะมีปัญหา

ผมขอยกสองตัวอย่าง คือการให้คะแนนเวลาตัดสินการประกวด และการให้คะแนนเวลาประเมินผลพนักงาน

เวลามีการประกวดอะไรก็ตามแต่ คณะกรรมการมักจะกำหนดกฎเกณฑ์ว่าจะให้คะแนนหัวข้อไหนบ้าง เช่นการประกวดหนังสั้น ก็จะให้คะแนนเนื้อหา ความคิดสร้างสรรค์ การแสดง คุณภาพโปรดักชั่น ฯลฯ

แล้วแต่ละหัวข้อก็จะมีน้ำหนักหรือ weight แตกต่างกันไป จากนั้นก็เอาคะแนนมาคูณด้วย weight บวกกันแล้วก็จะได้คะแนนรวมออกมา

ฟังดูก็เมคเซนส์ดี แต่บางทีก็มีปัญหา เพราะสมมติมีงานที่เข้ารอบสุดท้ายทั้งหมด 5 ทีม ก ข ค ง จ และมีคณะกรรมการทั้งหมด 5 คน – A B C D E

และสมมติว่างานที่ได้คะแนนมากที่สุดคืองานของทีม ก และ ทีม ข

งานของทีม ก กรรมการ A, B, C ชอบมาก D เฉยๆ ส่วน E ไม่ชอบเลย

งานของทีม ก ก็จะได้คะแนน 9, 9, 8, 6, 1 = 33 คะแนน

งานของทีม ข กรรมการทุกคนเฉยๆ ยกเว้น E ที่ชอบสุดๆ

งานของทีม ข ก็จะได้คะแนน 6, 6, 6, 6, 10 = 34 คะแนน

กลายเป็นว่างานชิ้นที่ 2 ดันได้คะแนนมากกว่าชิ้นที่ 1 เฉยเลย ทั้งๆ ที่ไม่ได้โดดเด่น และกรรมการส่วนใหญ่ไม่ได้ชอบงานชิ้นนี้ด้วยซ้ำ

การให้คะแนนด้วยระบบแบบนี้ทำให้กรรมการบางคนมีน้ำหนักกับการตัดสินมากเกินไป

วิธีที่ผมพบว่าเวิร์คกว่ากันเยอะ คือวิธีของพี่ปรัชญา ปิ่นแก้ว ผู้กำกับหนังเรื่ององค์บาก ที่เคยมาตัดสินโครงการประกวดหนังสั้นโรงหนังประชาชน ที่ผมเคยจัด

พี่ปรัชญาบอกว่า เมื่อถึงรอบสุดท้าย แทนที่จะมานั่งให้คะแนนแล้วคูณตาม weight วิธีที่แฟร์กว่าคือให้กรรมการเรียงลำดับเลยว่า ในบรรดาหนังทั้ง 5 เรื่องชอบเรื่องไหนมากที่สุด ไล่เรียงไปจนถึงหนังที่ชอบน้อยที่สุด แล้วเอาลำดับของกรรมการของทุกคนมารวมกัน ใครได้เลขน้อยที่สุดก็ชนะไป

งานของทีม ก กรรมการ A B C D E ให้ลำดับดังต่อไปนี้ 1 1 2 3 5 = 12

งานของทีม ข กรรมการ A B C D E ให้ลำดับดังต่อไปนี้ 4 4 3 4 1 = 16

ในกรณีนี้เราต้องดูผลรวมที่น้อยกว่า ดังนั้นทีม ก ก็จะชนะไปอย่างสมศักดิ์ศรี

ผมเคยลองเอาวิธีนี้มาใช้กับการจัดการแข่งขันการแสดงที่บริษัทแล้วก็เวิร์คดี เลยอยากจะเอามาถ่ายทอดเอาไว้ เพื่อผู้อ่านจะเอาไปลองใช้ดูบ้าง

เพราะการคิดแบบเดิมที่เอาตัวเลขมาบวกลบคูณหารเป็นคะแนนนั้น มันมีจุดบอดอย่างที่กล่าวมาคือกรรมการบางคนให้คะแนนได้ extreme เกินไปและส่งผลต่อภาพรวมจนเราอาจจะได้ผู้ชนะที่มีผลงานระดับกลางๆ เท่านั้น ซึ่งไม่มีใครเจตนา เพียงแต่ระบบมันออกแบบมาอย่างนี้ ทุกคนก็เลยโดนตัวเลขหลอกกันไปแบบงงๆ ว่า อ้าว ตกลงทีมนี้ชนะเหรอ

พรุ่งนี้จะขอเขียนต่ออีกตอนเรื่องการประเมินผลพนักงาน เพราะหลายที่ก็น่าจะกำลังโดนตัวเลขหลอกอยู่เช่นกันครับ

ยิ่งหาทางลัดยิ่งช้า

20200830d

ยิ่งหาทางลัดยิ่งช้า

หนึ่งใน “ความสามารถพิเศษ” ของผมคือการเล่นกีตาร์โดยไม่ต้องดูคอร์ด

ที่ต้องใส่ ” ” เพราะจริงๆ แล้วมันไม่ได้พิเศษอะไรขนาดนั้น ผมเชื่อว่ามันเป็นสิ่งที่เราฝึกกันได้

ผมเริ่มเล่นกีตาร์ตอนอยู่ม.ปลายที่นิวซีแลนด์ ปี 1994

สมัยนั้นถ้าอยู่เมืองไทย ก็จะซื้อหนังสือเพลงมาเปิดคอร์ดแล้วเล่นตาม

แต่ที่นิวซีแลนด์ไม่มีหนังสือคอร์ดขาย อินเทอร์เน็ตก็ยังไม่มี ดังนั้นทางเดียวที่จะเล่นเพลงที่เราชอบได้ก็คือต้องแกะเอาเอง

แกะถูกหรือผิดก็ไม่รู้ รู้แค่ว่าเล่นไปแล้วมันไม่ขัดหู

พอได้แกะเองบ่อยๆ มันก็เลยจะพอจับทางได้ว่าถ้าทำนองประมาณนี้ คอร์ดต่อไปต้องประมาณไหน

เพลงไทยยุค 90’s นั้นมีทางคอร์ดที่ตรงไปตรงมาอยู่แล้ว อัสนี-วสันต์ นูโว เจ-เจตริน อินคา ป้าง-นครินทร์ กิ่งศักดิ์ พอได้แกะเองบ่อยๆ ก็เข้าใจและมั่นใจมากขึ้น ผมเลยมีความสามารถนี้ติดตัวไปโดยปริยายและไม่หายไปไหน เหมือนการปั่นจักรยานสองล้อที่ต่อให้ไม่ได้ปั่นมาหลายปีก็ยังกลับไปปั่นได้เสมอ

ตอนเรียนมหาวิทยาลัยผมเลยเป็นมือกีตาร์ประจำวง(เหล้า) เพื่อนขอเพลงอะไรมาถ้าผมร้องได้ก็จะเล่นให้ได้เลย

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาผมได้คุยไลน์กับเพื่อนกลุ่มนี้

Rut: ได้เล่นกีตาร์บ้างมั้ยเล็ก

Lek: เล่นเกือบทุกวัน แต่ซื้อหนังสือมาเรียนรู้เองกลับไม่ได้อ่าน

Rut: ดีๆ เรียนใน youtube ก็ได้มั้ง

Lek: 555 ซื้อมาแล้วอ่ะ อยากเรียน picking ให้เก่ง รู้สึกเล่นไปแล้วจังหวะมันไม่ค่อยลงตัว

Rut: เปิดเพลงเล่นตามบ่อยๆ ก็ได้แล้วมั้ง

Kitt: อยากรู้วิธีการจำคอร์ดอะรุด

Rut: ก็ต้องเล่นแบบไม่ดูคอร์ดบ่อยๆ แล้วมันจะจับทางได้เอง

Rut: มันจะรู้ว่าถ้าเสียงประมาณนี้มันน่าจะคอร์ดนี้

Rut: ถ้าคีย์ G มันก็จะมีแค่ G Em C Am D7 Bm วนๆ อยู่แค่นี้แหละ

Lek: ยากแหละ

Rut: 6-7 คอร์ดเอง มันต้องมีซักคอร์ดที่ถูก ลองเล่นเพลงอัสนี-วสันต์หรือนูโว ทางคอร์ดง่าย

Kitt: แล้วมันจะจับทางได้เอง <— มีทางอื่นมั้ย

Rut: ยิ่งหาทางลัดยิ่งช้า

Lek: จริง

Rut: เอาไปเขียนบล็อกดีกว่า 555

Rut: กิตกับเล็กร้องเพลงถูกคีย์อยู่แล้ว

Rut: ดังนั้นถ้าคอร์ดมันผิดเราจะรู้อยู่แล้วว่ามันไม่ใช่ ก็แค่ปรับไปเรื่อยๆ

Rut: อย่างที่บอกว่ามันมีแค่ 6-7 คอร์ดนี้

Kitt: คือ พยายามเล่นแบบไม่ดู แล้วลองไปทีละคอร์ด งี้หรอ

Kitt: เริ่มจากคอร์ดใหนดี g หรือ c ดีอะรุด

Rut: แล้วแต่เพลงดิ

Kitt: ต้องลองดูๆ

ทักษะทุกอย่างล้วนต้องใช้เวลา การมีคนช่วยสอนนั้นทำให้เราไปได้เร็วขึ้นก็จริง แต่สุดท้ายเราก็ต้องลงมือเองอยู่ดี ไม่มีใครเก่งแทนเราได้

อย่ามัวแต่มองหาทางลัด เพราะยิ่งรีบจะยิ่งช้า ยิ่งขี้เกียจจะยิ่งเหนื่อย ยิ่งหาทางง่ายจะยิ่งยุ่งยาก

ไปตรงๆ มันนี่แหละ ลงแรงให้คู่ควร แล้วเราจะได้ของที่ยั่งยืนครับ

กฎ 1%

20200425c

ในปี 2010 Dave Brailsford ถูกแต่งตั้งให้เป็น performance director ของนักจักรยานทีมชาติอังกฤษ

ในประวัติศาสตร์รายการแข่งขันจักรยานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง Tour De France นั้น ยังไม่เคยมีนักปั่นชาวอังกฤษคนไหนคว้ารางวัลในรายการนี้ได้แม้แต่คนเดียว และนี่คือมิสชั่นที่เดฟได้รับมอบหมาย

เดฟจึงริเริ่มยุทธศาสตร์ที่เขาเชื่อว่าจะทำให้มีนักปั่นชาวอังกฤษได้ขึ้นไปยืนบนโพเดียมของ Tour De France ภายในเวลา 5 ปี

ยุทธศาสตร์ที่ว่าคือการปรับปรุงทุกภาคส่วนที่เกี่ยวกับการแข่งจักรยานให้ได้ 1%

เดฟโดยเริ่มต้นจากเรื่องเบสิคอย่างดีไซน์ของจักรยาน การรับประทานอาหาร และการฝึกซ้อมของนักกีฬา

แต่เดฟไม่ได้หยุดแค่นั้น เขายังจ้างหมอศัลยกรรมมาสอนวิธีการล้างมือให้กับนักกีฬา หาวิธีการนวดที่จะช่วยให้ร่างกายฟื้นฟูจากความเหนื่อยล้าได้อย่างรวดเร็วที่สุด และแม้กระทั่งหาหมอนที่หนุนนอนแล้วจะหลับได้ทรงประสิทธิภาพที่สุดอีกด้วย

เดฟและทีมงานมองหาทุกวิถีทางที่จะปรับปรุงทุกๆ มิติเกี่ยวกับการแข่งจักรยานให้ดีขึ้น ไม่ว่ามันจะเล็กน้อยแค่ไหนก็ตาม

แล้วนักปั่นจากอังกฤษก็คว้าเหรียญทองของ Tour De France ได้ภายในเวลาแค่ 3 ปี

ในโอลิมปิกปี 2012 ทีมชาติอังกฤษยังเอาชนะคู่แข่งจากชาติต่างๆ อย่างขาดลอยและกวาดเหรียญทองไปได้ถึง 70% ของการแข่งขันทั้งหมด

กฎ 1% บัญญัติว่า ถ้าเพียงเราปรับปรุงทุกๆ ด้านของชีวิตแค่ 1% และเริ่มต้นตั้งแต่วันนี้ ภายในหนึ่งปีชีวิตของเราจะเปลี่ยนแปลงไปได้มากมาย

ซึ่งวิธีการนี้ตรงข้ามกับคนส่วนใหญ่ ที่มักจะเริ่มต้นจาก “แรงบันดาลใจ” แล้วใช้ความฮึดเข้าแลกจนทำอะไรที่เกินตัวและมักจะล้มเลิกเสียกลางคัน

ไอเดียเรื่องกฎ 1% นี้มีคนลองเอาไปประยุกต์ใช้ เริ่มต้นจากอ่านหนังสือวันละ 20 หน้า เริ่มออกกำลังกายแบบ calisthenics วันละ 15 นาที ภายในเวลาเพียงสองเดือนก็อ่านหนังสือจบไป 9 เล่มและลดน้ำหนักไปได้ 4 กิโลครึ่ง

กฎ 1% สอนให้เรารู้ว่า เรื่องเล็กๆ ที่เหมือนจะไม่มีอะไร เมื่อเราทำมันอย่างต่อเนื่องก็มากเกินพอที่จะเปลี่ยนชีวิตเราได้ครับ

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก Quora: Nikhil Nallaballe’s answer to What is the most clever life hack you’ve learned?

ติดตาม Anontawong’s Musings ทาง LINE: https://lin.ee/2VZMu59

ตามหาหนังสือ “ช้างกูอยู่ไหน” และ “Thank God It’s Monday” ได้ที่ whatisitpress.com และร้านหนังสือชั้นนำทั่วไปครับ

ถ้าเริ่มต้นวันได้ดี ที่เหลือของวันก็จะดีตาม

20200419

ช่วงที่ Work from home รูทีนที่เราเคยมีอาจจะสูญเสียไปไม่น้อย ซึ่งทำให้ชีวิตขาดบาลานซ์อะไรบางอย่าง ทำให้เหนื่อยเกินไป เฉาเกินไป

2-3 วันมานี้ผมเลยใส่ใจกับการเอากิจวัตรประจำวันกลับมาเป็นพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นการภาวนา การออกกำลังกายให้ออกเหงื่อ อ่านหนังสือ เขียนไดอารี่ เขียนบล็อก จำชื่อคน เรียนภาษาจีน ซึ่งเหล่านี้ล้วนเป็นกิจกรรมที่ผมทำเป็นประจำช่วงก่อนจะ work from home แต่ร้างราไปเมื่อถูก disrupt ด้วยสถานการณ์โควิด

พอกลับเข้า routine ของตัวเองได้อีกครั้ง ก็รู้สึกว่ามีพลังบวกมากขึ้น ใจเย็นลง ตัดสินใจเรื่องเล็กๆ ได้ดีขึ้น และชีวิตเราก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าผลรวมของการตัดสินใจเล็กๆ นับร้อยนับพันเหล่านี้

ผมเลยได้ข้อสรุปว่า ถ้าอยากจะมีวันดีๆ ให้เริ่มต้นวันให้ดี ด้วยการทำอะไรเพื่อตัวเอง ทำอะไรที่ productive ทำอะไรที่เป็น small wins ที่จะช่วยเสริมสร้างความมั่นใจให้เราไปได้ตลอดวัน

อ้อ แล้วการเริ่มต้นวันที่ดีไม่ใช่ตั้งแต่ตอนตื่นนอนนะครับ มันเริ่มตั้งแต่ตอนที่เราเข้านอนเลย เพราะการนอนมันไม่ได้มีผลอะไรกับวันที่เพิ่งผ่านมา แต่มันส่งผลต่อวันที่กำลังจะมาถึงเต็มๆ ถ้าเมื่อคืนเรานอนไม่พอ ตื่นมาก็ย่อมจะมีวันดีๆ ได้ยาก

เริ่มให้ดี แล้วมักจะจบได้สวยครับ

เคล็ดลับสุขภาพจิตที่ดี

20200414

คือหาเรื่องให้ตัวเองได้ออกเหงื่อทุกวัน

วิถีชีวิตของมนุษย์เรานั้นต้องอย่ภายใต้แสงแดดมาโดยตลอด

สมัยที่มนุษย์อยู่เป็นกลุ่มเล็กๆ ผู้ชายต้องล่าสัตว์ ส่วนผู้หญิงก็ต้องเก็บผลหมากรากไม้ (hunter-gatherers) ซึ่งช่วงเวลานี้กินเวลาหลายแสนปี

พอเกิดการปฏิวัติเกษตรกรรม (agricultural revolution) เมื่อประมาณ 12,000 ปีที่แล้ว คนเราก็ต้องออกไปทำไร่ทำนาทุกวัน

พอเกิดการปฏิวัติอุตสากรรมเมื่อ 200 ปีที่แล้ว มนุษย์จึงเริ่มละทิ้งการอยู่ในที่แจ้ง แล้วเข้ามาเป็นหนุ่มโรงงาน-สาวโรงงานกัน ก่อนที่งานบางส่วนจะค่อยๆ แปรรูปไปเป็นงานในออฟฟิศ

ช่วงเวลาที่เราเป็นนักล่าและชาวนานั้นกินเวลายาวนานกว่างานในโรงงานหลายเท่านัก

ผมจึงเชื่อว่า ร่างกายและจิตใจเบื้องลึกของเรายังโหยหาการขยับเขยื้อนเคลื่อนไหว โหยหาแสงอาทิตย์ โหยหากิจกรรมที่ทำให้เหงื่อออก

มนุษย์ไม่ได้ถูกวิวัฒนาการให้มานั่งตากแอร์หน้าจอคอมวันละ 10 ชั่วโมง ต่อด้วยการนอนไถมือถืออีก 2 ชั่วโมงแน่ๆ

ดังนั้น ถ้าอยากมีสุขภาพจิตที่ดี หาทางออกไปเจอแดด หาทางไปออกเหงื่อให้ได้ทุกวันนะครับ

—–

ติดตาม Anontawong’s Musings ทาง LINE: https://lin.ee/2VZMu59

เราควรดื่มน้ำวันละ 8 แก้วจริงหรือ

20200406

ความเชื่อเรื่องการดื่มน้ำวันละ 8 แก้ว น่าจะมีต้นตอมาจากบทความที่ตีพิมพ์เมื่อปี 1945 โดย National Academy of Sciences Food and Nutrition Board

บทความนี้ระบุว่า “โดยปกติ ปริมาณน้ำที่เหมาะกับร่างกายผู้ใหญ่คือ 2.5 ลิตรต่อวัน” (A suitable allowance of water for adults is 2.5 litres daily in most instances)

บทความนี้ยังระบุต่ออีกว่า “(น้ำ)ส่วนใหญ่อยู่ในอาหารที่เรารับประทาน” (most of this quantity is contained in prepared foods)

ผักอย่างกะหล่ำหรือมะเขือนั้นเป็นน้ำถึง 92% และกระบวนการเผาผลาญอาหารก็ผลิตน้ำขึ้นมาด้วยเช่นกัน

แต่เนื้อหาที่ว่าน้ำส่วนใหญ่นั้นอยู่ในอาหารที่เรารับประทานอยู่แล้ว กลับหายไปจากสารบบ และน้ำ 2.5 ลิตร ก็กลายร่างมาเป็นน้ำ 8 แก้วเพื่อให้ง่ายต่อการจดจำ

จริงๆ แล้วปริมาณน้ำที่เราควรดื่มในแต่ละวันขึ้นอยู่กับขนาดตัว กิจกรรมที่เราทำ และสภาพอากาศ การดื่มน้ำมากเกินไปนั้นอาจเป็นอันตรายได้ โดยเฉพาะคนที่เป็นโรคหัวใจ

แล้วเราควรดื่มน้ำเท่าไหร่จึงจะพอดี

คำตอบนั้นง่ายมาก – กระหายน้ำเมื่อไหร่ก็ดื่มเมื่อนั้น เพราะร่างกายของเรามีกลไกที่จะคอยตรวจสอบอยู่แล้วว่าน้ำในร่างกายของเรามีเพียงพอรึเปล่า ถ้ามันเริ่มไม่พอเมื่อไหร่ สมองก็จะสั่งให้ร่างกายรู้สึกกระหายน้ำทันที

ส่วนวิธีดูว่าแต่ละวันเราดื่มน้ำพอหรือยัง ก็คือการดูสีของปัสสาวะ ถ้าเป็นสีเหลืองอ่อนก็ถือว่าใช้ได้แล้วครับ

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก The Conversation: Do I have to drink eight glasses of water per day? We asked five experts 

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมวางแผงแล้วนะครับ ถ้าช่วงนี้ไม่สะดวกไปร้านหนังสือ ก็ซื้อได้ที่ whatisitpress.com ครับ

ติดตาม Anontawong’s Musings ทาง LINE: https://lin.ee/2VZMu59

เมื่อรู้ตัวว่าสมาธิสั้น ลองทำสิ่งเหล่านี้ดู

20200210c

ตอนนี้เราอยู่ในยุค attention economy

ทุกคน ทุกบริษัทล้วนเรียกร้องความสนใจ หรือ attention ของเรา ไม่ว่าจะเป็นโซเชียลมีเดีย พอดคาสท์ หรือผลิตภัณฑ์ต่างๆ

ใครดึงความสนใจของเราไปได้มากที่สุด ก็จะมีเงินเยอะที่สุด

เราจึงมีแนวโน้มที่จะกลายเป็นผู้ใหญ่สมาธิสั้น เพราะวันๆ เราเจอสิ่งเร้ามากมายเหลือเกิน

ผมเองก็ประสบปัญหาไม่ต่างกัน และก็หาทางต่อสู้กับความสมาธิสั้นนี้มาหลายปี เลยอยากแชร์วิธีการต่างๆ ที่บรรเทาอาการนี้ได้ครับ

– ปิด notifications บนมือถือให้มากที่สุด เหลือที่จำเป็นจริงๆ เท่านั้น ผมเองเปิดแค่เพียง reminder ของการนัดหมายและ Slack ซึ่งเป็นโปรแกรมแชทที่ที่ทำงานใช้กัน

– Uninstall/Disable social media app ในมือถือ ถ้าจะเข้าจริงๆ ก็เข้าผ่าน web browser เอา

– บนแล็ปท็อป เมื่อใช้ social media เสร็จแล้วก็ log out เสีย ทุกครั้งที่เรากลับมาเช็คด้วยความเคยชินจะได้มีเบรคให้ยับยั้งชั่งใจ

– เฝ้าระวัง “ชั่วขณะเล็กๆ” ที่เราจะตัดสินใจทำบางอย่าง ระหว่างสิ่งที่มีประโยชน์และสิ่งที่ไม่มีประโยชน์ ชั่วขณะเล็กๆ เหล่านี้เกิดขึ้นวันละเป็นร้อยครั้งและผลกระทบของมันอาจมีมากกว่าที่เราคิด

– หัดกลับมารู้เนื้อรู้ตัว รู้สึกตัวตอนหายใจ รู้สึกตัวตอนเดินไปไหนต่อไหน

Social media และสมาร์ทโฟนนั้นเป็นของที่มีประโยชน์ เป้าหมายของเราคือการเก็บเกี่ยวประโยชน์จากมันให้มากที่สุดโดยที่ให้มันเก็บเกี่ยวประโยชน์จากเราให้น้อยที่สุด

จงใช้มันแต่อย่าให้มันใช้เราครับ

—–

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการลดทอนสิ่งที่ไม่ใช่ออกไปจากชีวิต มีวางขายที่นายอินทร์ ซีเอ็ด B2S และ Kinokuniya แล้วนะครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ bit.ly/eitrreportingengineer

Routine ตอนเช้าและก่อนนอนของผม

20200205

วันก่อน “เจ” เพื่อนของผมที่ทำงานอยู่อังกฤษทักทางไลน์มาว่ามี routine หรือกิจวัตรอะไรบ้างที่ผมทำก่อนเข้านอนและตอนตื่นเช้า เผื่อเค้าจะลอกบ้าง

ที่เมืองนอกการศึกษาเรื่อง routine ของ high performers เป็นเทรนด์อย่างหนึ่ง อย่าง Tim Ferriss ที่เขียน The 4-Hour Workweek และทำพอดคาสท์ที่มีคนฟังเยอะเป็นอันดับต้นๆ ของโลกก็สนใจเรื่องนี้เป็นพิเศษ

ผมบอกเจไปว่าผมไม่ได้มี routine อะไรที่น่าสนใจหรอก แต่เจก็ยังคะยั้นคะยอให้ผมแชร์ลงบล็อก ผมเห็นว่าไม่เสียหายอะไร และหากผู้อ่านคนไหนจะหยิบมันเอาไปปรับใช้ให้เกิดประโยชน์ได้ผมก็ยินดีครับ

—–

วันธรรมดาผมจะแบ่งชีวิตออกเป็นสามภาค เช้าเพื่อตัวเอง กลางวันเพื่องาน กลางคืนเพื่อครอบครัว

เช้า – เพื่อตัวเอง

5:00 ตื่นนอน เดินจงกรม ภาวนาแบบขยับมือของหลวงพ่อเทียน ถ้ามีเวลาก็จะอ่านหนังสือซัก 3-4 หน้า ช่วงที่ไม่มีฝุ่นก็จะลุกเร็วกว่านี้นิดหน่อย เพื่อออกไปวิ่งรอบหมู่บ้านประมาณ 30-45 นาที สามวันต่อสัปดาห์

5:30 ถ้าไม่ได้วิ่งก็จะออกกำลังกาย 7 นาที หรือถ้าขี้เกียจก็จะวิดพื้น 40 ที อาบน้ำ แต่งตัว (ใส่ถุงเท้าก่อนใส่กางเกง) คุยกับแฟนตอนแฟนแต่งตัว เอากระเป๋าถือและกระเป๋าใส่ “เสบียง” ของแฟนไปไว้ในรถ

6:00 จุ๊บแฟนก่อนออกจากบ้าน ขับรถคนละคันเพราะไปคนละทาง ระหว่างทางจะฟังอยู่สามอย่างคือ podcast ทาง Stitcher, audiobook ของ Storytel และ book summaries ของ Headway

Podcast ที่ฟังก็จะสลับกันไปแล้วแต่ว่าหัวข้อน่าสนใจมั้ย ดูรายชื่อพอดคาสท์ได้ในตอนท้าย

ผมไม่ค่อยได้ฟังพอดคาสท์ของคนไทย ไม่ใช่เพราะไม่อยากฟังแต่เพราะต้องการฝึกหูให้ยังเคยชินกับภาษาอังกฤษ ทุกวันนี้ทำงานไม่ค่อยได้ใช้ภาษาอังกฤษแล้ว การฟังพอดคาสท์จึงเป็นวิธีง่ายๆ วิธีเดียวที่จะยังได้ฟังภาษาอังกฤษทุกเช้า

ส่วนหนังสือเสียงของ Storytel ก็ดีกว่า Audible ของอเมซอน ตรงที่จ่ายเดือนละ $10 แล้วจะฟังเท่าไหร่ก็ได้ แม้ตัวเลือกจะไม่มากเท่าแต่ก็มากเกินพอ

Headway เป็น book summary ที่ดีกว่า Blinkist หรือ 12min แม้จะเป็นเสียง AI แต่การสรุปนั้นลงลึกกว่าและมีประโยชน์กว่า

ระหว่างขับไปออฟฟิศแฟนอาจโทรมาคุยเรื่องที่ทำงานและเรื่องลูกๆ เพราะเรากลับบ้านค่ำและนอนเร็วกันทั้งคู่ เวลาช่วงหัวค่ำเลยมักเทให้กับการคุยกับลูกๆ มากกว่าการคุยกันเอง

7:00 ถึงออฟฟิศ เขียน diary สั้นๆ ลง notepad ที่ไม่ใช้แอปหรือโปรแกรมอื่นเพราะ text file เก็บได้นาน อีก 20 ปีก็น่าจะยังเปิดได้

7:05 แชร์บล็อกที่เขียนเก็บเอาไว้ แล้วค่อยเริ่มเขียนบล็อกตอนใหม่ด้วยเว็บ writer.bighugelabs.com บทความพันกว่าตอนทั้งหมดของผมล้วนเขียนลงที่นี่ซึ่งมัน backup ให้อัตโนมัติ แชร์เสร็จแล้วก็กด log out จาก Facebook เพื่อจะได้ไม่ต้องเข้าไปชื่นชมผลงานตัวเองบ่อยเกินไป

8:00 ทานข้าว อ่านหนังสือ เข้าห้องน้ำ

ผมไม่ดื่มกาแฟเพราะอยากพึ่งพาสิ่งนอกตัวให้น้อยที่สุด ถ้าไม่ได้ดื่มกาแฟแล้วง่วง ก็แปลว่าเรายังนอนไม่พอ ดังนั้นต้องแก้ที่ต้นเหตุไม่ใช่ที่ปลายเหตุ

มือถือผมจะไม่เล่นจนกว่าจะเข้าแอปสองอันนี้ให้เรียบร้อยก่อน คือ Ankidroid เอาไว้ทบทวนหน้าและชื่อพนักงาน Wongnai และ Drops ที่เอาไว้เรียนภาษาจีนครั้งละ 5 นาที

—-

กลางวัน – เพื่องาน

8:45 วางแผนงานของวันนี้ เปิดดูงานที่จดไว้จาก todoist.com เขียนงาน 3 ชิ้นที่สำคัญที่สุด เขียนงานที่เหลือไว้ด้านล่างโดยแบ่งเป็นสองคอลัมน์คืองานที่ต้องทำที่โต๊ะกับงานที่ไม่ต้องทำที่โต๊ะ

พอทำงานชิ้นใหญ่เสร็จหนึ่งชิ้น ผมมักจะแทรกด้วยการเดินไปเติมน้ำ เข้าห้องน้ำ และทำงานที่ไม่ต้องทำที่โต๊ะเช่นคุยกับคนต่างทีม คุยกับหัวหน้า หรือคุยกับน้อง ระหว่างเดินจะพยายามเดินอย่างรู้เนื้อรู้ตัว

12:30 ทานอาหารกลางวัน

18:30 เลิกงาน กลับบ้าน ระหว่างทางกลับบ้านจะฟังหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชโชทาง Spotify ฟังไปก็รู้เนื้อรู้ตัวไป เป็น transition ที่ดีระหว่างโหมดคนทำงานกับโหมดคนอยู่บ้าน

—–

กลางคืน – เพื่อครอบครัว

19:30 ถึงบ้าน กินผลไม้หรือดื่มน้ำผลไม้ (บางวันถ้าหิวจัดๆ ก็จะแวะกินอะไรเข้ามาก่อน)

19:45 เสียบมือถือไว้ที่โต๊ะทำงาน เดินเข้าห้อง กอดลูกๆ ทั้งสองที่กำลังนั่งดูการ์ตูนกับพี่เลี้ยงผ่าน Youtube ทางทีวี จับลูกโยนสองสามที แล้วเดินไปหยิบเสื้อผ้าที่จะใช้วันพรุ่งนี้ไปแขวนในห้องน้ำและอาบน้ำ (อาบน้ำเสร็จแล้วพี่เลี้ยงจะได้ไปพักได้) แฟนก็จะกลับมาถึงบ้านช่วงเวลาประมาณนี้เหมือนกัน

20:00 เล่นกับลูกและแฟน วิ่งไล่จับ ทำสไลเดอร์ผ้าห่ม นางเงือกน้อย ซ่อนหา

20:30 นาฬิกาปลุกว่าถึงเวลานอน ปิดทีวี ปิดไฟในห้องนอนยกเว้นโคมไฟสลัวๆ แปรงฟันให้ลูกอีกรอบ

21:00 อ่านนิทานให้ลูกฟัง ถ้าอ่านแล้วเราง่วงแต่ลูกยังไม่ง่วง ก็ปิดไฟทั้งหมดแล้วเปลี่ยนเป็นเล่านิทานในความมืดแทน ถ้าเล่าจบแล้วลูกยังไม่หลับ ก็ตีก้นแล้วร้องเพลงกล่อม

21:30 ลูกควรจะหลับหมดแล้ว ถ้าเราง่วงก็นอนไปด้วยเลย ถ้ายังไม่ง่วงก็จะออกมาเช็คมือถือเป็นครั้งสุดท้ายเผื่อมีข้อความใน Slack ที่ต้องตอบ แล้วก็นั่งอ่านหนังสือจนกว่าจะง่วง

22:00 เข้านอน

แน่นอนว่าเวลาไม่ได้เป๊ะๆ อย่างนี้ทุกวัน แต่ก็จะแบ่งคร่าวๆ ได้ประมาณนี้

ถ้าจะมีจุดสำคัญที่ผมอยากจะเน้นก็คือเราต้องมีเวลาให้ตัวเอง จะมากบ้างน้อยบ้างไม่เป็นไร เมื่อเรารู้ตัวว่าเราได้ทำอะไรเพื่อตัวเองแล้ว เราจะทำอะไรเพื่อคนอื่นได้อย่างเต็มใจและยั่งยืน

ส่วนวันหยุดผมไม่ได้มี routine อะไรเป็นพิเศษ ถ้าอากาศดีก็จะออกไปวิ่งอย่างน้อยซัก 10 กิโลเมตร ที่เหลือของวันก็ขึ้นอยู่กับลูกและภรรยาครับ

ใครมี routine อะไรที่อยากแชร์มาคุยกันได้เลยนะครับ


“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการลดทอนสิ่งที่ไม่ใช่ออกไปจากชีวิต มีวางขายที่นายอินทร์ ซีเอ็ด B2S และ Kinokuniya แล้วนะครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ bit.ly/eitrreportingengineer

Podcast ที่ฟัง บน Stitcher
Akimbo by Seth Godin
Big Questions by Cal Fussman
Brave New Work by The Ready
The Tim Ferriss Show
The James Altucher Show
The Joe Rogan Experience

กฎ 70% สำหรับคนเป็นหัวหน้า

20200203

คนที่เพิ่งขึ้นมาเป็นหัวหน้าใหม่ๆ มักจะมีอาการ “ช็อคน้ำ”

หนึ่ง คือจากที่เคยเป็นเพื่อนร่วมงานกัน ก็ต้องมาเป็นหัวหน้าของเขา

สอง คืองานของเพื่อนที่เราไม่ค่อยรู้ ก็ต้องเรียนรู้ให้มากพอที่จะให้คำปรึกษาได้

สาม คือเรามักจะพบว่าเรายังขาด soft skills บางอย่างที่จะช่วยให้ทีมทำงานออกมาได้อย่างที่ควรจะเป็น

สี่ คือเราไม่กล้ามอบหมายงานให้ลูกน้อง หนึ่งเพราะน้องยุ่งอยู่แล้ว สองการสอนนั้นต้องใช้เวลา สามถึงสอนไปงานก็มักออกมาไม่ได้ดั่งใจ เราจึงเลือกที่จะทำเสียเอง

พองานเก่าก็ยังทำ งานใหม่ก็ต้องดู จากคนที่เคยทำหน้าที่ของตัวเองได้อย่างดี ก็กลายเป็นหัวหน้าที่ทำได้ไม่ดีสักอย่าง

หัวหน้าใหม่ รวมถึงหัวหน้าเก่าบางคน จึงน่าจะได้ประโยชน์จากกฎ 70% นี้ครับ

กฎ 70% บัญญัติไว้ว่า ถ้าลูกน้องสามารถทำงานชิ้นนี้ได้ดีประมาณ 70% ของที่เราทำได้ ก็จงมอบหมายให้ลูกน้องทำงานนั้นเสียเถิด เพื่อที่เราจะได้มีเวลาสำหรับงานที่มีแต่เราเท่านั้นที่ทำได้

แม้กฎ 70% จะเข้าใจง่าย แต่ทำได้ยากมาก เหตุผลหนึ่งที่เรามักจะไม่ยอมปล่อยงานให้คนอื่น เพราะเรายังอยาก “รู้สึกดีกับตัวเอง” ด้วยการทำงานที่เราถนัด เพราะงานอื่นๆ ที่มากับหน้าที่หัวหน้านั้นเราไม่เก่งเอาเสียเลย การได้ทำงานที่ตัวเองเก่งอยู่แล้วคือ comfort zone ที่เราโหยหา

แต่การพยายามทำอะไรด้วยตัวคนเดียวนั้นไม่มีทางยั่งยืน เราอาจจะกัดฟันทำได้สักสองสามเดือนหรือแม้กระทั่งเป็นปี แต่สุดท้ายร่างกายคนเรามีลิมิต เวลาของเราก็มีจำกัด แต่งานนั้นเป็นอนันต์ การพยายาม “อมงาน” เอาไว้กับตัวนั้นไม่ได้สร้างผลดีกับใครทั้งสิ้น

ถ้าเราเป็นหนึ่งในคนที่รู้สึกว่าเรายังทำหน้าที่หัวหน้าได้ไม่ค่อยดี ลองเอากฎ 70% ไปลองใช้ดูนะครับ อาจจะเริ่มจากคนที่เราไว้ใจมากๆ ก่อนก็ได้

ช่วงแรกนั้นยากแน่นอน แต่ในระยะยาว ผมเชื่อว่ามันจะทำให้ชีวิตของเราดีขึ้น ทำให้ชีวิตของลูกน้องดีขึ้น และทำให้ทีมดีขึ้นได้ครับ

—–

ขอบคุณประกายความคิดจาก Quora: Hector Quintanella’s answer to What’s the biggest challenge you expect to face in 2020?

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการลดทอนสิ่งที่ไม่ใช่ออกไปจากชีวิต มีวางขายที่นายอินทร์ ซีเอ็ด B2S และ Kinokuniya แล้วนะครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ bit.ly/eitrreportingengineer