กฎ 1%

20200425c

ในปี 2010 Dave Brailsford ถูกแต่งตั้งให้เป็น performance director ของนักจักรยานทีมชาติอังกฤษ

ในประวัติศาสตร์รายการแข่งขันจักรยานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง Tour De France นั้น ยังไม่เคยมีนักปั่นชาวอังกฤษคนไหนคว้ารางวัลในรายการนี้ได้แม้แต่คนเดียว และนี่คือมิสชั่นที่เดฟได้รับมอบหมาย

เดฟจึงริเริ่มยุทธศาสตร์ที่เขาเชื่อว่าจะทำให้มีนักปั่นชาวอังกฤษได้ขึ้นไปยืนบนโพเดียมของ Tour De France ภายในเวลา 5 ปี

ยุทธศาสตร์ที่ว่าคือการปรับปรุงทุกภาคส่วนที่เกี่ยวกับการแข่งจักรยานให้ได้ 1%

เดฟโดยเริ่มต้นจากเรื่องเบสิคอย่างดีไซน์ของจักรยาน การรับประทานอาหาร และการฝึกซ้อมของนักกีฬา

แต่เดฟไม่ได้หยุดแค่นั้น เขายังจ้างหมอศัลยกรรมมาสอนวิธีการล้างมือให้กับนักกีฬา หาวิธีการนวดที่จะช่วยให้ร่างกายฟื้นฟูจากความเหนื่อยล้าได้อย่างรวดเร็วที่สุด และแม้กระทั่งหาหมอนที่หนุนนอนแล้วจะหลับได้ทรงประสิทธิภาพที่สุดอีกด้วย

เดฟและทีมงานมองหาทุกวิถีทางที่จะปรับปรุงทุกๆ มิติเกี่ยวกับการแข่งจักรยานให้ดีขึ้น ไม่ว่ามันจะเล็กน้อยแค่ไหนก็ตาม

แล้วนักปั่นจากอังกฤษก็คว้าเหรียญทองของ Tour De France ได้ภายในเวลาแค่ 3 ปี

ในโอลิมปิกปี 2012 ทีมชาติอังกฤษยังเอาชนะคู่แข่งจากชาติต่างๆ อย่างขาดลอยและกวาดเหรียญทองไปได้ถึง 70% ของการแข่งขันทั้งหมด

กฎ 1% บัญญัติว่า ถ้าเพียงเราปรับปรุงทุกๆ ด้านของชีวิตแค่ 1% และเริ่มต้นตั้งแต่วันนี้ ภายในหนึ่งปีชีวิตของเราจะเปลี่ยนแปลงไปได้มากมาย

ซึ่งวิธีการนี้ตรงข้ามกับคนส่วนใหญ่ ที่มักจะเริ่มต้นจาก “แรงบันดาลใจ” แล้วใช้ความฮึดเข้าแลกจนทำอะไรที่เกินตัวและมักจะล้มเลิกเสียกลางคัน

ไอเดียเรื่องกฎ 1% นี้มีคนลองเอาไปประยุกต์ใช้ เริ่มต้นจากอ่านหนังสือวันละ 20 หน้า เริ่มออกกำลังกายแบบ calisthenics วันละ 15 นาที ภายในเวลาเพียงสองเดือนก็อ่านหนังสือจบไป 9 เล่มและลดน้ำหนักไปได้ 4 กิโลครึ่ง

กฎ 1% สอนให้เรารู้ว่า เรื่องเล็กๆ ที่เหมือนจะไม่มีอะไร เมื่อเราทำมันอย่างต่อเนื่องก็มากเกินพอที่จะเปลี่ยนชีวิตเราได้ครับ

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก Quora: Nikhil Nallaballe’s answer to What is the most clever life hack you’ve learned?

ติดตาม Anontawong’s Musings ทาง LINE: https://lin.ee/2VZMu59

ตามหาหนังสือ “ช้างกูอยู่ไหน” และ “Thank God It’s Monday” ได้ที่ whatisitpress.com และร้านหนังสือชั้นนำทั่วไปครับ

ถ้าเริ่มต้นวันได้ดี ที่เหลือของวันก็จะดีตาม

20200419

ช่วงที่ Work from home รูทีนที่เราเคยมีอาจจะสูญเสียไปไม่น้อย ซึ่งทำให้ชีวิตขาดบาลานซ์อะไรบางอย่าง ทำให้เหนื่อยเกินไป เฉาเกินไป

2-3 วันมานี้ผมเลยใส่ใจกับการเอากิจวัตรประจำวันกลับมาเป็นพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นการภาวนา การออกกำลังกายให้ออกเหงื่อ อ่านหนังสือ เขียนไดอารี่ เขียนบล็อก จำชื่อคน เรียนภาษาจีน ซึ่งเหล่านี้ล้วนเป็นกิจกรรมที่ผมทำเป็นประจำช่วงก่อนจะ work from home แต่ร้างราไปเมื่อถูก disrupt ด้วยสถานการณ์โควิด

พอกลับเข้า routine ของตัวเองได้อีกครั้ง ก็รู้สึกว่ามีพลังบวกมากขึ้น ใจเย็นลง ตัดสินใจเรื่องเล็กๆ ได้ดีขึ้น และชีวิตเราก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าผลรวมของการตัดสินใจเล็กๆ นับร้อยนับพันเหล่านี้

ผมเลยได้ข้อสรุปว่า ถ้าอยากจะมีวันดีๆ ให้เริ่มต้นวันให้ดี ด้วยการทำอะไรเพื่อตัวเอง ทำอะไรที่ productive ทำอะไรที่เป็น small wins ที่จะช่วยเสริมสร้างความมั่นใจให้เราไปได้ตลอดวัน

อ้อ แล้วการเริ่มต้นวันที่ดีไม่ใช่ตั้งแต่ตอนตื่นนอนนะครับ มันเริ่มตั้งแต่ตอนที่เราเข้านอนเลย เพราะการนอนมันไม่ได้มีผลอะไรกับวันที่เพิ่งผ่านมา แต่มันส่งผลต่อวันที่กำลังจะมาถึงเต็มๆ ถ้าเมื่อคืนเรานอนไม่พอ ตื่นมาก็ย่อมจะมีวันดีๆ ได้ยาก

เริ่มให้ดี แล้วมักจะจบได้สวยครับ

เคล็ดลับสุขภาพจิตที่ดี

20200414

คือหาเรื่องให้ตัวเองได้ออกเหงื่อทุกวัน

วิถีชีวิตของมนุษย์เรานั้นต้องอย่ภายใต้แสงแดดมาโดยตลอด

สมัยที่มนุษย์อยู่เป็นกลุ่มเล็กๆ ผู้ชายต้องล่าสัตว์ ส่วนผู้หญิงก็ต้องเก็บผลหมากรากไม้ (hunter-gatherers) ซึ่งช่วงเวลานี้กินเวลาหลายแสนปี

พอเกิดการปฏิวัติเกษตรกรรม (agricultural revolution) เมื่อประมาณ 12,000 ปีที่แล้ว คนเราก็ต้องออกไปทำไร่ทำนาทุกวัน

พอเกิดการปฏิวัติอุตสากรรมเมื่อ 200 ปีที่แล้ว มนุษย์จึงเริ่มละทิ้งการอยู่ในที่แจ้ง แล้วเข้ามาเป็นหนุ่มโรงงาน-สาวโรงงานกัน ก่อนที่งานบางส่วนจะค่อยๆ แปรรูปไปเป็นงานในออฟฟิศ

ช่วงเวลาที่เราเป็นนักล่าและชาวนานั้นกินเวลายาวนานกว่างานในโรงงานหลายเท่านัก

ผมจึงเชื่อว่า ร่างกายและจิตใจเบื้องลึกของเรายังโหยหาการขยับเขยื้อนเคลื่อนไหว โหยหาแสงอาทิตย์ โหยหากิจกรรมที่ทำให้เหงื่อออก

มนุษย์ไม่ได้ถูกวิวัฒนาการให้มานั่งตากแอร์หน้าจอคอมวันละ 10 ชั่วโมง ต่อด้วยการนอนไถมือถืออีก 2 ชั่วโมงแน่ๆ

ดังนั้น ถ้าอยากมีสุขภาพจิตที่ดี หาทางออกไปเจอแดด หาทางไปออกเหงื่อให้ได้ทุกวันนะครับ

—–

ติดตาม Anontawong’s Musings ทาง LINE: https://lin.ee/2VZMu59

เราควรดื่มน้ำวันละ 8 แก้วจริงหรือ

20200406

ความเชื่อเรื่องการดื่มน้ำวันละ 8 แก้ว น่าจะมีต้นตอมาจากบทความที่ตีพิมพ์เมื่อปี 1945 โดย National Academy of Sciences Food and Nutrition Board

บทความนี้ระบุว่า “โดยปกติ ปริมาณน้ำที่เหมาะกับร่างกายผู้ใหญ่คือ 2.5 ลิตรต่อวัน” (A suitable allowance of water for adults is 2.5 litres daily in most instances)

บทความนี้ยังระบุต่ออีกว่า “(น้ำ)ส่วนใหญ่อยู่ในอาหารที่เรารับประทาน” (most of this quantity is contained in prepared foods)

ผักอย่างกะหล่ำหรือมะเขือนั้นเป็นน้ำถึง 92% และกระบวนการเผาผลาญอาหารก็ผลิตน้ำขึ้นมาด้วยเช่นกัน

แต่เนื้อหาที่ว่าน้ำส่วนใหญ่นั้นอยู่ในอาหารที่เรารับประทานอยู่แล้ว กลับหายไปจากสารบบ และน้ำ 2.5 ลิตร ก็กลายร่างมาเป็นน้ำ 8 แก้วเพื่อให้ง่ายต่อการจดจำ

จริงๆ แล้วปริมาณน้ำที่เราควรดื่มในแต่ละวันขึ้นอยู่กับขนาดตัว กิจกรรมที่เราทำ และสภาพอากาศ การดื่มน้ำมากเกินไปนั้นอาจเป็นอันตรายได้ โดยเฉพาะคนที่เป็นโรคหัวใจ

แล้วเราควรดื่มน้ำเท่าไหร่จึงจะพอดี

คำตอบนั้นง่ายมาก – กระหายน้ำเมื่อไหร่ก็ดื่มเมื่อนั้น เพราะร่างกายของเรามีกลไกที่จะคอยตรวจสอบอยู่แล้วว่าน้ำในร่างกายของเรามีเพียงพอรึเปล่า ถ้ามันเริ่มไม่พอเมื่อไหร่ สมองก็จะสั่งให้ร่างกายรู้สึกกระหายน้ำทันที

ส่วนวิธีดูว่าแต่ละวันเราดื่มน้ำพอหรือยัง ก็คือการดูสีของปัสสาวะ ถ้าเป็นสีเหลืองอ่อนก็ถือว่าใช้ได้แล้วครับ

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก The Conversation: Do I have to drink eight glasses of water per day? We asked five experts 

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมวางแผงแล้วนะครับ ถ้าช่วงนี้ไม่สะดวกไปร้านหนังสือ ก็ซื้อได้ที่ whatisitpress.com ครับ

ติดตาม Anontawong’s Musings ทาง LINE: https://lin.ee/2VZMu59

เมื่อรู้ตัวว่าสมาธิสั้น ลองทำสิ่งเหล่านี้ดู

20200210c

ตอนนี้เราอยู่ในยุค attention economy

ทุกคน ทุกบริษัทล้วนเรียกร้องความสนใจ หรือ attention ของเรา ไม่ว่าจะเป็นโซเชียลมีเดีย พอดคาสท์ หรือผลิตภัณฑ์ต่างๆ

ใครดึงความสนใจของเราไปได้มากที่สุด ก็จะมีเงินเยอะที่สุด

เราจึงมีแนวโน้มที่จะกลายเป็นผู้ใหญ่สมาธิสั้น เพราะวันๆ เราเจอสิ่งเร้ามากมายเหลือเกิน

ผมเองก็ประสบปัญหาไม่ต่างกัน และก็หาทางต่อสู้กับความสมาธิสั้นนี้มาหลายปี เลยอยากแชร์วิธีการต่างๆ ที่บรรเทาอาการนี้ได้ครับ

– ปิด notifications บนมือถือให้มากที่สุด เหลือที่จำเป็นจริงๆ เท่านั้น ผมเองเปิดแค่เพียง reminder ของการนัดหมายและ Slack ซึ่งเป็นโปรแกรมแชทที่ที่ทำงานใช้กัน

– Uninstall/Disable social media app ในมือถือ ถ้าจะเข้าจริงๆ ก็เข้าผ่าน web browser เอา

– บนแล็ปท็อป เมื่อใช้ social media เสร็จแล้วก็ log out เสีย ทุกครั้งที่เรากลับมาเช็คด้วยความเคยชินจะได้มีเบรคให้ยับยั้งชั่งใจ

– เฝ้าระวัง “ชั่วขณะเล็กๆ” ที่เราจะตัดสินใจทำบางอย่าง ระหว่างสิ่งที่มีประโยชน์และสิ่งที่ไม่มีประโยชน์ ชั่วขณะเล็กๆ เหล่านี้เกิดขึ้นวันละเป็นร้อยครั้งและผลกระทบของมันอาจมีมากกว่าที่เราคิด

– หัดกลับมารู้เนื้อรู้ตัว รู้สึกตัวตอนหายใจ รู้สึกตัวตอนเดินไปไหนต่อไหน

Social media และสมาร์ทโฟนนั้นเป็นของที่มีประโยชน์ เป้าหมายของเราคือการเก็บเกี่ยวประโยชน์จากมันให้มากที่สุดโดยที่ให้มันเก็บเกี่ยวประโยชน์จากเราให้น้อยที่สุด

จงใช้มันแต่อย่าให้มันใช้เราครับ

—–

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการลดทอนสิ่งที่ไม่ใช่ออกไปจากชีวิต มีวางขายที่นายอินทร์ ซีเอ็ด B2S และ Kinokuniya แล้วนะครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ bit.ly/eitrreportingengineer

Routine ตอนเช้าและก่อนนอนของผม

20200205

วันก่อน “เจ” เพื่อนของผมที่ทำงานอยู่อังกฤษทักทางไลน์มาว่ามี routine หรือกิจวัตรอะไรบ้างที่ผมทำก่อนเข้านอนและตอนตื่นเช้า เผื่อเค้าจะลอกบ้าง

ที่เมืองนอกการศึกษาเรื่อง routine ของ high performers เป็นเทรนด์อย่างหนึ่ง อย่าง Tim Ferriss ที่เขียน The 4-Hour Workweek และทำพอดคาสท์ที่มีคนฟังเยอะเป็นอันดับต้นๆ ของโลกก็สนใจเรื่องนี้เป็นพิเศษ

ผมบอกเจไปว่าผมไม่ได้มี routine อะไรที่น่าสนใจหรอก แต่เจก็ยังคะยั้นคะยอให้ผมแชร์ลงบล็อก ผมเห็นว่าไม่เสียหายอะไร และหากผู้อ่านคนไหนจะหยิบมันเอาไปปรับใช้ให้เกิดประโยชน์ได้ผมก็ยินดีครับ

—–

วันธรรมดาผมจะแบ่งชีวิตออกเป็นสามภาค เช้าเพื่อตัวเอง กลางวันเพื่องาน กลางคืนเพื่อครอบครัว

เช้า – เพื่อตัวเอง

5:00 ตื่นนอน เดินจงกรม ภาวนาแบบขยับมือของหลวงพ่อเทียน ถ้ามีเวลาก็จะอ่านหนังสือซัก 3-4 หน้า ช่วงที่ไม่มีฝุ่นก็จะลุกเร็วกว่านี้นิดหน่อย เพื่อออกไปวิ่งรอบหมู่บ้านประมาณ 30-45 นาที สามวันต่อสัปดาห์

5:30 ถ้าไม่ได้วิ่งก็จะออกกำลังกาย 7 นาที หรือถ้าขี้เกียจก็จะวิดพื้น 40 ที อาบน้ำ แต่งตัว (ใส่ถุงเท้าก่อนใส่กางเกง) คุยกับแฟนตอนแฟนแต่งตัว เอากระเป๋าถือและกระเป๋าใส่ “เสบียง” ของแฟนไปไว้ในรถ

6:00 จุ๊บแฟนก่อนออกจากบ้าน ขับรถคนละคันเพราะไปคนละทาง ระหว่างทางจะฟังอยู่สามอย่างคือ podcast ทาง Stitcher, audiobook ของ Storytel และ book summaries ของ Headway

Podcast ที่ฟังก็จะสลับกันไปแล้วแต่ว่าหัวข้อน่าสนใจมั้ย ดูรายชื่อพอดคาสท์ได้ในตอนท้าย

ผมไม่ค่อยได้ฟังพอดคาสท์ของคนไทย ไม่ใช่เพราะไม่อยากฟังแต่เพราะต้องการฝึกหูให้ยังเคยชินกับภาษาอังกฤษ ทุกวันนี้ทำงานไม่ค่อยได้ใช้ภาษาอังกฤษแล้ว การฟังพอดคาสท์จึงเป็นวิธีง่ายๆ วิธีเดียวที่จะยังได้ฟังภาษาอังกฤษทุกเช้า

ส่วนหนังสือเสียงของ Storytel ก็ดีกว่า Audible ของอเมซอน ตรงที่จ่ายเดือนละ $10 แล้วจะฟังเท่าไหร่ก็ได้ แม้ตัวเลือกจะไม่มากเท่าแต่ก็มากเกินพอ

Headway เป็น book summary ที่ดีกว่า Blinkist หรือ 12min แม้จะเป็นเสียง AI แต่การสรุปนั้นลงลึกกว่าและมีประโยชน์กว่า

ระหว่างขับไปออฟฟิศแฟนอาจโทรมาคุยเรื่องที่ทำงานและเรื่องลูกๆ เพราะเรากลับบ้านค่ำและนอนเร็วกันทั้งคู่ เวลาช่วงหัวค่ำเลยมักเทให้กับการคุยกับลูกๆ มากกว่าการคุยกันเอง

7:00 ถึงออฟฟิศ เขียน diary สั้นๆ ลง notepad ที่ไม่ใช้แอปหรือโปรแกรมอื่นเพราะ text file เก็บได้นาน อีก 20 ปีก็น่าจะยังเปิดได้

7:05 แชร์บล็อกที่เขียนเก็บเอาไว้ แล้วค่อยเริ่มเขียนบล็อกตอนใหม่ด้วยเว็บ writer.bighugelabs.com บทความพันกว่าตอนทั้งหมดของผมล้วนเขียนลงที่นี่ซึ่งมัน backup ให้อัตโนมัติ แชร์เสร็จแล้วก็กด log out จาก Facebook เพื่อจะได้ไม่ต้องเข้าไปชื่นชมผลงานตัวเองบ่อยเกินไป

8:00 ทานข้าว อ่านหนังสือ เข้าห้องน้ำ

ผมไม่ดื่มกาแฟเพราะอยากพึ่งพาสิ่งนอกตัวให้น้อยที่สุด ถ้าไม่ได้ดื่มกาแฟแล้วง่วง ก็แปลว่าเรายังนอนไม่พอ ดังนั้นต้องแก้ที่ต้นเหตุไม่ใช่ที่ปลายเหตุ

มือถือผมจะไม่เล่นจนกว่าจะเข้าแอปสองอันนี้ให้เรียบร้อยก่อน คือ Ankidroid เอาไว้ทบทวนหน้าและชื่อพนักงาน Wongnai และ Drops ที่เอาไว้เรียนภาษาจีนครั้งละ 5 นาที

—-

กลางวัน – เพื่องาน

8:45 วางแผนงานของวันนี้ เปิดดูงานที่จดไว้จาก todoist.com เขียนงาน 3 ชิ้นที่สำคัญที่สุด เขียนงานที่เหลือไว้ด้านล่างโดยแบ่งเป็นสองคอลัมน์คืองานที่ต้องทำที่โต๊ะกับงานที่ไม่ต้องทำที่โต๊ะ

พอทำงานชิ้นใหญ่เสร็จหนึ่งชิ้น ผมมักจะแทรกด้วยการเดินไปเติมน้ำ เข้าห้องน้ำ และทำงานที่ไม่ต้องทำที่โต๊ะเช่นคุยกับคนต่างทีม คุยกับหัวหน้า หรือคุยกับน้อง ระหว่างเดินจะพยายามเดินอย่างรู้เนื้อรู้ตัว

12:30 ทานอาหารกลางวัน

18:30 เลิกงาน กลับบ้าน ระหว่างทางกลับบ้านจะฟังหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชโชทาง Spotify ฟังไปก็รู้เนื้อรู้ตัวไป เป็น transition ที่ดีระหว่างโหมดคนทำงานกับโหมดคนอยู่บ้าน

—–

กลางคืน – เพื่อครอบครัว

19:30 ถึงบ้าน กินผลไม้หรือดื่มน้ำผลไม้ (บางวันถ้าหิวจัดๆ ก็จะแวะกินอะไรเข้ามาก่อน)

19:45 เสียบมือถือไว้ที่โต๊ะทำงาน เดินเข้าห้อง กอดลูกๆ ทั้งสองที่กำลังนั่งดูการ์ตูนกับพี่เลี้ยงผ่าน Youtube ทางทีวี จับลูกโยนสองสามที แล้วเดินไปหยิบเสื้อผ้าที่จะใช้วันพรุ่งนี้ไปแขวนในห้องน้ำและอาบน้ำ (อาบน้ำเสร็จแล้วพี่เลี้ยงจะได้ไปพักได้) แฟนก็จะกลับมาถึงบ้านช่วงเวลาประมาณนี้เหมือนกัน

20:00 เล่นกับลูกและแฟน วิ่งไล่จับ ทำสไลเดอร์ผ้าห่ม นางเงือกน้อย ซ่อนหา

20:30 นาฬิกาปลุกว่าถึงเวลานอน ปิดทีวี ปิดไฟในห้องนอนยกเว้นโคมไฟสลัวๆ แปรงฟันให้ลูกอีกรอบ

21:00 อ่านนิทานให้ลูกฟัง ถ้าอ่านแล้วเราง่วงแต่ลูกยังไม่ง่วง ก็ปิดไฟทั้งหมดแล้วเปลี่ยนเป็นเล่านิทานในความมืดแทน ถ้าเล่าจบแล้วลูกยังไม่หลับ ก็ตีก้นแล้วร้องเพลงกล่อม

21:30 ลูกควรจะหลับหมดแล้ว ถ้าเราง่วงก็นอนไปด้วยเลย ถ้ายังไม่ง่วงก็จะออกมาเช็คมือถือเป็นครั้งสุดท้ายเผื่อมีข้อความใน Slack ที่ต้องตอบ แล้วก็นั่งอ่านหนังสือจนกว่าจะง่วง

22:00 เข้านอน

แน่นอนว่าเวลาไม่ได้เป๊ะๆ อย่างนี้ทุกวัน แต่ก็จะแบ่งคร่าวๆ ได้ประมาณนี้

ถ้าจะมีจุดสำคัญที่ผมอยากจะเน้นก็คือเราต้องมีเวลาให้ตัวเอง จะมากบ้างน้อยบ้างไม่เป็นไร เมื่อเรารู้ตัวว่าเราได้ทำอะไรเพื่อตัวเองแล้ว เราจะทำอะไรเพื่อคนอื่นได้อย่างเต็มใจและยั่งยืน

ส่วนวันหยุดผมไม่ได้มี routine อะไรเป็นพิเศษ ถ้าอากาศดีก็จะออกไปวิ่งอย่างน้อยซัก 10 กิโลเมตร ที่เหลือของวันก็ขึ้นอยู่กับลูกและภรรยาครับ

ใครมี routine อะไรที่อยากแชร์มาคุยกันได้เลยนะครับ


“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการลดทอนสิ่งที่ไม่ใช่ออกไปจากชีวิต มีวางขายที่นายอินทร์ ซีเอ็ด B2S และ Kinokuniya แล้วนะครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ bit.ly/eitrreportingengineer

Podcast ที่ฟัง บน Stitcher
Akimbo by Seth Godin
Big Questions by Cal Fussman
Brave New Work by The Ready
The Tim Ferriss Show
The James Altucher Show
The Joe Rogan Experience

กฎ 70% สำหรับคนเป็นหัวหน้า

20200203

คนที่เพิ่งขึ้นมาเป็นหัวหน้าใหม่ๆ มักจะมีอาการ “ช็อคน้ำ”

หนึ่ง คือจากที่เคยเป็นเพื่อนร่วมงานกัน ก็ต้องมาเป็นหัวหน้าของเขา

สอง คืองานของเพื่อนที่เราไม่ค่อยรู้ ก็ต้องเรียนรู้ให้มากพอที่จะให้คำปรึกษาได้

สาม คือเรามักจะพบว่าเรายังขาด soft skills บางอย่างที่จะช่วยให้ทีมทำงานออกมาได้อย่างที่ควรจะเป็น

สี่ คือเราไม่กล้ามอบหมายงานให้ลูกน้อง หนึ่งเพราะน้องยุ่งอยู่แล้ว สองการสอนนั้นต้องใช้เวลา สามถึงสอนไปงานก็มักออกมาไม่ได้ดั่งใจ เราจึงเลือกที่จะทำเสียเอง

พองานเก่าก็ยังทำ งานใหม่ก็ต้องดู จากคนที่เคยทำหน้าที่ของตัวเองได้อย่างดี ก็กลายเป็นหัวหน้าที่ทำได้ไม่ดีสักอย่าง

หัวหน้าใหม่ รวมถึงหัวหน้าเก่าบางคน จึงน่าจะได้ประโยชน์จากกฎ 70% นี้ครับ

กฎ 70% บัญญัติไว้ว่า ถ้าลูกน้องสามารถทำงานชิ้นนี้ได้ดีประมาณ 70% ของที่เราทำได้ ก็จงมอบหมายให้ลูกน้องทำงานนั้นเสียเถิด เพื่อที่เราจะได้มีเวลาสำหรับงานที่มีแต่เราเท่านั้นที่ทำได้

แม้กฎ 70% จะเข้าใจง่าย แต่ทำได้ยากมาก เหตุผลหนึ่งที่เรามักจะไม่ยอมปล่อยงานให้คนอื่น เพราะเรายังอยาก “รู้สึกดีกับตัวเอง” ด้วยการทำงานที่เราถนัด เพราะงานอื่นๆ ที่มากับหน้าที่หัวหน้านั้นเราไม่เก่งเอาเสียเลย การได้ทำงานที่ตัวเองเก่งอยู่แล้วคือ comfort zone ที่เราโหยหา

แต่การพยายามทำอะไรด้วยตัวคนเดียวนั้นไม่มีทางยั่งยืน เราอาจจะกัดฟันทำได้สักสองสามเดือนหรือแม้กระทั่งเป็นปี แต่สุดท้ายร่างกายคนเรามีลิมิต เวลาของเราก็มีจำกัด แต่งานนั้นเป็นอนันต์ การพยายาม “อมงาน” เอาไว้กับตัวนั้นไม่ได้สร้างผลดีกับใครทั้งสิ้น

ถ้าเราเป็นหนึ่งในคนที่รู้สึกว่าเรายังทำหน้าที่หัวหน้าได้ไม่ค่อยดี ลองเอากฎ 70% ไปลองใช้ดูนะครับ อาจจะเริ่มจากคนที่เราไว้ใจมากๆ ก่อนก็ได้

ช่วงแรกนั้นยากแน่นอน แต่ในระยะยาว ผมเชื่อว่ามันจะทำให้ชีวิตของเราดีขึ้น ทำให้ชีวิตของลูกน้องดีขึ้น และทำให้ทีมดีขึ้นได้ครับ

—–

ขอบคุณประกายความคิดจาก Quora: Hector Quintanella’s answer to What’s the biggest challenge you expect to face in 2020?

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการลดทอนสิ่งที่ไม่ใช่ออกไปจากชีวิต มีวางขายที่นายอินทร์ ซีเอ็ด B2S และ Kinokuniya แล้วนะครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ bit.ly/eitrreportingengineer

5 คำแนะนำสำหรับคนตื่นนอนกลางดึก

20200107c

1. ถ้าปวดฉี่ ให้ลุกไปเข้าห้องน้ำ อย่าขี้เกียจลุกแล้วนอนอั้นอยู่อย่างนั้น

2. ถ้าไม่ได้ปวดฉี่ แต่ผ่านไป 10 นาทีแล้วก็ยังไม่หลับ ก็ลุกขึ้นมาดีกว่า เพราะถ้ายิ่งพยายามนอน จะยิ่งหงุดหงิดและจะยิ่งนอนไม่หลับ

3. เมื่อลุกขึ้นมาแล้ว อย่าเล่นมือถือหรือดูทีวี เพราะอุปกรณ์ LED จะปล่อยแสงสีน้ำเงิน (blue light) ซึ่งกระตุ้นให้เราตื่นตัวยิ่งกว่าเดิม เอาจริงๆ เราก็จ้องอุปกรณ์เหล่านี้มาตลอดทั้งวันอยู่แล้ว ถนอมตาบ้างเถอะ

4. ทำกิจกรรมเบาๆ เช่นอ่านหนังสือที่ไม่ได้หวือหวา เขียนสิ่งที่อยู่ในหัวลงกระดาษ ทบทวนสัปดาห์ที่ผ่านมา สวดมนต์-นั่งสมาธิ

5. เมื่อทำข้อ 4 ได้สักพักเดี๋ยวจะรู้สึกง่วงเอง แล้วเราก็จะกลับไปนอนได้อย่างสันติสุข หรือถ้าไม่ง่วงก็ไม่เป็นไร ให้ทำโน่นทำนี่จนกว่าจะรู้สึกง่วงแล้วค่อยพาตัวเองกลับไปที่เตียง

อย่าไปกังวลว่าเราจะนอนไม่พอ ให้คิดว่ากำไรเพราะได้ mini evening แถมมาฟรีๆ เป็นโอกาสให้เราได้ทำอะไรที่ปกติเราไม่ค่อยมีเวลาทำครับ


“Elephant in the Room ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการค้นหาสิ่งที่สำคัญกับเราอย่างแท้จริง มีขายที่นายอินทร์ ซีเอ็ด B2S และ Kinokuniya แล้วนะครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ markpeak.net/elephant-in-the-room

Top 10 New Year Resolutions ที่คนชอบตั้งแต่ทำไม่ได้

20191229

ณ ช่วงเวลานี้ของปีเป็นธรรมเนียมของใครหลายคนที่จะตั้งเป้าหมายสำหรับปีใหม่

แต่ปีแล้วปีเล่าเราก็จะมักจะตั้งเป้าเพื่อจะผิดคำพูดกับตัวเองอยู่ร่ำไป

นิตยสาร TIME เคยจัดอันดับ New Year Resolutions ที่แท้งกลางคัน 10 อันดับแรก

– ลดน้ำหนัก
– เลิกบุหรี่
– ลงเรียนอะไรใหม่ๆ
– กินของที่มีประโยชน์ให้มากขึ้น
– ปลดหนี้และออมเงิน
– ใช้เวลากับครอบครัวให้มากขึ้น
– ไปเที่ยวที่ใหม่ๆ
– เครียดให้น้อยลง
– ทำงานจิตอาสา
– ดื่มเหล้าให้น้อยลง

สมมติว่าผู้หญิงคนหนึ่งอยากลดน้ำหนัก สิ่งที่เธอมักจะทำคือ

– เขียนเป้าหมายที่ชัดเจนลงในกระดาษ เช่นฉันจะลดน้ำหนักลงเหลือ 48 กิโลกรัมภายใน 31 ธันวาคม 2563!
– แปะกระดาษนั้นไว้ในบริเวณที่จะเห็นได้ทุกวัน
– สมัครสมาชิกฟิตเนส
– ซื้อชุดและอุปกรณ์
– เดือนแรกไปฟิตเนสสัปดาห์ละ 4 วัน และเริ่มสั่งอาหารคลีนมากิน งดของหวานทุกอย่าง
– เดือนถัดไปเหลือสัปดาห์ละ 2 วัน กินคลีนบ้างไม่คลีนบ้าง
– เดือนที่สามเข้าฟิตเนสสัปดาห์ละครั้ง ก็งานมันยุ่ง
– เดือนที่สี่ชีวิตกลับเข้าหลูปเดิมของปี 2562
– เดือนที่ 5 6 7 8 9 10…ผ่านไปอย่างรวดเร็ว
– รู้ตัวอีกทีก็ใกล้จะสิ้นปี 2563 แล้ว
– ตั้งเป้าหมายปีใหม่ 2564 ว่าฉันจะลดน้ำหนัก!

ไอนสไตน์บอกว่าการทำอย่างเดิมแล้วคาดหวังผลลัพธ์ที่แตกต่างออกไปนับเป็นความบ้าคลั่งอย่างหนึ่ง

ถ้ารอบนี้ไม่อยากให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย เราอาจต้องเปลี่ยนยุทธศาตร์นิดหน่อย

แทนที่จะโฟกัสไปที่ผล เราควรจะโฟกัสไปที่มรรค

เพราะจริงๆ แล้วเป้าหมายเปลี่ยนชีวิตเราไม่ได้ สิ่งที่จะเปลี่ยนชีวิตเราได้จริงๆ คืออุปนิสัยและวิธีการใช้ชีวิตต่างหาก

“New goals don’t deliver new results. New lifestyles do. And a lifestyle is not an outcome, it is a process. For this reason, all of your energy should go into building better habits, not chasing better results.”
-James Clear

แทนที่จะตั้งเป้าว่าอยากลดน้ำหนักเหลือเท่านั้นเท่านี้ ลองตั้งเป้าว่าเราจะปรับวิถีชีวิตและอุปนิสัยที่เอื้อให้เรามีหุ่นที่ดี โดยเดือนนึงจะโฟกัสแค่การเปลี่ยนนิสัยเพียง 1 อย่าง อาทิเช่น

เดือนที่ 1 ลดการดูเน็ตฟลิกซ์เพื่อจะได้นอนก่อน 5 ทุ่ม ตื่นก่อน 6 โมงเช้า

เดือนที่ 2 ดื่มน้ำให้มากขึ้น มีขวดน้ำวางไว้ที่โต๊ะให้จิบได้ตลอดวัน โละขนมชวนอ้วนออกจากตู้เย็น

เดือนที่ 3 นอนก่อน 4 ทุ่ม ตื่นตี 5 เพื่อจะได้มีเวลาวิ่งให้ได้ครั้งละ 1 กิโลเมตร สัปดาห์ละ 3 ครั้ง ส่วนเน็ตฟลิกซ์คงต้องเก็บไว้ดูวันหยุด

เดือนที่ 4 วิ่ง 2 กิโล สัปดาห์ละ 3 ครั้ง วันที่ไม่ได้วิ่งอาจจะทำ 7-minute exercise

เดือนที่ 5 เปลี่ยนอาหารเย็นเป็นสลัดผัก ยังวิ่ง 2 กิโลเหมือนเดิม

เดือนที่ 6 วิ่ง 3 กิโล

เดือนที่ 7 เริ่มไปออกกำลังกายที่ฟิตเนส เพราะเข้าหน้าฝนแล้ว อย่าให้ฝนเป็นข้ออ้างให้เราไม่ได้ออกกำลังกาย

เดือนที่เหลือน่าจะพอนึกภาพออกนะครับว่าควรทำอะไรบ้าง

สำคัญที่สุดคืออย่าใจร้อน อย่าพยายามเปลี่ยนนิสัยหลายอย่างพร้อมๆ กัน เพราถ้านิสัยใหม่แต่ละอย่างมีโอกาสทำสำเร็จแค่ 60% การเปลี่ยนนิสัย 4 อย่างพร้อมกันจะเหลือโอกาสสำเร็จเพียง 0.6^4 = 13% เท่านั้น

สำคัญที่สองคืออย่าหวังพึ่ง willpower หรือแรงใจแต่เพียงอย่างเดียว แต่ให้สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้เราทำสิ่งนั้นได้ง่ายขึ้น เช่นถ้าจะวิ่งตอนเช้า ก็ลองใส่ชุดวิ่งเป็นชุดนอนและขอให้เพื่อนที่วิ่งตอนเช้าอยู่แล้วโทร.มาปลุกเป็นต้น

สำคัญที่สามคือให้ระลึกเสมอว่านี่คือเกมยาว การมีน้ำหนัก 48 กิโลตอนสิ้นปีเป็นเพียงหมุดหมายแต่ไม่ใช่ปลายทาง การไปถึงปลายทางไม่ใช่ประเด็นหลัก การอยู่บนวิถีทางต่างหากที่สำคัญที่สุด

ขอเป็นกำลังใจให้ปี 2563 แตกต่างจากทุกๆ ปีที่ผ่านมาครับ

—–

“Elephant in the Room ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมเดินทางถึงนายอินทร์ ซีเอ็ด และ B2S แล้ว อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ markpeak.net/elephant-in-the-room

63 ไอเดียและคำถามสำหรับปี 2563

20191228b

1. เช้าให้ทำงานใหญ่ บ่ายให้ทำงานเล็ก

2. งานทุกอย่างมี shit sandwich เสมอ ไม่มีใครได้ทำแต่งานที่ตัวเองชอบหรอก แม้กระทั่ง CEO

3. จงเป็นของหายากสำหรับหัวหน้า

4. หัวหน้าไม่ได้มีหูทิพย์-ตาทิพย์ เราทำอะไรดีๆ ก็แจ้งเขาหน่อย จะได้ไม่ต้องมานั่งน้อยใจทีหลัง

5. อย่าเป็นทัพพีไม่รู้รสแกง

6. ที่ว่างานสำคัญๆ นั้นมันสำคัญสำหรับเราหรือสำคัญสำหรับคนอื่น?

7. เค้าขอไม่ได้แปลว่าต้องให้

8. งานเป็นอนันต์ อย่าหวังลมๆ แล้งๆ ว่าเราจะเอาชนะ infinity ทำงานให้พอดีแล้วกลับบ้านเถอะ

9. ถ้าอยากให้คนจดจำ จงทำในสิ่งที่เราไม่ต้องทำก็ได้

10. คนบางคนมีประสบการณ์ทำงาน 10 ปี ส่วนคนบางคนมีประสบการณ์ทำงาน 1 ปีซ้ำ 10 รอบ

11. อย่าให้หัวหน้าต้องเอ่ยปากซ้ำ

12. ถ้าอยากเติบโตในองค์กร จงเป็นคน underpaid เสมอ เพราะมันแสดงว่าเรากำลังสร้างคุณค่าให้กับองค์กรมากกว่าที่เขาจ่ายให้เรา เมื่อใดก็ตามที่เรา overpaid ก็เริ่มนับถอยหลังได้เลย

13. ถ้ารู้สึกว่าหัวหน้าไม่ค่อยใส่ใจ ให้ระลึกว่าเขาเป็นดาวฤกษ์ของเราเพียงดวงเดียว ส่วนเราเป็นหนึ่งในดาวเคราะห์ของเขาหลายสิบดวง

14. หัวหน้าต้องทำให้ชีวิตลูกน้องดีขึ้น ถ้ามีเราแล้วชีวิตเค้าแย่ลง เราก็เป็นหัวหน้าที่ใช้ไม่ได้

15. หัวหน้าควรจะพูดเป็นคนสุดท้าย ถ้าหัวหน้าพูดเป็นคนแรก ลูกน้องจะไม่กล้าแสดงความเห็นต่าง

16. หัวหน้าควรรักษาสัญชาติญาณสัตว์ป่าของคนในทีมไว้ อย่าปล่อยให้เสือสบายจนกลายเป็นแมว

17. คนคิดเอาเปรียบเป็นเพียงคนส่วนน้อย อย่าเขียนกฎเพื่อคุมคนส่วนน้อยจนทำให้คนส่วนใหญ่เดือดร้อนไปด้วย

18. หัวหน้าไม่ใช่เจ้าชีวิตของลูกน้อง เราเป็นพนักงานกินเงินเดือนเหมือนกัน แค่หน้าที่ต่างกันเท่านั้น

19. โดยธรรมชาติแล้วหัวหน้าเป็นสิ่งมีชีวิตที่โดดเดี่ยว ถ้าอยากเป็นหัวหน้าก็ทำใจเรื่องนี้เอาไว้

20. ถ้าชีวิตไม่โอเคให้นอนเยอะๆ พอนอนมาเต็มอิ่มแล้วจะรู้สึกว่าเราจะทำอะไรก็ได้

21. ตื่นเช้าไม่ยากเท่านอนเร็ว ถ้าหาวิธีนอนเร็วได้ การตื่นเช้าจะง่ายมาก

22. คนบางคนก็ดูแลรถดีกว่าดูแลตัวเอง

23. กินให้น้อยไปนิดนึงแล้วมันจะพอดี

24. (มาราธอน) ถ้าซ้อมถึงมันก็วิ่งถึง ถ้าซ้อมไม่ถึงมันก็วิ่งไม่ถึง

25. การซ้อมวิ่งที่ดีไม่ต่างอะไรกับการทำบุญ เราควรจะรู้สึกดีก่อนวิ่ง รู้สึกดีระหว่างวิ่ง และรู้สึกดีหลังวิ่งเสร็จแล้ว

26. วิธีดูว่าเรามีเงินพอซื้อของชิ้นนี้รึเปล่า ก็คือถามตัวเองว่าเราซื้อสองชิ้นไหวรึเปล่า ถ้าซื้อสองชิ้นไม่ไหว ก็แสดงว่าซื้อของชิ้นนั้นไม่ไหว If you can’t afford two of it, you can’t afford it.

27. คนบางคนร่างกายเผาผลาญดี กินเท่าไหร่ก็ไม่อ้วน คนบางคนกิเลสเผาผลาญดี ได้มาเท่าไหร่ก็ไม่พอ

28. เมื่อถึงจุดหนึ่งในชีวิต ความสัมพันธ์กับเงินของเราจะเปลี่ยนไป แล้วความรู้สึกเวลาเงินไหลเข้าไหลออกจะคลี่คลายลงไปเยอะ

29. ไม้บรรทัดคนเราไม่เท่ากัน หนึ่งเซ็นของเราอาจเท่ากับหนึ่งนิ้วของเขาก็ได้

30. ผิดบวกผิดไม่เท่ากับถูก

31. เขาไม่ได้คิดร้าย เขาแค่คิดไม่ได้เฉยๆ

32. ถ้าเลือกได้เขาคงไม่อยากเป็นคนแบบนี้หรอก

33. คนฉลาดจะไม่หงายไพ่หมด

34. น้ำขุ่นอย่ารีบตัก

35. เราอยากได้แฟนที่ฉลาดหลักแหลม แต่ก็ต้องคิดเผื่อด้วยว่าถ้าเค้าฉลาดจริงๆ เค้าจะเลือกเรามั้ย?

36. พลาดคนที่ใช่ ดีกว่าได้คนที่ไม่ใช่

37. ผู้ชายมักตายด้วยความดื้อ ผู้หญิงมักตายด้วยอารมณ์

38. ใครขอโทษก่อนคนนั้นชนะ

39. ถ้าอยู่กับลูกแล้วเล่นมือถือมากกว่าเล่นกับลูกแสดงว่ามันคงต้องมีอะไรผิดซักอย่างแล้วล่ะ

40. ถ้ามีเวลามากกว่านี้เราจะทำอะไร? แล้วทำไมไม่ทำเลย? คิดเหรอว่าอนาคตจะมีเวลามากกว่านี้? Facebook/Instagram/Youtube/Netflix เขาไม่ยอมหรอกนะ

41. ถ้าจะเริ่มก็เริ่มตอนที่ยังไม่พร้อมนี่แหละ ถ้าจะรอให้พร้อมก็คงไม่ได้ทำเหมือนเคย

42. วิธีดูว่าคนๆ หนึ่งให้ความสำคัญกับเรื่องอะไร ไม่ต้องฟังสิ่งที่เขาพูด ให้ดูสิ่งที่เขาทำ – their actions are their real priorities.

43. สิบกิโลแรกยากกว่าแสนกิโลหลัง ตอนยานอะพอลโล 11 บินไปดวงจันทร์ เชื้อเพลิง 90% ถูกใช้หมดไปตั้งแต่ 9 นาทีแรก

44. เลือกทางยากชีวิตจะง่าย เลือกทางง่ายชีวิตจะยาก

45. ทุกสิ่งที่เราทำคือการเตรียมของขวัญให้ตัวเองในอนาคต

46. คนที่จะไปได้ไกลคือคนที่มีอารมณ์ก็ทำ ไม่มีอารมณ์ก็ทำ

47. หากเปลี่ยนตัวเองมันยากนัก ให้ลองเปลี่ยนสภาพแวดล้อมดู

48. อย่าชอบซื้อหนังสือมากกว่าชอบอ่านหนังสือ อย่าชอบซื้อรองเท้ามากกว่าชอบซ้อมวิ่ง

49. หนังสือ 500 บาทที่ได้อ่านคือหนังสือราคาถูก หนังสือ 50 บาทที่ไม่ได้อ่านคือหนังสือราคาแพง

50. ความสำเร็จในที่ลับมาก่อนความสำเร็จในที่แจ้ง ชนะข้างในก่อนถึงจะชนะข้างนอก

51. ความสำเร็จมักมาช้ากว่าที่คิดเสมอ

52. ไม่ว่าชีวิตจะดีแค่ไหน คนเราก็หาเรื่องทุกข์ใจได้อยู่ดี

53. เมื่อหยุดบ่นความสุขก็จะโชยมา

54. มันยังไม่ช้าเกินไปที่จะเริ่ม

55. และบางทีมันก็ไม่มีครั้งต่อไป

56. Be in the moment เพราะทุกอย่างเป็นเรื่องชั่วคราว และความหนุ่มสาวอยู่กับเราได้ไม่นาน

57. เรามีความทุกข์เฉพาะตอนที่เราคิดเท่านั้น

58. วิธีที่เรามองปัญหานั่นแหละคือตัวปัญหา

59. มากกว่าเงินคือเราอยากมีความสุข มากกว่าความสุขคือเราอยากมีประโยชน์ มากกว่าประโยชน์คือเราอยากมีความหมาย

60. เรากำลังปีนภูเขาที่เราอยากปีนจริงๆ รึเปล่า?

61. ถ้ามันง่ายแสดงว่าเราอาจจะมาผิดทาง

62. ที่เราฝันๆ เอาไว้มันไม่ได้ดีอย่างที่คิดหรอก และที่เราหวาดหวั่นมันก็ไม่ได้แย่อย่างที่กลัวเช่นกัน

63. กล้าๆ หน่อย ปัญหาส่วนใหญ่แก้ได้ถ้าเรากล้าขึ้นอีกนิดเดียว


รวบรวมมาจาก Anontawong’s Musings Archive

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมวางแผงคริสต์มาสนี้ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ markpeak.net/elephant-in-the-room