กฎ 48 ข้อจากภูมิปัญญา 2,000 ปี

Ryan Holiday เป็นผู้เขียนหนังสือ bestsellers หลายเล่ม อาทิเช่น The Obstacle is the Way และ Ego is the Enemy และยังเป็นลูกศิษย์ก้นกุฎิของ Robert Greene ผู้เขียนหนังสือสุดคลาสสิคอย่าง 48 Laws of Power อีกด้วย

Holiday เคยเขียนบทความชื่อ “50 Very Short Rules for a Good Life From the Stoics – The best pieces of wisdom gathered from a body of work that spans 2,000 years.

ผมเห็นว่ากระชับและมีประโยชน์ เลยขอนำมาแปลไว้ตรงนี้นะครับ

  1. โฟกัสในเรื่องที่เราควบคุมได้
  2. เราควบคุมได้ว่าเราจะตอบสนองสิ่งต่างๆ อย่างไร
  3. ถามตัวเองว่า “เรื่องนี้จำเป็นรึเปล่า?”
  4. คิดถึงความตายของตัวเองทุกวัน
  5. ให้คุณค่ากับเวลามากกว่าเงินตราหรือสิ่งของ
  6. เราคือผลผลิตของอุปนิสัย
  7. จำไว้ว่าเรามีสิทธิ์ที่จะไม่มีความเห็น
  8. เอาช่วงเช้าให้อยู่หมัด
  9. ตรวจสอบตัวเอง สอบสวนตัวเองอย่างสม่ำเสมอ
  10. อย่าทุกข์ใจไปกับปัญหาที่มโนขึ้นมาเอง
  11. พยายามมองให้เห็นแง่ดีในผู้คน
  12. อย่าให้ใครได้ยินว่าเราบ่น รวมถึงตัวเราเองด้วย
  13. มันมีเหตุผลแหละที่เรามีสองหู-หนึ่งปาก
  14. ไม่ต้องเสียเวลาอธิบายว่าคนดีเป็นอย่างไร ทำให้ดูเป็นตัวอย่างไปเลย
  15. อย่าเปรียบเทียบตัวเองกับใคร
  16. ใช้ชีวิตราวกับว่าเราได้ตายไปแล้วและฟื้นคืนชีพขึ้นมาใหม่ (ทุกนาทีคือโบนัส)
  17. การแก้แค้นที่ดีที่สุดคืออย่าเป็นเช่นนั้นเสียเอง -มาร์คัส ออเรลิอุส
  18. เข้มงวดกับตัวเอง อดทนกับผู้อื่น
  19. ตรวจสอบความรู้สึกให้ดีก่อนจะทำอะไรลงไปเพราะความรู้สึกนั้น
  20. เรียนรู้อะไรบางอย่างจากทุกคน
  21. โฟกัสกับกระบวนการ ไม่ใช่ผลลัพธ์
  22. นิยามให้ชัดว่าสำหรับเราแล้วความสำเร็จคืออะไร
  23. อะไรที่มันเกิดขึ้นแล้วก็หาทางชอบมันเสีย
  24. แสวงหาความท้าทาย
  25. อย่าเฮโลตามฝูงชน
  26. ทุกคนที่เราพบคือโอกาสในการแสดงน้ำใจ
  27. ปฏิเสธให้บ่อย
  28. อย่ากลัวที่จะขอความช่วยเหลือ
  29. หาอะไรที่ทำให้เราฉลาดขึ้นทุกวัน
  30. อะไรที่แย่ต่อรังผึ้งย่อมแย่ต่อตัวผึ้ง
  31. ไม่ตัดสินคนอื่น
  32. ศึกษาชีวิตของคนที่ยิ่งใหญ่
  33. ให้อภัย ให้อภัย ให้อภัย
  34. สร้างความก้าวหน้าเล็กๆ น้อยๆ ในทุกวัน
  35. จดบันทึก
  36. เตรียมใจว่ายังไงชีวิตก็ต้องเจอเรื่องผิดหวัง
  37. มองหาบทกวีในเรื่องธรรมดา
  38. ทำผิดกับใครก็ย่อมเท่ากับทำผิดกับตัวเอง
  39. จงเลือก “เวลาที่มีชีวิต”
  40. เกี่ยวดองแต่กับคนที่ทำให้เราดีขึ้น
  41. ถ้าใครทำให้เราโกรธ ให้รู้ตัวว่าเราเองก็มีส่วน
  42. จงอย่าลืมว่าโชคชะตานั้นเอาแต่ใจ
  43. อย่าทำให้ปัญหาแย่ลงด้วยการบ่น
  44. รับมือกับความสำเร็จโดยปราศจากความโอหัง รับมือกับความล้มเหลวด้วยใจเป็นกลาง
  45. กล้าหาญ ชั่งใจ ยุติธรรม ใช้ปัญญา
  46. อุปสรรคคือมรรคา
  47. อัตตาคือศัตรู
  48. ความนิ่งคือกุญแจ

ขอบคุณบทความจาก Ryan Holiday: 50 Very Short Rules for a Good Life From the Stoics – The best pieces of wisdom gathered from a body of work that spans 2,000 years

มีกฎ 2 ข้อที่ผมละไว้ เพราะไม่แน่ใจว่าจะแปลได้ถูกต้องหรือไม่ครับ

  • Grab the “smooth handle.”
  • Possessions are yours only in trust.

เมื่อมีเรื่องกลุ้มใจให้เดินเข้าร้านหนังสือ

เวลาเรามีเรื่องกลุ้มใจ เรามักจะบ่นให้เพื่อนๆ ฟัง หรือถ้าหุนหันเราก็บ่นขึ้น Facebook / Twitter

บางคนอาจเลือกที่จะลืมความกลุ้มใจไปชั่วคราวด้วยการออกไปเที่ยวหรือออกไปดื่มเหล้า พอสร่างเมาก็กลุ้มใจเหมือนเดิม

หนทางหนึ่งที่คนมักไม่นึกถึงกัน เพราะมันเป็นเส้นผมบังภูเขา ก็คือการเดินเข้าร้านหนังสือ

เรื่องกลุ้มใจที่เราเจอ คนอื่นก็เคยเจอ และน่าจะหาทางแก้ได้มาสักพักใหญ่ และได้ถ่ายทอดออกมาเป็นหนังสือแล้ว

ดังนั้น ถ้าเราเดินเข้าร้านหนังสือใหญ่ๆ สักหน่อย มองหาหนังสือที่น่าจะไขขอข้องใจให้เราได้ ดูปกหน้า ปกหลัง สารบัญ และลองพลิกอ่านบางบทความว่าอ่านแล้วได้อะไรรึเปล่า

ซื้อหนังสือมาสัก 2-3 เล่มที่น่าจะช่วยไขข้อข้องใจนั้นได้ แล้วก็ให้เวลาอ่านมันเสียหน่อย

บางทีเราจะพบคำตอบที่ไม่อาจพบได้ด้วยวิธีอื่นๆ ครับ


ขอบคุณประกายความคิดจากหนังสือ INPUT ศิลปะของการเลือก-รับ-รู้ โดยชิอน คาบาซาวะ สำนักพิมพ์ Sandclocks

48 เคล็ดวิชาจากหนังสือสกิลขั้นเทพ ของนักบริหารเวลาที่รู้ใจสมอง

  1. การจัดการเวลาแบบ 1 มิติที่พยายามประหยัดเวลา 30 นาทีตรงนั้นตรงนี้ไม่สามารถทลายกำแพงที่ว่าวันหนึ่งมีแค่ 24 ชั่วโมง
  2. การจัดการเวลาแบบ 2 มิติ คือมองว่า เวลา x สมาธิ (ประสิทธิภาพการทำงาน) = ปริมาณงาน ดังนั้นหากเราเพิ่มสมาธิได้ เราจะทำงานเสร็จได้เพิ่มเป็น 2-3 เท่า
  3. เวลา 2-3 ชั่วโมงตอนเช้าหลังตื่นนอน คือช่วงเวลาทองของสมอง เพราะข้อมูลได้รับการจัดระเบียบมาแล้ว นี่คือช่วงเวลาที่เหมาะกับการทำงานที่ต้องคิด หรือการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ
  4. เวลาในช่วงเช้า มีค่ากว่าเวลาตอนกลางคืนถึง 4 เท่า ดังนั้นการเอาเวลาช่วงเช้า 30 นาทีไปเช็คอีเมล ก็ไม่ต่างอะไรกับการเสียเวลาไป 2 ชั่วโมง
  5. คนงานยุ่งส่วนใหญ่จะแลกด้วยการนอนให้น้อยลง แต่นั่นเป็นวิธีที่ผิด เพราะจะทำให้สมาธิเราต่ำตลอดวัน มีงานวิจัยในญี่ปุ่นที่บอกว่าคนที่นอนน้อยกว่า 6 ช.ม.เป็นประจำนั้น มีอัตราการตายสูงกว่าคนที่นอน 7-8 ชั่วโมงถึง 2.4 เท่า
  6. หากเราบริหารประสิทธิภาพการทำงานจนมีเวลาเพิ่มมากขึ้น 1-2 ชั่วโมง แล้วเอาเวลานั้นไปทำงานเพิ่ม นั่นก็เป็นวิธีที่ผิด เพราะวันๆ จะมีแต่เรื่องงานวนหลูปเรื่อยไป
  7. เทคนิคเรื่องการจัดการเวลาในหนังสือเล่มนี้ คือวิธีการที่ทำให้หลุดพ้นจากความวุ่นวาย โดยกำหนดเวลาการหยุดงานที่แน่นอน และใช้เวลาว่างที่มีมากขึ้นให้เกิดประโยชน์ นี่คือหัวใจของการบริหารเวลาที่หนังสือเล่มอื่นไม่ได้เขียนถึง
  8. ความบันเทิงมีสองแบบ คือ “ความบันเทิงเชิงรับ” อย่างการดูทีวีหรือเล่นเกม และ “ความบันเทิงแบบมีส่วนร่วม” เช่นการเล่นดนตรีหรือเล่นกีฬา หากเราผสมผสานความบันเทิงแบบมีส่วนร่วมไปกับการสร้างสรรค์ผลงานใหม่ๆ ก็จะยิ่งพัฒนาตัวเองได้อย่างรวดเร็ว
  9. ของบนโต๊ะทำงานควรจะวางเป็นที่เป็นทาง เพราะการเสียเวลาหาของ ก็จะทำให้เราหลุดจากสมาธิและต้องใช้เวลาราว 15 นาทีถึงจะกลับไปมีสมาธิระดับเดิมได้อีกครั้ง
  10. ความฟุ้งซ่านกังวลก็รบกวนสมาธิเช่นกัน ดังนั้นหากมีความคิดแล่นเข้ามาในหัว ให้จดลงกระดาษแล้วกลับไปทำงานของตัวเองต่อไป
  11. หากเขียนลงกระดาษแล้วก็ยังฟุ้งซ่านอยู่ นั่นเป็นสัญญาณว่าสมองส่วนหน้าของเรากำลังอ่อนล้า เราควรกระตุ้นการผลิตสารเซโรโทนินที่สมองส่วนหน้า ซึ่งมีสามวิธีคือการโดนแสงแดด การออกกำลังกาย และการเคี้ยวอาหาร
  12. เมื่อมนุษย์ถูกบีบคั้น สมองจะหลั่งสาร “นอร์อะดรีนาลีน” ซึ่งสารสื่อประสาทนี้จะช่วยเพิ่มความสามารถในการเรียนรู้ ทำให้สมองมีสมาธิสูงขึ้น เราสามารถกระตุ้นนอร์อะดรีนาลีนได้ด้วยการใช้นาฬิการจับเวลาการทำงาน แต่ไม่ควรใช้นาฬิกาปลุกเพราะเสียงดังอาจทำให้สมาธิแตกได้ในช่วงที่งานยังไม่เสร็จ
  13. อีกวิธีคือการตั้งเดดไลน์ให้ตัวเอง และเคร่งครัดกับเดดไลน์นั้น แล้วประสิทธิภาพการทำงานจะเพิ่มขึ้น สิ่งที่ห้ามทำคือขยับเดดไลน์ ไม่อย่างนั้นสมองก็จะบอกตัวเองว่า “ไม่เป็นไรหรอก เดี๋ยวก็เลื่อนได้” ทำให้นอร์อะดรีนาลีนไม่หลั่ง
  14. อีกเทคนิคหนึ่งคือมีแผนการอื่นจ่อเอาไว้เลย เช่นผู้เขียนมีกำหนดส่งต้นฉบับหนังสือตอนสิ้นเดือนกันยายน เขาเลยจองทริปเที่ยวอเมริกาไว้ตอนต้นเดือนตุลาคม ด้วยวิธีนี้ เขาเลยต้องส่งต้นฉบับให้ทันเพราะไม่อยากขนงานไปทำตอนไปเที่ยว
  15. แว่นตารุ่น JINS MEME สามารถวัดสมาธิผู้สวมใส่ได้ เคยมีการเก็บข้อมูลกลุ่มตัวอย่าง 500 คน พบว่าสมาธิจะพุ่งขึ้นสูงสุดช่วง 6-7 โมงเช้า จากนั้นจะค่อยๆ ลดลงเรื่อยๆ และต่ำลงมากในช่วงบ่ายสอง ก่อนจะพุ่งขึ้นมาอีกทีช่วง 4-5 โมงเย็น
  16. ตอนเช้าควรอาบน้ำก่อนเริ่มทำงาน เพราะตอนที่ร่างกายตื่นนอนใหม่ๆ “ระบบพาราซิมพาเทติก” ซึ่งเป็นระบบประสาทยามค่ำคืนยังทำงานอยู่ การอาบน้ำจะเป็นตัวช่วยเปิด “ระบบซิมพาเทติก” ให้ทำงานอย่างเต็มตัว อีกวิธีที่ช่วยได้คือออกกำลังกายหรือเดินเล่นยามเช้า
  17. ในห้องนอน เราควรเปิดม่านไว้นิดนึง เมื่อตอนเช้าแสงอาทิตย์ส่องเข้ามา แม้ว่าเราจะหลับตาอยู่ แต่แสงแดดจะกระทบจอประสาทตา ทำให้สารเซโรโทนินก่อตัวขึ้นอย่างช้าๆ ทำให้เรารู้สึกกะปรี้กะเปร่าและอยากตื่นขึ้นมาทำอะไร (คนที่เป็นโรคซึมเศร้า เพราะสมองไม่สามารถผลิตเซโรโทนิน ทำให้เกิดอาการตื่นเช้าไม่ไหว ไม่มีเรี่ยวแรง)
  18. เมื่อตอนตื่นนอน ควรเดินเล่นยามเช้า 15-30 นาที ด้วยความเร็วกว่ามาตรฐานซึ่งจะทำให้ได้รับทั้งแสงแดดและออกกำลังกายไปพร้อมกัน ส่งผลดีต่อเซโรโทนินทั้งคู่
  19. ตื่นเช้ามาห้ามเสพข่าว เพราะสมองยามเช้าเหมือนโต๊ะทำงานที่เรียบร้อย การเสพข่าวยามเช้าเหมือนเป็นการเอาเอกสารมากมายมากองไว้เต็มโต๊ะ ช่วงเช้าจึงไม่ควรใส่ข้อมูลที่ไม่จำเป็นลงในหัวสมอง
  20. เวลาเขียน To Do List อย่ามองแค่ความสำคัญหรือความเร่งด่วน แต่ให้มองถึงระดับสมาธิที่ต้องใช้ในงานนั้นด้วย โดยให้ติดดาวงานที่ต้องใช้สมาธิสูง และทำงานนั้นในช่วงเช้า
  21. วิธีปลุกสมองในยามบ่ายทำได้หลายวิธี เช่นออกกำลังกาย 1 นาที (เช่นวิ่งขึ้นบันได) เปลี่ยนสถานที่นั่งทำงาน หรือเปลี่ยนเนื้อหาการทำงาน
  22. นักวิ่งจะจิบน้ำก่อนที่จะหิวน้ำ คนทำงานอย่างเราก็ควรจะหยุดพักก่อนที่จะเหนื่อยเกินไป ซึ่งหากเราหยุดก่อนจะเหนื่อย การพักแค่ 5 นาทีก็เพียงพอที่จะชาร์จแบตให้ไปต่อได้แล้ว
  23. ช่วงพักไม่ควรดูมือถือ หรือใช้สายตามากเกินไป เพราะสมองของเราใช้พื้นที่ถึง 90% ในการประมวลผลข้อมูลที่เรามองเห็น ดังนั้นควรพักด้วยการทำสิ่งที่ไม่ต้องใช้สายตาเป็นหลัก เช่นฟังเพลง กินของอร่อย ยืดเส้น เดินเล่น หรือแค่นั่งหลับตาเฉยๆ ก็ช่วยพักสมองได้เยอะมากแล้ว
  24. Ultradian Rhythm ของเราจะอยู่ที่ประมาณ 90 นาที เมื่อถึงจุดที่ง่วงที่สุด การได้งีบแค่ 5 นาทีจะทำให้สมองปรอดโปร่งและมีสมาธิสูงไปอีก 90 นาทีได้เลย
  25. ควรกำหนดเวลาเลิกงานให้ชัดเจน จะเป็นหกโมงหรือทุ่มนึงก็ได้ แล้วก็ใช้วิธีวางกิจกรรมอย่างอื่นไว้ล่วงหน้า ผู้เขียนมักจะจองตั๋ววันที่หนังเข้าโรงเอาไว้ จะได้ทำงานอย่างกระตือรือร้นเพื่อให้เสร็จตามเวลาและไปดูหนังให้ทัน
  26. หากเราออกกำลังกายช่วงเย็น เราจะมีช่วงเวลาที่สมองมีสมาธิอีกครั้งในช่วงค่ำ เราสามารถเอาเวลานี้ไปทำงานส่วนตัวที่ต้องใช้สมาธิได้
  27. ฮารูกิ มูราคามิ นักเขียนชื่อดังระดับโลก ออกกำลังกายด้วยการวิ่งวันละ 1 ชั่วโมงทุกวันมา 20 ปีแล้ว มูราคามิบอกว่า ถ้าไม่ได้วิ่งเขาจะเขียนหนังสือไม่ออก
  28. การออกกำลังกายเป็นเทคนิคช่วยเพิ่มเวลาได้ดีที่สุด จากงานวิจัยที่ติดตามคน 400,000 คนเป็นเวลา 8 ปี การออกกำลังกายเพียงวันละ 15 นาที ลดอัตราการเสียชีวิตได้ 14% ทำให้คนอายุยืนขึ้นโดยเฉลี่ย 1,002 วันหรือ 3 ปีเลยทีเดียว
  29. ออกกำลังกายวันละ 15 นาที x 365 วัน x 8 ปี = 43,800 นาทีหรือประมาณ 30 วัน แต่ได้อายุที่ยืนยาวขึ้น 3 ปี ผลตอบแทน 33 เท่า
  30. ควรออกกำลังกายตอนไหนดี – อุณหภูมิร่างกายของคนเราจะขึ้นสูงตอน 16.00 จึงเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายเผาผลาญดีที่สุด เหมาะแก่การลดน้ำหนัก แต่สำหรับพนักงานประจำนี่เป็นเรื่องยาก ดังนั้นเวลาที่ดีรองลงมาคือหลังเลิกงาน แต่สิ่งที่ควรระวังคือต้องออกกำลังกายให้เสร็จอย่างน้อย 3 ชั่วโมงก่อนเข้านอน ไม่อย่างนั้นจะนอนไม่หลับ
  31. ยิ่งออกกำลังกาย ยิ่งมีเวลามากขึ้น เพราะช่วยฟื้นฟูเซลล์สมอง เริ่มวันใหม่ด้วยกายและใจที่เต็มร้อย มีสมาธิการทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพมากขึ้น
  32. ยิ่งอ่อนล้า ยิ่งต้องออกกำลังกาย เพราะจะทำให้ร่างกายผลิต growth hormone ที่กระตุ้นการเผาผลาญและชะลอวัย แค่ออกกำลังกายด้วยการเดินเร็วๆ อย่างน้อยในช่วงสุดสัปดาห์ก็ยังดี
  33. คนทำงานทั่วไปพลังงานจะค่อยๆ ตกลงตลอดสัปดาห์ แล้วค่อยไปฟื้นฟูวันเสาร์อาทิตย์ แต่ผู้เขียนแนะนำว่าเราต้องมี “ชีวิตที่ไม่พกพาความเครียดข้ามคืน” ซึ่งถ้าทำได้ พลังงานเราก็จะถูกฟื้นฟูกลับมาใหม่ทุกวันโดยไม่ต้องรอช่วงสุดสัปดาห์
  34. วิธีการฟื้นฟูที่ดีที่สุดคือการมีปฏิสัมพันธ์ ไม่ว่าจะกับเพื่อนฝูง คนรัก หรือสัตว์เลี้ยง การมีปฎิสัมพันธ์จะทำให้สมองหลั่งสารออกซิโทซินที่สามารถซ่อมแซมเซลล์ในร่างกายและสร้างภูมิคุ้มกันได้เป็นอย่างดี
  35. เราต้องรู้จักผ่อนช้า ผ่อนเร็ว ช่วงกลางวันระบบประสาทซิมพาเทติก (จังหวะเร็ว) จะทำงาน ช่วงกลางคืนควรจะปล่อยให้ระบบประสาทพาราซิมพาเทติก (จังหวะช้า) ทำงาน เพื่อที่เราจะสามารถพักผ่อนและฟื้นฟูร่างกายได้อย่างแท้จริง
  36. หากเราเอางานกลับมาทำต่อที่บ้าน (หรือทำงานล่วงเวลาในกรณี WFH) เราจะไม่มี “จังหวะช้า” เลย ทำให้ร่างกายฟื้นฟูได้ไม่เต็มที่ และการติดนิสัยคิดว่า “เดี๋ยวตอนกลางคืนค่อยทำต่อก็ได้” จะทำให้เราไม่จริงจังกับการทำงานช่วงกลางวันเท่าที่ควรอีกด้วย
  37. ชีวิตถูกลิขิตด้วย 2 ชั่วโมงก่อนนอน – สิ่งที่ห้ามทำในช่วงเวลานี้คือทานอาหาร ดื่มเหล้า แช่น้ำร้อนจัด เล่นมือถือ หรืออยู่ในห้องที่สว่างเกินไป เพราะระบบพาราซิมพาเทติก (จังหวะช้า) จะไม่ทำงาน ทำให้เรานอนไม่หลับ หรือหลับไม่สนิทจนร่างกายไม่สามารถเยียวตัวเองได้ ถ้าเป็นบ่อยๆ ก็จะเจ็บป่วยในที่สุด
  38. 15 นาทีก่อนนอนคือเวลาทองของความจำ เพราะเมื่อเราป้อนอะไรเข้าไป มันจะไม่ต้องไปปะทะกับข้อมูลอื่นอีกต่อไป หากต้องการท่องจำคำศัพท์ การใช้ช่วงเวลานี้จะทำให้เราจำได้ดีมาก
  39. เราต้องไม่ทำลายจังหวะของตัวเอง เมื่อเราทำสิ่งใดเป็นกิจวัตรแล้ว ร่างกายจะจำและสร้างจังหวะชีวิตขึ้นมาได้ ตอนเช้าตื่นขึ้นมาอาบน้ำ ทำให้มีสมาธิสูงสุด แล้วเรามีรีเซ็ตอีกครั้งด้วยการรับประทานอาหารเที่ยง และรีเซ็ตอีกครั้งด้วยการออกกำลังกายตอนเย็น ทำให้เราสามารถควบคุมสมาธิของเราให้อยู่ในระดับสูงได้เกือบทั้งวัน
  40. เทคนิคการทำงานแบบ For You – ผู้เขียนจะให้ความสำคัญกับงานที่คนอื่นรออยู่เป็นอันดับแรก ถ้าเราส่งงานช้ากว่าเดดไลน์ไป 1 วัน นั่นแสดงว่าคนอื่นๆ ที่ต้องทำงานต่อจากเราจะมีเวลาทำงานน้อยลง 1 วันทันที นี่เป็นการผลักภาระและทำให้คนอื่นเดือดร้อน
  41. ไปถึงก่อนเวลานัด 30 นาที เราจะได้ไม่ต้องรีบ และสามารถใช้เวลาช่วงที่รอทำงานได้อย่างเป็นชิ้นเป็นอัน
  42. เวลาจัดสัมมนา ผู้เขียนจะเริ่มตรงเวลาเสมอ เพราะการให้คน 100 คนรอเพิ่ม 3 นาทีเท่ากับต้องเสียเวลาไปทั้งหมด 5 ชั่วโมง ผู้เข้าร่วมสัมมนาก็ขาดทุนเพราะเวลาบรรยายน้อยลง
  43. การประชุมก็เช่นกัน ถ้าเราเริ่มช้า 5 นาทีเสมอ ผู้เข้าร่วมคนอื่นๆ ก็จะคิดว่า “ยังไงก็เริ่มช้าอยู่แล้ว” จึงมาไม่ตรงเวลาและกลายเป็นวงจรอุบาทว์
  44. เมื่อเราเคร่งครัดกับเวลา เราจะเห็นความเปลี่ยนแปลงของคนอื่นด้วยเช่นกัน อีกฝ่ายจะเริ่มมาก่อนเวลานัดหมาย และจะไม่มาสายอีกเลย
  45. สิ่งสำคัญที่สุดที่หนังสือเล่มนี้ต้องการจะสื่อก็คือ “จงทำงานอย่างเต็มที่ในช่วงกลางวัน และสนุกสนานกับชีวิตในเวลากลางคืนเพื่อเติมพลังให้ตัวเอง”
  46. ดูเหมือนว่าบางคนจะรู้สึกผิดต่อการใช้ชีวิตให้สนุก แต่ที่จริงแล้วคุณสนุกกับชีวิตได้มากกว่านั้น ชีวิตไม่ได้มีแค่งาน ชีวิตไม่ได้มีแค่คำว่าอดทนอดกลั้นหรือขยันหมั่นเพียร
  47. อย่าทำงานอย่างเอาเป็นเอาตายโดยหวังว่าจะมีความสุขในอีก 10 ปีข้างหน้า อนาคตเป็นเพียงความฝัน ปัจจุบันต่างหากที่เป็นความจริง
  48. คนที่ไม่สามารถมีความสุขกับอะไรเล็กๆ น้อยๆ ในตอนนี้ ย่อมไม่สามารถมีความสุขได้ตลอดไป

ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ สกิลขั้นเทพของนักบริหารเวลาที่รู้ใจสมอง ผู้เขียน ชิอน คาบาซาวะ (Shion Kabasawa) ผู้แปล พนิดา กวยรักษา สำนักพิมพ์ อมรินทร์ How to