คิดให้ใหญ่เริ่มให้เล็ก

20180811_thinkbig

Think big. Start small.
-Seth Godin

เพราะจินตนาการของคนไม่มีขีดจำกัด สมองของคนเราจึงสามารถนึกถึงสิ่งต่างๆ ที่เกินความจริงในปัจจุบันไปมากมายได้

คนคิดใหญ่กับคนคิดเล็กอาจใช้เวลาเดินทาง 5 ปีเท่ากัน คนคิดใหญ่อาจเหนื่อยกว่าคนคิดเล็ก 50% แต่ผลลัพธ์ที่ได้ในตอนท้ายอาจมากกว่าคนคิดเล็ก 50 เท่า เพราะศักยภาพมนุษย์และดอกเบี้ยทบต้นของความเพียรนั้นทรงพลังอย่างยิ่ง

แต่จุดอ่อนสำหรับคนคิดใหญ่และคนที่เป็นเพอร์เฟ็คชั่นนิสท์ก็คือการกลัวว่าจะออกมาไม่ดีพอ ไม่สมบูรณ์แบบพอ ไม่อลังการพอ สุดท้ายก็เลยไม่ได้เริ่ม หรือถ้าเริ่มก็ช้ากว่าคนอื่นไปหลายขุม

ยุทธศาสตร์ที่อาจจะดีกว่าก็คือการคิดให้ใหญ่และเริ่มให้เล็ก

อะไรบ้างที่เราจะทำได้ใน 5 นาทีเพื่อเป็นการเริ่มต้นการเดินทางนี้?

อยากวิ่งมาราธอน? เปลี่ยนชุดแล้วออกไปวิ่ง 400 เมตรวันนี้เลย

อยากมีหนังสือของตัวเองซักเล่ม? เริ่มเขียนบล็อกตอนแรกเลย

อยากเป็นเจ้าของธุรกิจร้อยล้าน? ลองลิสต์เรื่องรอบตัวที่เราหงุดหงิดเพราะโอกาสทางธุรกิจอยู่ในนี้ทั้งนั้นเลย

การเดินทางพันลี้ประกอบไปด้วยก้าวที่ยาวเพียงหนึ่งศอกจำนวนนับไม่ถ้วน

เริ่มก้าวแรกในวันนี้และไม่ยอมหยุดเดิน จะพันลี้หรือหมื่นลี้ก็คงไม่ไกลเกินพิชิตครับ

—–

Time Management Workshop รุ่นที่ 10 เต็มแล้วอย่างรวดเร็ว จึงเปิดรับรุ่น 11 เรียนบ่ายวันเสาร์ที่ 1 กันยายนที่ Sook Station สุขุมวิท 101/2 (BTS อุดมสุข) ดูรายละเอียดได้ที่นี่ครับ https://goo.gl/eXKLhg (เหลืออีก 18 ที่)

เทคนิคการทำงานมูลค่า 13 ล้านของ Ivy Lee

20180801_ivylee

เมื่อประมาณหนึ่งร้อยปีที่แล้ว ชาร์ลส์ ชวอบ (Charles Schwab) เจ้าของ The Bethlehem Steel ที่ก่อสร้างทางรถไฟของอเมริกาคือผู้ชายที่รวยที่สุดในโลก

ชวอบมองหาหนทางที่จะเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้กับคนในองค์กรตลอดเวลา เขาจึงเชิญไอวี่ ลี (Ivy Lee) ซึ่งเป็นกูรูด้าน productivity ในยุคนั้นมาที่บริษัท

ลีขอเวลาคุยกับผู้บริหารของชวอบคนละ 15 นาที หลังจากพูดคุยเสร็จแล้วชวอบถามลีว่าคิดค่าที่ปรึกษาเท่าไหร่

ลีตอบว่า “ยังไม่คิดครับ รอให้ครบสามเดือนก่อน แล้วคุณคิดว่าคำแนะนำของผมมีมูลค่าเท่าไหร่ค่อยส่งเช็คมาให้ก็แล้วกัน”

เทคนิคที่ไอวี่ลีสอนให้กับผู้บริหารของชวอบนั้นเรียบง่ายมาก

1.ก่อนหมดวัน ให้เขียนงานที่สำคัญที่สุดสำหรับวันพรุ่งนี้ขึ้นมา 6 ชิ้น ห้ามมากกว่านี้ และห้ามน้อยกว่านี้

2. จัดลำดับความสำคัญของทั้ง 6 นี้จากมากไปน้อยบนกระดาษอีกแผ่นนึง

3. เช้าวันถัดมา ให้เริ่มทำงานชิ้นแรกและชิ้นเดียวเท่านั้น ห้ามทำงานอย่างอื่นจนกว่างานชิ้นแรกจะเสร็จ

4. เมื่อทำงานชิ้นแรกเสร็จแล้ว ให้ทำงานชิ้นถัดไป ถ้างานชิ้นไหนไม่เสร็จจริงๆ ค่อยย้ายไปทำวันรุ่งขึ้น

5. ทำแบบนี้ทุกๆ วัน

ในสามเดือนถัดมาชวอบส่งเช็คมูลค่า $25,000 ไปให้ไอวี่ลี

$25,000 เมื่อหนึ่งร้อยปีที่แล้ว มีค่าเท่ากับ $400,000 หรือ 13 ล้านบาทในวันนี้

แน่นอน บริบทการทำงานของวันนี้ย่อมแตกต่างจากเมื่อร้อยปีที่แล้ว เทคโนโลยีทำให้ทุกอย่างดูเร่งรีบตลอดเวลา การทำงานเพียง 6 ชิ้นโดยไม่ไขว้เขวเลยนั้นมีโอกาสเป็นไปได้น้อยมาก

แต่แม้ว่าโอกาสจะน้อย ก็อาจคุ้มค่าที่จะลองใช้เทคนิคนี้ดูนะครับ

เพราะปัญหาของคนทำงานปัจจุบัน ไม่ใช่เพราะเราทำน้อยเกินไป แต่เพราะเราพยายามทำมากเกินไปต่างหาก

ถ้าเราลองคัดแต่สิ่งสำคัญจริงๆ ขึ้นมาทำ และปรับใช้ให้เหมาะสมกับเนื้องานและข้อจำกัดที่เรามี เราอาจจะทำน้อยลงแต่ได้มากกว่าเดิมก็ได้ครับ

—–

Time Management Workshop รุ่นที่ 10 เปิดรับสมัครแล้วครับ เรียนวันเสาร์ที่ 1 กันยายนที่ Sook Station สุขุมวิท 101/2 (BTS อุดมสุข) ดูรายละเอียดได้ที่นี่ครับ https://goo.gl/eXKLhg

10 คำถามที่เราควรถามตัวเองทุกวัน

20180727_10questions

ทุกเช้าเราจะตื่นมาพร้อมคำถามมากมายเต็มหัว ทั้งที่รู้ตัวและไม่รู้ตัว ทั้งบนที่นอน ในห้องน้ำ และหน้าตู้เสื้อผ้า

ขออีก 10 นาทีได้มั้ย?

สายแล้ว รถจะติดมั้ยเนี่ย?

ใส่เสื้อสีอะไร?

เช้านี้กินอะไรดี?

มีงานอะไรที่ยังทำไม่เสร็จบ้างเนี่ย?

และอื่นๆ อีกมากมาย

Tony Robbins บอกว่า ไหนๆ เราก็มีคำถามให้ตัวเองทุกเช้าแล้ว เราจึงควรถามคำถามที่มันสร้างสรรค์ด้วย

โทนี่แนะนำให้เราถามคำถาม 7 ข้อนี้ทุกเช้าครับ

1. ตอนนี้เราแฮปปี้กับเรื่องอะไร (What am I happy about?)

2. เรากำลังตื่นเต้นกับเรื่องอะไร (What am I excited about?)

3. มีเรื่องอะไรบ้างที่เราภูมิใจ (What am I proud of?)

4. เรารู้สึกขอบคุณเรื่องอะไร? (What am I grateful for?)

5. เรากำลังสนุกกับเรื่องอะไร? (What am I enjoying?)

6. มีเรื่องอะไรบ้างที่เรามุ่งมั่นจะทำให้สำเร็จ? (What am I committed to?)

7. ใครที่รักเรา / ใครที่เรารัก? (Who do I love / Who loves me?)

แต่ละคำถามอาจมีคำตอบได้ถึง 2-3 คำตอบ แต่ถ้าเรารู้สึกว่าตอบไม่ได้ เช่นตอนนี้ไม่ได้แฮปปีักับเรื่องอะไรเลย ก็ลองเปลี่ยนคำถามเล็กน้อยให้เป็น What could I be happy about – เราน่าจะแฮปปี้กับเรื่องอะไรได้บ้าง?

ผมลองถามและตอบคำถามเหล่านี้ดูแล้วก็รู้สึกว่ามันสร้างพลังงานบวกให้กับตัวเองได้ไม่น้อย

พอหมดวันโทนี่ยังแนะนำให้เราถามเพิ่มอีก 3 คำถาม นั่นคือ

8. วันนี้เราได้มอบอะไรให้กับโลกบ้าง? (What have I given today?)

9. วันนี้เราได้เรียนรู้อะไรบ้าง? (What did I learn today?)

10. สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ทำให้ชีวิตเราดีขึ้นยังไง หรือเราจะใช้วันนี้เป็นการลงทุนเพื่ออนาคตได้อย่างไร? (How has today added to the quality of my life or how can I use today as an investment in my future?)

บางคนอาจรู้สึกว่า 7 ข้อยามเช้าอาจจะเยอะไปหน่อย ก็อาจจะลดทอนลงเหลือ 3-4 ข้อที่เราชอบก็ได้ แต่ผมว่า 3 ข้อก่อนนอนนี่กำลังดีนะครับ มันน่าจะช่วยให้เราใช้ชีวิตอย่างรู้เนื้อรู้ตัวได้เป็นอย่างดี

ลองนำไปปรับใช้ดูครับ

—–
ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ Awaken the Giant Within by Anthony Robbins 

2 ทางสู่ความสำเร็จเหนือคนธรรมดา

20180630_twoways

ทางที่ 1: รู้อะไรให้กระจ่างแต่อย่างเดียวจนเป็น top 1% หรือ top 0.1% ของวงการ

ทางนี้ได้ผลตอบแทนเยอะ แต่ก็เป็นทางที่ยากมากเช่นกันๆ มีไม่กี่คนที่จะได้เล่นฟุตบอลให้ทีมพรีเมียร์ลีกหรือได้เล่นหนังใหญ่ของ Hollywood

ทางที่ 2: รู้อะไรให้มากกว่าคนธรรมดาอย่างน้อยสองอย่างจนเป็น top 25% แล้วเอาทักษะสองอย่างนี้มารวมกัน

ใครหลายคนน่าจะเคยอ่าน Dilbert การ์ตูนสามช่องกัดจิกชีวิตมนุษย์เงินเดือนแบบแสบๆ คันๆ โดยมีหนุ่มใส่แว่นนามดิลเบิร์ตเป็นตัวดำเนินเรื่อง การ์ตูนเรื่องนี้อยู่มาเกือบ 30 ปีแล้ว และถูกตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ถึง 2,000 ฉบับทั่วโลก

Scott Adams ผู้เขียน Dilbert เล่าว่า ฝีมือการวาดการ์ตูนของเขาไม่ได้โดดเด่นอะไรมากมาย แต่อย่างน้อยเขาก็ยังวาดได้ดีกว่าคนที่วาดการ์ตูนไม่เป็น เขาเป็นคนมีอารมณ์ขัน แต่ก็ไม่ได้มากไปกว่าตลกมืออาชีพ แต่มีนักวาดการ์ตูนไม่เยอะที่เป็นคนตลก และมีตลกมืออาชีพไม่เยอะที่วาดการ์ตูนเป็น แถมเขายังเคยทำงานประจำมาก่อนด้วย ดังนั้นเมื่อเอาทักษะสามอย่างมารวมกัน – วาดการ์ตูน + อารมณ์ขัน + ความเข้าใจชีวิตมนุษย์เงินเดือน มันจึงเป็น combination ที่หาคนเลียนแบบได้ยาก คู่แข่งจึงแทบไม่มี และนี่คือเหตุผลที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จมาอย่างยาวนาน

สก๊อตยังบอกว่า ทางที่ 2 นี่เป็นวิธีที่ใครๆ ก็ทำได้ เพราะแค่ออกแรงซักหน่อย เราก็สามารถฝึกฝนจนเป็นคน top 25% ในด้านนั้นๆ ได้แล้ว ประเด็นคือเราต้องเป็น top 25% ของทักษะอย่างน้อยสองอย่าง และนำมันมารวมกันจนเกิดสิ่งที่น้อยคนนักจะทำได้

ยกตัวอย่างตัวผมอีกคนก็ได้ (แม้จะยังเรียกไม่ได้เต็มปากเต็มคำว่าประสบความสำเร็จก็เถอะ) หนังสือ Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ เกิดขึ้นได้เพราะทักษะ 3 อย่าง

– การทำงานเป็นพนักงานประจำอยู่สิบกว่าปี
– ทักษะภาษาอังกฤษที่ทำให้เข้าถึงหนังสือและบทความที่หลากหลาย
– ความสามารถในการสรุปเนื้อหาออกมาเป็นภาษาเขียนที่เข้าใจง่าย

ผมไม่ใช่คนทำงานที่เก่งที่สุด ภาษาอังกฤษของผมก็ยังห่างไกลจากคำว่าเพอร์เฟ็กต์ ส่วนทักษะการเขียนของผมก็เป็นแค่ระดับบล็อกเกอร์มือสมัครเล่น ไม่อาจเทียบชั้นอะไรได้เลยกับนักเขียนมืออาชีพ แต่พอเอาทักษะสามอย่างนี้มารวมกัน ก็มากเพียงพอที่จะเขียนหนังสือที่ไม่เหมือนใครในตลาด

ดังนั้น ลองหาให้เจอครับว่าเราเก่งเรื่องอะไรบ้าง แล้วลองคิดดูว่าจะนำมันมาผสมผสานกันได้อย่างไร แล้วเราอาจจะพบว่ามันไม่ได้ยากอย่างที่คิดครับ

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก The Dilbert Blog: Career Advice

กฎง่ายๆ สำหรับการใช้ชีวิต

20180625_simple

กฎประจำตัวข้อหนึ่งที่ผมพยายามใช้มาตลอดก็คือ:

อะไรที่มีประโยชน์ก็ทำ อะไรที่ไม่มีประโยชน์ก็อย่าไปทำ

ไม่มีอะไรว้าว ไม่มีอะไรลึกซึ้ง ผมถึงบอกว่ามันเป็นกฎง่ายๆ แต่ถ้าแยกแยะได้ เราจะใช้ชีวิตได้ฉลาดขึ้น

ขยันทำงาน = มีประโยชน์ = ทำ

ขยันทำงานจนไม่ได้พักผ่อน = ไม่มีประโยชน์ = ไม่ทำ

ใช้ LINE เพื่อติดต่อกับเพื่อนฝูง = มีประโยชน์ = ทำ

ใช้ LINE เพื่อส่ง “เรื่องเขาเล่าว่า” ซึ่งไม่มีแหล่งอ้างอิงชัดเจนและน่าจะเป็นข้อมูลที่คลาดเคลื่อน = ไม่มีประโยชน์ = ไม่ทำ

สั่งของออนไลน์ จะได้ไม่ต้องเสียเวลาขับรถออกไปซื้อ = มีประโยชน์ = ทำ

สั่งของออนไลน์ทั้งๆ ที่ไม่ได้อยากได้ขนาดนั้นแต่พอดีมันกำลัง flash sales = ไม่มีประโยชน์ = ไม่ทำ

ทะเลาะกับแฟน รอให้อารมณ์เย็น กล่าวขอโทษ ปรับความเข้าใจ = มีประโยชน์ = ทำ

ทะเลาะกับแฟน จึงไม่ยอมพูดยอมจา รอให้เขามาง้อ เพราะอยากเอาชนะและเป็นผู้เหนือกว่าในความสัมพันธ์นี้ = ไม่มีประโยชน์ = ไม่ทำ

อ่านประวัติศาสตร์บ้านเมืองเพื่อจะได้เข้าใจปัจจุบัน = มีประโยชน์ = ทำ

อ่านข่าวการเมืองเพื่อไปฟาดฟันทางความคิดกับคนที่เชียร์อีกฝ่ายหนึ่ง = ไม่มีประโยชน์ = ไม่ทำ

แน่นอน การจะตัดสินว่าอะไรมีประโยชน์หรืออะไรไม่มีประโยชน์บางทีมันก็ไม่ง่าย เพราะบางเรื่องก็ทั้งได้ประโยชน์และเสียประโยชน์ในเวลาเดียวกัน เราจึงต้องฝึก “กล้ามเนื้อประเมินประโยชน์” บ่อยๆ

เมื่อฝึกจนชำนาญ สายตาและสมองเราก็จะแหลมคมพอที่จะใช้เวลาวันนี้ให้ฉลาดกว่าเมื่อวานครับ

ตัดสินใจครั้งเดียว

20180617_decideonce

วิธีหนึ่งที่จะลดความกังวลใจในชีวิตประจำวันได้ คือตัดสินใจเรื่องๆ หนึ่งแค่ครั้งเดียว

มาร์ค ซักเคอร์เบิร์ก ตัดสินใจเพียงครั้งเดียวว่าเขาจะใส่เสื้อยืดสีเทาไปทำงานทุกวัน แล้วก็ทำอย่างนี้มาหลายปี

Seth Godin บล็อกเกอร์ที่เขียนบล็อกมาแล้วเจ็ดพันกว่าบทความก็กินอาหารเช้าอยู่เมนูเดียวคือสมูทตี้ที่ทำจากนมอัลมอนด์+ผงโปรตีน+กล้วย+พลัมแห้ง+วอลนัท

เมื่อประมาณสามปีที่แล้ว ผมก็ตัดสินใจว่าจะเขียนบล็อกทุกวัน ตลอดพันกว่าวันที่ผ่านมาผมจึงไม่ต้องถามตัวเองอีกเลยว่า “วันนี้จะเขียนบล็อกดีมั้ย”

แน่นอน ชีวิตย่อมต้องการสีสัน แต่การใส่เสื้อยืดสีเทาทุกวันก็ไม่ได้แปลว่าชีวิตของมาร์คจะไม่มีสีสันซักหน่อยจริงมั้ย?

ถ้าเราสามารถตัดสินใจเรื่องส่วนใหญ่แค่ครั้งเดียวและใช้มันไปตลอดได้ ในแต่ละวันเราก็จะเหลือเวลาและพลังสมองมากขึ้นในการทำเรื่องสร้างสรรค์อื่นๆ ครับ

ไม่ comfortable

20180604_notcomfy

คำฝรั่งคำหนึ่งที่ผมเห็นคนไทยหลายคนใช้กันคือคำว่า “ไม่ comfortable”

เช่น “ไม่ comfortable ที่จะให้ฟีดแบ็คเพื่อนร่วมทีม”

หรือ “ไม่ comfortable ที่จะคุยเรื่องนื้กับหัวหน้า”

คำว่า comfortable ถ้าแปลตามปกติเราจะแปลว่า “สบายกาย”

แต่พอมาใช้ในบริบท “ไม่ comfortable” มันคือความไม่ “สบายใจ”

พอไม่สบายใจ เราก็เลยมักจะหนี ไม่ทำมันซะดื้อๆ

แต่จริงๆ แล้วเรากำลังทิ้งขุมทรัพย์อยู่นะครับ

เพราะอะไรก็ตามที่ไม่ comfortable แสดงว่ามันยาก

ถ้ามันยาก แสดงว่ามันเกินความสามารถของเราอยู่นิดหน่อย

และการได้ทำอะไรก็ตามที่เกินความสามารถ ก็จะทำให้เราเก่งขึ้น

คนที่ประสบความสำเร็จ คือคนที่กล้าเผชิญความ “ไม่ comfortable” ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

อาจจจะเป็นการติลูกน้อง แม้จะกังวลว่าจะถูกเกลียด

อาจจะเป็นการพรีเซนต์ต่อหน้าคนนับร้อย แม้จะใจสั่นมือเย็น

อาจจะเป็นการเดินเข้าไปขายสินค้า แม้จะรู้ทั้งรู้ว่าเขาอาจปฏิเสธ

ถ้าวันนี้ คนๆ หนึ่ง ได้ทำเรื่องที่ไม่ comfortable ซักสามครั้ง เขาก็จะโตขึ้นสามรอบ

กับอีกคนหนึ่งที่เจอเรื่องไม่ comfortable แล้วหลีกเลี่ยงทุกครั้ง เขาก็จะยังย่ำอยู่กับที่

ใน 1 ปี คนแรกจะโตขึ้นราวหนึ่งพันครั้ง ขณะที่คนที่สองไม่ต่างจากเดิมเลย

เมื่อผ่านไปหลายปีเข้า ความแข็งแกร่ง ความสามารถ และผลตอบแทนสำหรับสองคนนี้ย่อมแตกต่าง

ดังนั้น เราต้องหัดทำเรื่องที่ไม่ comfortable บ่อยๆ

ทั้งหมดทั้งมวล ก็เพื่อที่เราจะได้ “สบาย” ในระยะยาวครับ

สรรหาไอเดียใหม่ๆ ด้วย List of 100

20180527_listof100

เมื่อตอนที่แล้ว ผมเขียนว่าหากอยากมีไอเดียดีๆ ต้องยอมมีไอเดียแย่ๆ เยอะๆ ก่อน

แล้วทำอย่างไรเราถึงจะมีไอเดียเยอะๆ?

ผมอยากแนะนำให้คุณรู้จักกับ List of 100 ครับ

ผมรู้จักลิสต์นี้มาร่วมสิบปีแล้ว จากเว็บเก่าแก่เว็บหนึ่งที่ผมชอบมากคือ litemind.com

ใครภาษาอังกฤษแข็งแรง แนะนำให้ไปอ่านต้นฉบับที่นี่ได้เลยครับ >> Tackle Any Issue With a List of 100 

หลักการของ List of 100 นั้นง่ายมาก คือตั้งโจทย์ 1 ขึ้นมาหนึ่งข้อ แล้วลิสต์คำตอบขึ้นมา 100 คำตอบที่จะช่วยให้เราตอบโจทย์นั้นได้

โดยกฎคร่าวๆ ก็มีดังนี้

  • ใช้กระดาษเปล่า 1-2 แผ่น
  • ใช้ดินสอ/ปากกาสำหรับเขียน
  • นั่งทำให้เสร็จภายในคราวเดียว
  • ไม่ว่อกแว่กกับเรื่องอื่น
  • ไม่เซ็นเซอร์ไอเดียตัวเอง

นี่คือตัวอย่างโจทย์ที่เราอาจตั้งให้ตัวเองได้

  • 100 Things I’m Good At – 100 เรื่องที่เราเก่ง
  • 100 Ways To Improve My Life – 100 วิธีที่จะทำให้ชีวิตดีขึ้น
  • 100 Things I’ve Accomplished In My Life – 100 เรื่องที่เราทำสำเร็จมาแล้ว
  • 100 Things I’m Feeling Stressed About – 100 เรื่องที่ทำให้เรากังวล
  • 100 Things To Do Before I Die – 100 สิ่งที่อยากทำก่อนตาย
  • 100 Ideas for Additional Income – 100 วิธีหารายได้เสริม

คำถามที่ผู้อ่านคงมีอยู่ในใจตอนนี้ คือเราจะหาไอเดียมาได้ถึง 100 ไอเดียเชียวหรือ

คำตอบคือทำได้ครับ แต่ต้องอาศัยความอดทนนิดนึง เพราะของดีจะมาตอนท้าย

Luciano เจ้าของ litemind.com บอกว่า

30 ไอเดียแรกเราจะได้มาไม่ยากนัก

40 ไอเดียต่อมาจะเริ่มซ้ำๆ หรือคล้ายของเดิมแล้ว แต่ก็ไม่เป็นไร เพราะมันช่วยให้เราเห็นแพทเทิร์นการคิดของตัวเอง

30 ไอเดียสุดท้ายมักจะมีไอเดียที่มีความแปลกแหวกแนวหลุดเข้ามา และบางไอเดียอาจจะเข้าท่าเอามากๆ เพราะว่าเรา “ขุด” จนไปพบอะไรบางอย่างภายใต้จิตสำนึกของเรา

อย่างที่บอกไปตอนต้น ตอนที่ลิสต์ไอเดียเราไม่ต้องห่วงว่าไอเดียมันจะดีหรือแย่ เพราะเป้าหมายของเราคือมีไอเดียให้มากไว้ก่อน

ยิ่งเรามีไอเดียแย่ๆ มากเท่าไหร่ เรายิ่งมีไอเดียดีๆ มากขึ้นเท่านั้น

สมมติ 10 ไอเดีย มีดีซัก 1 ไอเดีย

ถ้าเรามีไอเดีย 100 ไอเดีย อย่างน้อยก็น่าจะมีซัก 10 ไอเดียที่ใช้ได้ และอาจจะมี 1 ไอเดียที่เจ๋งสุดๆ ก็ได้

เมื่อช่วงบ่ายผมเองก็ลองได้นั่งลงเขียน “100 หัวข้อสำหรับบทความใน Anontawong’s Musings” เพราะตอนนี้เป็นบล็อกเกอร์ที่ใช้ชีวิตวันต่อวันมาก มานั่งหน้าคอมโดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่าวันนี้จะเขียนเรื่องอะไร (จริงๆ ก็เป็นมานานแล้ว)

แต่พอลองลิสต์ไอเดียมาได้ซัก 100 ไอเดีย ก็เริ่มมั่นใจมากขึ้นว่ามีเรื่องเขียนแน่ๆ อย่างน้อยก็อีกสองสัปดาห์ต่อจากนี้

เทคนิค List of 100 นี้มีประโยชน์และนำไปใช้ได้กับหลายสถานการณ์ ลองเล่นดูแล้วคุณอาจจะติดใจนะครับ


หาซื้อหนังสือ Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 3 ได้ที่ Zombie Books RCAร้านหนังสือเดินทาง ถ.พระสุเมรุ, ซีเอ็ด นายอินทร์ B2S ศูนย์หนังสือจุฬา คิโนะคุนิยะ เอเชียบุ๊คส์  และร้านหนังสือทั่วไปครับ

ถ้าอยากมีไอเดียดีๆ

20180527_goodideas

ต้องยอมมีไอเดียห่วยๆ ก่อน

ถ้าอยากเขียนบทความเจ๋งๆ

ต้องยอมเขียนบทความห่วยๆ ก่อน

ถ้าอยากวาดรูปสวยๆ

ต้องยอมวาดรูปห่วยๆ ก่อน

เราทุกคนอยากดูดี แต่มันก็ทำให้เรากลัวดูแย่ไปด้วย

เมื่อกลัวดูแย่ ก็เลยไม่กล้าแม้แต่ลงมือทำ

ทิ้งความเป็นเพอร์เฟ็คชั่นนิสท์ไปซะ เพราะนั่นเป็นแค่ความกลัวที่ปลอมตัวมา

สวมหัวใจของมือสมัครเล่น โอบกอดความไม่สมบูรณ์แบบ เลิกห่วงสายตาคนอื่น แล้วเริ่มนับหนึ่งกันเถอะ

พรีเซนต์ให้ดีด้วยเทคนิค Mr.Bean

20180502_mrbean

สองสัปดาห์ที่แล้วแฟนผมต้องเตรียมขึ้นพรีเซนต์ทิศทางของทีมต่อหน้า MD และเหล่าผู้จัดการทีมร่วมร้อยคน ที่สำคัญต้องพรีเซนต์เป็นภาษาอังกฤษซึ่งเธอไม่เคยทำมาก่อน

ต้องพูดวันจันทร์บ่าย กว่าจะทำสไลด์เสร็จก็วันจันทร์เช้า แฟนโทร.มาหาผมตอนพักเที่ยง บอกว่าไม่ค่อยมั่นใจเอาซะเลย

ผมเลยเล่าเรื่อง Mr.Bean ให้เธอฟัง

—–

มิสเตอร์บีนเป็นซิทคอมจากเกาะอังกฤษที่โด่งดังมากในช่วงทศวรรษที่ 90

คาแรคเตอร์ของมิสเตอร์บีนคือทึ่มๆ เห็นแก่ตัว ชอบทำอะไรเองคนเดียวแต่ก็ไม่เคยรู้สึกเหงา (อาจเพราะไม่มีเพื่อนมานาน) และไอ้ความไม่ค่อยฉลาดของเขานี่แหละที่ทำให้เกิดฉากฮาๆ มากมาย

คนที่แสดงนำเป็น Mr.Bean คือ Rowan Atkinson (โรวัน แอตคินสัน) แต่คุณรู้มั้ยครับว่าเขาใช้เวลานานมากกว่าจะเข้าสู่วงการบันเทิงได้ โดยช่วงแรกๆ แอตคินสันพยายามไปคาสติ้งเล่นละครเวทีแต่ก็ไม่ติดกับเขาซักที เพราะนอกจากหน้าตาจะไม่ชวนมองแล้วเขายังเป็นคนพูดติดอ่างอีกต่างหาก!

การพูดติดอ่างอาจจะเป็นอุปสรรคสำหรับหลายอาชีพ แต่สำหรับอาชีพนักแสดงนี่น่าจะเป็นจุดตายเลยก็ว่าได้ เพราะแค่คิดว่าตัวเอกในละครพูดตะกุกตะกักก็เสียอารมณ์คนดูแล้ว

จุดเปลี่ยนของแอตคินสันเกิดขึ้นตอนที่เขาเขียนบทละคร Mr.Bean ขึ้นมาเอง แล้วค้นพบว่า เวลาเขาเล่นเป็น Mr.Bean เขาหยุดพูดติดอ่างได้เฉยเลย!

—–

ผมเลยบอกแฟนไปว่า บางทีเธอต้องลองสวมบทบาทเป็นคนอื่นดู ผมให้เธอนึกถึงพี่ที่ทำงานเก่าคนหนึ่งที่พรีเซนต์เก่งมาก แล้วให้จินตนาการตอนขึ้นพูดว่าเธอคือพี่คนนั้น จะพูดอย่างไร ความเร็วแค่ไหน ท่ายืนและภาษามือจะเป็นยังไง และที่สำคัญคือจะพูดด้วยความรู้สึกอย่างไร

ปรากฎว่าเย็นนั้นแฟนโทร.มาบอกว่าเอาเทคนิคไปใช้แล้วเวิร์ค พูดได้ดีกว่าที่คิด แถมได้รับโหวตเป็น 1 ใน 3 top speakers ของวันนั้นด้วย

หากใครไม่มั่นใจเรื่องการพรีเซนต์เอาซะเลย ลองนำเทคนิคมิสเตอร์บีนไปใช้ดูนะครับ

—–

หนังสือ Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ พิมพ์ครั้งที่ 3 แล้วนะครับ! หาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ B2S ศูนย์หนังสือจุฬา คิโนะคุนิยะ เอเชียบุ๊คส์ และร้านหนังสือทั่วไปครับ