ประเทศที่มีความสุขทางเศรษฐกิจมากที่สุดในโลก

20160123_HappiestEconomy

คือประเทศไทยครับ

อันนี้ไม่ได้มาพูดกันลอยๆ แต่เป็นการให้คะแนนโดย Bloomberg (คู่แข่งคนสำคัญของบริษัท Reuters ในเรื่องการให้ข้อมูลข่าวสารของโลกการเงินและเศรษฐกิจ)

เมื่อเดือนมีนาคมปีที่แล้ว บลูมเบิร์กได้ตีพิมพ์บทความชื่อ The 15 Happiest Economies in the World

โดยบลูมเบิร์กได้สร้าง “ดัชนีความทุกข์” (Misery Index) โดยเอาอัตราการว่างงานมาบวกกับอัตราเงินเฟ้อ (unemployment rate + inflation rate)

ยิ่ง Misery Index ต่ำเท่าไหร่ ยิ่งแสดงว่ามีความสุขมากขึ้นเท่านั้น

ยกตัวอย่างประเทศนอร์เวย์ ที่คาดว่าอัตราเงินเฟ้อจะอยู่ที่ 2% ส่วนอัตราการว่างงานอยู่ที่ 3.75% ดังนั้นคะแนน Misery Index จึงอยู่ที่ 5.95 และถือเป็นประเทศที่มีความสุขทางเศรษฐกิจเป็นอันดับที่ 9 ของโลก

ขณะที่เมืองไทย คะแนน Misery Index แค่ 1.4 เท่านั้น แสดงว่าทั้งอัตราการว่างงานและเงินเฟ้อต่ำสุดๆ

เรื่องอัตราการว่างงานผมไม่ค่อยแปลกใจเท่าไหร่ เพราะผู้ใหญ่ท่านหนึ่งที่เป็นเจ้าของบริษัทมหาชนเคยเล่าให้ฟังว่าอัตราการว่างงานในเมืองไทยนั้นต่ำมากมาโดยตลอด คนไทยจึงไม่เคยเจอปัญหาไม่มีงานทำ มีแต่ปัญหาไม่ยอมทำงาน (บางชนิด) จนเราต้องพึ่งพาแรงงานต่างด้าว

ส่วนอัตราเงินเฟ้อ ผมแปลกใจเล็กน้อย เพราะไม่ค่อยได้ตามข่าวเศรษฐกิจและรู้สึกว่าข้าวของมันก็แพงขึ้นเรื่อยๆ แต่ถ้ากูเกิ้ลดูก็จะพบว่าอัตราเงินเฟ้อของบ้านเราเมื่อปีที่แล้วอยู่ที่ประมาณ -0.5% 

ซึ่งนั่นก็เป็นสาเหตุที่ทำไมบลูมเบิร์กถึงจัดให้เราเป็นอันดับหนึ่ง ชนะประเทศที่เจริญแล้วอย่างสวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ ญี่ปุ่น หรือ อเมริกา

จริงอยู่ Misery Index นี้จะว่าไปก็ออกจะดูคำนวณง่ายเกินไปหน่อย เพราะความสุขมันไม่ได้มีแค่มิติเรื่องการมีงานทำหรือราคาที่แพงขึ้นของสิ่งของอย่างเดียว แต่อย่างน้อยมันก็เป็นตัวชี้วัดคร่าวๆ ได้

ยิ่งถ้าเมื่อเทียบกับประเทศที่อยู่ท้ายๆ ตารางอย่าง สเปน (Misery Index = 24), อาร์เจนตินา (32) และเวเนซูเอล่า (86.5)

เมืองไทยของเราก็น่าอยู่กว่าจริงๆ ครับ

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก

Bloomberg: The 15 Happiest Economies in the World

ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย: รายงานภาวะเศรษฐกิจประจำไตรมาสที่ 1/2558 และคาดการณ์ภาวะเศรษฐกิจตลอดทั้งปี 2558

5 เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับคริสต์มาส

20151225_Christmas

เทศกาลของฝรั่ง นอกจากวาเลนไทน์และฮาโลวีนแล้ว ก็เห็นจะมีคริสต์มาสนี่แหละที่ถูกจริตคนไทยมากกว่าใคร และบรรยากาศก็ถือว่าพอได้เพราะอยู่ในช่วงหน้าหนาวพอดี

วันนี้ผมเลยไปหาข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับคริสต์มาสมาเล่าให้ฟังครับ ถ้ามีข้อมูลคลาดเคลื่อนประการใด ยินดีให้ผู้รู้ชี้แนะนะครับ

1. พระเยซูไม่ได้ประสูติวันที่ 25 ธันวาคม
ในพระคัมภีร์ไบเบิ้ลไม่เคยระบุไว้ว่าพระเยซูเกิดเมื่อไหร่ จริงๆ แล้วถ้าจะดูจากเนื้อหาในไบเบิ้ลว่าวันที่พระเยซูประสูติ “มีเด็กเลี้ยงแกะทำงานอยู่ในทุ่งนา” ‘shepherds were in the fields watching their flocks at the time of Jesus’ birth (Luke 2:7-8).

ธันวาคมนั้นอากาศหนาวเกินกว่าที่แกะจะออกมาเดินเล่นได้ ดังนั้นนักวิชาการหลายท่านคิดว่าพระเยซูน่าจะประสูติช่วงฤดูใบไม้ผลิมากกว่า

แล้ววันที่ 25 ธันวาคมมาได้อย่างไร? ในคริสตศตวรรษที่ 4 โป๊ปจูเลียสที่ 1 แห่งนิกายโรมันคาธอลิกได้ประกาศให้วันนี้เป็นวันที่พระเยซูประสูติครับ

2. รัสเซียจัดคริสต์มาสวันที่ 7 มกราคม
ประชาชนในรัสเซีย กรีซ เอธิโอเปีย และอีก 13 ประเทศนั้นนับถือศาสนาคริสต์นิกายรัสเชี่ยนออโธด๊อกซ์ซึ่งยังยึดถือปฏิทินแบบจูเลี่ยน (Julian Calendar) ส่วนปฏิทินสากลที่เราใช้กันอยู่ทั่วโลกคือปฏิทินเกรกกอเรี่ยน (Gregorian Calendar)

ปฏิทินจูเลี่ยนนั้นช้ากว่าปฏิทินเกรกอเรียนอยู่ 13 วัน ดังนั้นจริงๆ แล้วรัสเซียก็จัดคริสต์มาสวันที่ 25 ธันวาคมตามปฏิทินจูเลี่ยน แต่พอแปลงมาเป็นวันที่ตามปฏิทินสากลก็คือ 7 มกราคมครับ

3. การเฉลิมฉลองคริสต์มาสเคยเป็นเรื่องผิดกฎหมาย
ในปี 1644 ประเทศอังกฤษประกาศห้ามไม่ให้มีการเฉลิมฉลองคริสต์มาสเพราะมองว่ามัน “รื่นเริงเกินไป” และกว่าอเมริกาจะประกาศให้คริสต์มาสเป็นวันหยุด (holiday) ก็ต้องรอถึงปี 1870 ครับ

 

4. เพลงจิงเกิลเบลส์ไม่ได้ถูกแต่งเพื่อวันคริสต์มาส
คริสต์มาสมาพร้อมกับซานตาคลอสและเพลงจิงเกิลเบลส์ (Jingle Bells) แต่จริงๆ แล้วเพลงนี้ถูกแต่งขึ้นในปี 1850 เพื่อให้นักเรียนในโรงเรียนในเมืองบอสตันแห่งหนึ่งร้องในวัน Thanksgiving (วันขอบคุณพระเจ้า)

5. คริสต์มาสทำให้อังกฤษและเยอรมันหยุดรบกันชั่วคราว
สงครามโลกครั้งที่ 1 เริ่มต้นในเดือนกรกฎาคมปี 1914 และในคืนวันที่ 24 ธันวาคมในปีเดียวกันนี้เอง ทหารของเยอรมัน และทหารของอังกฤษซึ่งเป็นศัตรูกัน ผลัดกันร้องเพลงเฉลิมฉลองคริสต์มาส (Christmas Carols) พอรุ่งเช้าวันที่ 25 ธันวาคม ทหารเยอรมันก็เดินตัวเปล่าแบบไม่มีอาวุธเข้าไปยังเขต no man’s land (พื้นที่ตรงกลางระหว่างกองทัพของสองฝ่าย) แล้วตะโกนบอกทหารของอีกฝั่งเป็นภาษาอังกฤษว่า Merry Christmas

สุดท้ายทหารสองฝ่ายมีการแลกเปลี่ยนของขวัญอย่างเช่นบุหรี่และ plum pudding แถมยังมีแข่งฟุตบอลกันด้วย

ถือเป็นการหยุดรบในตำนานที่เล่าขานมาจนถึงทุกวันนี้

 

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก
United Church of God: Biblical evidence shows Jesus wasn’t born on Dec. 25
Live Science: When was Jesus born?
whychristmas: Why is Christmas Day on the 25th December?
The Telegraph: Do they know it’s Christmas? 16 countries where people are celebrating today
Live Science: Why was Christmas banned in America
mental_floss: “Jingle Bells” Was Originally Written for Thanksgiving
History: Christmas Truce of 1914 

 

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

ชนชั้นของภาษา

20151112_LanguageHierarchy

เมื่อวันก่อนมีนักเรียนจากอเมริกาเข้ามาขอสัมภาษณ์ผมเพื่อเป็นข้อมูลสำหรับงานวิจัยปริญญาโทของเขา

พอคุยกันเรื่องงานสื่อสารของผมเสร็จแล้ว เขาก็ถามด้วยความสงสัยเฉยๆ ว่า ป้ายโฆษณาใหญ่ๆ ในกรุงเทพนี่ตั้งใจเอาไว้ให้ใครอ่าน? (Who’s the target group?)

ที่เขาถามอย่างนี้ เพราะเขาสังเกตเห็นว่า ป้ายโฆษณาเหล่านี้ ส่วนใหญ่เป็นภาษาอังกฤษ เขาเห็นตั้งแต่ออกจากสุวรรณภูมิแล้ว จึงนึกว่ากลุ่มเป้าหมายเป็นนักท่องเที่ยว แต่พอเข้ามาในเมือง เขาก็เห็นอีกว่าป้ายก็ยังเป็นภาษาอังกฤษเยอะอยู่ดี สมมติฐานถัดมาก็คือ ป้ายโฆษณาเหล่านี้เอาไว้ให้ฝรั่งที่อาศัยอยู่ในเมืองไทยอ่านรึเปล่า

ผมก็ออกความเห็นไปว่า เป้าหมายของป้ายโฆษณาเหล่านี้ก็คือคนไทยนี่แหละ แต่ที่ต้องทำเป็นภาษาอังกฤษก็เพราะว่ามันเกี่ยวกับเรื่องภาพลักษณ์

ผมบอกเขาไปว่าสินค้าในเมืองไทย น้อยมากที่จะใช้ชื่อภาษาไทยเพราะมันจะทำให้ดูเป็นของราคาถูกหรือเชยไปเลย

สินค้า บริการ และชื่อร้านที่อยู๋ในเมืองส่วนใหญ่ถึงมีแต่ชื่อภาษาอังกฤษ (หรือถึงจะเป็นชื่อไทยก็ใช้อักษรภาษาอังกฤษ)

ทั้งนี้เพราะภาษาอังกฤษถูกยึดโยง (associate) กับของที่มีราคาสูงกว่าและคุณภาพสูงกว่า ซึ่งย่อมหมายถึงสามารถตั้งราคาได้แพงกว่าและทำกำไรได้มากกว่านั่นเอง

ผมเดินไปหยิบหลอดยาสีฟันเดนทิสเต้มาให้เขาดู เพื่อที่จะชี้ให้เห็นว่าบนหลอดไม่มีภาษาไทยเลย ทั้งๆ ที่เป็นของคนไทย

เล่าไปก็แอบรู้สึกอายไปด้วยเล็กน้อย ที่เรามีภาษาของเราเองแท้ๆ แต่กลับให้ “คุณค่า” และ “มูลค่า” กับภาษาต่างชาติมากกว่า

—–

ผมบอกเขาอีกว่า สำหรับเมืองไทย ถ้าไม่ตั้งชื่อยี่ห้อเป็นภาษาอังกฤษ ก็ยังมีอีกทางหนึ่งคือตั้งชื่อเป็นภาษาญี่ปุ่น เพราะนี่ก็เป็นการเสริมสร้างภาพลักษณ์โดยที่แทบไม่ต้องลงทุนใดๆ เช่นกัน

ในเซเว่นเรามีไข่ต้ม ซึ่งราคาน่าจะเท่ากับไข่ลวก แต่ไข่ออนเซ็นจะกระโดดไปอีกราคาหนึ่งเลย

ที่ออฟฟิศผม ชั้น 9 จะมีโรงอาหาร ซึ่งก็มีร้านหนึ่งที่ตั้งชื่อเมนูเป็นภาษาญี่ปุ่นหมด ทั้งๆ ที่รสชาติอาหารก็ไม่ได้รู้สึกว่าญี่ปุ่นอะไร แต่ตั้งราคาจานละ 60-80 บาทกันเลยทีเดียว

——

ตอนผมเรียนปริญญาโทที่นิด้า มีวิชาหนึ่งที่เรียกว่า Sociolinguistics

Socio -> society -> สังคม
Linguistics -> language -> ภาษา

วิชานี้จึงว่าด้วยความเชื่อมโยงของภาษาและสภาพสังคม

ภาษาของเราจะปรับเปลี่ยนไปตามคนที่เราสังคมด้วย เช่นเวลาคุยกับพ่อแม่เราพูดแบบหนึ่ง เวลาคุยกับเพื่อนเราพูดอีกแบบหนึ่ง และเวลาคุยกับหัวหน้าเราก็พูดอีกแบบหนึ่ง

นอกจากนั้น ภาษายังบ่งชี้ถึงชนชั้นในสังคมอีกต่างหาก โดย “ภาพลักษณ์” ของภาษาหรือสำเนียงท้องถิ่นน่าจะไล่เรียงได้ตามนี้ (ความเห็นส่วนตัวล้วนๆ คนอื่นอาจจะไม่ได้เรียงแบบนี้)

ภาษากลาง > ภาษาเหนือ > ภาษาใต้ > ภาษาอีสาน

ลองคิดภาพว่าคุณเป็นผู้จัดการบริษัทซอฟท์แวร์ชั้นนำของโลก ต้องสัมภาษณ์เด็กสองคนที่เก่งพอๆ กัน คนหนึ่งตอบเป็นสำเนียงคนกรุงเทพ อีกคนหนึ่งตอบเป็นสำเนียงคนอีสาน คุณมีแนวโน้มที่จะเลือกคนไหน?

ในความเป็นจริง คงไม่มีคนอีสานคนไหนมาสัมภาษณ์งานประเภทนี้แล้วพูดภาษาอีสานหรอกครับ ด้วยรู้ตัวดีว่าจะทำให้เขา “ดูไม่ดี” เลยต้องตอบเป็นสำเนียงภาคกลางอยู่แล้ว

และด้วยความที่สำเนียงของคนกรุงเทพมีมูลค่าสูงที่สุดนั่นเอง (เมื่อเทียบกับภาษาไทยด้วยกัน) คนต่างจังหวัดจึงต้องหัดพูดภาษากลาง แต่คนกรุงเทพไม่เคยต้องหัดพูดภาษาของภาคอื่นเลย

—–

ที่เขียนมายืดยาวนี่ไม่ใช่ต้องการหยามเหยียดภาษาของภาคไหนเลยนะครับ เพียงแต่อยากจะชี้ให้เห็นบางมุมที่พวกเราอาจมองข้ามไป เพราะเรา “ลำเอียง” กับภาษาบางภาษาหรือสำเนียงบางสำเนียงซะจนชิน

เผื่อว่าในอนาคต เจอใครที่พูดสำเนียงไม่เหมือนเรา เราจะได้รู้ทันความลำเอียงของตัวเอง

และเผื่อว่าเจอใครที่พูดภาษาอังกฤษเก่งมากๆ ก็จะได้ไม่เผลอคิดไปว่าเขาเก่งกว่าเราเสียทุกเรื่องครับ

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ฆาตกรในไลน์

20151104_killer

เมื่อค่ำนี้แฟนโชว์ข้อความหนึ่งที่มีคนแชร์ในไลน์มาให้ดู

องค์การอนามัยโลกรายงาน
โรคมะเร็งตอนนี้ไทยเป็นเบอร์ 1 ของเอเซียแล้ว
อัตรา 1 คนจาก 8 คน
สาเหตุเกิดจาก
1. กินเนื้อสัตว์ปิ้งย่าง
2. กินอาหารกะทิค้างคืน
3. กล้วยแขก ปาท่องโก๋และขนมครก
4. ผัดผักค้างคืนกินไม่หมด
5.ใช้กล่องโฟม สัมผัสสารก่อมะเร็ง

กรุณาส่งให้เพื่อน ๆ ญาติๆ คน เป็นธรรมทาน

อ่านข่าวนี้จบ ผมบอกแฟนให้ถามคนส่งกลับไปว่า WHO เค้ารู้จักขนมครกด้วยเหรอ?

ลองกูเกิ้ลดู ก็ไม่เคยเจอว่า WHO เคยจัดอันดับเรื่องพวกนี้ มีก็แต่ Cancer country profiles 2014  และอัตราการตายจากมะเร็งของ World Health Ranking  และ World Cancer Research Fund International ซึ่งอัตราของคนไทยนั้นต่ำกว่าประเทศอย่างเกาหลีเหนือและญี่ปุ่นด้วยซ้ำไป

ที่เป็นตลกร้ายคือตอนท้ายข้อความยังบอกให้ส่งต่อเป็นธรรมทานด้วย ทั้งๆ ที่มันไม่เห็นจะเกี่ยวกับธรรมะตรงไหน และจะเรียกว่าวิทยาทานก็ไม่ได้เพราะเนื้อหาแทบไม่มีความเป็นจริงเลย

แทนที่จะเป็นธรรมทาน ยิ่งส่งต่อยิ่งเป็นการทำบาปด้วยซ้ำ เพราะนอกจากจะทำให้เข้าใจอะไรผิดๆ แล้ว ยังเป็นการทำให้คนอื่นเสียเวลาที่มีจำกัดและมีค่ายิ่งอีกด้วย

ผมไม่รู้ว่าใครเป็นคนเขียนข้อความนี้ขึ้นมา และไม่รู้ว่ามีเจตนาอย่างไร แต่เดาว่าคงนึกว่ามันเป็นเรื่องน่าสนุกและน่าภูมิใจที่เห็นข่าวลวงที่ตัวเองแต่งได้รับการแชร์ไปเยอะๆ

แต่ผมต้องขอใช้คำว่า “ประณาม” กับคนที่สร้างข่าวลวงเหล่านี้

ขณะนี้มีคนไทยใช้ไลน์ 33 ล้านคน

ถ้าในแต่ละวันคนใช้ไลน์ต้องเสียเวลาไปกับข้อความขยะแค่คนละ 1 นาที นั่นหมายความว่าคนไทยจะสูญเสียเวลาร่วมกันไปถึงวันละ 33 ล้านนาที หรือ 62.7 ปี

ข้อความขยะหนึ่งข้อความ ทำให้เสียเวลาเกือบจะเท่ากับอายุขัยของคนหนึ่งคน

ดังนั้นคนที่แต่งข่าวลวงขึ้นมา ก็ไม่ต่างอะไรกับฆาตกร

ฟังดูแรงไปหน่อย แต่ผมรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ

ดังนั้น ใครก็ตามที่กำลังสนุกกับการแต่งเรื่องขึ้นมา ผมขอให้หยุดเถอะครับ เพราะคุณกำลังสร้างบาปกรรมแบบทบเท่าทวีคูณเลย

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก
WHO: Cancer country profiles 2014
World Health Ranking: All Cancers by Countries
World Cancer Research Fund International Data for cancer frequency by country
Positioning Magazine: กางแผน “ไลน์” จากแชตแอป สู่ “ซิงเกิลแพลตฟอร์ม”

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

เก่งภาษาอังกฤษแถมยังได้บุญด้วย freerice.com

20151020_FreeRice

สวัสดีครับ

วันนี้มีเว็บไซต์ที่เจ๋งมากๆ มาป่าวประกาศครับ

เว็บนี้ชื่อว่า Free Rice ครับ – คลิ้กเลย! (แล้วค่อยกลับมาอ่านต่อ)

Free Rice เป็นเว็บที่สร้างมาด้วยจุดประสงค์สองข้อที่น่าชื่นชม:

1. ขจัดความหิวโหยให้หมดไปจากโลกใบนี้
2. ช่วยให้คนรู้ศัพท์ภาษาอังกฤษมากยิ่งขึ้น

กฎกติกาก็ง่ายๆ ครับ แค่คุณทายคำศัพท์ถูกหนึ่งคำ ทาง Free Rice ก็จะบริจาคข้าว 10 เม็ดผ่านโครงการอาหารโลกของสหประชาชาติ (UN World Food Programme)

วิธีการหาเงินของ freerice ก็เรียบง่ายมากๆ คือทุกๆ คำถามใหม่ จะมีแบนเนอร์ของสปอนเซอร์ขึ้นมาโชว์ และรายได้จากสปอนเซอร์นี่แหละครับที่ใช้ซื้อข้าวให้กับ World Food Programme  (ถ้าใครมี ad blocker อยู่ก็ต้อง disable นะครับ ไม่อย่างนั้นถึงเล่นไปเว็บไซต์ก็จะไม่ได้เงินจากสปอนเซอร์)

นี่คือการยิงปืนนัดเดียวได้นก 3 ตัว

  • ประชาชนอย่างเราๆ เก่งภาษาอังกฤษมากขึ้น (โดยไม่ต้องจ่ายตังค์)
  • โครงการอาหารโลกของสหประชาชาติ มีข้าวเพื่อนำไปแจกจ่ายเพื่อนร่วมโลกที่หิวโหย (ตอนนี้เขากำลังโฟกัสที่ชาวซีเรียที่อพยพเข้ายุโรปครับ)
  • สปอนเซอร์ได้โฆษณาสินค้าและบริการของตัวเอง (และอาจะได้เสริมสร้างภาพลักษณ์ที่มาสนับสนุนโครงการนี้ด้วย)

คนที่สร้างเว็บนี้ชื่อ John Breen  ครับ เขาทำ freerice.com ขึ้นมาเมื่อปี 2007 และพอปี 2009 ก็ตัดสินใจบริจาคเว็บนี้ให้กับ UN ครับ – หล่อมากอ่ะ

—–

สัปดาห์ที่แล้วผมเชิญชวนคนในบริษัทมาเล่นเกมนี้ด้วยกัน

เมื่อเช้านี้พอเช็คยอดก็พบว่าพนักงานช่วยกันหาข้าวมาได้กว่าเราได้ข้าวสารกว่า 500,000 เม็ดแล้ว

โดยคนที่ทำคะแนนได้สูงสุดหาข้าวมาได้กว่าหนึ่งแสนเม็ด (แสดงว่าต้องตอบคำถามถึง 10,000 ข้อได้ถูกต้อง!)

ผมเองได้เล่นไปไม่เยอะ เพิ่งได้ 1,210 เม็ดเอง (ดู My Totals ในรูปด้านบนได้) แต่ตั้งใจไว้แล้วว่าจะเล่นไปเรื่อยๆ จนกว่าจะได้ข้าวซัก 50,000 เม็ดครับ

ความสนุกอีกอย่างของเกมนี้คือคำศัพท์มันจะยากขึ้นเรื่อยๆ นะครับ มี 60 Level ผมเล่นถึง Level 17 ก็เริ่มตอบผิดๆ ถูกๆ บ้างแล้ว แต่ถ้าคำไหนเราตอบผิด ซักพักมันจะกลับมาถามเราอีกครั้งเพื่อให้เราจำศัพท์ใหม่นั้นได้

—–

เราสามารถสร้าง Group กันเองได้ด้วยนะครับ ผมลองค้นหากรุ๊ป Thailand ก็เจออยู่หลายกรุ๊ปอยู่ แต่ดูเงียบไปซักพักแล้ว ก็เลยสร้างกรุ๊ปใหม่ขึ้นมาซะเลย

ชื่อกรุ๊ปว่า Stronger Thailand 2015 ครับ

ตอนนี้มีสมาชิก 1 คนถ้วน!

ถ้าสนใจจะมาร่วมสนุก (และทำบุญร่วมกัน) ก็ขอเชิญสมัครเป็น user แล้วก็คลิ้กไปที่กรุ๊ป Stronger Thailand 2015 แล้วก็คลิ้ก Join นะครับ จากนั้นยอดเม็ดข้าวที่เราระดมมาได้ทั้งหมดก็จะมาโชว์อยู่ในกรุ๊ปนี้ด้วยครับ

(แุล้วเวลา login เข้ามาใหม่ หน้าแรกที่จะเห็นคือหน้า profile ของเรา มองไปข้างล่างจะมี group ที่เราเป็นสมาชิกอยู่  จากนั้นก็เลือกปุ่ม Play ครับ)

อ้อ แล้วถ้าลองเล่นแล้วเห็นว่าดี ก็อย่าลืมชวนพ่อแม่พี่น้องปู่ย่าน้าอามาเล่นด้วยกันนะครับ

รวมถึงชวนอาจารย์ นักเรียน และนักศึกษามาเล่นด้วย ให้สมศักดิ์ศรีผู้ส่งออกข้าวเบอร์หนึ่งของโลกซะหน่อย!

—–
ข้อมูลดิบจาก WFP

  • ทั่วโลกมีคนที่มีปัญหา “กินไม่อิ่มท้อง” ถึง 795 ล้านคน หรือ 12 เท่าของจำนวนประชากรประเทศไทย 
  • ความหิวโหยและโรคขาดสารอาหารเป็นภัยด้านสุขภาพที่ร้ายแรงที่สุด ยิ่งกว่าโรคเอดส์  มาเลเรีย และวัณโรค รวมกันเสียอีก
  • ข่าวดีคือปัญหาความหิวโหยนั้นเราสามารถขจัดได้ เพราะจริงๆ แล้วเรามีอาหารมากเพียงพอสำหรับทุกคนบนโลกใบนี้ เพียงแต่ต้องออกแรงกันหน่อย (และคุณก็มีส่วนช่วยได้)

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก Freerice.com, World Food Programme 

ขอบคุณภาพจาก Freerice.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

11 ความฟินจากคอนเสิร์ตเพลงประภาส 2

20151012_Prapas

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ผมมีโอกาสได้ไปดูคอนเสิร์ต “เพลงของประภาส 2” ที่โรงละครเคแบงค์ สยามพิฆเนศครับ

เป็นรอบบ่ายสองโมง ถือเป็นรอบที่ 3 จากทั้งหมด 4 รอบ (รอบสุดท้ายคือ 19.30 วันเดียวกันนั้น)

ในรอบสามปีมานี้ ผมได้ดูคอนเสิร์ตไปประมาณ 6 คอนเสิร์ต

คอนเสิร์ตประภาส 2 คือคอนเสิร์ตที่ผมร้องเพลงตามได้น้อยที่สุด

แต่มันก็เป็นคอนเสิร์ตที่ผมชอบมากที่สุดด้วย

จึงขอมาบันทึกเอาไว้ว่า อะไรที่ทำให้ผมชอบคอนเสิร์ตนี้ โดยเรียงตามลำดับเวลาที่เกิดขึ้นนะครับ

1. ความแน่นของซาวด์
ตอนเดินเข้ามาโรงละคร สิ่งแรกที่รู้สึกเลยว่าคอนเสิร์ตนี้แตกต่างกับคอนเสิร์ตอื่นที่เคยไปมา คือความ “ปึ๊ก” ของระบบเสียง นักดนตรี+นักร้องคอรัสจัดเต็มมาก มากันไม่ต่ำกว่า 30 ชีวิต (รวมถึงเครื่องสายอย่างไวโอลิน เชลโล และดับเบิลเบสด้วย) ทำเอาเวทีดูเล็กไปถนัดตา ต้องยกความดีความชอบให้กับทีม Sound Engineering และ Music Director ทั้งสองท่านคือ คุณหนึ่ง จักรวาร และ คุณจักรพัฒน์ เอี่ยมหนุน

2. ความรู้สึกใกล้ชิดกับคนดู
คอนเสิร์ตคราวนี้ มีคุณเจี๊ยบ วรรธนา มาเป็นผู้ดำเนินรายการ คอยปะติดปะต่อและเล่าเรื่องราวเบื้องหลังการฝึกซ้อมและที่มาของเพลงบางเพลงให้ฟังกันอย่างเพลิดเพลิน

แถมบังเอิญผมเพิ่งได้อ่านบทสัมภาษณ์ของคุณเจี๊ยบ – The Memory of Love ใน a day bulletin 100 Interview The Influencer เมื่อ 24 ชั่วโมงก่อนหน้านั้น ความรู้สึกจึงยังกรุ่นๆ อยู่ พอได้มาฟังคุณเจี๊ยบเลยยิ่งรู้สึกมักคุ้นขึ้นไปใหญ่

และด้วยความที่สถานที่เป็นโรงละคร ไม่ได้ใหญ่โตเหมือนสถานที่ที่ใช้จัดคอนเสิร์ตทั่วไป (ที่เห็นพี่ก้องนูโวตัวเท่าปลายนิ้วก้อย) ในฐานะคนดูเลยรู้สึกใกล้ชิดกับศิลปินเป็นพิเศษ

3. การประชันกันของ ชินกร ไกรลาศ กับ กอล์ฟ ฟักกลิ้งฮีโร่
ผมรู้จักคุณอาชินกร ไกรลาศมาตั้งแต่ยังเด็ก เพราะหน้าตาละม้ายคล้ายคลึงกับลุงผมมาก แถมทั้งสองยังเคยร่วมงานกันด้วย จำได้ว่าสมัยที่คุณย่าผมยังอยู่ คุณอาชินกรเคยมาไหว้ย่าที่บ้านที่นครปฐมด้วย

เพลงที่คุณอาชินกรเอามาร้องคือเพลง “ป่าประท้วง” ซึ่งผมไม่รู้จักหรอก แต่พอขึ้นท่อนฮุคเท่านั้นแหละ ความทรงจำวัยเด็กก็พร่างพรูออกมา เพราะผมเคยชอบร้องท่อนนี้มากๆ

“คนเป็นสัตว์ประเสริฐ ไอ้เรามันเดรัจฉาน แต่เราไม่เคยรุกราน บ้านของใครเราไม่ไปทำลาย”

เพิ่งรู้ว่าพี่จิก (ชื่อเล่นของพี่ประภาส) แต่งเพลงนี้ด้วย!

เพลงนี้ได้กอล์ฟ ฟักกลิ้งฮีโร่ และน้องผอมๆ อีกสองคนมาช่วยร้องท่อนแร็พ ซึ่งใช้วาจาได้แซ่บถึงใจมาก เป็นการเอาคนสองเจนเนอเรชั่นมาประชันกันได้อย่างกลมกล่อม

4. ความฮาของพี่จุ้ย+พี่เจี๊ยบ
ตอนแรกพี่เจี๊ยบ วัชระ ปานเอี่ยมออกมาร้องหนึ่งเพลงก่อน แค่แกคุยคนเดียวก็เพลินแล้วนะ แต่พอพี่จุ้ย ศุ บุญเลี้ยงขึ้นเวทีเท่านั้นแหละ หัวเราะกันจนท้องแข็งเลย เพราะรับส่งมุขกันแบบไม่มียั้ง เอาจริงๆ ผมขำกว่าตอนดูเดี่ยวไมโครโฟนอีก ช่วงท้ายมีแสตมป์มาแจมด้วย แต่แสตมป์ที่ว่าฮา มาเจอพี่จุ้ยพี่เจี๊ยบนี่กลายเป็นคนขรึมไปเลย

5. เสียงของแนน สาธิดา (นางเอกละครเวที โหมโรงเดอะมิวสิคัล)
ผมไม่เคยรู้จักผู้หญิงคนนี้มาก่อนเลย แต่พอได้ฟังเธอร้องเพลงนิทานหิ่งห้อย ผมก็ได้แต่ถามตัวเองว่า นี่เราไปอยู่ไหนมาวะเนี่ย เสียงของคุณแนนก้องกังวานมาก แถมตอนลากเสียงสูงก็โน๊ตตรงเป๊ะ ฟังแล้วระรื่นหูสุดๆ (ถ้าไปเดอะว้อยซ์โค้ชก็คงหันมาทั้งสี่คน) ยิ่งพอได้ฟังคุณแนนพูดเชิญชวนไปดูโหมโรงเดอะมิวสิคัลที่จะกำลังจะกลับมาอีกครั้ง (มีแอบหัวเราะเขิน “เฮ่เฮ่” ด้วย) ยิ่งรู้สึกอยากมาดูขึ้นไปอีก (แต่คงยากเพราะตอนนี้ภรรยาท้องเก้าเดือนแล้ว)

6. อิมเมจร้องเพลงฟั่นเฟือน
เพลงนี้เป็นเพลงเดียวในคอนเสิร์ตนี้ที่ผมฟังแล้วน้ำตาคลอ

อาจจะเพราะว่าตอนเด็กๆ ผมเคยชอบเพลงนี้เอามากๆ (และร้องได้เฉพาะท่อนฮุคเช่นเคย)

“ไม่อยากรู้ว่าตัวเองเป็นใคร ไม่อยากรู้ว่าเคยรักใคร ไม่อยากรู้ว่าเคย…เคยถูกใคร หลอกจนเสียคนอย่างนี้
ไม่อยากรู้ว่าตัวเองเป็นใคร ไม่อยากรู้ว่าเคยนอนร้องไห้ ไม่อยากรู้ว่าเคย…เคยให้ชีวิตใครไป”

อิมเมจก็ยังคงเป็นอิมเมจ สามารถร้องออกมาได้อย่างมีเอกลักษณ์ และพาเราด่ำดิ่งลงในห้วงอารมณ์ จนลืมไปเลยว่าน้องเค้าอายุแค่ 17 ปีเท่านั้น

7. “ปรบมือ” และ “ร้องเพลง” ไปกับน้องๆ
แสตมป์ร้องเพลง “เสียงในความเงียบ” ซึ่งมีน้องๆ อีกสี่คนจากโรงเรียนเศรษฐเสถียรมาเต้นด้วย

น้องเหล่านี้หูไม่ได้ยิน แสตมป์จึงสอน “ภาษามือ” ให้คนดูทุกคนมาร่วมร้องเพลงไปกับน้องๆ

เป็นอะไรที่ Feel Good มากๆ

8. ความเป็นธรรมชาติของจินตหรา พูนลาภ
อีกหนึ่งแขกเซอร์ไพรส์ของงาน กับเพลงเธอหมุนรอบฉัน ฉันหมุนรอบเธอ เวอร์ชั่นหมอลำ ที่ต้องบอกตรงๆ ว่า ถ้าไม่มีซับไตเติ้ลผมคงฟังไม่รู้เรื่อง ยกเว้นท่อน “เจ้าสิหมุนรอบข้อย ข้อยสิหมุนรอบเจ้า”

แต่จุดประทับใจจริงๆ คือตอนที่พี่จุ้ยขึ้นมาคุยกับน้องจิน แซวกันไปมาจนน้ำตาเล็ดอีกแล้ว ก่อนที่ทั้งจะร้องเพลง “สาวลาวบ่าวไทย” ด้วยกัน ซึ่งก็ผิดคิวกันสุดๆ เพราะร้องไปขำไป มีท่อนนึงที่จินตหราร้องว่า “ถ้าอยากให้น้องนี้ไปซม อย่าซวนลมๆ ยกขบวนมาสู่ขอ” แล้วหมุนตัวจะหันไปหาพี่จุ้ย แต่หาไม่เจอเพราะพี่จุ้ยดันเดินอ้อมหลังจินตหรามาอีกฝั่งนึงแล้ว จินตหราร้องเสียงหลงว่า “เอ้า พี่จุ้ยหายไปไหนอ่ะ” แล้วเธอก็ขำหนักมากจนเข่าอ่อนลงไปทรุดกับเวที  #คนฟังก็หัวเราะหนักมากเช่นกัน

9. เรื่องเล่าของบี พีระพัฒน์
คุณบีบอกว่า เพราะเพลงที่พี่ประภาสแต่ง ถึงทำให้เขาโด่งดังไปทั่วประเทศ ได้ออกทีวีทุกช่องเป็นวาระแห่งชาติไปเลยทีเดียว

ไอ้ผมฟังแล้วก็งงว่าเพลงไหนหว่า

เพลง “วันพรุ่งนี้” ครับ

จำได้ไหม ตายายยังจำได้ไหม
ปู่ย่าจำได้ใช่ไหม สอนหนูอยู่แทบทุกปี
สอนให้เด็กต้องรักกัน มีคำขวัญให้สามัคคี
ให้ทำดี ให้อดออมพากเพียร
ฯลฯ

(ดูใน Youtube ได้ที่นี่ บี พีระพัฒน์เข้ามาตอนนาทีที่ 3:30)

ก่อนที่คสช.จะเอาเพลงนี้ไปใช้ เขาได้มาขออนุญาติกับทางเวิร์คพอยท์ด้วย และพี่คนหนึ่งที่เวิร์คพอยท์ชื่อพี่แก้วก็โทร.มาถามคุณบี

พี่แก้ว: บี คสช.เขาชอบเพลงวันพรุ่งนี้มากเลยนะ เขาอยากจะขอเอาไปใช้ บีขัดข้องอะไรมั้ย

บี: …เอ่อ คงไม่มีอะไรขัดข้องมั้งครับพี่!

ยังมีอีกเพลงหนึ่งที่พี่จิกแต่ง และบีได้ร้อง ที่โด่งดังมากจนได้เป็น “New Entry” ประจำเดือนสิงหาคม…ปั่นปั่นจักรยานไป ปั่นปั่นจักรยานกัน! 

10.เสียงของพี่ประภาส
ตอนแรกก็แอบลุ้นเหมือนกันว่าพี่จิกจะออกมาตอนไหน

ปรากฎว่าตอนที่พิธีกรเชิญพี่จิกขึ้นเวที ผมดันกำลังก้มพิมพ์อะไรบางอย่างบนมือถืออยู่ พี่จิกโผล่มาจากด้านซ้ายมือของผม เดินผ่านหน้าผมไปในระยะห่างกันแค่ที่นั่งแถวเดียวกั้นอยู่ กว่าผมจะเงยหน้าจากจอก็เห็นแต่แผ่นหลังพี่เค้ากำลังเดินขึ้นเวทีซะแล้ว เลยอดเชยชมไอดอลของผมเลย

(ผมติดตามอ่านคอลัมน์ของพี่จิกมาตั้งแต่สมัยมติชนวันอาทิตย์หน้า 14 รุ่งเรือง และเหตุผลที่ผมซื้อ a day ตั้งแต่เล่มแรกก็เพราะว่าพี่ประภาสเขียนถึง)

พี่จิกขึ้นเวทีแล้วก็กล่าวขอบคุณศิลปินเป็นรายตัว พร้อมพูดถึงความประทับใจต่างๆ เช่นเจอแสตมป์ครั้งแรกที่คณะสถาปัตย์จุฬา ตอนนั้นแสตมป์เล่นกีตาร์ร้องเพลงเปิดหมวก พี่จิกสนใจจนเข้าไปทำความรู้จักและชวนมาร่วมงานกัน

แล้วผมก็นึกขึ้นได้ว่า ผมรู้จักพี่จิกผ่านตัวหนังสือ บทเพลง และรายการทีวีมาตั้งนาน แต่เราไม่เคยได้ยินเสียงของพี่เค้าเลยนี่หน่า

เสียงของพี่จิกต่างจากที่ผมจินตนาการไว้พอสมควร

พอฟังพี่จิกแล้วผมอดนึกถึงครั้งแรกที่ผมฟังเดวิด เบ็คแฮมให้สัมภาษณ์ไม่ได้ เพราะผมเองก็จินตนาการว่าเบ็คแฮมน่าจะเสียงทุ้มกว่านี้ (ใครไม่เคยได้ยินเสียง Beckham ลองเปิด Youtube หา David Beckham interview ดูได้ครับ)

แต่ถึงยังไง ผมก็ยังดีใจและภูมิใจได้ยินเสียงพี่นะครับ!  (เพราะคนอีก 95% ที่ติดตามผลงานพี่น่าจะไม่เคยมีโอกาส)

11. พลังงานที่ได้จากคอนเสิร์ต
ข้อนี้น่าจะสำคัญที่สุด

คอนเสิร์ตคราวนี้ยาวถึงสี่ชั่วโมงครึ่ง (มีเบรค 15 นาที) แต่ไม่มีช่วงไหนที่น่าเบื่อเลย

ทั้งๆ ที่เพลงส่วนใหญ่ผมก็ไม่รู้จัก ศิลปินที่มาก็ไม่ใช่ศิลปินที่เราโปรดปรานมากมายนัก

แต่พอดูจบแล้วรู้สึกว่ามันอิ่มเอมใจอย่างบอกไม่ถูก เหมือนได้ชาร์จพลังงานบวกจนเต็มหลอด

และผมก็มั่นใจว่าหลายคนที่อยู่ ณ ตรงนั้น ก็คงรู้สึกไม่ต่างกัน

การที่สิ่งมหัศจรรย์อย่างนี้จะเกิดขึ้นได้ ก็เพราะความเอาใจใส่ของพี่ประภาสและทีมงานทุกคนจริงๆ

—-

และถึงแม้ผมไม่ได้เอ่ยชื่อพี่ป๊อด โมเดิร์นด๊อก พี่หนุ่มเสก พี่อุ้ย รวิวรรณ พี่ปั่น ไพบูลเกียรติ พี่เกี๊ยง เฉลียง ก็ไม่ได้แปลว่าผมไม่ได้ประทับใจนะครับ แต่ถ้าให้เขียนถึงทุกท่านก็อาจจะทำให้บล็อกนี้ยาวเกินไป ยังไงพวกพี่ก็เป็นดาวค้างฟ้าอยู่แล้ว ผมไม่เขียนถึงก็คงไม่น้อยใจกันเนอะ

ตอนจบคอนเสิร์ต มีแฟนเพลงบางคนเข้าไปขอถ่ายรูปกับพี่ประภาส

ผมเองก็ชวนแฟนว่าอยากจะลงไปถ่ายบ้าง แต่เผอิญเห็นทีมงานมาตามพี่ประภาสไปเตรียมตัวสำหรับคอนเสิร์ตรอบถัดไป  จึงไม่อยากรบกวนพี่เขา

(แฟนมาบอกทีหลังว่า พี่ประภาสหันมามองเธอด้วย สงสัยเพราะเห็นว่าเธอกำลังท้องแก่ รู้งี้น่าจะอาศัยสิทธิ์คนท้องเข้าไปขอถ่ายรูปซะเลย)

ขอบคุณพี่ประภาส เหล่าศิลปิน และทีมงานทุกคนอีกครั้งสำหรับคอนเสิร์ตดีๆ ในครั้งนี้ ที่ได้ส่งพลังงานให้พวกเรามากมาย

ผมตั้งใจแล้วว่า จะเอาพลังงานที่ได้มานั้นผ่องถ่ายไปยังงานสร้างสรรค์ ทั้งงานเขียนและงานดนตรี

ไม่แน่นะ ซักวันหนึ่ง พลังงานของผมจะส่งไปถึงพี่ประภาสบ้างก็ได้

—–

รายชื่อเพลงคอนเสิร์ตเพลงประภาส 2 รอบ 14.00 วันอาทิตย์ที่ 11 ต.ค. 2558
(ที่จดลงในมือถือจนพลาตช็อตพี่ประภาสเดินขึ้นเวที หากตกหล่นหรือเขียนชื่อเพลงไหนผิดไป ก็ต้องขออภัยด้วยนะครับ)

ช่วงตัวจี๊ด
เธอหมุนรอบฉัน ฉันหมุนรอบเธอ – แสตมป์ อภิวัชร์
สักครั้งจะไม่ลืมพระคุณ – ป๊อด โมเดิร์นด๊อก
นาฬิกา – บี พีระพัฒน์

ช่วงศิษย์เก่า
รักเธอแต่เธอไม่รู้ – หนุ่มเสก
รักเป็นดั่งต้นไม้ – หนุ่มเสก
รุ้งอ้วน – อุ้ย รวิรรณ จินดา
พี่ชายที่แสนดี อุ้ย

ช่วงลำตัดประชันแร็พ
ป่าประท้วง – ชินกร ไกรลาศ ประชันกับ กอล์ฟ ฟักกลิ้งฮีโร่ & co.

ช่วงเฉลียง
เร่ขายฝัน – เจี๊ยบ วัชระ ปานเอี่ยม
เที่ยวละไม – จุ้ย ศุ บุญเลี้ยง & เจี๊ยบ
เรื่องตลก (แปลงเนื้อ) – เจี๊ยบ จุ้ย แสตมป์

ช่วงนักร้องเสียงดี
ลมใต้ปีก – ปั่น ไพบูลเกียรติ เขียวแก้ว
นายไข่เจียว ปั่น
นิทานหิ่งห้อย – แนน สาธิดา
เสียงนั้นเสียงหนึ่ง แนน
ฟั่นเฟือน – อิมเมจ สุธิตา
สิ่งลึกลับซับซ้อนในจักรวาล – อิมเมจ & แสตมป์

ช่วงชวนคนดูร้องเพลงด้วยความเงียบ
เสียงในความเงียบ แสตมป์ + น้องๆ นักเรียน

ช่วงเฉลียง 2
โลกยังสวย [จัง-หวะ-จะ-เดิน] – เกี๊ยง เกียรติศักดิ์ เวทีวุฒาจารย์
ยังมี – เกี๊ยง

ช่วงลำซิ่ง
เธอหมุนรอบฉัน (หมอลำ) – จินตหรา พูนลาภ
สาวลาวบ่าวไทย – จินตรา + จุ้ย

ช่วงตัวจี๊ด 2
เจ้าหมอก – บี
เพราะอะไร – ป๊อด
ไม้ขีดไฟกับดอกทานตะวัน – ป๊อด

ช่วงปิดท้าย
เขียนให้เธอ เกี๊ยง + กอล์ฟ

—-

ป.ล. ขอบคุณพี่จัน พี่ที่ออฟฟิศที่ให้ตั๋วคอนเสิร์ตมาครับ

ภาพจากกล้องมือถือผู้เขียน

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

หนังสือพิมพ์ขายอะไร?

20150930_NewspapersSell

“หนังสือพิมพ์ขายอะไร?”

นี่คือคำถามที่อาจารย์ชื่อเจสซี่ถามพวกเราในคราบเรียนวิชา Seminar in Language & Communication Research ที่นิด้า (สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์)

“หนังสือพิมพ์ขายอะไร?”

นักเรียนในห้องหลายคนก็ตอบทันทีว่า ขายข่าว!

แต่ผมไม่ได้ตอบทันที เพราะเดาว่าถ้าเจสซี่เอามาถาม คำตอบก็น่าจะลึกซึ้งกว่านั้นหน่อย

เคยได้ยินมาว่า หนังสือพิมพ์นั้น ต้นทุนในการพิมพ์สูงกว่าราคาขายเสียอีก สิ่งที่ทำให้หนังสือพิมพ์อยู่ได้คือรายได้จากโฆษณาต่างหาก

ผมเลยตอบไปว่า “ขายโฆษณา”

เจสซี่บอกว่า ใกล้เคียงมากขึ้น แต่ยังไม่ถูกซะทีเดียว เจสซี่ถามให้เราคิดต่อว่า เวลาเรา “ขาย” อะไรบางอย่าง สิ่งที่เกิดขึ้นคืออะไร

สมมติเราขายกาแฟ สิ่งที่เราให้ลูกค้าคือกาแฟ และลูกค้าที่กินกาแฟก็เอาเงินให้เรา

หนังสือพิมพ์ ถ้าคิดชั้นเดียว ก็คือเราให้ข่าวกับลูกค้า และลูกค้าก็ให้เงินกับเรา

แต่เม็ดเงินที่ทำให้หนังสือพิมพ์อยู่ได้คือคนที่มาลงโฆษณา หรือ advertisers นั่นเอง

อย่างไทยรัฐ บางหน้าเราก็จะเจอโฆษณาทั้งหน้าเลย หรือบางหน้าก็มีซอยย่อยๆ ซึ่งราคาที่ไทยรัฐชาร์จก็ลดหลั่นกันไป

ผมก็เลยตอบไปอีกทีว่า “หนังสือพิมพ์ขายพื้นที่ในหนังสือพิมพ์ ให้กับคนที่มาลงโฆษณา”

เจสซี่บอกว่า ใกล้เคียงขึ้นอีกนิดละ

การขายคือการนำส่ง “คุณค่า” บางอย่างให้ลูกค้า และลูกค้าก็จ่ายเงินเราเป็นการตอบแทน

“พื้นที่ในหนังสือพิมพ์” จะถือว่ามี “คุณค่า” รึเปล่า ถ้าหนังสือพิมพ์นั้นไม่มีคนอ่านเลย?

“คุณค่า” ที่แท้จริงที่หนังสือพิมพ์ส่งให้กับผู้ลงโฆษณา จึงไม่ใช่พื้นที่ แต่เป็นความสนใจของผู้อ่านต่างหาก

ครับ หนังสือพิมพ์ขาย “ความสนใจของผู้อ่าน” ให้กับ “ผู้ลงโฆษณา” – Newspapers sell reader’s attention to advertisers

การทำธุรกิจของหนังสือพิมพ์จึงมีสองขยัก

ขยักแรก – ทำเนื้อหาให้ดีๆ เพื่อที่จะได้มีคนอ่านเยอะๆ

ขยักที่สอง – เมื่อมีคนอ่านเยอะๆ ก็จะนำจำนวนของผู้อ่านนี่แหละ ไปขายให้กับคนลงโฆษณา

นอกจากหนังสือพิมพ์แล้ว สื่อเกือบทุกสื่อก็ใช้โมเดลเดียวกัน คือดึงคนให้มาเสพสื่อของตัวเองเยอะๆ แล้วค่อยขายพื้นที่โฆษณา

ไม่ว่าจะเป็นนิตยสาร ทีวี หรือแม้กระทั่ง Google และ Facebook

ในฐานะผู้เสพสื่อ เราเคยคิดว่าตัวเองเป็น “ลูกค้า”

แต่จริงๆ แล้วเราเป็น “สินค้า” ต่างหาก!

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

บันทึกการนั่งมอเตอร์ไซค์เมื่อเช้านี้

20150915_Motorcycle

ขอออกตัวก่อนนะครับ ว่าวันนี้จะเล่าเรื่องที่ไม่ค่อยมีข้อคิดอะไรเท่าไหร่!

ดังที่เคยเล่าไปว่า ปกติผมจะมาส่งแฟนที่ออฟฟิศตรงแยกนราธิวาส-สาทร แล้วก็ปั่นจักรยานปันปั่นมาที่ตึกอื้อจื่อเหลียง

แต่วันนี้ออกจากบ้านสายนิดหน่อย กว่าจะทานข้าวกับแฟนที่ออฟฟิศเขาเสร็จก็แปดโมงครึ่งแล้ว แถมผมต้องเป็นเทรนเนอร์วิชา Time Management ตอนเก้าโมงเช้าด้วย ถ้าคนสอนวิชานี้ไปสายเสียเองคงจะน่าเกลียดพิลึก

แฟนก็เลยยื่นเงินมาให้ 40 บาทเพื่อให้นั่งวินมอเตอร์ไซค์ไปแทน

ผมเดินข้ามสะพานลอยเพื่อจะมาวินมอเตอรไซค์ที่เคยใช้บริการ โดยวินมอเตอร์ไซค์นั้นอยู่ห่างจากสี่แยกไปอีกประมาณ 40 เมตร แต่ขณะเดินลงสะพานลอยก็เห็นคนขี่รถมอเตอร์ไซค์คันนึงมาจอดรออยู่ตรงตีนสะพาน

คนขี่มอเตอร์ไซค์คันนี้ไหล่กว้างและแผ่นหลังใหญ่มาก หุ่นออกจะตุ้ยนุ้ยเลย ในมือถือแก้วน้ำพลาสติกแล้วเอาหลอดโกยอะไรบางอย่างเข้าปาก (เดาว่าถ้าไม่ใช่น้ำแข็งก็น่าจะเป็นไข่มุก)

เขาคนนี้สวมเสื้อยืดสีดำ และไม่มีเสื้อวินสวมทับ

ระหว่างที่ผมพยายามจะดูว่าเขามาจอดรถรอเพื่อนหรือมารอลูกค้า เขาก็เห็นผมพอดี และยกมือแล้วเอ่ยปากถามว่าไปรึเปล่า ผมก็พยักหน้าหงึกๆ

ตกลงมาหาลำไพ่พิเศษสินะ ผมคิดในใจ

พอเดินเข้ามาใกล้พอที่จะคยุกันได้ ถึงเห็นว่า อ้าว ผู้หญิงนี่ อายุน่าจะประมาณยี่สิบห้าปี

ผมถามว่าเขาว่าอื้อจื่อเหลียงไปมั้ย เธอก็พยักหน้าหงึกๆ (เปลี่ยนสรรพนามจาก “เขา” มาเป็น “เธอ” แทน)

ธรรมดามอเตอร์ไซค์เขาจะไม่ค่อยข้ามถิ่นกันอยู่แล้ว แต่นี่เล่นไม่มีเสื้อวิน แถมเป็นผู้หญิงมาจอดตัดหน้าลูกค้าวินมอเตอร์ไซค์ที่อยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่สิบเมตรอีก ก็อดชื่นชมในใจไม่ได้ว่า เออ น้องมันกล้าดีแฮะ (ส่วนจะเป็นเรื่องที่เหมาะสมหรือไม่ผมขอไม่เสนอความเห็นนะครับ)

รถวิ่งไปได้แค่ 20 เมตรน้องเค้าก็หยิบหมวกกันน๊อคมาให้ผมใส่

นับเป็นหนึ่งในมอเตอร์ไซค์ไม่กี่คันที่ผมใช้บริการแล้วเจอคนขี่ที่ส่งหมวกกันน็อคให้ผู้โดยสาร (ธรรมดาเขาจะแขวนเอาไว้เฉยๆ หรือไม่เราก็ต้องเอ่ยปากขอ)

รถวิ่งไปได้อีก 40 เมตร น้องเค้าก็พูดออกมาว่า “บอกทางหนูด้วยนะพี่”

อื้อจื่อเหลียงเป็นอาคารใหญ่มาก และอยู่ห่างไปแค่ไม่กี่ร้อยเมตรยังไม่รู้จักเลย แต่ก็ยังกล้ามาเป็นวินมอเตอร์ไซค์อีก ถือเป็นความกล้าคำรบสอง

ผมบอกว่าตรงไปเรื่อยๆ ครับ แล้วเข้าซอยธนาคารทิสโก้

ระหว่างทางก็คิดในใจว่า มือใหม่ขนาดนี้ ไม่รู้ทางขนาดนี้ เค้าจะเก็บตังค์เราซักเท่าไหร่นะ?

พอน้องเค้าขับไปได้ซักพัก ผมก็บอกว่า อีกนิดนึงก็จะถึงทิสโก้แล้วนะ เตรียมเลี้ยว น้องเค้ารีบตอบทันที อ๋อค่ะๆ หนูรู้จักซอยทิสโก้ดีค่ะ (โอเคฮะ!)

เข้าซอยมาแล้วและเลี้ยวขวาเข้าศาลาแดงซอย 1 น้องเค้ามีวิ่งแซงรถยนต์ในซอยจนเกือบไปชนกับรถอีกคันที่สวนมาด้วย หวาดเสียวไม่ใช่น้อย

แต่สุดท้ายก็ถึงที่หมายโดยสวัสดิภาพ ผมลงจากรถแล้วก็ถามเค้าว่า “เท่าไหร่?” (โดยในใจแอบลุ้นระหว่าง 20 กับ 30 บาท)

น้องเค้าก็ถามกลับมาทันทีว่า ธรรมดาพี่มาเท่าไหร่คะ

ไอ้เราก็ไม่อยากโกหก เลยตอบไปตามตรงว่า บางทีก็ 30 บางทีก็ 40 บาท โดยก็คิดในใจว่า มือใหม่อย่างเขาน่าจะขอแค่ 30 บาทพอ

แต่แล้วผมก็เจอประโยคที่คาดไม่ถึง

“งั้นแล้วแต่พี่ค่ะว่าจะให้หนูเท่าไหร่”

ถ้าผมให้ 30 บาทก็จะดูเขียมทันทีใช่มั้ยเนี่ย?

สุดท้ายก็เลยให้เค้าไปทั้ง 40 บาท

น้องเค้ารับเงินไปกำเอาไว้ แล้วยกมือไหว้ผม “ขอบคุณค่ะพี่”

เฮ้ย วินมอเตอร์ไซค์มารยาทงาม มีไหว้ผู้โดยสารตอนรับเงินด้วย!

ในใจก็รู้สึก “เสียท่า” เล็กๆ ตรงที่ต้องจ่ายราคาเต็มจากการที่น้องเค้าผลักอำนาจการตัดสินใจมาให้ผม

(บางทีเรื่องนี้อาจจะเอาไปใช้ในการต่อรองทางธุรกิจได้ก็ได้นะ)

แต่มาคิดดูอีกที ก็ไม่เสียดายตังค์เท่าไหร่ ถือซะว่าเป็นค่าหมวกกันน็อคละกัน

แถมยังนึกขึ้นได้อีกว่า เงินแฟนนี่หว่า

คิดได้อย่างนั้น ผมก็ยิ้มเล็กน้อย

และรีบจ้ำอ้าวไปขึ้นลิฟต์เพื่อไปสอนคอร์ส Time Management ให้ทัน

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

17 เหตุผลที่ควรส่งลูกไปเรียนนิวซีแลนด์

20150909_NewZealand

ประมาณวันนี้ เมื่อ 21 ปีที่แล้ว หรือเมื่อปี 2537 ผมมีโอกาสได้ไปเรียนหนังสือชั้นม.ปลายที่ประเทศนิวซีแลนด์

เรียนจนจบม.ปลาย ก็มีเหตุให้ต้องกลับเมืองไทยเนื่องจากวิกฤติต้มยำกุ้ง ทำให้พ่อแม่ไม่มีกำลังจะส่งเสียให้เรียนในระดับมหาวิทยาลัยได้

แต่เพียง 3 ปี 3 เดือน ก็เหลือเฟือสำหรับการเก็บเกี่ยวสิ่งดีๆ มากมายจากประเทศนี้

วันนี้เลยมาขอเล่าให้ฟังว่า การส่งเด็กไปเรียนนิวซีแลนด์นั้นดียังไงครับ

1.ได้ฝึกภาษาอังกฤษ
อันนี้ของชัวร์อยู่แล้ว เพราะที่นี่พูดภาษาอังกฤษกันทั้งประเทศ สำเนียงก็ฟังไม่ยากเพราะไม่ต่างจากที่เราได้ยินในหนังฮอลลีวู้ดเท่าไหร่ และถ้าได้โรงเรียนที่ใส่ใจ และตัวเด็กเองก็ใส่ใจ ก็จะสามารถพัฒนาภาษาอังกฤษได้อย่างก้าวกระโดดแน่นอน

ผมเองเรียนโรงเรียนรัฐบาลมาโดยตลอด ได้เรียนภาษาอังกฤษตอน ป.5 ก่อนจะไปนิวซีแลนด์ก็ยังภาษาอังกฤษกระท่อนกระแท่นอยู่มาก แต่ก่อนกลับจากที่นั่นผมไปสอบ IELTS ได้คะแนน 8.5 ครับ

2. ค่าครองชีพถูกกว่าประเทศอื่นๆ ที่พูดภาษาอังกฤษ
ถึงภาษาอังกฤษจะครองโลก แต่มานั่งนึกดูประเทศที่พูดภาษาอังกฤษเป็นหลักมีแค่ไม่กี่ประเทศเท่านั้นคืออเมริกา อังกฤษ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ (ไม่นับประเทศที่เคยตกเป็นอาณานิคมอย่างอินเดียและสิงคโปร์ ซึ่งสำเนียงก็จะเป็นอีกแบบหนึ่งไปเลย)

ในบรรดาสี่ประเทศที่ว่ามา โดยรวมแล้วที่นิวซีแลนด์ถูกที่สุดครับ

ลองดูได้จากเมืองที่ค่าครองชีพแพงที่สุดของแต่ละประเทศ

15 Aberdeen, United Kingdom 108.33
19 San Francisco, CA, United States
23 Perth, Australia
54 Wellington, New Zealand

3. สภาพแวดล้อมดีเยี่ยม
เมืองที่ผมไปอยู่เป็นเมืองเล็กๆ ชื่อเทมูก้า มีประชากรเพียง 4000 คน แต่สวนสาธารณะของเขาใหญ่กว่าสวนลุมซะอีก แถมใน “ตัวเมือง” ก็มีทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นซุปเปอร์มาร์เก็ต ธนาคาร ร้านขายจักรยาน ร้าน Fish & Ships คลีนิค หรือร้านตัดผม

ไม่ว่าผมจะไปเที่ยวส่วนไหนของนิวซีแลนด์ ผมก็ไม่เคยเกิดความรู้สึก “ไม่ปลอดภัย” เลยสักครั้ง (ในขณะที่เมืองบางเมืองในอเมริกา อังกฤษ หรือออสเตรเลีย จะมีบางโซนที่ทำให้ผมรู้สึกว่า ต้องคอยเหลียวหน้าแลหลังตลอดเวลา)

4. ได้สูดอากาศบริสุทธิ์
ตอน ป.6 – ม.3 ผมเป็นภูมิแพ้หนักมาก จนต้องไปฉีดยาที่โรงพยาบาลทุกสัปดาห์อยู่เป็นปีๆ

หนึ่งในเหตุผลหลักที่แม่ส่งผมไปเรียนที่นี่ก็เพราะหวังว่าถ้าได้ไปเจออากาศดีๆ แล้วอาการภูมิแพ้ของผมจะทุเลาลง ซึ่งก็พิสูจน์แล้วว่าคิดไม่ผิด เพราะอยู่ที่นั่นแทบจะไม่เป็นภูมิแพ้เลย และกลับมาแม้จะยังมีอาการอยู่บ้างแต่ก็เบากว่าก่อนไปแบบเทียบกันไม่ได้

5. ได้เห็นวิวสวยๆ
นิวซีแลนด์นั้นมีทิวทัศน์สวยมาก อารมณ์เกือบจะเท่าสวิตเซอร์แลนด์ด้วยซ้ำ (เพียงแต่จะบ้านๆ กว่าหน่อย) มีเทือกเขาที่ปกคลุมไปด้วยหิมะให้เราเล่นสกี มีธารน้ำแข็งให้เราเดินลัดเลาะขึ้นไปชม มีทะเลสาบน้ำใสแจ๋วให้เราไปพายเรือและตกปลา มีพื้นที่ป่ามากมายให้เราไปเดินป่า (trekking) ถ้าใครชอบอยู่กับธรรมชาติรับรองเลยว่าจะต้องตกหลุมรักประเทศนี้

6. ไม่มีสัตว์ร้าย
เท่าที่ผมเข้าใจ นิวซีแลนด์ไม่มีสัตว์ร้ายประเภทงูเงี้ยวเขี้ยวขออยู่เลย (ขณะที่ออสเตรเลียมีสัตว์อันตรายอยู่เพียบ)

หรือแม้กระทั่งสัตว์ที่น่ารำคาญหรือน่าขยะแขยงอย่าง ยุง แมลงวัน มด แมลงสาบ หรือจิ้งจก ผมก็ไม่เคยเจอตอนที่ใช้ชีวิตอยู่ที่นั่น ซึ่งผมถือว่าเป็นเรื่องที่อเมซซิ่งมากๆ

อ้อ ถ้าจะมีสัตว์ที่เป็นอันตรายอยู่บ้างคงเป็นแกะที่กำลังหิวมั้งครับ (นิวซีแลนด์เป็นประเทศที่มีประชากรแกะหนาแน่นที่สุดในโลก – 30 ล้านตัว)

7. ผู้คนเคารพกฎกติกา
คนปั่นจักรยานทุกคนต้องใส่หมวกกันน็อค และผู้โดยสารทุกคนในรถยนต์ต้องคาดเข็มขัดนิรภัย (แม้ว่าจะนั่งข้างหลัง)

ปั๊มน้ำมันขนาดใหญ่ อาจจะมีเด็กปั๊มแค่สองคน เราต้องเติมน้ำมันเอง แล้วเดินไปจ่ายค่าน้ำมันในร้านสะดวกซื้อที่อยู่ในปั๊ม

ที่จอดรถบางแห่งไม่มีคนเก็บเงิน เราจอดเสร็จแล้วก็เดินไปซื้อตั๋วที่ตู้ แล้วมาวางไว้ตรงหน้ารถเพื่อให้พนักงานตรวจผ่านมาดูได้ (ถ้าใครไม่จ่ายก็โดนค่าปรับกันไปตามระเบียบ)

ถ้าลูกคุณมาเรียนที่นี่ ผมเชื่อว่าลูกคุณจะเป็นคนที่เคารพกติกา ไม่เบ่ง ไม่กร่างครับ

8. ได้เลือกเรียนอย่างอิสระ
ที่นิวซีแลนด์ไม่มีแบ่งสายวิทย์-สายศิลป์ ดังนั้นเราจะเลือกเรียนวิชาอะไรก็ได้ตามที่ตารางสอนเอื้ออำนวย

ที่เจ๋งไปกว่านั้นคือ ถึงเราจะเรียนม.5 แต่วิชาที่เราเรียนอาจจะไม่ใช่วิชาของม.5 ก็ได้ เช่นถ้าเราเก่งเลขอยู่แล้ว เราก็อาจจะขอข้ามไปเรียนเลขของม.6 เลยก็ได้

เมื่อปี 2539 ผมอยู่ Form 6 แต่เรียนเลขของ Form 7 และเรียนวิชาฝรั่งเศสของฟอร์ม 5

9. ไม่ต้องไปแข่งกับใคร
ที่นิวซีแลนด์ไม่มีโรงเรียนกวดวิชา ไม่มีการแบ่งห้องคิง ไม่มีการสอบเข้าโรงเรียนมัธยม

นานๆ ทีจะมีสอบเพื่อวัดความเป็นเลิศทางวิชาการบ้าง แต่ไม่จริงจังเหมือนเมืองไทย

ที่เมืองไทย เราจะต้องคัดเด็กเรียนเก่งมาก่อน จากนั้นก็ให้คุณครูติวเข้ม แล้วถึงวันที่สอบ เด็กกลุ่มนี้ ก็จะต้องหยุดเรียนเพื่อเป็นตัวแทนไปนั่งทำข้อสอบยากๆ ที่โรงเรียนเจ้าภาพที่ใดซักที่หนึ่ง

ส่วนของนิวซีแลนด์ เด็กก็เรียนตามปกติ แต่พอถึงวิชาคณิตศาสตร์ อาจารย์ก็เอาข้อสอบวัดความเป็นเลิศทางวิชาการออกมาให้ทำ โดยให้นักเรียนทุกคนในห้องทำ (ไม่ได้คัดเฉพาะให้เด็กเก่งทำ) ทำเสร็จแล้วก็ไปเรียนวิชาอื่นกันต่อหน้าตาเฉย

ส่วนตัวกระดาษคำตอบก็จะส่งไปที่ส่วนกลางเพื่อตรวจและให้คะแนน ใครที่ได้คะแนนดีๆ ก็จะมีชื่อลงหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นและได้คำชมจากอาจารย์ใหญ่เวลาเข้าหอประชุมครับ

10. ไม่ต้องเจอรถติด
เมืองเทมูก้าที่ผมอยู่นั้น ถ้าค่ำๆ หน่อยผมสามารถไปนั่งกลางถนนซัก 5 นาทีโดยที่ไม่ต้องกลัวรถทับ

ผมเข้านอนสี่ทุ่มครึ่ง ตื่นเจ็ดโมงเช้า ทานข้าวเจ็ดโมงครึ่ง ปั่นจักรยานออกจากบ้านตอนแปดโมง ถึงโรงเรียนตอนแปดโมงสิบนาที เข้าเรียนตอนแปดโมงครึ่ง

เวลาจะเข้าเมืองหรือไปนั่งเล่นบ้านเพื่อนก็ใช้วิธีเดินหรือปั่นจักรยานเอา บ้านเพื่อนเกือบทุกหลังสามารถเดินถึงได้ภายในเวลา 30 นาที

11. ผู้คนจิดใจดี
อาจจะเพราะว่าชีวิตสามารถหาอยู่หากินได้สบาย เขาจึงมีเวลาและน้ำใจเหลือเฟือที่จะแบ่งปันให้คนอื่น

ในช่วงสามปี ผมไปนอนบ้านเพื่อนมาไม่ต่ำกว่า 6 หลัง รวมจำนวนแล้วไม่น่าจะต่ำกว่า 30 คืน และแม่บ้าน-พ่อบ้านของเขาก็ดูแลผมดีราวกับเราเป็นลูกคนหนึ่ง ทำอาหารให้ทาน พาไปเที่ยวโน่นเที่ยวนี่ หรือแม้กระทั่งอาสามาดูแลเราเวลาที่แม่บ้านไม่สบายต้องไปนอนโรงพยาบาล

12. ได้ใช้ชีวิตแบบสมถะ
ในบรรดาเพื่อนชาวนิวซีแลนด์ที่ผมได้รู้จัก ไม่มีใครติดหรูเลย

ไม่มีใครพูดถึงเสื้อผ้าแบรนด์เนม ไม่มีใครขับรถป้ายแดง ไม่เคยเอาของแพงๆ มาอวดกัน

จะว่าไป ผมไม่ได้สัมผัสกับความเป็นวัตถุนิยมของคนนิวซีแลนด์เลยด้วยซ้ำ

แม้กระทั่งพวกชาวนาที่รวยมากๆ เขาก็ขับรถญี่ปุ่นและใส่เสื้อขนแกะที่ขาดเป็นรูได้อย่างไม่เก้อเขิน

13. ได้อ่านหน้งสือ
ต้องขอบคุณนิวซีแลนด์ที่ทำให้ผมรักการอ่าน

ก่อนจะไปเรียนผมก็ชอบอ่านอยู่แล้ว แต่อ่านแต่การ์ตูนนะ พวกดราก้อนบอล โดราเอมอน รันม่า อะไรอย่างนั้น

แต่พอไปนิวซีแลนด์ จะเอาการ์ตูนไปก็กระไรอยู่ (เพราะอ่านหมดแล้ว) เลยได้เริ่มอ่านหนังสือที่มีแต่ตัวหนังสือจริงๆ จังๆ

ผมจึงได้อ่านนิยายหลายเล่มของคุณประภัสสร เสวิกุล เช่น ขอหมอนใบน้้นที่เธอฝันยามหนุน ลอดลายมังกร ชี้ค และ ขอให้รักเรานั้นนิรันดร

ได้รู้จักธรรมะผ่านหนังสือของท่านพุทธทาส (ผมจำชื่อหนังสือไม่ได้แล้ว)

ที่สำคัญ แม่ยังสมัครสมาชิกหนังสือพิมพ์มติชนสุดสัปดาห์ ซึ่งใช้เวลาประมาณสองสัปดาห์ถึงจะส่งมาถึงผม และผมก็ติดตามอ่านอย่างเหนียวแน่น จนบางทีเวลาโทร.กลับไปคุยกับเพื่อนที่เมืองไทย ผมรู้สึกว่าตัวเองรู้ความเป็นไปในเมืองไทยดีกว่าเพื่อนซะอีก

14. ได้เล่นดนตรี
ผมอยากเล่นกีตาร์เป็นมานานแล้ว สุดท้ายก็ได้อาจารย์ดนตรีที่นี่สอน

แล้วก็ได้ไปเรียนตีกลอง กับคนที่ไม่ใช่อาจารย์กลอง (แต่น่าจะเป็นมือกลองวงไหนซักวง) โดยไปตีกลองที่โรงเก็บรถของเขา

ได้เล่นกีตาร์คลาสสิคในวงออเคสตรา (แต่เกรงว่าจะไม่มีใครได้ยินเพราะเสียงไวโอลินกลบหมด) แล้วก็ได้ตั้งวงกับคนไทยด้วยกันเองชื่อวง So L อีกด้วย

15. ได้เล่นกีฬา
วันเสาร์ คนไทยไปเดินห้าง แต่คนนิวซีแลนด์เล่นกีฬาครับ!

ถ้าเอาสัดส่วนเหรียญโอลิมปิกหารกับจำนวนประชากรแล้ว ประเทศนิวซีแลนด์ได้เหรียญมากเป็นอันดับ 12 ของโลกเลยทีเดียว (ส่วนพี่ไทยได้อันดับ 105 จีนได้ที่ 106)

ผมอยู่ที่นี่จะได้เล่นกีฬาเกือบตลอดปี โดยเฉพาะหน้าหนาวที่เป็นฤดูกาลเตะบอล ช่วงที่ฟิตจัดๆ วันเสาร์เช้าเตะหนึ่งนัด เสาร์บ่ายเตะหนึ่งนัด อาทิตย์บ่ายเตะอีกหนึ่งนัด (บอล 11 คนนะครับ) ไม่นับซ้อมอีกสามวันต่อสัปดาห์ ให้เวลากับฟุตบอลมากจนแม่บ้านงอนไปเลย

16. ได้ฝึกความอดทน
อยู่เมืองไทย อาจมีแต่คนเอาใจ ไม่ต้องเจออะไรที่ลำบาก

แต่มาอยู่ต่างถิ่น ก็ย่อมต้องเจอสิ่งที่เราไม่สามารถควบคุมหรือเรียกร้องได้

แม่บ้านที่ดูแลผม อยู่ตัวคนเดียว (หย่าร้าง และลูกชายโตๆ กันหมดแล้ว) ทำอาหารไม่ค่อยเป็น แถมยังสูบบุหรี่จัดมาก (วันละ 20-30 มวน) ผมเพิ่งรู้จากแม่ว่าสม้ยนั้น เวลากลับมาเมืองไทยทีไร เสื้อผ้าที่ขนกลับมาด้วยนี่มีแต่กลิ่นบุหรี่เหม็นหึ่ง

การเรียนที่โรงเรียนก็ต้องพึ่งพาตัวเอง ไม่มีใครจะมาใจดีนั่งติวหนังสือให้เรา

เวลาหน้าหนาวก็หนาวจนทรมาน ห้องผมไม่ได้เปิดฮีทเตอร์ด้วยเพราะต้องช่วยแม่บ้านประหยัดไฟ ก็ต้องอาศัยใส่เสื้อผ้าหนาๆ เอา

เมื่อได้รับมือกับสิ่งที่ไม่เป็นใจบ่อยเข้า เราก็จะมีภูมิคุ้มกันเรื่องนี้มากขึ้นครับ

17. ได้ใช้เวลาอยู่กับตัวเอง
ผมว่าข้อนี้สำคัญที่สุด

สมัยนั้นนิวซีแลนด์มีฟรีทีวีแค่สามช่องเท่านั้น รายการเดียวที่ผมติดตามดูคือซีรี่ส์เรื่อง Friends นอกนั้นก็แทบไม่มีอะไรให้ดูแล้ว

แม้จะเตะบอลก็แล้ว ซ้อมดนตรีก็แล้ว อ่านหนังสือก็แล้ว ก็ยังมีเวลาเหลือ!

ผมจึงมีเวลานั่งเขียนไดอารี่ และนั่งเขียนจดหมายหาเพื่อนได้เป็นสิบๆ หน้า

การได้มีเวลานั่งทบทวน ทำให้เรามีความชัดเจนมากขึ้นว่า เราชอบอะไร ไม่ชอบอะไร และอยากใช้ชีวิตแบบไหน

และนิสัยชอบคิดชอบเขียนในวันนั้น ก็น่าจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผมสามารถมานั่งเขียนบล็อกได้อย่างทุกวันนี้ครับ

—–

แน่นอน นิวซีแลนด์ในวันนี้ คงแตกต่างจากนิวซีแลนด์เมื่อ 21 ปีที่แล้ว

ดังนั้นสิ่งที่ผมเล่ามา คงไม่ได้เป็นจริงทั้งหมดอีกต่อไป

แต่จากที่ผมกลับไปเที่ยวนิวซีแลนด์กับแฟนเมื่อปลายปีที่แล้ว ผมก็ยังรู้สึกอยู่ดีว่ามันยังเป็นประเทศที่น่าอยู่มาก

ผมคุยกับแฟนเอาไว้แล้วว่า เมื่อลูกเราโต และเรามีกำลังพอ ก็อยากจะส่งลูกไปเรียนที่นี่เช่นกันครับ

(UPDATE: 26.3.2017) ผมเพิ่งเช็คกับทางโรงเรียนไป ปีนี้มีเด็กต่างชาติ  11 คน และยังรับเด็กนักเรียนไทยอยู่ หากสนใจข้อมูลเพิ่มเติมเรื่องค่าใช้จ่ายและความเป็นอยู่ก็เข้ามาคุยกับผมได้ทาง LINE: anontawong หรือเฟซบุ๊คเพจ Anontawong’s Musings นะครับ


ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

ขอบคุณข้อมูลจาก:
Numbeo: Cost of Living Index 2015 Mid Year
Wikipedia: Sheep Farming in New Zealand  
Medals Per Capita

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ความตรงต่อเวลาของฝรั่ง

20150903_Punctuality

ในบรรดานิสัยที่แตกต่างกันระหว่างคนไทยกับฝรั่ง นิสัยหนึ่งที่เห็นได้ชัดที่สุดคือความตรงต่อเวลา

ถ้าให้ผมวิเคราะห์ง่ายๆ แบบไม่ได้อ้างอิงตำราอะไร ผมว่ามีสองเหตุผล

ข้อหนึ่ง เพราะการเดินทางของฝรั่งเขากะเวลาง่ายกว่าเรา บ้านเมืองเขารถไม่ติดมากเท่าเมืองไทย แถมขนส่งมวลชนของเขาก็ตรงต่อเวลาและเชื่อถือได้ ฝรั่งจึงไม่มี “ข้ออ้าง” ให้มาสาย ไม่เหมือนคนไทยที่เราสามารถอ้างรถติดได้เสมอ (แม้ว่าจริงๆ แล้วเรามัวแต่อ้อยอิ่งทำอย่างอื่นมากกว่า)

แต่เหตุผลเพียงข้อเดียวก็ยังไม่ตอบโจทย์ว่า สมัยก่อนที่ฝรั่งจะมีขนส่งมวลชนที่เชื่อถือได้ ทำไมฝรั่งก็ยังให้ความสำคัญต่อการตรงต่อเวลาซึ่งก็นำผมไปสู่เหตุผลก็คือสภาพอากาศครับ (อันนี้มโนเอาเองล้วนๆ)

นึกภาพขวัญนัดเจอเรียมที่ริมคลองแสนแสบ ถ้าเรียมมาช้า ขวัญก็ยังหาร่มไม้นั่งรอได้ หรือถ้าร้อนนักก็กระโดดลงเล่นน้ำรอซะเลย

แต่ถ้าขวัญกับเรียมเกิดที่อังกฤษ นัดกันแถวริมแม่น้ำเธมส์ การมาสายของอีเรียมย่อมหมายความว่าไอ้ขวัญต้องยืนปากสั่นท้าลมหนาว ณ อุณหภูมิ 10 องศา จะลงเล่นน้ำก็ไม่ได้ (เผลอๆ ฝนตกอีก) ถ้าเรียมมาช้าซักครึ่งชั่วโมง ผมว่างานนี้ขวัญมีเคืองแน่ๆ

—–

ประสบการณ์ส่วนตัวของผม เกี่ยวกับเรื่องความตรงต่อเวลาของฝรั่ง

ปี 1996 : สมัยนั้นผมเตะบอลแทบจะเป็นอาชีพเสริม วันเสาร์เตะสองนัด วันอาทิตย์เตะอีกหนึ่งนัด วันนั้นเราต้องไปเตะ “นอกบ้าน” คือเมืองข้างๆ โดยมีผู้ปกครองอาสาขับรถพาเด็กๆ ไป ผมก็เป็นหนึ่งในเด็กๆ ที่จะติดรถคุณน้าคนนี้ไปด้วย

คุณน้าบอกว่าจะมารับที่สนามซ้อมตอนบ่ายโมงตรง (โดยนักเตะอีกสองคนก็จะมารอที่นี่) พอดีเพื่อนผมชื่อโยนบ้านอยู่แถวนั้นเลยแวะไปบ้านโยนก่อน มัวแต่เล่นเพลินไปหน่อย กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็เกือบถึงเวลานัดแล้ว ผมรีบวิ่งออกมา ในใจ็คิดว่าเค้าคงไม่ทิ้งเราหรอก เพราะผมเป็นหนึ่งในผู้เล่นกำลังหลักของทีมด้วย

ผมไปถึงสนามตอน 13:05 ปรากฎว่าเงียบสนิท สมัยนั้นยังไม่มีมือถือด้วยเลยติดต่อใครไม่ได้ ผมนั่งรออยู่เกือบครึ่งชั่วโมงก็ไม่มีใครมา สุดท้ายผมเลยอดแข่ง

วันรุ่งขึ้นเจอคุณน้า เขาบอกว่าเขาวิ่งวนมาดูแล้วถึงสองรอบคือตอน 12:50 กับ 13:00 แต่ก็ยังไม่เจอผม สุดท้ายเขาก็เลยต้องตัดสินใจมุ่งหน้าสู่สนาม
ปี 2001 : สมัยฝึกงานอยู่ที่เมืองซูริค ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ผมนัดกับนักเรียน IAESTE อีกประมาณ 7 คนว่าจะไปเดินเขาที่ Zermatt เพื่อจะชมวิวยอดเขา Matterhorn (ยอดเขาที่เป็นโลโก้ของช็อกโกแล็ตทอเบิลโลน)

เรานัดเจอที่จุดนัดพบของที่สถานีรถไฟหลัก Zürich Hauptbahnhof (อ่านว่าเฮ้าบานหอบ) อารมณ์คล้ายๆ หัวลำโพงบ้านเรา

ผมไปสายห้านาที และก็เป็นอย่างที่กลัว คือไม่เหลือใครแล้ว!

โชคดีที่มีคนไปสายกว่าผม ผมจำชื่อเขาไม่ได้แล้ว แต่เป็นสาวจากประเทศแถบอเมริกาใต้ (ประเทศเขตร้อนเหมือนผมเลย มิน่าสายเหมือนกัน!) เราเลยต้องเดินทางไปด้วยกันเองสองคน ใช้เวลาสี่ชั่วโมงกว่าจะได้เจอพรรคพวกที่โรงแรมตอนเกือบจะห้าทุ่มแล้ว

—–

ประสบการณ์เหล่านี้เลยทำให้ผมเป็นคนค่อนข้างให้ความสำคัญต่อการตรงต่อเวลาพอสมควร (แต่ก็ยังบกพร่องอยู่นะครับ)

จริงๆ ผมก็อยากให้คนไทยตรงต่อเวลามากขึ้นนะ เพราะการที่เราไม่รักษาเวลา ปล่อยให้คนอื่นต้องนั่งรอ ก็เป็นการแสดงออกว่าเราขาดความเคารพต่อเขา

และเมื่อ “ชีวิต” ก็คือ “เวลา” เจ็ดสิบกว่าปี ที่เราจะได้อยู่บนโลกใบนี้

การไม่รักษาเวลา ก็เหมือนเป็นการ “ฆ่า” คนอื่นดีๆ นี่เอง (แม้จะเป็นเพียงเศษเสี้ยวก็เถอะ)

ถ้าเราไปตามเวลาไม่ได้จริงๆ อย่างน้อยที่สุดเราควรจะโทร.บอกคนที่รอเราอยู่ว่า เราจะไปถึงประมาณเมื่อไหร่ เขาจะได้ตัดสินใจถูกว่าควรทำอะไรดี

เพราะไม่มีอะไรน่าหงุดหงิดไปกว่าการได้ยินเพื่อนที่มาสายบอกว่า “ใกล้จะถึงแล้ว” แต่กลับปล่อยให้เรารอไปอีกเป็นชั่วโมงหรอกนะครับ

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่