เกินหน้าที่

20161216_beyond_responsibility

“ถ้าผมรู้ปัญหาแล้วผมอยู่เฉยกับปัญหาผมจะเป็นคนที่ใช้ไม่ได้”

– อาทิวราห์ คงมาลัย

สัปดาห์ที่ผ่านมาเชื่อว่าพวกเราเกือบทุกคนน่าจะได้ปลาบปลื้มกับการวิ่งของพี่ตูน บอดี้สแลมที่ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม ได้เงินมาช่วยซื้ออุปกรณ์การแพทย์ให้โรงพยาบาลบางสะพานถึง 70 ล้านบาท

ในอีกฟากนึงก็มีคำถามว่า จริงๆ นี่ควรเป็นหน้าที่ของรัฐบาลหรือเปล่า ทำไมมีเงินหลายหมื่นล้านไปซื้ออาวุธ แต่ไม่มีเงินมาซื้อเครื่องมือทางการแพทย์

ใช่ครับ เรื่องนับร้อยนับพันเป็นหน้าที่ของรัฐบาล และพวกเขาก็ยังทำกันได้ไม่ดีพอ

และผมเชื่อว่าไม่มีวันทำได้ดีพอด้วย

ดังนั้น การที่เราเรียกร้องให้คนอื่นทำหน้าที่ให้ครบถ้วนสมบูรณ์ก่อนนั้น จึงเป็นเพียงข้ออ้างที่จะได้ไม่ต้องทำอะไรเลย

แทนที่จะมาเอาชนะกันทางตรรกะและหลักการว่าเรื่องอะไรควรเป็นหน้าที่ของใคร สู้เอาเวลาไปทำสิ่งที่ “เกินเลยหน้าที่ของเรา” ดีกว่ามั้ย?

เหมือนที่ตูนออกมาวิ่งหาเงินช่วยโรงพยาบาล ทั้งๆ ที่ไม่ใช่หน้าที่ของเขา

เหมือนที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้ทรงทำอะไรหลายๆ อย่างทั้งๆ ที่ท่านไม่ต้องทำก็ได้

ทำ  ไม่ใช่เพราะว่ามันเป็นหน้าที่ แต่ทำเพราะว่ามันมีประโยชน์

เท่านั้นก็เป็นเหตุผลที่ดีเพียงพอแล้ว จริงมั้ย?


ขอบคุณเนื้อหาจาก Manager:
ใครว่าขี้ยา ท้าให้มาวิ่งด้วย! “ตูน” ปิดยอดบริจาคสวยๆ 63 ล้านบาท ขอโทษเคยดูถูกน้ำใจคนไทย

ขอบคุณภาพจาก Facebook Page: Bodyslam

facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives
Download eBook – เกิดใหม่

ฮาล์ฟมาราธอนครั้งแรกในชีวิต

20160813_halfmarathon

เมื่อวานนี้ผมไปวิ่งงาน 12 สิงหา ฮาล์ฟ มาราธอน มาครับ

คนอื่นที่ไปวิ่งเขาจะโพสต์รูปลงเฟซบุ๊คกันเป็นที่ระลึก แต่ผมไม่ได้พกมือถือไปด้วย ก็เลยต้องมานั่งเขียนบล็อกเป็นที่ระลึกแทน

เนื้อหาในตอนนี้จึงอาจจะน้ำเยอะ ในแง่ที่ว่าผู้อ่านอาจจะหยิบเอาไปใช้ประโยชน์อะไรได้ไม่มากนัก แต่ถ้าคิดจะอ่านต่อ ก็ขอให้ถือซะว่าเป็นบทความที่จะทำให้รู้จักบล็อกเกอร์คนนี้มากขึ้นแล้วกันเนอะ


เรื่องของเดวิด

อดีตหัวหน้าของผมคนหนึ่งชื่อเดวิด เป็นชาวอังกฤษ ดูดบุหรี่จัดมาก และน้ำหนักเกิน 100 กิโลมาแต่ไหนแต่ไร

เมื่อปี 2011 หรือห้าปีที่แล้ว ผมขอเดวิดว่าอยากจะจัดงานมินิมาราธอนให้พนักงานของเราลงไปวิ่งรอบสวนลุมสองรอบ (ออฟฟิศของเราอยู่ตรงข้ามสวนลุมพอดี) ซึ่งเดวิดก็เห็นดีเห็นงามถึงขนาดมาช่วยเป็นพรีเซนเตอร์ให้

แต่งานปีนั้นเดวิดไม่ได้วิ่งนะครับ เขาบอกว่าหุ่นอย่างเขาวิ่งไม่ไหวแน่

ปี 2012 เราก็จัดงานมินิมาราธอนอีก ผมก็บอกเดวิดว่าปีนี้ยูน่าจะลงวิ่งด้วยนะ ถือเป็นการ lead by example ที่ดี เขาก็เลยตกลงปลงใจไปซ้อมวิ่งกับลูกน้องในทีมสัปดาห์ละครั้งสองครั้ง และปีนั้นเขาก็ได้ลงวิ่งและวิ่งครบสองรอบสวนลุมจริงๆ

จากนั้นมาเดวิดก็ลงไปวิ่งที่สวนลุมบ่อยขึ้นเรื่อยๆ จนเมื่อสองปีที่ผ่านมา เขาก็เริ่มวิ่งกลับบ้านทุกวัน (บ้านเดวิดอยู่แถวพร้อมพงษ์ เขาเป็นคนที่ทำให้ผมรู้ว่ามีสะพานลอยที่ยิงยาวจากสวนลุมไปจนถึงศูนย์สิริกิติ์ด้วย! )

สิ่งดีงามที่เกิดขึ้นก็คือ เดวิดน้ำหนักลดลงไป 25 กิโลกรัมและเลิกสูบบุหรี่ถาวร


ตัดสินใจลงฮาล์ฟมาราธอน

เมื่อประมาณปลายเดือนพฤษภาคม ผมได้คุยกับเดวิดว่า เราน่าจะหารายการไปวิ่งข้างนอกด้วยกันนะ ผมก็เลยไปถามน้องที่ออฟฟิศชื่อพัดโบก (ซึ่งเคยไปวิ่งโตเกียวมาราธอนมาแล้ว) ว่าเร็วๆ นี้จะมีรายการอะไรบ้าง

พัดโบกก็เลยส่งลิงค์งาน 12 สิงหา ฮาล์ฟ มาราธอน มาให้ดู

งานนี้มีให้เลือกวิ่งสี่ระยะคือ 21.1k, 10.5k, 5k, และ 1.8k

ความตั้งใจแรกของผมคือจะชวนเดวิดวิ่ง 10K เพราะนั่นเป็นระยะที่ไกลที่สุดที่ผมเคยวิ่งตอนไปร่วมงานมินิมาราธอนสมัยเรียนอยู่ปี 4

แต่พอเข้าไปดูในเว็บไซต์ มันจะมีหน้าหน้าหนึ่งที่ระบุเวลาของคนวิ่ง 21.1k ของปีที่แล้ว ไว้ทั้งหมด ขณะที่คนที่วิ่งระยะทางอื่นจะไม่มีบันทึกเอาไว้ ก็เลยรู้สึกว่า ไหนๆ จะเสียตังค์ลงวิ่งทั้ง ก็น่าจะมีชื่อจารึกเป็นหลักเป็นฐานไว้บ้าง

พอผมออกไอเดียนี้ เดวิดก็เห็นดีเห็นงามด้วยอีกแล้ว แถมยังลงสมัครแทบจะทันที ส่วนผมเองใช้เวลาทำใจอยู่ประมาณสองสัปดาห์ก่อนจะสมัครตามไป ด้วยเหตุผลเดียวคือผมเป็นคนชวนเขาเอง ถ้าไม่ลงแข่งก็กระไรอยู่

พอบอกกับพัดโบกว่าผมกับเดวิดจะลง 21.1k พัดโบกก็บอกว่าเขาลงแค่ 10.5k เท่านั้น เพราะเส้นทางวิ่งรายการนี้ต้องวิ่งขึ้นสะพานทั้งหมด 6 สะพาน (จากรัชดาไปพระราม 3) คุ้นๆ ว่าพัดโบก (ผู้เคยวิ่งโตเกียวมาราธอนมาแล้ว) กล่าวอวยพรผมว่า “โชคดีนะพี่!”


ฝึกซ้อม

ผมกูเกิ้ลแผนการฝึกซ้อมแบบ 8 สัปดาห์มาดู ก็เห็นว่าไม่โหดร้ายเกินไปนัก

นั่นคือซ้อมวิ่งสัปดาห์ละสามครั้ง โดยสองครั้งแรกวิ่งแบบเบาะๆ แค่ 4-5 กิโลเมตร ส่วนครั้งที่สามช่วงสุดสัปดาห์ให้วิ่งระยะสองเท่าของระยะในสัปดาห์นั้น

เช่นสัปดาห์นี้วิ่งวันอังคาร 4 กิโล วันพฤหัสฯ 4 กิโล วันอาทิตย์ 8 กิโล

สัปดาห์ถัดไปก็วิ่งวันอังคาร 5 กิโล วันพฤหัสฯ 5 กิโล วันอาทิตย์ 10 กิโล

ที่น่าสนใจก็คือ ตามแผนนี้ เราจะได้ซ้อมวิ่งไกลที่สุดเพียง 16 กิโลเมตรเท่านั้น อีก 5.1 กิโลเมตรไปวัดดวงเอาที่งาน!

ผมเองก็พยายามซ้อมวิ่งตามแผนการนี้ โดยไปวิ่งรอบหมู่บ้านหลังกลับจากทำงาน ส่วนวันสุดสัปดาห์ก็ตื่นมาวิ่งแต่เช้า

เป็นความบังเอิญที่ระยะทางรอบหมู่บ้านรอบใหญ่วัดได้ประมาณ 980 เมตร (ใช้แอพ Endomondo ในมือถือวัดเอา) ผมก็เลยถือว่ารอบหนึ่งคือหนึ่งกิโลเมตร

เมื่อรู้ว่าหนึ่งรอบคือหนึ่งโล เวลาซ้อมวิ่งผมจึงไม่พกมือถือเพราะมันเกะกะ มีแค่นาฬิกาข้อมือเอาไว้จับเวลาเพื่อให้แน่ใจว่าไม่วิ่งช้าเกินไป โดยพยายามจะรักษาความเร็วที่เพซ 6 (Pace 6) ซึ่งหมายความวิ่งหนึ่งกิโลใช้เวลา 6 นาที

อุปสรรคสำคัญที่เจอก็คือบางวันฝนตกทำให้ไปวิ่งไม่ได้ และช่วงปลายเดือนกรกฎาคมผมเจออาหารเป็นพิษก็เลยต้องงดวิ่งตลอดสัปดาห์ พอเริ่มหายป่วยแฟนก็งานยุ่งเป็นพิเศษจนผมต้องกลับบ้านค่ำเลยไม่มีเวลาซ้อม ช่วงสองสัปดาห์ก่อนงานเลยได้ซ้อมวิ่งไปแค่ 2 ครั้งเท่านั้น (12 กิโล กับ 4 กิโล)

พร้อมมากอานนทวงศ์!


หนึ่งสัปดาห์ก่อนแข่ง

เรามีแข่งวันศุกร์ที่ 12 สิงหาคม

ผมฝากเดวิดให้ไปเอาเสื้อกับเบอร์วิ่งซึ่งแจกที่ศูนย์สิริกิติ์ในวันที่ 6-7 สิงหาคม วันจันทร์เดวิดก็เอาของมาให้ และนัดแนะกันว่าเช้าวันงานเราจะมาเจอกันที่บันไดทางลง Bistro Cafe แต่เขาบอกว่า ถึงแล้วยังไงจะติดต่อทางโทรศัพท์อีกที (ซึ่งผมก็ดันปากหนักไม่บอกว่า คงไม่ได้พกมือถือไปวิ่งด้วยหรอกนะ)

ผมหยิบบิ๊บ (Bib=เบอร์วิ่ง) ขึ้นมาดู จึงเห็นว่าด้านหลังของบิ๊บมีชิพติดอยู่ เดาว่าคงเป็นชิพที่เอาไว้จับเวลาของนักวิ่งคนนั้นโดยเฉพาะ

ผมได้เบอร์วิ่ง 30 0558 ซึ่งแสดงว่าผมอยู่ในรุ่นอายุ 30-39 ปี สมัครเป็นคนที่ 558

ใต้เบอร์วิ่งจะมีเช็คบ๊อกซ์อีกสี่อันคือ Medal, Food, Jasmine และ Baggage

วันเดียวกันนั้นผมก็ไปปรึกษาพีธ รุ่นน้องมหาลัยที่ทำงานที่เดียวกันว่าต้องเตรียมตัวยังไงบ้าง (พีธวิ่งจริงจังมาก วิ่งมาราธอนมาแล้วหลายงาน)

พีธให้คำแนะนำดีๆ มาหลายข้อ

1. ควรจะวอร์มอัพให้เรียบร้อยอย่างน้อย 15 นาทีก่อนออกตัว หลังจากนั้นไม่ควรวอร์มอัพแล้ว เพราะอาจจะทำให้บาดเจ็บตอนวิ่ง (แต่ก่อนผมจะวอร์มอัพจนนาทีสุดท้ายเลย)

2. วิ่งเสร็จแล้วต้องวอร์มดาวน์ และวอร์มดาวน์ได้เรื่อยๆ ตลอดวันนั้น (ธรรมดาผมแทบไม่เคยวอร์มดาวน์)

3. ควรจะใส่หมวกเวลาวิ่ง ผมก็แย้งว่าเราออกตัวตั้งตี 5 ไม่น่าจะโดนแดดนะ แต่พีธบอกว่าหมวกมันมีประโยชน์อีกอย่างคือกันเหงื่อไหลเข้าตา ซึ่งผมก็เห็นด้วยว่าตอนเหงื่อเข้าตานี่มันน่ารำคาญชะมัด พีธก็เลยให้ยืมหมวกมาหนึ่งใบ

4. ก่อนวันแข่งซักสองวันให้เริ่มดื่มเครื่องดื่มเกลือแร่ สำรองเอาไว้เพื่อให้ร่างกายดึงมาใช้ในวันวิ่งจริง

5. ในวันแข่ง ควรจิบน้ำตลอดเส้นทาง ไม่ควรปล่อยให้ริมฝีปากแห้ง (แต่ก่อนเวลาผมซ้อมวิ่ง ผมจะวิ่งรวดเดียวไม่ทานน้ำเลย)

6. ผมถามพีธถึงคอนเซ็ปต์เรื่อง Carb Loading ซึ่งหมายถึงการกินแป้งเยอะๆ เพื่อให้มีแรงวิ่งดี พีธบอกว่าถ้าตอนซ้อมไม่เคยทำมาก่อน ตอนวิ่งจริงก็ไม่แนะนำ

7. ผมบอกพีธว่าถ้าใส่ผ้าลื่นๆ แล้ววิ่งนานๆ เสื้อมันจะบาดหัวนม (ตอนแรกผมก็ไม่ค่อยอยากเชื่อว่าการวิ่งมันจะไปทำให้หัวนมบาดเจ็บได้ แต่ถ้าลองกูเกิ้ลคำว่า bleeding nipples ดูแล้วคุณจะตกใจ!) พีธบอกว่ามีสองวิธีคือแปะปลาสเตอร์ยาไว้ก่อนจะออกวิ่ง แต่ถ้าโดนถ่ายภาพออกมาอาจจะดูตลกนิดหน่อย อีกวิธีก็คือใช้วาสลินป้ายหัวนม รวมถึงรอบๆ คอหรือตรงไหนก็ตามที่เสื้อกับผิวอาจจะเสียดสีกัน

8. ตอนวิ่งขึ้นสะพาน แนะนำให้เดินขึ้น แล้วค่อยวิ่งลงเพื่อทำเวลาเอา

ต้องขอบคุณพีธมากๆ สำหรับคำแนะนำหลายๆ อย่าง ไม่อย่างนั้นผมอาจวิ่งไม่จบฮาล์ฟมาราธอนคราวนี้ก็ได้


วันแข่งจริง

นักวิ่งฮาล์ฟมีกำหนดการปล่อยตัวตอนตี 5 ที่ศูนย์ประชุมสิริกิติ์ ส่วนนักวิ่งระยะ 10.5k และ 5k จะปล่อยตัวตอน 6 โมงเช้า

ผมตื่นนอนตั้งแต่ตีสองสี่สิบห้า อาบน้ำแต่งตัว แวะซื้อน้ำเกลือแร่ในเซเว่นกิน แล้วขับรถไปจอดใกล้ๆ สถานีรถไฟใต้ดินเพชรบุรีตัดใหม่ จากนั้นก็เรียกแท๊กซี่ไปศูนย์ประชุม ก่อนจะเดินเข้าไปที่จุดฝากของ

ปรากฎว่าภายในอาคารคนเยอะมากกว่าที่คิด ส่วนใหญ่มากันเป็นก๊วนๆ คุยกันสรวลเสเฮฮา

ผมนั่งลงตรงเสาใกล้ๆ จุดฝากของ ข้างๆ มีคู่รักฝรั่งวัยกลางคนนั่งอยู่ ผมหยิบเสื้อออกจากกระเป๋าแล้วหยิบบิ๊บมาติดกับเสื้อด้วยเข็มกลัด แล้วก็ค้นพบว่ามันยากกว่าที่คิด ใช้เวลาอยู่ร่วม 10 นาทีถึงจะพอดูได้ (มารู้ทีหลังว่าถ้าใส่เสื้อก่อนแล้วค่อยติดบิ๊บจะง่ายกว่ามาก)

ผมเข้าไปเปลี่ยนชุดในห้องน้ำ ก็เจอนัท เพื่อนที่เคยอยู่ที่ทำงานเดียวกันและเป็นนักวิ่งจริงจัง ก็เลยได้คุยกันพักใหญ่ นัทบอกว่าวันนี้คนวิ่งเยอะมาก ถ้าอยากทำเวลาต้องไปอยู่แถวหน้าๆ เลย

ผมเอาของทั้งหมดไปฝากไว้กับบู๊ธฝากของ ซึ่งมีระบบน่าสนใจ คือเขาจะเตรียมถุงก๊อบแก๊บที่เขียนเลขไว้อยู่แล้ว (เช่น 1-1000) จังหวะที่ผมไปเขารันเลขถึงเบอร์ 80 ก็เลยเอากระเป๋าของผมใส่ถุงนั้น แล้วก็เขียนเลข 80 ลงบนบิ๊บของผมเหนือเช็คบ๊อกซ์ Baggage


ออกตัว

ผมแยกย้ายกับนัท แล้วก็มาวอร์มอัพเองอยู่ด้านหลังศูนย์ประชุม พอตีสี่ห้าสิบเขาก็เรียกนักวิ่งฮาล์ฟเข้าไปประจำที่ โดยตอนที่เดินผ่านด่านเพื่อเข้าไปยังจุดสตาร์ทนั้น จะมีคนเอาปากกามาที่บิ๊บเพื่อจะบอกว่าผมได้เริ่มออกวิ่งจากจุดสตาร์ทจริงๆ (ไม่ใช่ไปโผล่ตอนครึ่งทาง)

ผมพยายามหาเดวิดตรงบันไดร้านบิสโทรแต่หาไม่เจอ แต่ก็ไม่เป็นไร เพราะผมเชื่อว่าเดี๋ยววิ่งๆ ไปก็เจอกันเอง

งานวันนี้คนวิ่งเยอะมาก ผมน่าจะอยู่ประมาณกลางๆ แถว ห่างจากจุดสตาร์ทประมาณ 50 เมตร โฆษกประกาศว่าปีนี้เปิดรับสมัครคนวิ่งฮาล์ฟมาราธอน 3840 คน โดย 84 หมายถึงโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ

ตี 5 ปุ๊ปก็ปล่อยตัวนักวิ่ง ฝูงชนคล่อยๆ เคลื่อนตัวไป ตอนที่ผมเดินผ่านจุด Start มา ผมเห็นนาฬิการะบุเวลาว่า 1 นาที 40 วินาทีแล้ว

พวกเราเลี้ยวขวาเข้าถนนรัชดา วิ่งขึ้นสะพานข้ามถนนพระราม 4 แล้วผมก็ได้พบความจริงประการหนึ่ง

นั่นคือผมแทบจะวิ่งไม่ได้เลย

ด้วยปริมาณคนมหาศาล แถมเส้นทางวิ่งยังถูกบีบด้วยความแคบของสะพาน ช่วงกิโลเมตรแรกจึงเป็นการกึ่งวิ่งกึ่งเดินเสียมากกว่า (ทำให้ผมนึกถึงคำพูดของนัทเลยว่า ถ้าอยากจะวิ่งทำเวลาให้ไปอยู่ข้างหน้า)

สองกิโลเมตรแรก ผมใช้เวลาไปถึง 17 นาที (ธรรมดาควรจะใช้เวลาไม่เกิน 12 นาที)

พอวิ่งครบ 4 กิโลเมตรก็เจอจุดแจกน้ำจุดแรก (และมีทุกๆ สองกิโลเมตรไปตลอดเส้นทาง) โดยตรงนั้นจะมีน้ำเจิ่งนองเต็มถนน รวมไปถึงแก้วน้ำพลาสติกสีขาวเกลื่อนกลาดด้วย (จริงๆ เขามีถุงขยะให้ทิ้งแก้ว แต่ผมว่าจำนวนมันน้อยไปหน่อย)

ผมไม่รีรอที่จะหยิบน้ำขึ้นมาจิบตามคำแนะนำของพีธ ทางข้างหน้าเริ่มเปิดกว้างมากขึ้น (เพราะคนหยุดกินน้ำกันนานนิดนึง) ผมจึงเริ่มกลับมาวิ่งที่สปีดตัวเองได้เป็นครั้งแรก

วิ่งไปประมาณ 6 กิโลจึงเจอเดวิดบนสะพาน แสดงว่าตอนออกตัวเขาน่าจะอยู่ข้างหน้าผมพอสมควร เราคุยกันแป๊บนึงแล้วเขาก็บอกว่า เดี๋ยวเขาคงหยุดเดินเพราะช่วง 5 กิโลแรกเขาวิ่งเร็วไปหน่อย ผมจึงร่ำลาแล้วบอกว่า ไว้เจอกันที่เส้นชัยนะ

หลังจากจากเดวิดมา ผมเห็นกลุ่มนักวิ่ง Pacers ถือลูกโป่งอยู่ไกลๆ

Pacers คืออาสาสมัครที่จะวิ่งตามความเร็วที่กำหนดไว้ เพื่อเป็นหมุดหมายให้คนแข่งรู้ว่า ถ้าอยากทำเวลาเท่านั้นเท่านี้ให้เกาะกลุ่มนี้ไปนะ

ถ้าเข้าใจไม่ผิด Pacers รายการนี้แบ่งออกเป็น 4 กลุ่มคือ 1:45 ชั่วโมง 2:00 ชั่วโมง 2:15 ชั่วโมง และ 2:30 ชั่วโมง

กลุ่มที่ผมเจอคือ 2:30 ชั่วโมงและแซงมาได้

วิ่งไปได้ประมาณ 8 กิโลเมตร จึงเห็นนักวิ่งที่นำโด่ง วิ่งสวนทางมา นักวิ่งเกือบทุกคนตบมือเป็นกำลังใจให้คนนี้ รวมถึงอีกสองสามคนที่วิ่งตามมาด้วย รู้สึกอบอุ่นดีจัง

วิ่งไปจนถึงกลางสะพานที่ 6 ก็เป็นจุดกลับตัว โดยทุกคนจะได้ยางรัดผมมาหนึ่งเส้นเอาไว้รัดข้อมือเพื่อเป็นหลักฐานว่าวิ่งมาถึงตรงนี้แล้วนะ

อ้อ เกือบลืมบอก ตั้งแต่กิโลเมตรที่ 8 เป็นต้นมา จะมีผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งวิ่งแซงผมตอนขึ้นสะพานตลอด ส่วนผมจะมาแซงเธอกลับตรงทางลง เราผลัดกันแซงกันไปแซงกันมาจนเลยกิโลเมตรที่ 12 แล้วนั่นแหละผมถึงไม่เจอเธอแซงกลับอีก

กิโลเมตรที่ 12 เป็นจุดที่ผมแซง Pacers กลุ่ม 2:15 ชั่วโมงได้ด้วย

ประมาณกิโลเมตรที่ 14 ขาผมก็เริ่มง่อนแง่น เริ่มปลอบใจตัวเองว่าวิ่งมาได้ 2/3 แล้วนะ อดทนไว้ๆ ตอนนั้นคิดถึงบทความเรื่องกฎ 40% และวิ่งจงกรมที่ตัวเองเคยเขียนไว้

พอถึงกิโลเมตรที่ 16 ผมก็เจอภาพอันน่าสะพรึงกลัว คือนักวิ่งระยะ 10.5 กิโลเมตรมากลับตัวอยู่บนสะพานข้างๆ

นั่นหมายความว่าขากลับผมจะต้องเจอมวลมหาประชาชนจนวิ่งไม่ออกอีกหรือเปล่า?


สองกิโลเมตรสุดท้าย

คือช่วงที่ยากเย็นที่สุด

หนึ่งเพราะร่างกายเริ่มหมดแรง รู้งี้เมื่อวานตอนเย็นกินข้าวเยอะๆ ก็ดีหรอก

สองคือผมตั้งใจไว้แต่แรกว่า มาวิ่งคราวนี้จะวิ่งไปเรื่อยๆ จะไม่ยอมพักด้วยการเดิน

สามคือมวลชนมหาศาลทั้งระยะ 21.1 / 10.5 และ 5 กิโลเมตรได้โคจรมาวิ่งอยู่รวมกัน

ผมไม่รู้จะวิ่งแซงใครยังไง เพราะมีนักวิ่งอยู่ทุกตารางนิ้ว และส่วนใหญ่ก็จะเดินหรือถ่ายเซลฟี่กัน คนที่แออัด บวกกับควันรถที่เริ่มหนาแน่นขึ้น บวกกับอาการหิวจนตาลาย ทำให้ผมเริ่มท้อ

อยากจะวิ่งแซงก็ต้องใช้พลังในการหาช่องว่างระหว่างมวลชนเยอะเกินไป สุดท้ายผมก็เลยหยุดเดินตอนขึ้นสะพานสุดท้าย พร้อมกับความรู้สึกจ๋อยๆ ที่ไม่สามารถวิ่งให้ตลอดรอดฝั่งตามที่ตั้งใจไว้ได้

พอถึงขาลงสะพานสุดท้าย เห็นศูนย์ประชุมฯ อยู่รำไร จึงกัดฟันออกวิ่งอีกครั้ง ด้วยความเร็วเท่าที่ขาและปอดจะเอื้ออำนวย

ก่อนจะเลี้ยวซ้ายเข้าประตูศูนย์ประชุมฯ ผมเห็นรถที่โชว์เวลาเขียนอยู่ว่า 2:07:xx เลยตั้งใจว่าจะต้องวิ่งเข้าเส้นชัยภายใน 2:08:00 ให้ได้ พอเข้าประตูมา เห็นซุ้มเส้นชัยอยู่ข้างหน้า ผมจึงวิ่งสปีดเต็มตัว และก่อนถึงเส้นชัยเพียง 5 เมตร ตะคริวก็ขึ้นขาทั้งสองข้าง ต้องชะลอตัวเข้าเส้นชัยแบบกะเผลกๆ คิดในใจว่าโชคดีแค่ไหนที่ไม่เป็นตะคริวก่อนหน้านี้


ความรู้สึกหลังเข้าเส้นชัย

ทั้งดีใจและโล่งใจ แต่ความรู้สึกที่แรงที่สุดคือเหนื่อยและหน้ามืดจนหัวสมองว่างเปล่าไปหมด

เจ้าหน้าที่บอกให้ผมเดินไปรับใบเวลารวมทั้งของกินและเครื่องดื่มได้เลย

เดินมาถึงซุ้มเช็คเวลา เขาก็เอาเครื่องมาแสกนตรงบิ๊บของผม แล้วก็มีเครื่องปริ๊นท์สลิปออกมาว่าผมทำเวลาได้เท่าไหร่

สลิปบอกว่าเวลา gun time คือ 2:08:32 (หมายถึงเวลานับตั้งแต่สัญญาณออกตัว) ส่วนเวลา chip time คือ 2:06:59 (หมายถึงเวลาที่นับตั้งแต่ผมวิ่งผ่านจุด start มา)

แสดงว่าการวิ่งคราวนี้ผมใช้เวลาวิ่งไปประมาณสองชั่วโมงเจ็ดนาที เข้าเป็นอันดับที่ห้าร้อยกว่าจากนักวิ่งสามพันกว่าคน (นักวิ่ง 21.1k ทุกคนสามารถดูเวลาตัวเองได้ด้วยการเข้าลิงค์ My Race Result แล้วพิมพ์ชื่อตัวเองลงไป)

ผมจำไม่ได้แล้วว่าเจ้าหน้าที่ยื่นเหรียญมาให้ก่อนหรือหลังได้ใบสลิปเวลา (อย่างที่บอกว่าตอนนั้นสมองไม่ทำงานแล้ว) รู้แค่ว่าเป็นเหรียญสีทองห่อพลาสติกมาให้เป็นอย่างดี

ผมเดินตามโฟลว์ของคลื่นนักวิ่งไปเรื่อยๆ อย่างอ่อนแรง รับน้ำเกลือแร่มาหนึ่งขวด น้ำเปล่ามาสองขวด และถุงกระดาษสีน้ำตาลที่มีอาหารอยู่ในนั้นมาอีกหนึ่งถุง ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะเข้ามาติ๊กที่เช็คบ๊อกซ์ Food ในบิ๊บของผม เพื่อให้รู้ว่ารับของกินไปแล้ว

เดินไปจนเกือบสุดทาง จึงหาที่นั่งลงได้ตรงหน้าทางเข้าสวนเบญจกิตติ ผมดื่มน้ำเกลือแร่ไปครึ่งขวด ซึ่งต้องบอกว่าโคตรอร่อยและชื่นใจมากๆ (ถือว่าเป็นความฉลาดของบริษัทเครื่องดื่มที่มาสปอนเซอร์รายการนี้ เพราะสถานการณ์ช่วยให้น้ำของเขารสชาติดีเป็นพิเศษ)

ผมนั่งลงเปิดถุงสีน้ำตาลด้วยใจระทึก พบว่าข้างในมีข้าวเหนียวหมูทอด เค้กช็อกโกแลต และกล้วยหอม ผมหยิบข้าวเหนียวหมูขึ้นมากินก่อน แต่เผอิญเปิดกล่องแรงไปหน่อยจนหมูชิ้นใหญ่ตกพื้น ผมรีบหยิบมันขึ้นมาเพื่อจะกินต่อเพราะทั้งหิวทั้งเสียดาย จังหวะนั้นเข้าใจหัวอกของคนที่หิวจัดจนยอมกินเศษอาหารกันเลยทีเดียว

กินทุกอย่างเกือบหมด พี่จั่นซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องผู้ชอบไปวิ่งตามรายการต่างๆ ก็เข้ามาทักทาย (อะไรจะบังเอิญขนาดนั้น) งานนี้พี่จั่นวิ่งระยะแค่ 10 กิโลเมตร และบอกว่าระหว่างวิ่งขึ้นสะพานเขาเจอสะพานแกว่งด้วย คาดว่าน่าจะมาจาก resonance (คลื่นความถี่ของการไกวตัวของสะพานอันเกิดจากการย่ำเท้าของคนมันบังเอิญไปตรงกับคลื่นความถี่ธรรมชาติของตัวสะพาน) คงเป็นประสบการณ์ที่เวียนหัวน่าดู

เมื่อกินอาหารทุกอย่างครบเรียบร้อย ผมอาการดีขึ้นเยอะ หัวสมองหายขาวโพลนแล้ว พี่จั่นนึกขึ้นได้ว่าควรเซลฟี่ร่วมกันหน่อย จึงควักมือถือมาถ่ายร่วมกันแล้วส่งเข้าไลน์มาให้ทีหลัง ถือเป็นรูปของผมรูปเดียวที่ได้จากงานวิ่งฮาล์ฟคราวนี้

S__1474567

ได้เวลากลับบ้านเสียที จึงเดินมากับพี่จั่นเพื่อจะไปขึ้นรถใต้ดิน

แต่ตอนที่ผมเดินผ่านเวทีจัดงานเห็นว่าเก้าอี้ที่เขาจัดไว้ยังมีที่ว่างเหลืออยู่

และเผอิญคิดได้ว่า พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาจะมาเป็นประธานในพิธีมอบรางวัล ผมก็เลยคิดว่านี่เป็นโอกาสอันดีที่จะได้เจอนายกรัฐมนตรีตัวเป็นๆ เป็นครั้งแรก

ผมจึงบอกพี่จั่นว่าขออยู่ต่อหน่อย เราจึงแยกย้ายกันตรงนั้น


ประยุทธ์ จันทร์โอชา

ผมได้ที่นั่งแถวสองจากข้างหน้าสุด อยู่บริเวณกลางเวทีเลย ข้างหน้าผมเป็นนักวิ่งที่ชนะเลิศความเร็ว 10.5k (ผมเพิ่งมารู้ตอนที่เขาขึ้นไปรับถ้วยนั่นแหละ)

โฆษกประกาศว่า ปีนี้เป็นปีที่มีคนมาร่วมวิ่งเยอะที่สุด คือมีจำนวนถึงสองหมื่นคน (งานนี้จัดมายี่สิบกว่าปีแล้ว และก่อนหน้านี้สถิติสูงสุดอยู่ที่หมื่นสามพันคนเท่านั้น)

8 โมงเช้าพวกเรายืนเคารพธงชาติด้วยกัน จากนั้นอีกไม่ถึง 10 นาทีนายกฯ ก็มาถึงพร้อมกับภรรยา ทั้งสองสวมชุดราชปะแตนสีฟ้า พลเอกประยุทธ์ดูรูปร่างสูงใหญ่เมื่อเทียบกับคนอื่นๆ ส่วนหน้าตาก็เหมือนที่เราเห็นในทีวี

เดินมาถึงก็รับไหว้ผู้ใหญ่คนอื่นๆ ที่รออยู่ในซุ้มอยู่แล้ว ก่อนจะกลับตัวหันหน้ามาทางพวกเราแล้วโบกมือให้จนผมอดไม่ได้ที่จะนึกถึงนางสาวไทย คนที่อยู่รอบๆ ผมร้องโห่ฮิ้วกันใหญ่

จากนั้นโฆษกก็ประกาศรางวัลผู้ชนะเลิศในแต่ละประเภท โดยถ้วยพระราชทานแต่ละถ้วยจะถูกเชิญไปวางที่หน้าพระบรมฉายาลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้า พระบรมราชินีนาถ นักวิ่งที่ถูกประกาศชื่อจะเดินไปทำความเคารพแล้วหยิบถ้วยนั้นมา ก่อนจะเดินมาจับมือกับนายกที่กลางเวทีแล้วถ่ายรูปร่วมกัน

เมื่อรับถ้วยกันครบแล้ว พลเอกประยุทธ์ก็ให้โอวาทแบบไม่มีโพย เนื้อหาที่ผมพอจะจำได้ก็ได้แก่

– ดีใจที่เห็นคนมาร่วมงานมากกว่าทุกๆ ปีที่ผ่านมา

– วันนี้เป็นวันมหามงคล พวกเราควรจะทำดีคนละอย่างสองอย่าง เมื่อหลายๆ คนทำดีคนละอย่าง ย่อมส่งผลดีต่อสังคมและประเทศชาติ

– บ้านเมืองของเรากำลังจะไปได้ดี แต่ก็ยังมีคนที่คิดไม่ดีต่อประเทศอยู่ อยากให้พวกเราเฝ้าระวัง

– โปเกม่อน เล่นได้แต่อย่าเลยเถิดจนขาดความระมัดระวังเรื่องความปลอดภัย



ปิดฉาก

ผมเดินจากเวทีมาเพื่อกลับไปรับของที่ฝากเอาไว้ที่บู๊ธ

สิ่งแรกที่ทำตอนรับของคืนมาคือดูว่ากระเป๋าสตางค์และมือถือยังอยู่รึเปล่า

โอเค…ยังอยู่ โล่งอกไป

เปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อยแล้ว เดินออกจากอาคารมาแล้ว จึงโทร.หาแฟนซึ่งกำลังเปลี่ยนผ้าอ้อมให้ลูกอยู่ และเมื่อสองนาทีที่แล้วเธอก็คิดอยู่ว่าทำไมผมไม่โทร.ไป สงสัยเป็นลมรึเปล่า ผมก็บอกว่าเกือบๆ ไปเหมือนกัน

ผมเปิดเฟซบุ๊คดูจึงเห็นว่าเดวิดส่งเมสเสจมาหาผมตั้งแต่ตอนรอออกตัว บอกหมดว่าอยู่ตรงไหนแล้ว พอเข้าเส้นชัยแล้วเขาก็ยังส่งเมสเสจบอกผมอีกว่ารอยู่ตรงนั้นตรงนี้ ผมเองซะอีกที่ไม่ได้รู้เรื่องเลย ได้แต่บอกเขาไปว่า ขอโทษด้วย พอดีไม่ได้ติดมือถือไป (เดวิดทำเวลาได้ 2:37 ชั่วโมง และบอกผมว่าไม่ยากอย่างที่คิด – จากปากคนที่เคยดูดบุหรี่จัดและน้ำหนักเกินร้อยโล)

รถใต้ดินสถานีศูนย์สิริกิติ์คนต่อแถวซื้อตั๋วกันยาวเหยียด ผมมีบัตรอยู่แล้วเลยไม่ต้องไปต่อคิวกับใคร ลงมาถึงชานชลาก็เห็นคนใส่เสื้อวิ่งยืนกันเต็มไปหมด บางคนถือต้นมะลิด้วย (เขามีแจกต้นมะลิในงาน แต่ผมไม่ได้ไปเอาเพราะกลัวว่าจะดูแลได้ไม่ดี)

นั่งรถไฟใต้ดินสองสถานีไปขึ้นเพชรบุรีตัดใหม่ เดินไปดูว่ารถที่จอดไว้ตั้งแต่ตีสามกว่าๆ ยังอยู่ที่เดิมอยู่หรือไม่ โอเค…ยังอยู่

เปิดประตู สตาร์ทรถ เหยียบเบรค เข้าเกียร์ D รู้สึกเจ็บแปล๊บที่น่องอันเนื่องมาจากตะคริวที่ได้มาตอนเข้าเส้นชัย

รถค่อยๆ เคลื่อนไปข้างหน้าช้าๆ ผมหันไปดูนาฬิกา เพิ่งจะเก้าโมงเช้าเท่านั้น

สำหรับใครหลายๆ คน วันนี้เพิ่งจะเริ่มต้น

แต่สำหรับผม ได้ทำเรื่องที่ไม่เคยทำสำเร็จไปหนึ่งอย่างแล้ว

ถือเป็นวันที่ดีอีกวันหนึ่ง

ชักเริ่มติดใจการวิ่งซะแล้วสิ


อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com