เปลี่ยนสิ่งที่จะต้องทำให้เป็นสิ่งที่จะได้ทำ

เราใช้เวลามากมายพูดถึงสิ่งที่เราต้องทำ

จะต้องทำงาน 10 ชิ้นให้เสร็จ จะต้องออกกำลังกาย จะต้องทำอาหารเย็นให้ที่บ้าน

แต่ลองเปลี่ยนเพียงหนึ่งคำ จาก “ต้อง” เป็น “ได้”

จะได้ทำงาน 10 ชิ้นให้เสร็จ จะได้ออกกำลังกาย จะได้ทำอาหารเย็นให้ที่บ้าน

เมื่อมีมุมมองที่เหมาะสม ภาระก็จะกลายเป็นโอกาสครับ


ขอบคุณเนื้อหาจาก James Clear : 3-2-1: How to get motivated and learn faster, and the power of attention

ถ้าเรือล่มและที่นั่งบนเรือชูชีพไม่พอ เราจะตัดสินใจยังไงว่าใครจะอยู่ใครจะไป?

ผมไปอ่านเจอคำถามหนึ่งใน Quora ที่คิดว่าน่าสนใจเลยนำมาเล่าสู่กันฟังครับ

Question: ถ้าเรือกำลังจะจมและมีผู้โดยสาร 11 คน แต่บนเรือชูชีพนั่งได้แค่ 10 คน คุณจะใช้อะไรเป็นตัวตัดสินว่าใครจะได้ขึ้นเรือ และใครจะต้องถูกทิ้งไว้ข้างหลัง?

(The classic “lifeboat dilemma”, where there are only 10 spaces in the lifeboat, but there are 11 passengers on the sinking ship. What decision must be made as to who will stay behind?)

คำตอบมาจาก James Abbgy ที่ทำงานอยู่บนเรือสำราญ

ผมมีใบรับรองในการขับเรือชูชีพ

ปัญหาที่ผมมีกับคำถามข้อนี้คือคนถามไม่ได้มีความรู้เพียงพอ

เรือชูชีพที่ไหนกันมีแค่ 10 ที่นั่ง? เรือชูชีพของผมจุได้ 150 คน

ในเมนท์มีหลายคนแนะนำให้เวียนเอาคนลงไปแช่ในน้ำทีละคน แต่เรือชูชีพของผมเป็นเรือแบบปิด…แล้วก็มีพื้นที่ว่างด้านบนด้วย

ทำไมถึงมีที่นั่งบนเรือชูชีพไม่พอล่ะ? อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยความปลอดภัยแห่งชีวิตในทะเล (The International Convention for the Safety of Life at Sea) ระบุว่าต้องมีที่นั่งเพียงพอสำหรับทุกคนบนเรือ แถมยังต้องมีบัฟเฟอร์อีก 25% ด้วย!

ผู้โดยสายคนที่ 11 จะมีที่นั่งที่จัดเตรียมไว้แล้วบนเรือชูชีพอีกลำนึง แล้วทำไมเค้าถึงต้องมาอยู่บนเรือผม? ในกรณีที่เลวร้ายที่สุดผมคงนำผู้โดยสารขึ้นมาบนเรือแล้วให้เค้ารอที่จุดรวมพล ผมจะใช้วิทยุสื่อสารเพื่อหาว่าเรือลำไหนยังมีที่ว่าง จากนั้นก็ส่งเขาขึ้นเรือลำนั้น

แล้วทำไมต้องมีคนถูกทิ้งไว้ข้างหลังด้วย? สมมติว่าผมมีอาหารเพียงพอสำหรับ 10 วันสำหรับผู้โดยสาร 10 คน นั่นแปลว่าเราอยู่ได้ถึง 9 วันสำหรับผู้โดยสาร 11 คน การที่เราอยู่กลางทะเลได้น้อยลงหนึ่งวันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรเลย เรือสำราญทุกลำจะมีระบบติดตาม และจะแล่นอยู่แต่ในเส้นทางที่มีเรือผ่านไปผ่านมาเท่านั้น ยังไงต้องมีเรือลำอื่นผ่านเส้นทางนี้ภายใน 9 วันแน่นอน

เรามีวิทยุสื่อสารและเครื่องส่งสัญญาณ และเส้นทางเดินเรือส่วนใหญ่จะไม่ได้ทำให้เราอยู่ห่างไกลจากชายฝั่งมากนัก เรือชูชีพมีเครื่องยนต์ดังนั้นผมอาจตัดสินใจขับเข้าชายฝั่งก็ได้ ไม่อย่างนั้นเราก็จะเอาเรือชูชีพสีเหลืองสดมาผูกรวมกันเพื่อให้ทีมช่วยเหลือพบเห็นพวกเราได้โดยง่าย

คำถามที่คุณถามจะเกิดขึ้นได้จริงก็ต่อเมื่อเรามีระบบฉุกเฉินที่ถูกออกแบบโดยไอ้งั่งที่ไม่เคยเรียนรู้จากอุบัติเหตุทางท้องทะเลในอดีต และถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ผมเองนี่แหละที่จะขอถูกทิ้งไว้ข้างหลัง เพราะผมจะไม่ยอมขึ้นเรือแบบนั้นโดยเด็ดขาด

เอาล่ะๆ ผมเดาว่าเจตนารมณ์ของคำถามคือ “ไม่มีทางเลือกอื่น หนึ่งใน 11 คนนี้ต้องตาย และคุณต้องเลือกว่าใครจะต้องตาย” ผมมองว่ามันเป็นคำถามที่ไม่ creative เอาซะเลย ผมคิดไม่ออกเลยว่าจะเป็นไปได้ไงที่คุณจะมีของพร้อมทุกอย่างที่จะช่วยเหลือคนได้ 10 คน แต่กลับไม่มีทางออกที่จะช่วยเหลือผู้โดยสารคนที่ 11


ขอบคุณเนื้อหาจาก Quora: James Abbgy’s answer to The classic “lifeboat dilemma”, where there are only 10 spaces in the lifeboat, but there are 11 passengers on the sinking ship. What decision must be made as to who will stay behind?

มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่อยากสรรหาคำอธิบายให้ทุกอย่าง

20200802

เราจึงมีคำถามที่เป็นต้นกำเนิดของศาสนาอย่าง “เรามาจากไหน ใครเป็นคนสร้างเรา”

หรือถามคำถามที่ปฏิวัติความเข้าใจในธรรมชาติอย่าง “ลูกแอปเปิ้ลมันตกลงมาได้อย่างไร”

หรือแม้กระทั่งคิดวกวนกับคำถามที่ไม่มีคำตอบอย่าง “ทำไมเขาเป็นคนแบบนี้”

บางคำถามนำไปสู่คำตอบที่เราพอใจ บางคำถามก็นำไปสู่คำตอบที่เราไม่พอใจ

คำถามอย่าง “เรามาจากไหน” หรือถ้าให้ลึกไปกว่านั้นคือจักรวาลและทุกสรรพสิ่งมาจากไหน พระพุทธเจ้าบอกว่าเป็นคำถามอจินไตย คิดไปก็เปล่าประโยชน์

ท่านบอกว่าชีวิตเราเหมือนคนที่เพิ่งถูกยิงด้วยลูกธนู แทนที่จะหาว่าใครเป็นคนยิงธนูใส่เรา เราควรจะเอาเวลาไปเร่งหาวิธีรักษาบาดแผลมากกว่า

ในขณะที่ศาสนาที่เชื่อในพระเจ้าองค์เดียวอย่างศาสนาคริสต์ ก็จะอธิบายว่าพระเจ้าเป็นผู้ให้กำเนิดเรา แต่คนที่ไม่นับถือพระเจ้าที่เรียกตัวเองว่า atheist ก็จะถามต่ออีกว่าแล้วใครกันที่สร้างพระเจ้า

ส่วนนักวิทยาศาสตร์ที่อธิบายจักรวาลเกิดจาก Big Bang คนก็จะถามต่ออีกว่าแล้วก่อนมี Big Bang นั้นคืออะไร ต้นกำเนิดของ Big Bang มาจากไหน

อย่างที่บอกครับ บางคำถามก็นำไปสู่คำตอบที่เราพอใจ บางคำถามนำไปสู่คำตอบที่เราไม่พอใจ แล้วแต่ว่าเราเลือกจะพอใจกับคำตอบแบบไหน

แล้วถ้าคำถามนั้นมันสำคัญกับเรา เราจะทำอย่างไร

ทางเลือกก็มี 3 ทาง

หนึ่งคืออย่าหยุดค้นหาคำตอบ บางคนใช้เวลาหลายปี หลายสิบปี หรือแม้กระทั่งทั้งชีวิต เพื่อจะหาคำตอบที่ตัวเองพอใจ อย่างเช่นไอน์สไตน์ที่พยายามสร้าง Unified field theory จวบจนวาระสุดท้าย

สอง คือหัดพอใจกับคำตอบที่เราได้มา มันอาจจะไม่ถูกต้องที่สุด แต่เราพอใจที่สุดก็เพียงพอแล้ว

ส่วนทางที่สาม คือการบอกตัวเองว่าเราไม่จำเป็นต้องอธิบายทุกเรื่องก็ได้

หากเราละวางความต้องการของมนุษย์ที่จะอธิบายทุกเรื่องลงได้ เราก็จะลดคำถามลงจนเหลือแต่คำถามที่ควรค่าแก่การค้นหาคำตอบจริงๆ ครับ

—–

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการลดทอนสิ่งที่ไม่ใช่ออกไปจากชีวิต มีวางขายที่นายอินทร์ ซีเอ็ด B2S และ Kinokuniya แล้วนะครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ bit.ly/eitrreportingengineer

ใครเห็นความโง่ คนนั้นเห็นโอกาส

20190520_stupidity

ใครที่เห็นความโง่ของตัวเอง เขาย่อมเห็นโอกาสที่จะเป็นคนที่ฉลาดและดีกว่านี้

ใครที่เห็นความโง่ของผลิตภัณฑ์หรือบริการที่มีอยู่ เขาย่อมเห็นโอกาสในการทำธุรกิจ

ใครที่เห็นความโง่ของคนอื่น เขาย่อมเห็นโอกาสที่จะสร้างสังคมที่น่าอยู่กว่าเดิม

ดังนั้น เมื่อพบกับความโง่ทั้งในตัวเองและในตัวคนอื่น อย่ามัวแต่เสียเวลาหงุดหงิดอยู่เลยนะครับ

โอกาสมารออยู่ตรงหน้าคุณแล้ว

อีกหนึ่งปีเรื่องนี้ก็ไม่สำคัญแล้ว

20181001_oneyear

เรื่องใดก็ตามที่กำลังสร้างความปวดหัวกับเราอยู่ ขอให้อย่าลืมถามคำถามนี้

ว่าอีกหนึ่งปี – หรืออีกสิบปี – เรื่องนี้มันจะยังสำคัญกับเราแค่ไหน

คงมีบางเรื่องที่จะส่งผลกระทบได้ยาวนาน แต่นั่นอาจเป็นเพียง 1% ของเรื่องที่ทำให้เราหงุดหงิดในแต่ละวัน

ไม่ได้บอกว่าไม่ต้องให้ความสำคัญกับปัญหานะครับ ปัญหามีก็ต้องแก้กันไป เพียงแต่ถ้าเรามองให้ออกว่ามันไม่ใช่เรื่องใหญ่ เราก็จะแก้ปัญหาด้วยความมีสติมากขึ้น และสิ้นเปลืองพลังงานไปกับการหัวเสียน้อยลง

เพราะเรื่องที่สำคัญจริงๆ มีไม่กี่เรื่อง เราจึงไม่จำเป็นต้องจริงจังกับทุกเรื่องในชีวิตครับ

เทพธรรมดา

20180324_thep

คอบอลทั้งหลายน่าจะรู้จักเวย์น รูนี่ย์

เมื่อ 15 ปีที่แล้ว เขาเป็นดาวจรัสแสงของวงการฟุตบอล ถูกแมนยูซื้อตัวจากเอฟเวอร์ตันด้วยราคา 13 ล้านปอนด์ และทำสถิติเป็นนักเตะอายุน้อยที่สุดที่ติดทีมชาติอังกฤษ

ในช่วงนั้น ผมเคยอ่านหนังสือพิมพ์เจอว่ารูนี่ย์สอบข้อเขียนใบขับขี่ไม่ผ่านหลายรอบ

เรื่องง่ายๆ สำหรับคนทั่วไปกลับกลายเป็นเรื่องยากๆ สำหรับอัจฉริยะทางกีฬาอย่างรูนี่ย์

—–

ในช่วงเวลาเดียวกับที่โลกได้รู้จักกับเวย์น รูนี่ย์ คนไทยก็ได้รู้จักกับเด็กไทยคนหนึ่งที่ชื่อแบ๊งค์ งามอรุณโชติ

ช่วงนั้นแบ๊งค์เรียนอยู่ม.ปลาย แต่มุมมองและความรู้ด้านเศรษฐกิจและสังคมนั้นก้าวหน้ากว่าผู้ใหญ่หลายๆ คน แบ๊งค์ดังมากจนได้รับเชิญไปออกรายการทีวีของคุณสรยุทธ์ สุทัศนจินดาหลายครั้ง

ครั้งหนึ่งผมมีโอกาสได้เจอแบ๊งค์ตัวเป็นๆ นึกว่าน้องจะชวนคุยเรื่องพลวัตรทางสังคมหรืออะไรเทือกนั้น แต่แบ๊งค์กลับพูดถึงเรื่องเดินสยามกับแฟนและหนังตลกไทยที่เขาเพิ่งไปดูมา

—–

เท่าที่ผมได้สัมผัสกับ “เทพ” หลายคน ไม่ว่าจะเป็น CEO ของ Startup ชื่อดัง, นักเขียนที่มีคนติดตามเป็นแสน, อดีตส.ว., จนกระทั่งอดีตนายกรัฐมนตรี
สิ่งที่ทำให้ผมแปลกใจทุกครั้งก็คือความเป็นคนธรรมดาของเขา

มีเรื่องที่กลุ้มใจ มีวันที่เบื่อหน่าย มีสิ่งที่ไม่รู้และไม่เก่งเอาเสียเลย

แต่อาจจะเพราะเราเคยเห็นเขาในทีวี เห็นเขาบนเวที เห็นเขาบนปกหนังสือ ภาพของเขาในหัวของเราจึงดูเลิศหรูเกินจริง

ทั้งที่เมื่อเขาเดินลงจากเวทีและถอดหัวโขนออก ก็กลายเป็นเพียงคนธรรมดา คนที่ไม่สมบูรณ์แบบคนหนึ่ง

ในทางกลับกัน คนธรรมดาๆ อย่างเราก็กลายเป็นเทพได้

เพียงหาจุดแข็งให้เจอ และพัฒนามันขึ้นมาจนสร้างประโยชน์ให้กับคนจำนวนมากได้

วันนั้นเราก็อาจกลายเป็นเทพในสายตาคนทั่วไป ทั้งๆ ที่ในใจยังรู้สึกว่าเป็นคนธรรมดาเหมือนเดิม

คนปารีสไม่ขึ้นหอไอเฟล

20170807_eiffel

หมู่บ้านจัดสรรแทบทุกหมู่บ้านจะมีศาลพระภูมิ

หมู่บ้านที่ผมอยู่ก็เช่นกัน แถมบ้านผมอยู่ติดกับศาลพระภูมิเลย มองจากเก้าอี้ที่ผมนั่งเขียนบล็อกตรงนี้ก็เห็น มองจากห้องนอนก็เห็น มองจากห้องนั่งเล่นชั้นล่างก็เห็น

เมื่อเช้าวันอาทิตย์ ตอนออกมาตากผ้าตรงระเบียงห้องนอน ผมเห็นผู้ชายใส่เสื้อสีขาวเอาธูปเทียนพวงมาลัยมาไหว้ศาลพระภูมินี้ด้วย แล้วผมก็อดตั้งคำถามกับตัวเองไม่ได้ว่า ผมไหว้ศาลพระภูมินี้ครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่

คำตอบคือ “จำไม่ได้แล้ว”

แสดงว่านานมาก

—–

สถานที่ท่องเที่ยวในฮ่องกงที่ผมชอบมากคือนองปิง ที่ต้องนั่งกระเช้าไป 20 นาที และเมื่อเดินไปสุดทางก็จะได้พบพระพุทธรูปองค์ใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่บนวัด ผมไปฮ่องกงทั้งสองครั้งก็แวะที่นี่ทั้งสองครั้ง

จิมมี่เป็นเพื่อนชาวฮ่องกงที่ผมรู้จักตอนเรียนม.ปลายที่นิวซีแลนด์ มันมาเมืองไทยบ่อยมาก น่าจะไม่ต่ำกว่า 10 ครั้งได้ ผมเคยถามจิมมี่ตอนมาเที่ยวเมืองไทยว่า ยูเคยไปเที่ยวนองปิงบ้างรึเปล่า ไอชอบนะ ไปมาสองรอบแล้ว

จิมมี่บอกว่ามันไม่เคยไป และมันไม่คิดจะไป เพราะนั่นมันสร้างเอาไว้สำหรับนักท่องเที่ยว

—–

ตอนที่ผมไปเที่ยวยุโรปเมื่อสองปีที่แล้ว ผมนัดเจอเพื่อนชาวฝรั่งเศสวัยสี่สิบปลายๆ นามว่า “ฟรองค์”

ฟรองค์บอกผมว่า ทั้งชีวิตนี้เขาเคยขึ้นหอไอเฟลแค่สองครั้งเท่านั้น และเพื่อนชาวฝรั่งเศสของเขาหลายคนไม่เคยขึ้นหอไอเฟลเลยด้วยซ้ำ

ต้องยอมรับว่าผมแปลกใจพอสมควร เพราะหอไอเฟลคือ Landmark ที่คนทั้งโลกล้วนแล้วแต่ใฝ่ฝันที่จะได้มาเยือน แต่คนในเมืองนี้กลับไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นไปกับมันเลย

—–

คนปารีสไม่ขึ้นหอคอยไอเฟล คนฮ่องกงไม่เที่ยวนองปิง ส่วนผมก็ไม่ไหว้ศาลพระภูมิ

หรือเป็นเพราะว่า ยิ่งใกล้ ยิ่งไม่เห็นคุณค่า?

ยิ่งใกล้ยิ่งรู้สึกว่า ธรรมดา

ยิ่งใกล้ยิ่งเชื่อว่า จะทำเมื่อไหร่ก็ได้

คอนเซ็ปต์นี้อาจใช้ได้ไกลเกินกว่าสถานที่ท่องเที่ยวด้วยนะครับ

มันอาจจะใช้กับคนบางคนก็ได้ อาจจะเป็นพ่อแม่ หรือสามี-ภรรยา

เพราะคนที่อยู่ใกล้กับเรามากๆ บางทีเราก็ take for granted ซึ่งถ้าแปลเป็นไทยแบบไม่เพราะนักก็คือเราเห็นเขาเป็นของตาย

ในมุมกลับกัน หากอยากทบทวนว่า ชีวิตเราตอนนี้เรากำลังละเลยอะไรอยู่ ที่แรกที่ควรมองก็คือห้องนอนของตัวเอง โต๊ะทำงานของตัวเอง และความต้องการของตัวเอง

เพราะของบางอย่างมันอยู่กับเรามานาน และอยู่ใกล้กับเรามากจริงๆ

มากเสียจนจนเราหยุดมองเห็นมันไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้

 

—–

“Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” หนังสือเล่มแรกของผมวางแผงแล้วนะครับ หาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ และศูนย์หนังสือจุฬาครับ >> bit.ly/tgimannounce

TGIM_HardCopies

อย่าปล่อยให้สิ่งที่เราทำไม่ได้

20170501_whatyoucando

มาขัดขวางสิ่งที่เราทำได้

“Don’t let what you cannot do interfere with what you can do. ”
― John Wooden

เวลาเจอปัญหาที่ยากเกินแก้ไข ก่อนจะสิ้นหวังหรือนอนขดตัวอยู่แต่ในห้อง อาจต้องลองสำรวจดูก่อนว่าเราได้ทำทุกอย่างที่เราทำได้แล้วหรือยัง?

ที่ปัญหามันดูหนักหนาสาหัส อาจเป็นเพราะว่ามันสั่งสมมานานนับเดือนหรือแม้กระทั่งนานนับปี ดังนั้นจึงไม่มียาวิเศษที่จะแก้ปัญหาได้ชั่วข้ามคืนอยู่แล้ว

เหมือนดินที่พอกหางหมู ถ้าตั้งโจทย์ว่าจะทำให้หางหมูสะอาดหมดจด ก็รังแต่จะทำให้เรากดดันจนทำอะไรไม่ถูก แต่ถ้าแตกโจทย์ให้เล็กลง เช่นจะหลอกล่อให้หมูเดินไปแช่น้ำยังไง เราก็น่าจะพอเห็นหนทางบ้าง

และถึงแม้เราไม่อาจทำให้หางหมูตัวนี้กลับมาสะอาดได้จริงๆ

อย่างน้อยที่สุด ก็ป้องกันไม่ให้หมูตัวอื่นเจอชะตากรรมเดียวกันก็ยังดี


อ่านบทความใหม่ทุกวันที่เพจ Anontawong’s Musings: facebook.com/anontawongblog
อ่านบทความทั้งหมด anontawong.com/archives
ดาวน์โหลดหนังสือ “เกิดใหม่” anontawong.com/subscribe/

ไม่มีใครทำให้เรารู้สึกต่ำต้อยได้

20170304_inferior

นอกเสียจากเราจะเห็นชอบด้วย

“No one can make you feel inferior without your consent.”
― Eleanor Roosevelt

มนุษย์เป็นสัตว์ที่ชอบเปรียบเทียบ

เพราะการเปรียบเทียบอาจเป็นเครื่องมือเดียวที่เรามีในการตัดสินมูลค่าของอะไรบางอย่าง

ถามว่าบ้าน 60 ตารางวาควรจะราคาเท่าไหร่?

เราไม่มีทางตอบได้เลย จนกว่าจะรู้ว่าบ้าน 60 ตารางวาที่อยู่รอบๆ ราคาเท่าไหร่กันบ้าง

ถามว่าเราเรียนเก่งมั้ย? เราก็ตอบไม่ได้อีกจนกว่าเราจะทำข้อสอบและรู้ว่าเพื่อนๆ แต่ละคนสอบได้เท่าไหร่กันบ้าง

เราจึงถูกฝึกให้เปรียบเทียบมาตั้งแต่เด็กๆ

ถ้าเราต้องไปเปรียบเทียบกับคนที่ฐานะสูงดีกว่าเรา หรือหน้าตาดีกว่าเรา หรือแต่งตัวดีกว่าเรา หรือหุ่นดีกว่า หรือพูดจาฉะฉานกว่าเรา เราก็จะเริ่มรู้สึกไม่ปลอดภัย และเริ่มรู้สึกแย่กับตัวเอง

บางคนก็ใช้ความรู้สึกแย่นั้นเป็นแรงฮึดเพื่อที่จะปรับปรุงตัวเองขึ้นมา ซึ่งก็เป็นเรื่องดี แต่ก็อาจไม่ใช่คำตอบทั้งหมดหากเรายังไม่ยอมหยุดที่จะเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น

เศรษฐีคนหนึ่งรวยขนาดมีเครื่องบินส่วนตัว เขาภูมิใจในเครื่องบินลำนี้มากจนถึงวันที่เขาได้รู้จักเศรษฐีอีกคนที่มีเครื่องบินส่วนตัวลำใหญ่กว่าและหรูกว่าถึงหลายเท่า จากวันนั้นมาเศรษฐีคนนั้นก็ไม่สบอารมณ์กับเครื่องบินของเขาอีกต่อไป

ถ้าเรายังเปรียบเทียบตัวเองกับคนที่เหนือกว่า เราจะไม่มีวันพบความสุขสงบในจิตใจได้เลย เพราะเราจะเล่นเกมที่ตัวเองเป็นผู้แพ้เรื่อยไป

บางคนอาจจะเถียงว่า ถ้าเอาแต่พอใจกับสิ่งที่ตัวเองมีอยู่แล้ว ก็ไม่ต้องพัฒนากันพอดี

แต่นี่แหละคือความสนุกของชีวิต

สนุกที่จะหาให้เจอว่า ตรงไหนคือพอดี ตรงไหนคือน้อยไป และตรงไหนคือพยายามมากไป

“No one can make you feel inferior without your consent.”

ถ้าเรารู้จักตัวเองดีพอ และรู้ว่าอะไรคือพอดี ก็จะไม่มีใครทำให้เรารู้สึกต่ำต้อยได้อีกต่อไป


Facebook Page: Anontawong’s Musings
Previous articles: Archive

ถ้าสูบบุหรี่มวนเดียวแล้วเป็นมะเร็ง

20161204_onecigarette

เราก็คงไม่สูบบุหรี่

ถ้ากินเหล้าแก้วเดียวแล้วตับแข็ง เราก็คงเลิกกินเหล้า

ถ้ากินเค้กชิ้นเดียวแล้วอ้วน เราคงหักห้ามใจได้

ถ้าส่องเฟซบุ๊คครั้งเดียวแล้วโดนไล่ออก เราคงไม่เล่นเฟซบุ๊คเวลางาน

การที่คนเรายังคงนิสัยบางอย่างเอาไว้ ทั้งๆ ที่รู้อยู่แก่ใจว่ามันไม่ดี ก็เพราะว่าช่องว่างระหว่างการกระทำและผลลัพธ์มีมากเกินไป

สูบบุหรี่วันนี้ กว่าจะเป็นมะเร็งก็เกือบยี่สิบปีข้างหน้า กินเหล้าวันนี้ กว่าจะสุขภาพเสียก็อีกหลายสิบปี

เราก็เลยชะล่าใจ และบอกกับตัวเองว่าไม่เป็นไรหรอก

รู้ตัวอีกทีก็มักจะสายเกินไป

The trouble is – you think you have time
– Unknown

ถ้าเราทิ้งขยะลงแม่น้ำวันละหนึ่งชิ้น คงใช้เวลาซักพักกว่าแม่น้ำนั้นจะเน่า

แต่ถามว่าแม่น้ำนั้นเริ่มเน่าตอนเราทิ้งขยะชิ้นที่เท่าไหร่?

คำตอบคงไม่ใช่ชิ้นที่พันหรือชิ้นที่หมื่นหรอก

แม่น้ำมันเริ่มเน่าตั้งแต่เราทิ้งขยะชิ้นแรกแล้ว

ดังนั้น ถ้ามีนิสัยบางอย่างที่เราอยากเปลี่ยน หนึ่งในวิธีที่อาจจะช่วยได้ก็คือให้คิดในรูปแบบเดียวกับสูบบุหรี่มวนเดียวแล้วเป็นมะเร็ง หรือทิ้งขยะชิ้นเดียวแล้วแม่น้ำเน่านั่นแหละ

คิดถึงผลลัพธ์ที่แย่ที่สุดที่อาจจะเกิดขึ้น (worst case scenario) แล้วจินตนาการให้มันดู “จริง” และดู “ใกล้ตัว” ราวกับว่ามันจะเกิดขึ้นทันทีถ้าเรายังคงทำตัวแบบนี้

แล้วบางทีเราอาจจะมีแรงฮึดที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองครับ


เขียนบทความนี้หลังจากอ่านบทความของ Benjamin P. Hardy เรื่อง How to Make Immediate Behavior Changes

facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives
Download eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com