คนปารีสไม่ขึ้นหอไอเฟล

20170807_eiffel

หมู่บ้านจัดสรรแทบทุกหมู่บ้านจะมีศาลพระภูมิ

หมู่บ้านที่ผมอยู่ก็เช่นกัน แถมบ้านผมอยู่ติดกับศาลพระภูมิเลย มองจากเก้าอี้ที่ผมนั่งเขียนบล็อกตรงนี้ก็เห็น มองจากห้องนอนก็เห็น มองจากห้องนั่งเล่นชั้นล่างก็เห็น

เมื่อเช้าวันอาทิตย์ ตอนออกมาตากผ้าตรงระเบียงห้องนอน ผมเห็นผู้ชายใส่เสื้อสีขาวเอาธูปเทียนพวงมาลัยมาไหว้ศาลพระภูมินี้ด้วย แล้วผมก็อดตั้งคำถามกับตัวเองไม่ได้ว่า ผมไหว้ศาลพระภูมินี้ครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่

คำตอบคือ “จำไม่ได้แล้ว”

แสดงว่านานมาก

—–

สถานที่ท่องเที่ยวในฮ่องกงที่ผมชอบมากคือนองปิง ที่ต้องนั่งกระเช้าไป 20 นาที และเมื่อเดินไปสุดทางก็จะได้พบพระพุทธรูปองค์ใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่บนวัด ผมไปฮ่องกงทั้งสองครั้งก็แวะที่นี่ทั้งสองครั้ง

จิมมี่เป็นเพื่อนชาวฮ่องกงที่ผมรู้จักตอนเรียนม.ปลายที่นิวซีแลนด์ มันมาเมืองไทยบ่อยมาก น่าจะไม่ต่ำกว่า 10 ครั้งได้ ผมเคยถามจิมมี่ตอนมาเที่ยวเมืองไทยว่า ยูเคยไปเที่ยวนองปิงบ้างรึเปล่า ไอชอบนะ ไปมาสองรอบแล้ว

จิมมี่บอกว่ามันไม่เคยไป และมันไม่คิดจะไป เพราะนั่นมันสร้างเอาไว้สำหรับนักท่องเที่ยว

—–

ตอนที่ผมไปเที่ยวยุโรปเมื่อสองปีที่แล้ว ผมนัดเจอเพื่อนชาวฝรั่งเศสวัยสี่สิบปลายๆ นามว่า “ฟรองค์”

ฟรองค์บอกผมว่า ทั้งชีวิตนี้เขาเคยขึ้นหอไอเฟลแค่สองครั้งเท่านั้น และเพื่อนชาวฝรั่งเศสของเขาหลายคนไม่เคยขึ้นหอไอเฟลเลยด้วยซ้ำ

ต้องยอมรับว่าผมแปลกใจพอสมควร เพราะหอไอเฟลคือ Landmark ที่คนทั้งโลกล้วนแล้วแต่ใฝ่ฝันที่จะได้มาเยือน แต่คนในเมืองนี้กลับไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นไปกับมันเลย

—–

คนปารีสไม่ขึ้นหอคอยไอเฟล คนฮ่องกงไม่เที่ยวนองปิง ส่วนผมก็ไม่ไหว้ศาลพระภูมิ

หรือเป็นเพราะว่า ยิ่งใกล้ ยิ่งไม่เห็นคุณค่า?

ยิ่งใกล้ยิ่งรู้สึกว่า ธรรมดา

ยิ่งใกล้ยิ่งเชื่อว่า จะทำเมื่อไหร่ก็ได้

คอนเซ็ปต์นี้อาจใช้ได้ไกลเกินกว่าสถานที่ท่องเที่ยวด้วยนะครับ

มันอาจจะใช้กับคนบางคนก็ได้ อาจจะเป็นพ่อแม่ หรือสามี-ภรรยา

เพราะคนที่อยู่ใกล้กับเรามากๆ บางทีเราก็ take for granted ซึ่งถ้าแปลเป็นไทยแบบไม่เพราะนักก็คือเราเห็นเขาเป็นของตาย

ในมุมกลับกัน หากอยากทบทวนว่า ชีวิตเราตอนนี้เรากำลังละเลยอะไรอยู่ ที่แรกที่ควรมองก็คือห้องนอนของตัวเอง โต๊ะทำงานของตัวเอง และความต้องการของตัวเอง

เพราะของบางอย่างมันอยู่กับเรามานาน และอยู่ใกล้กับเรามากจริงๆ

มากเสียจนจนเราหยุดมองเห็นมันไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้

 

—–

“Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” หนังสือเล่มแรกของผมวางแผงแล้วนะครับ หาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ และศูนย์หนังสือจุฬาครับ >> bit.ly/tgimannounce

TGIM_HardCopies

อย่าปล่อยให้สิ่งที่เราทำไม่ได้

20170501_whatyoucando

มาขัดขวางสิ่งที่เราทำได้

“Don’t let what you cannot do interfere with what you can do. ”
― John Wooden

เวลาเจอปัญหาที่ยากเกินแก้ไข ก่อนจะสิ้นหวังหรือนอนขดตัวอยู่แต่ในห้อง อาจต้องลองสำรวจดูก่อนว่าเราได้ทำทุกอย่างที่เราทำได้แล้วหรือยัง?

ที่ปัญหามันดูหนักหนาสาหัส อาจเป็นเพราะว่ามันสั่งสมมานานนับเดือนหรือแม้กระทั่งนานนับปี ดังนั้นจึงไม่มียาวิเศษที่จะแก้ปัญหาได้ชั่วข้ามคืนอยู่แล้ว

เหมือนดินที่พอกหางหมู ถ้าตั้งโจทย์ว่าจะทำให้หางหมูสะอาดหมดจด ก็รังแต่จะทำให้เรากดดันจนทำอะไรไม่ถูก แต่ถ้าแตกโจทย์ให้เล็กลง เช่นจะหลอกล่อให้หมูเดินไปแช่น้ำยังไง เราก็น่าจะพอเห็นหนทางบ้าง

และถึงแม้เราไม่อาจทำให้หางหมูตัวนี้กลับมาสะอาดได้จริงๆ

อย่างน้อยที่สุด ก็ป้องกันไม่ให้หมูตัวอื่นเจอชะตากรรมเดียวกันก็ยังดี


อ่านบทความใหม่ทุกวันที่เพจ Anontawong’s Musings: facebook.com/anontawongblog
อ่านบทความทั้งหมด anontawong.com/archives
ดาวน์โหลดหนังสือ “เกิดใหม่” anontawong.com/subscribe/

ไม่มีใครทำให้เรารู้สึกต่ำต้อยได้

20170304_inferior

นอกเสียจากเราจะเห็นชอบด้วย

“No one can make you feel inferior without your consent.”
― Eleanor Roosevelt

มนุษย์เป็นสัตว์ที่ชอบเปรียบเทียบ

เพราะการเปรียบเทียบอาจเป็นเครื่องมือเดียวที่เรามีในการตัดสินมูลค่าของอะไรบางอย่าง

ถามว่าบ้าน 60 ตารางวาควรจะราคาเท่าไหร่?

เราไม่มีทางตอบได้เลย จนกว่าจะรู้ว่าบ้าน 60 ตารางวาที่อยู่รอบๆ ราคาเท่าไหร่กันบ้าง

ถามว่าเราเรียนเก่งมั้ย? เราก็ตอบไม่ได้อีกจนกว่าเราจะทำข้อสอบและรู้ว่าเพื่อนๆ แต่ละคนสอบได้เท่าไหร่กันบ้าง

เราจึงถูกฝึกให้เปรียบเทียบมาตั้งแต่เด็กๆ

ถ้าเราต้องไปเปรียบเทียบกับคนที่ฐานะสูงดีกว่าเรา หรือหน้าตาดีกว่าเรา หรือแต่งตัวดีกว่าเรา หรือหุ่นดีกว่า หรือพูดจาฉะฉานกว่าเรา เราก็จะเริ่มรู้สึกไม่ปลอดภัย และเริ่มรู้สึกแย่กับตัวเอง

บางคนก็ใช้ความรู้สึกแย่นั้นเป็นแรงฮึดเพื่อที่จะปรับปรุงตัวเองขึ้นมา ซึ่งก็เป็นเรื่องดี แต่ก็อาจไม่ใช่คำตอบทั้งหมดหากเรายังไม่ยอมหยุดที่จะเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น

เศรษฐีคนหนึ่งรวยขนาดมีเครื่องบินส่วนตัว เขาภูมิใจในเครื่องบินลำนี้มากจนถึงวันที่เขาได้รู้จักเศรษฐีอีกคนที่มีเครื่องบินส่วนตัวลำใหญ่กว่าและหรูกว่าถึงหลายเท่า จากวันนั้นมาเศรษฐีคนนั้นก็ไม่สบอารมณ์กับเครื่องบินของเขาอีกต่อไป

ถ้าเรายังเปรียบเทียบตัวเองกับคนที่เหนือกว่า เราจะไม่มีวันพบความสุขสงบในจิตใจได้เลย เพราะเราจะเล่นเกมที่ตัวเองเป็นผู้แพ้เรื่อยไป

บางคนอาจจะเถียงว่า ถ้าเอาแต่พอใจกับสิ่งที่ตัวเองมีอยู่แล้ว ก็ไม่ต้องพัฒนากันพอดี

แต่นี่แหละคือความสนุกของชีวิต

สนุกที่จะหาให้เจอว่า ตรงไหนคือพอดี ตรงไหนคือน้อยไป และตรงไหนคือพยายามมากไป

“No one can make you feel inferior without your consent.”

ถ้าเรารู้จักตัวเองดีพอ และรู้ว่าอะไรคือพอดี ก็จะไม่มีใครทำให้เรารู้สึกต่ำต้อยได้อีกต่อไป


Facebook Page: Anontawong’s Musings
Previous articles: Archive

ถ้าสูบบุหรี่มวนเดียวแล้วเป็นมะเร็ง

20161204_onecigarette

เราก็คงไม่สูบบุหรี่

ถ้ากินเหล้าแก้วเดียวแล้วตับแข็ง เราก็คงเลิกกินเหล้า

ถ้ากินเค้กชิ้นเดียวแล้วอ้วน เราคงหักห้ามใจได้

ถ้าส่องเฟซบุ๊คครั้งเดียวแล้วโดนไล่ออก เราคงไม่เล่นเฟซบุ๊คเวลางาน

การที่คนเรายังคงนิสัยบางอย่างเอาไว้ ทั้งๆ ที่รู้อยู่แก่ใจว่ามันไม่ดี ก็เพราะว่าช่องว่างระหว่างการกระทำและผลลัพธ์มีมากเกินไป

สูบบุหรี่วันนี้ กว่าจะเป็นมะเร็งก็เกือบยี่สิบปีข้างหน้า กินเหล้าวันนี้ กว่าจะสุขภาพเสียก็อีกหลายสิบปี

เราก็เลยชะล่าใจ และบอกกับตัวเองว่าไม่เป็นไรหรอก

รู้ตัวอีกทีก็มักจะสายเกินไป

The trouble is – you think you have time
– Unknown

ถ้าเราทิ้งขยะลงแม่น้ำวันละหนึ่งชิ้น คงใช้เวลาซักพักกว่าแม่น้ำนั้นจะเน่า

แต่ถามว่าแม่น้ำนั้นเริ่มเน่าตอนเราทิ้งขยะชิ้นที่เท่าไหร่?

คำตอบคงไม่ใช่ชิ้นที่พันหรือชิ้นที่หมื่นหรอก

แม่น้ำมันเริ่มเน่าตั้งแต่เราทิ้งขยะชิ้นแรกแล้ว

ดังนั้น ถ้ามีนิสัยบางอย่างที่เราอยากเปลี่ยน หนึ่งในวิธีที่อาจจะช่วยได้ก็คือให้คิดในรูปแบบเดียวกับสูบบุหรี่มวนเดียวแล้วเป็นมะเร็ง หรือทิ้งขยะชิ้นเดียวแล้วแม่น้ำเน่านั่นแหละ

คิดถึงผลลัพธ์ที่แย่ที่สุดที่อาจจะเกิดขึ้น (worst case scenario) แล้วจินตนาการให้มันดู “จริง” และดู “ใกล้ตัว” ราวกับว่ามันจะเกิดขึ้นทันทีถ้าเรายังคงทำตัวแบบนี้

แล้วบางทีเราอาจจะมีแรงฮึดที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองครับ


เขียนบทความนี้หลังจากอ่านบทความของ Benjamin P. Hardy เรื่อง How to Make Immediate Behavior Changes

facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives
Download eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ปัญหา

20161101_problem

ปัญหาอยู่ที่มุมมองที่เรามีต่อปัญหาต่างหาก

“The problem is not the problem; the problem is your attitude about the problem.”

– Captain Jack Sparrow

ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในโลกล้วนเป็นเพียง “สถานการณ์”

มนุษย์เราต่างหากที่เป็นคนนิยามว่าสถานการณ์ใดสถานการณ์หนึ่งเป็นปัญหา

เมื่อตัดสินว่าเรื่องๆ หนึ่งเป็นปัญหาแล้ว ก็ต้องมาดูต่อว่าปัญหานั้นแก้ได้หรือไม่ได้

ถ้าเป็นปัญหาที่แก้ได้ เราก็ไม่จำเป็นต้องกังวลกับมันให้มากเกินเหตุ

แต่ถ้าเรารู็แล้วว่านี่คือปัญหาที่แก้ไม่ได้ จริงๆ แล้วมันก็มีค่าเท่ากับว่าเราได้แก้ไปเรียบร้อยแล้ว เพราะสิ่งเดียวที่เราทำได้คือวางมันลง แล้วเอาเวลาไปทำอย่างอื่น


facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives
Download eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจากPexels.com

ใช้กรรมด้วยความสนุก

20160923_joeyboy

ผมคิดว่าตัวเองอยู่ตรงนี้เพื่อใช้กรรมให้มันสนุกที่สุด เคยนั่งคิดนะว่ามนุษย์เกิดมาใช้กรรม แถมเป็นสัตว์ขี้เบื่อ มนุษย์ก็เลยเบื่อกรรมที่ตัวเองต้องผจญอยู่ทุกวัน เลยเสาะแสวงหากรรมใหม่ๆ ไปเรื่อยๆ แล้วก็เรียกมันว่าความสุขเท่านั้นเอง แค่เข้าใจสิ่งต่างๆ แล้วก็ทำไป

– อภิสิทธิ์ โอภาสเอี่ยมลิขิต
a day BULLETIN issue 426: 19-25 September 2016
สัมภาษณ์: วรรณวนัช ท้วมสมบูรณ์, ปริญญา ก้อนรัมย์
ถ่ายภาพ: ภาสกร ธวัชธาตรี
สไตลิสต์: Hotcake


ถ้าใครได้ดู The Voice Thailand สัปดาห์ที่แล้ว อาจจะถึงกับอึ้งที่เห็นพี่ก้องขึ้นไปโซโล่กีตาร์ขั้นเทพเพลง Black in Black

มาสัปดาห์นี้ผมก็ได้อึ้งกับโค้ชอีกคนหนึ่งคือพี่โจอี้บอย ที่มาให้สัมภาษณ์ลง a day BULLETIN

อึ้งเพราะได้เห็นมุมมองเกี่ยวกับธรรมะที่ลึกซึ้งมาก ซึ่งขัดกับภาพลักษณ์ของพี่เขาไม่น้อย

ผมคิดว่าตัวเองอยู่ตรงนี้เพื่อใช้กรรมให้มันสนุกที่สุด

เป็นการตีความธรรมะในรูปแบบที่ผมไม่เคยเจอมาก่อน

แต่จริงๆ แล้วมันก็คือแก่นเดียวกับที่พระท่านสอน ว่าถ้าหากมีความทุกข์ จงใช้ความทุกข์นั้นให้เป็นประโยชน์สำหรับการภาวนา

แต่ภาษาพี่โจอี้น่าจะเข้าถึงคนรุ่นใหม่ได้ดีกว่า

คือในเมื่อเราเกิดมาแล้ว และต้องมาเจอกับผลลัพธ์ (วิบาก) ของการกระทำของเราในอดีต (กรรม) แทนที่จะไปตีโพยตีพายว่าโลกนี้มันไม่แฟร์ สู้สนุกกับมันไปเลยไม่ดีกว่าหรือ?

เพราะเวลาของเรามีน้อย และพลังงานของเราก็มีจำกัด จึงไม่ควรสูญเสียมันไปกับการฟูมฟายหรือกระวนกระวายใจ

เพราะสุดท้ายแล้ว ทุกอย่างจะโอเคเสมอครับ


ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก a day BULLETIN issue 426: 19-25 September 2016

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

วันแย่ๆ ของเรา

20160920_baddays

อาจเป็นชีวิตในฝันของใครอีกหลายคน

There are people who would love to have your bad days

– Unknown

เรามักหลงลืมว่าเราโชคดีแค่ไหนที่ได้เกิดมาในยุคนี้เมืองนี้

ตื่นมาบนเตียงนุ่มๆ เปิดก๊อกน้ำก็ไหล ออกจากบ้านไปหน่อยเดียวก็มีรถมอเตอร์ไซค์มารับ ได้นั่งทำงานห้องเย็นๆ สิ้นเดือนก็รับเงินชิลล์ๆ

พอเราเคยชินกับสิ่งดีๆ เราก็เลยกลายมาเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการนั่งนับสิ่งที่ไม่ได้ดั่งใจเรา

อาหารไม่อร่อย นายด่า งานเยอะ เน็ตช้า ฯลฯ

ทุกครั้งที่เจอสถานการณ์ไม่เป็นใจ เราควรจะระลึกไว้ว่า มีคนรอคอยจะโอกาสได้มาอยู่จุดเดียวกับเรา

เพราะยังมีคนอีกมากมายที่ไม่มีข้าวกิน ไม่มีงานทำ ไม่มีเน็ตใช้

There are people who would love to have your bad days

วันแย่ๆ ของเรา คือความฝันของใครอีกหลายคนครับ


อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อย่างนี้ก็ได้ด้วยเหรอ(วะ?)

20160906_possible

ประโยคนี้ ผมได้มาจากการดูดีวีดีคอนเสิร์ต Bodyslam ที่ตูนพูดถึงพี่ป๊อด โมเดิร์นด๊อก

ตูนบอกว่าพี่ป๊อดเป็นไอดอลของเขา เป็นคนเปิดโลกทัศน์ของการเป็นนักร้อง

สมัยเรียนหนังสือ ตูนได้ดูพี่ป๊อดออกคอนเสิร์ตแล้วลงไปชักดิ้นชักงอยู่กลางเวที ตูนก็อุทานกับตัวเองว่า “อย่างนี้ก็ได้ด้วยเหรอ(วะ?)”

หรือบางครั้ง ป๊อดร้องเพลงอยู่ดีๆ ก็กระโดดขึ้นไปปีนเสาไฟ ตูนก็ถามตัวเองว่า “อย่างนี้ก็ได้ด้วยเหรอ(วะ?)”

ที่ประโยคนี้ติดอยู่ในใจผมมานาน เพราะผมรู้สึกว่า มันช่วยเตือนสติเราดี

ว่าเราอาจกำลังติดอยู่ในกรอบที่เราเองไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีอยู่

บางครั้ง สิ่งที่เราต้องการ ก็แค่ใครบางคนมาโชว์ให้เห็นว่า เฮ้ย มันทำอย่างนี้ก็ได้นี่หว่า ที่ผ่านมาเราคิดไปเองว่าทำไม่ได้ เพราะเราได้ตั้งสมมติฐานที่ปิดกั้นความเป็นไปได้นั้นโดยไม่รู้ตัว

ขอยกตัวอย่างที่ผมพอจะคิดออก

ถ้าเข้าใจไม่ผิด ในโลกอินเตอร์เน็ตก่อนปี 2009 นั้น วิธีการเดียวที่เราจะมีส่วนร่วมกับเนื้อหาในแต่ละหน้าได้ คือการกดปุ่ม Comment แล้วเขียนอะไรลงไป

แม้กระทั่งเฟซบุ๊คเองก็เป็นเช่นนั้น คือถ้าใครอยากจะแสดงความชอบใจในรูปของเพื่อน ก็ต้องเข้าไปคอมเม้นท์ด้วยถ้อยคำ

จนกระทั่งวันที่ 9 กุมภาพันธ์ปี 2009 เฟซบุ๊คก็เปิดตัวปุ่ม Like 

และโลกอินเตอร์เน็ตก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เพราะนั่นเป็นครั้งแรกที่เราสามารถแสดงความเห็นได้โดยไม่ต้องแตะคีย์บอร์ด

ซึ่งก็ทำให้อดสงสัยไม่ได้ว่า ทำไมปุ่ม Like ถึงไม่มีใครคิดทำมาก่อนหน้านี้ ทั้งๆ ที่อินเตอร์เน็ตก็มีคนใช้เป็นพันล้านคนมาตั้งแต่ก่อนปี 2009 แล้ว


อีกตัวอย่างหนึ่ง ที่ทำให้เกิดคำอุทานในใจว่า “อย่างนี้ก็ได้ด้วยเหรอ(วะ?)” ก็คือโปรแกรมที่เราใช้ทุกวันอย่าง Microsoft Office

พวก Tips & Tricks บางอย่างที่ทำให้เราทำงานง่ายขึ้น แต่ก่อนหน้านั้นไม่เคยคิดแม้แต่จะหา เพราะไม่เคยตั้งคำถามด้วยซ้ำว่ามันทำได้หรือเปล่า

ยกตัวอย่างเช่น ถ้ามีคนส่งไฟล์พาวเวอร์พ้อยท์มาให้คุณ แล้วคุณถูกใจรูปบางรูปในนั้น คุณจะทำยังไง?

ถ้าวิธีบ้านๆ หน่อยก็คือกดปุ่ม PrintScrn แล้วแปะลงใน Paint จากนั้นก็ครอปรูปแล้วค่อยเซฟไฟล์อีกที

แต่ถ้ามีรูปที่อยากได้หลายรูป เราต้องมานั่งทำทีละรูปเหรอ?

มันมีวิธีที่ง่ายกว่านั้นมาก คือตั้งนามสกุลใหม่จาก .pptx ให้เป็น .zip

เช่นไฟล์ชื่อว่า Anontawong.pptx ก็ให้แก้เป็น Anontawong.zip

แล้วพอคลิ้กเข้าในซิปไฟล์และเข้าโฟลเดอร์ ppt\media ก็จะเจอรูปภาพและวีดีโอทั้งหมด

อีกทริคหนึ่งใน Powerpoint ที่ผมชอบมาก คือเวลาที่เราพรีเซ้นต์เสร็จแล้ว และยังต้องคุยกันต่อ และไม่อยากให้จอโชว์สไลด์ แต่ก็ไม่อยากปิดโปรเจ็คเตอร์

วิธีที่ง่ายที่สุดคือให้กดปุ่ม b บนแป้นคีย์บอร์ด ซึ่งจะทำให้จอเป็นสีดำ (black) ทันที

หรือถ้าอยากให้จอขาว ก็แค่กดปุ่ม w ที่มาจากคำว่า white นั่นเอง (ต้องกดตอนที่อยู่ในโหมด slide show นะครับ)


ตัวอย่างที่ผมยกมาวันนี้อาจจะดูหลากหลายไปนิดนึง แต่ก็น่าจะช่วยให้เห็นภาพว่า เรามีกรอบที่มองไม่เห็นอยู่มากมาย

และเมื่อใดก็ตามที่เราติดปัญหาอะไร ให้คิดเผื่อไว้ก่อนเลยว่า ใครบางคนก็เคยเจอปัญหานี้ และหาทางแก้ให้เราไว้เรียบร้อยแล้ว

เราจะได้ใช้ Google ให้เป็นประโยชน์ ซึ่งก็อาจจะทำให้เราเจอทางออกที่ทำให้เราต้องอุทานว่า

“อย่างนี้ก็ได้ด้วยเหรอ(วะ?)”


ขอบคุณข้อมูลจาก Quora: What’s the history of the Awesome Button (that eventually became the Like button) on Facebook? 

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

ประโยคปฏิเสธคือประโยคคำถาม

20160828_no

“Learn to take no as a question.”

– Alan M. Webber

เราทุกคนเกิดมาเป็นนักขายโดยหลีกเลี่ยงไม่ได้

แม้จะไม่เคยขายของ แต่เราก็ต้องเคยขายตัวเองเพื่อให้บริษัทรับเข้าทำงาน หรือเพื่อให้สาวที่เราสนใจยอมให้เบอร์

เมื่อทุกคนเคยเป็นนักขาย เราทุกคนย่อมต้องเคยเจอการการปฏิเสธ

ไม่ว่าจะขายของแล้วเขาไม่สนใจ

หรือส่งเรซูเม่ไปแล้วเขาไม่ติดต่อมา

หรือขอเบอร์สาวแล้วเขาไม่ให้

พอเราเจอการปฏิเสธ เราก็จะรู้สึกหงุดหงิด รู้สึกเสียหน้า รู้สึกอยากทักท้วงหรือตามตื๊อ

แต่เราสามารถรู้สึกอีกอย่างหนึ่งได้

คือรู้สึกอยากเรียนรู้เหตุผลของการปฏิเสธนั้น

การที่เขาปฏิเสธ แสดงว่าเขาอาจยังมีข้อมูลไม่ครบ เลยยังไม่กล้าตัดสินใจ

แทนที่จะมองคำปฏิเสธนั้นเป็น “สถานะถาวร” เราควรจะมองการปฏิเสธเป็นเพียง “สถานะชั่วคราว”

เพราะใจคนเราเปลี่ยนได้เสมอ

ถ้าเป็นไปได้ ลองถามคนที่ปฏิเสธเราดูว่า ที่เขา say no เพราะว่าอะไร

เขาอาจจะคิดว่าสินค้าของเราแพงไป

เขาอาจจะคิดว่าเราประสบการณ์ของเราไม่ตรง

หรือเขาอาจจะคิดว่าเรายังทำตัวไม่น่าไว้ใจ

เมื่อได้เรียนรู้แล้วว่าข้อขัดข้องของเขาคือเรื่องอะไร เราจะได้ไปทำการบ้านมาใหม่

และแม้ว่าทำการบ้านมาแล้ว กลับมาขายคนเดิมและได้รับคำตอบว่า No เหมือนเดิม แต่การเรียนรู้นี้ย่อมไม่สูญเปล่า เพราะเราจะมีความพร้อมมากขึ้นเมื่อเราต้องไปขายกับคนอื่นๆ

“Learn to take no as question.”

คำปฏิเสธก็เหมือนใจคนที่ยังโดนล็อคอยู่

หน้าที่ของเราคือหากุญแจมาไขล็อคนั้น

ในประโยคปฏิเสธสั้นๆ ว่า “No” นั้น มีประโยคคำถามอยู่ในใจคนพูดเสมอ

ลองหาให้เจอว่าคำถามของเขาคืออะไร

เราจะได้หากุญแจให้ถูกดอกครับ


อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

ปัญหาหรือโจทย์

20160709_problem

เมื่อเดือนมิถุนายนผมได้ไปร่วมงาน 50 ปี Leo Burnett ประเทศไทยที่โรงละครสยามพิฆเนศ

นอกจากจะได้ย้อนดูโฆษณาที่ดีที่สุดห้าสิบเรื่องจาก Leo Burnett แล้ว เรายังได้ฟังศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบันขึ้นเวทีมาแบ่งปันความคิดในหัวข้อเรื่อง “ปัญหาพาคุณไปเจอ solution อะไร”

หนึ่งในศิษย์เก่าที่จะขึ้นเวทีด้วยคือนิ้วกลมครับ (ก่อนจะมาเป็นนิ้วกลม คุณเอ๋ สราวุธ  เฮ้งสวัสดิ์ เคยทำงานที่ลีโอเบอร์เน็ทมาก่อน)

แต่น่าเสียดายที่นิ้วกลมมาไม่ได้เพราะติดภารกิจอยู่ที่นิวยอร์ค

นิ้วกลมเลยแก้ปัญหาด้วยการส่งข้อความมาเป็นสไลด์ฉายลงจอให้แขกอ่านตามกันอย่างเงียบๆ

เนื้อหาสาระของข้อความจากนิ้วกลมก็คือ แทนที่จะมองสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็น “ปัญหา” ให้มองว่ามันเป็น “โจทย์” แทน

คำว่า Problem จะแปลว่าปัญหาก็ได้ จะแปลว่าโจทย์ก็ได้

แต่คำสองคำนี้ให้อารมณ์ที่ต่างกัน

 

—–

ทำไมความรู้สึกที่เรามีต่อคำว่า “ปัญหา” จึงต่างจากความรู้สึกต่อคำว่า “โจทย์”?

ผมคิดได้สองประเด็น

ประเด็นแรกคือเรามองว่าปัญหาเป็นสิ่งแปลกปลอม

ชีวิตราบรื่นอยู่ดีๆ พอมีปัญหาเข้ามา อะไรๆ มันก็ขลุกขลัก

เราจึงไม่ชอบปัญหาเพราะมันทำให้เรื่องราวยุ่งยากขึ้น

แต่กับโจทย์เราไม่ได้รู้สึกว่ามันเป็นสิ่งแปลกปลอม

เพราะเราแก้โจทย์มานับไม่ถ้วนตั้งแต่สมัยเรียนหนังสือแล้ว

ข้อสอบหนึ่งชุด มีโจทย์ตั้ง 100 ข้อ และเราเองก็พยายามจะแก้ทั้ง 100 ข้อนั่นแหละ

แต่เราก็ไม่ได้คาดหวังว่าจะต้องทำถูกทั้ง 100 ข้อซะหน่อย

เราก็ควรมองปัญหาทั้งหลายที่เข้ามาในชีวิตอย่างนั้นเหมือนกัน

ไม่จำเป็นต้องตอบถูกหมดทุกข้อหรอก แค่ได้ 80 ข้อก็ได้ A แล้ว

หรือแค่แก้ถูกแค่ครึ่งหนึ่งก็ถือว่าสอบผ่านแล้ว


อีกเหตุลหนึ่งที่ทำให้เรามองปัญหาต่างจากโจทยก็คือ เมื่อไหร่ก็ตามที่เรามองว่าอะไรเป็นปัญหา เราจะต่อท้ายคำว่า “ของเรา” ไปโดยอัตโนมัติ

เมื่อเป็น “ปัญหาของเรา” เราก็เลยหลงคิดไปว่า ปัญหาคือเรา/เรามีปัญหา เราจึงรู้สึกเดือดเนื้อร้อนใจ ไม่ชอบ รำคาญ และอยากหนีไปให้ไกลๆ

แต่พอเรามองมันเป็นโจทย์ เราจะไม่มีคำว่า “ของเรา” ต่อท้าย

เพราะโจทย์นั้นเป็นเพียงคำถามหนึ่งที่อยู่ในการบ้านจากคุณครูที่ชื่อว่าชีวิต

โจทย์ กับ ตัวเรา จึงเป็นคนละส่วนกัน เราจึงไม่รู้สึกเดือดร้อนไปกับมันมากนัก

เมื่อใจไม่ขุ่น เราก็ย่อมมีสติและแก้โจทย์นี้ได้อย่างเป็นกลางมากขึ้น

จากนี้ไป ไม่ว่าเจอ “ปัญหา” อะไรก็ตาม ลองเปลี่ยนไปใช้คำว่า “โจทย์” แทนดูนะครับ

ผมเชื่อว่าจะช่วยได้ครับ


อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com