มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่อยากสรรหาคำอธิบายให้ทุกอย่าง

20200802

เราจึงมีคำถามที่เป็นต้นกำเนิดของศาสนาอย่าง “เรามาจากไหน ใครเป็นคนสร้างเรา”

หรือถามคำถามที่ปฏิวัติความเข้าใจในธรรมชาติอย่าง “ลูกแอปเปิ้ลมันตกลงมาได้อย่างไร”

หรือแม้กระทั่งคิดวกวนกับคำถามที่ไม่มีคำตอบอย่าง “ทำไมเขาเป็นคนแบบนี้”

บางคำถามนำไปสู่คำตอบที่เราพอใจ บางคำถามก็นำไปสู่คำตอบที่เราไม่พอใจ

คำถามอย่าง “เรามาจากไหน” หรือถ้าให้ลึกไปกว่านั้นคือจักรวาลและทุกสรรพสิ่งมาจากไหน พระพุทธเจ้าบอกว่าเป็นคำถามอจินไตย คิดไปก็เปล่าประโยชน์

ท่านบอกว่าชีวิตเราเหมือนคนที่เพิ่งถูกยิงด้วยลูกธนู แทนที่จะหาว่าใครเป็นคนยิงธนูใส่เรา เราควรจะเอาเวลาไปเร่งหาวิธีรักษาบาดแผลมากกว่า

ในขณะที่ศาสนาที่เชื่อในพระเจ้าองค์เดียวอย่างศาสนาคริสต์ ก็จะอธิบายว่าพระเจ้าเป็นผู้ให้กำเนิดเรา แต่คนที่ไม่นับถือพระเจ้าที่เรียกตัวเองว่า atheist ก็จะถามต่ออีกว่าแล้วใครกันที่สร้างพระเจ้า

ส่วนนักวิทยาศาสตร์ที่อธิบายจักรวาลเกิดจาก Big Bang คนก็จะถามต่ออีกว่าแล้วก่อนมี Big Bang นั้นคืออะไร ต้นกำเนิดของ Big Bang มาจากไหน

อย่างที่บอกครับ บางคำถามก็นำไปสู่คำตอบที่เราพอใจ บางคำถามนำไปสู่คำตอบที่เราไม่พอใจ แล้วแต่ว่าเราเลือกจะพอใจกับคำตอบแบบไหน

แล้วถ้าคำถามนั้นมันสำคัญกับเรา เราจะทำอย่างไร

ทางเลือกก็มี 3 ทาง

หนึ่งคืออย่าหยุดค้นหาคำตอบ บางคนใช้เวลาหลายปี หลายสิบปี หรือแม้กระทั่งทั้งชีวิต เพื่อจะหาคำตอบที่ตัวเองพอใจ อย่างเช่นไอน์สไตน์ที่พยายามสร้าง Unified field theory จวบจนวาระสุดท้าย

สอง คือหัดพอใจกับคำตอบที่เราได้มา มันอาจจะไม่ถูกต้องที่สุด แต่เราพอใจที่สุดก็เพียงพอแล้ว

ส่วนทางที่สาม คือการบอกตัวเองว่าเราไม่จำเป็นต้องอธิบายทุกเรื่องก็ได้

หากเราละวางความต้องการของมนุษย์ที่จะอธิบายทุกเรื่องลงได้ เราก็จะลดคำถามลงจนเหลือแต่คำถามที่ควรค่าแก่การค้นหาคำตอบจริงๆ ครับ

—–

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการลดทอนสิ่งที่ไม่ใช่ออกไปจากชีวิต มีวางขายที่นายอินทร์ ซีเอ็ด B2S และ Kinokuniya แล้วนะครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ bit.ly/eitrreportingengineer

ใครเห็นความโง่ คนนั้นเห็นโอกาส

20190520_stupidity

ใครที่เห็นความโง่ของตัวเอง เขาย่อมเห็นโอกาสที่จะเป็นคนที่ฉลาดและดีกว่านี้

ใครที่เห็นความโง่ของผลิตภัณฑ์หรือบริการที่มีอยู่ เขาย่อมเห็นโอกาสในการทำธุรกิจ

ใครที่เห็นความโง่ของคนอื่น เขาย่อมเห็นโอกาสที่จะสร้างสังคมที่น่าอยู่กว่าเดิม

ดังนั้น เมื่อพบกับความโง่ทั้งในตัวเองและในตัวคนอื่น อย่ามัวแต่เสียเวลาหงุดหงิดอยู่เลยนะครับ

โอกาสมารออยู่ตรงหน้าคุณแล้ว

อีกหนึ่งปีเรื่องนี้ก็ไม่สำคัญแล้ว

20181001_oneyear

เรื่องใดก็ตามที่กำลังสร้างความปวดหัวกับเราอยู่ ขอให้อย่าลืมถามคำถามนี้

ว่าอีกหนึ่งปี – หรืออีกสิบปี – เรื่องนี้มันจะยังสำคัญกับเราแค่ไหน

คงมีบางเรื่องที่จะส่งผลกระทบได้ยาวนาน แต่นั่นอาจเป็นเพียง 1% ของเรื่องที่ทำให้เราหงุดหงิดในแต่ละวัน

ไม่ได้บอกว่าไม่ต้องให้ความสำคัญกับปัญหานะครับ ปัญหามีก็ต้องแก้กันไป เพียงแต่ถ้าเรามองให้ออกว่ามันไม่ใช่เรื่องใหญ่ เราก็จะแก้ปัญหาด้วยความมีสติมากขึ้น และสิ้นเปลืองพลังงานไปกับการหัวเสียน้อยลง

เพราะเรื่องที่สำคัญจริงๆ มีไม่กี่เรื่อง เราจึงไม่จำเป็นต้องจริงจังกับทุกเรื่องในชีวิตครับ

เทพธรรมดา

20180324_thep

คอบอลทั้งหลายน่าจะรู้จักเวย์น รูนี่ย์

เมื่อ 15 ปีที่แล้ว เขาเป็นดาวจรัสแสงของวงการฟุตบอล ถูกแมนยูซื้อตัวจากเอฟเวอร์ตันด้วยราคา 13 ล้านปอนด์ และทำสถิติเป็นนักเตะอายุน้อยที่สุดที่ติดทีมชาติอังกฤษ

ในช่วงนั้น ผมเคยอ่านหนังสือพิมพ์เจอว่ารูนี่ย์สอบข้อเขียนใบขับขี่ไม่ผ่านหลายรอบ

เรื่องง่ายๆ สำหรับคนทั่วไปกลับกลายเป็นเรื่องยากๆ สำหรับอัจฉริยะทางกีฬาอย่างรูนี่ย์

—–

ในช่วงเวลาเดียวกับที่โลกได้รู้จักกับเวย์น รูนี่ย์ คนไทยก็ได้รู้จักกับเด็กไทยคนหนึ่งที่ชื่อแบ๊งค์ งามอรุณโชติ

ช่วงนั้นแบ๊งค์เรียนอยู่ม.ปลาย แต่มุมมองและความรู้ด้านเศรษฐกิจและสังคมนั้นก้าวหน้ากว่าผู้ใหญ่หลายๆ คน แบ๊งค์ดังมากจนได้รับเชิญไปออกรายการทีวีของคุณสรยุทธ์ สุทัศนจินดาหลายครั้ง

ครั้งหนึ่งผมมีโอกาสได้เจอแบ๊งค์ตัวเป็นๆ นึกว่าน้องจะชวนคุยเรื่องพลวัตรทางสังคมหรืออะไรเทือกนั้น แต่แบ๊งค์กลับพูดถึงเรื่องเดินสยามกับแฟนและหนังตลกไทยที่เขาเพิ่งไปดูมา

—–

เท่าที่ผมได้สัมผัสกับ “เทพ” หลายคน ไม่ว่าจะเป็น CEO ของ Startup ชื่อดัง, นักเขียนที่มีคนติดตามเป็นแสน, อดีตส.ว., จนกระทั่งอดีตนายกรัฐมนตรี
สิ่งที่ทำให้ผมแปลกใจทุกครั้งก็คือความเป็นคนธรรมดาของเขา

มีเรื่องที่กลุ้มใจ มีวันที่เบื่อหน่าย มีสิ่งที่ไม่รู้และไม่เก่งเอาเสียเลย

แต่อาจจะเพราะเราเคยเห็นเขาในทีวี เห็นเขาบนเวที เห็นเขาบนปกหนังสือ ภาพของเขาในหัวของเราจึงดูเลิศหรูเกินจริง

ทั้งที่เมื่อเขาเดินลงจากเวทีและถอดหัวโขนออก ก็กลายเป็นเพียงคนธรรมดา คนที่ไม่สมบูรณ์แบบคนหนึ่ง

ในทางกลับกัน คนธรรมดาๆ อย่างเราก็กลายเป็นเทพได้

เพียงหาจุดแข็งให้เจอ และพัฒนามันขึ้นมาจนสร้างประโยชน์ให้กับคนจำนวนมากได้

วันนั้นเราก็อาจกลายเป็นเทพในสายตาคนทั่วไป ทั้งๆ ที่ในใจยังรู้สึกว่าเป็นคนธรรมดาเหมือนเดิม

คนปารีสไม่ขึ้นหอไอเฟล

20170807_eiffel

หมู่บ้านจัดสรรแทบทุกหมู่บ้านจะมีศาลพระภูมิ

หมู่บ้านที่ผมอยู่ก็เช่นกัน แถมบ้านผมอยู่ติดกับศาลพระภูมิเลย มองจากเก้าอี้ที่ผมนั่งเขียนบล็อกตรงนี้ก็เห็น มองจากห้องนอนก็เห็น มองจากห้องนั่งเล่นชั้นล่างก็เห็น

เมื่อเช้าวันอาทิตย์ ตอนออกมาตากผ้าตรงระเบียงห้องนอน ผมเห็นผู้ชายใส่เสื้อสีขาวเอาธูปเทียนพวงมาลัยมาไหว้ศาลพระภูมินี้ด้วย แล้วผมก็อดตั้งคำถามกับตัวเองไม่ได้ว่า ผมไหว้ศาลพระภูมินี้ครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่

คำตอบคือ “จำไม่ได้แล้ว”

แสดงว่านานมาก

—–

สถานที่ท่องเที่ยวในฮ่องกงที่ผมชอบมากคือนองปิง ที่ต้องนั่งกระเช้าไป 20 นาที และเมื่อเดินไปสุดทางก็จะได้พบพระพุทธรูปองค์ใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่บนวัด ผมไปฮ่องกงทั้งสองครั้งก็แวะที่นี่ทั้งสองครั้ง

จิมมี่เป็นเพื่อนชาวฮ่องกงที่ผมรู้จักตอนเรียนม.ปลายที่นิวซีแลนด์ มันมาเมืองไทยบ่อยมาก น่าจะไม่ต่ำกว่า 10 ครั้งได้ ผมเคยถามจิมมี่ตอนมาเที่ยวเมืองไทยว่า ยูเคยไปเที่ยวนองปิงบ้างรึเปล่า ไอชอบนะ ไปมาสองรอบแล้ว

จิมมี่บอกว่ามันไม่เคยไป และมันไม่คิดจะไป เพราะนั่นมันสร้างเอาไว้สำหรับนักท่องเที่ยว

—–

ตอนที่ผมไปเที่ยวยุโรปเมื่อสองปีที่แล้ว ผมนัดเจอเพื่อนชาวฝรั่งเศสวัยสี่สิบปลายๆ นามว่า “ฟรองค์”

ฟรองค์บอกผมว่า ทั้งชีวิตนี้เขาเคยขึ้นหอไอเฟลแค่สองครั้งเท่านั้น และเพื่อนชาวฝรั่งเศสของเขาหลายคนไม่เคยขึ้นหอไอเฟลเลยด้วยซ้ำ

ต้องยอมรับว่าผมแปลกใจพอสมควร เพราะหอไอเฟลคือ Landmark ที่คนทั้งโลกล้วนแล้วแต่ใฝ่ฝันที่จะได้มาเยือน แต่คนในเมืองนี้กลับไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นไปกับมันเลย

—–

คนปารีสไม่ขึ้นหอคอยไอเฟล คนฮ่องกงไม่เที่ยวนองปิง ส่วนผมก็ไม่ไหว้ศาลพระภูมิ

หรือเป็นเพราะว่า ยิ่งใกล้ ยิ่งไม่เห็นคุณค่า?

ยิ่งใกล้ยิ่งรู้สึกว่า ธรรมดา

ยิ่งใกล้ยิ่งเชื่อว่า จะทำเมื่อไหร่ก็ได้

คอนเซ็ปต์นี้อาจใช้ได้ไกลเกินกว่าสถานที่ท่องเที่ยวด้วยนะครับ

มันอาจจะใช้กับคนบางคนก็ได้ อาจจะเป็นพ่อแม่ หรือสามี-ภรรยา

เพราะคนที่อยู่ใกล้กับเรามากๆ บางทีเราก็ take for granted ซึ่งถ้าแปลเป็นไทยแบบไม่เพราะนักก็คือเราเห็นเขาเป็นของตาย

ในมุมกลับกัน หากอยากทบทวนว่า ชีวิตเราตอนนี้เรากำลังละเลยอะไรอยู่ ที่แรกที่ควรมองก็คือห้องนอนของตัวเอง โต๊ะทำงานของตัวเอง และความต้องการของตัวเอง

เพราะของบางอย่างมันอยู่กับเรามานาน และอยู่ใกล้กับเรามากจริงๆ

มากเสียจนจนเราหยุดมองเห็นมันไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้

 

—–

“Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” หนังสือเล่มแรกของผมวางแผงแล้วนะครับ หาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ และศูนย์หนังสือจุฬาครับ >> bit.ly/tgimannounce

TGIM_HardCopies

อย่าปล่อยให้สิ่งที่เราทำไม่ได้

20170501_whatyoucando

มาขัดขวางสิ่งที่เราทำได้

“Don’t let what you cannot do interfere with what you can do. ”
― John Wooden

เวลาเจอปัญหาที่ยากเกินแก้ไข ก่อนจะสิ้นหวังหรือนอนขดตัวอยู่แต่ในห้อง อาจต้องลองสำรวจดูก่อนว่าเราได้ทำทุกอย่างที่เราทำได้แล้วหรือยัง?

ที่ปัญหามันดูหนักหนาสาหัส อาจเป็นเพราะว่ามันสั่งสมมานานนับเดือนหรือแม้กระทั่งนานนับปี ดังนั้นจึงไม่มียาวิเศษที่จะแก้ปัญหาได้ชั่วข้ามคืนอยู่แล้ว

เหมือนดินที่พอกหางหมู ถ้าตั้งโจทย์ว่าจะทำให้หางหมูสะอาดหมดจด ก็รังแต่จะทำให้เรากดดันจนทำอะไรไม่ถูก แต่ถ้าแตกโจทย์ให้เล็กลง เช่นจะหลอกล่อให้หมูเดินไปแช่น้ำยังไง เราก็น่าจะพอเห็นหนทางบ้าง

และถึงแม้เราไม่อาจทำให้หางหมูตัวนี้กลับมาสะอาดได้จริงๆ

อย่างน้อยที่สุด ก็ป้องกันไม่ให้หมูตัวอื่นเจอชะตากรรมเดียวกันก็ยังดี


อ่านบทความใหม่ทุกวันที่เพจ Anontawong’s Musings: facebook.com/anontawongblog
อ่านบทความทั้งหมด anontawong.com/archives
ดาวน์โหลดหนังสือ “เกิดใหม่” anontawong.com/subscribe/

ไม่มีใครทำให้เรารู้สึกต่ำต้อยได้

20170304_inferior

นอกเสียจากเราจะเห็นชอบด้วย

“No one can make you feel inferior without your consent.”
― Eleanor Roosevelt

มนุษย์เป็นสัตว์ที่ชอบเปรียบเทียบ

เพราะการเปรียบเทียบอาจเป็นเครื่องมือเดียวที่เรามีในการตัดสินมูลค่าของอะไรบางอย่าง

ถามว่าบ้าน 60 ตารางวาควรจะราคาเท่าไหร่?

เราไม่มีทางตอบได้เลย จนกว่าจะรู้ว่าบ้าน 60 ตารางวาที่อยู่รอบๆ ราคาเท่าไหร่กันบ้าง

ถามว่าเราเรียนเก่งมั้ย? เราก็ตอบไม่ได้อีกจนกว่าเราจะทำข้อสอบและรู้ว่าเพื่อนๆ แต่ละคนสอบได้เท่าไหร่กันบ้าง

เราจึงถูกฝึกให้เปรียบเทียบมาตั้งแต่เด็กๆ

ถ้าเราต้องไปเปรียบเทียบกับคนที่ฐานะสูงดีกว่าเรา หรือหน้าตาดีกว่าเรา หรือแต่งตัวดีกว่าเรา หรือหุ่นดีกว่า หรือพูดจาฉะฉานกว่าเรา เราก็จะเริ่มรู้สึกไม่ปลอดภัย และเริ่มรู้สึกแย่กับตัวเอง

บางคนก็ใช้ความรู้สึกแย่นั้นเป็นแรงฮึดเพื่อที่จะปรับปรุงตัวเองขึ้นมา ซึ่งก็เป็นเรื่องดี แต่ก็อาจไม่ใช่คำตอบทั้งหมดหากเรายังไม่ยอมหยุดที่จะเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น

เศรษฐีคนหนึ่งรวยขนาดมีเครื่องบินส่วนตัว เขาภูมิใจในเครื่องบินลำนี้มากจนถึงวันที่เขาได้รู้จักเศรษฐีอีกคนที่มีเครื่องบินส่วนตัวลำใหญ่กว่าและหรูกว่าถึงหลายเท่า จากวันนั้นมาเศรษฐีคนนั้นก็ไม่สบอารมณ์กับเครื่องบินของเขาอีกต่อไป

ถ้าเรายังเปรียบเทียบตัวเองกับคนที่เหนือกว่า เราจะไม่มีวันพบความสุขสงบในจิตใจได้เลย เพราะเราจะเล่นเกมที่ตัวเองเป็นผู้แพ้เรื่อยไป

บางคนอาจจะเถียงว่า ถ้าเอาแต่พอใจกับสิ่งที่ตัวเองมีอยู่แล้ว ก็ไม่ต้องพัฒนากันพอดี

แต่นี่แหละคือความสนุกของชีวิต

สนุกที่จะหาให้เจอว่า ตรงไหนคือพอดี ตรงไหนคือน้อยไป และตรงไหนคือพยายามมากไป

“No one can make you feel inferior without your consent.”

ถ้าเรารู้จักตัวเองดีพอ และรู้ว่าอะไรคือพอดี ก็จะไม่มีใครทำให้เรารู้สึกต่ำต้อยได้อีกต่อไป


Facebook Page: Anontawong’s Musings
Previous articles: Archive

ถ้าสูบบุหรี่มวนเดียวแล้วเป็นมะเร็ง

20161204_onecigarette

เราก็คงไม่สูบบุหรี่

ถ้ากินเหล้าแก้วเดียวแล้วตับแข็ง เราก็คงเลิกกินเหล้า

ถ้ากินเค้กชิ้นเดียวแล้วอ้วน เราคงหักห้ามใจได้

ถ้าส่องเฟซบุ๊คครั้งเดียวแล้วโดนไล่ออก เราคงไม่เล่นเฟซบุ๊คเวลางาน

การที่คนเรายังคงนิสัยบางอย่างเอาไว้ ทั้งๆ ที่รู้อยู่แก่ใจว่ามันไม่ดี ก็เพราะว่าช่องว่างระหว่างการกระทำและผลลัพธ์มีมากเกินไป

สูบบุหรี่วันนี้ กว่าจะเป็นมะเร็งก็เกือบยี่สิบปีข้างหน้า กินเหล้าวันนี้ กว่าจะสุขภาพเสียก็อีกหลายสิบปี

เราก็เลยชะล่าใจ และบอกกับตัวเองว่าไม่เป็นไรหรอก

รู้ตัวอีกทีก็มักจะสายเกินไป

The trouble is – you think you have time
– Unknown

ถ้าเราทิ้งขยะลงแม่น้ำวันละหนึ่งชิ้น คงใช้เวลาซักพักกว่าแม่น้ำนั้นจะเน่า

แต่ถามว่าแม่น้ำนั้นเริ่มเน่าตอนเราทิ้งขยะชิ้นที่เท่าไหร่?

คำตอบคงไม่ใช่ชิ้นที่พันหรือชิ้นที่หมื่นหรอก

แม่น้ำมันเริ่มเน่าตั้งแต่เราทิ้งขยะชิ้นแรกแล้ว

ดังนั้น ถ้ามีนิสัยบางอย่างที่เราอยากเปลี่ยน หนึ่งในวิธีที่อาจจะช่วยได้ก็คือให้คิดในรูปแบบเดียวกับสูบบุหรี่มวนเดียวแล้วเป็นมะเร็ง หรือทิ้งขยะชิ้นเดียวแล้วแม่น้ำเน่านั่นแหละ

คิดถึงผลลัพธ์ที่แย่ที่สุดที่อาจจะเกิดขึ้น (worst case scenario) แล้วจินตนาการให้มันดู “จริง” และดู “ใกล้ตัว” ราวกับว่ามันจะเกิดขึ้นทันทีถ้าเรายังคงทำตัวแบบนี้

แล้วบางทีเราอาจจะมีแรงฮึดที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองครับ


เขียนบทความนี้หลังจากอ่านบทความของ Benjamin P. Hardy เรื่อง How to Make Immediate Behavior Changes

facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives
Download eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ปัญหา

20161101_problem

ปัญหาอยู่ที่มุมมองที่เรามีต่อปัญหาต่างหาก

“The problem is not the problem; the problem is your attitude about the problem.”

– Captain Jack Sparrow

ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในโลกล้วนเป็นเพียง “สถานการณ์”

มนุษย์เราต่างหากที่เป็นคนนิยามว่าสถานการณ์ใดสถานการณ์หนึ่งเป็นปัญหา

เมื่อตัดสินว่าเรื่องๆ หนึ่งเป็นปัญหาแล้ว ก็ต้องมาดูต่อว่าปัญหานั้นแก้ได้หรือไม่ได้

ถ้าเป็นปัญหาที่แก้ได้ เราก็ไม่จำเป็นต้องกังวลกับมันให้มากเกินเหตุ

แต่ถ้าเรารู็แล้วว่านี่คือปัญหาที่แก้ไม่ได้ จริงๆ แล้วมันก็มีค่าเท่ากับว่าเราได้แก้ไปเรียบร้อยแล้ว เพราะสิ่งเดียวที่เราทำได้คือวางมันลง แล้วเอาเวลาไปทำอย่างอื่น


facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives
Download eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจากPexels.com

ใช้กรรมด้วยความสนุก

20160923_joeyboy

ผมคิดว่าตัวเองอยู่ตรงนี้เพื่อใช้กรรมให้มันสนุกที่สุด เคยนั่งคิดนะว่ามนุษย์เกิดมาใช้กรรม แถมเป็นสัตว์ขี้เบื่อ มนุษย์ก็เลยเบื่อกรรมที่ตัวเองต้องผจญอยู่ทุกวัน เลยเสาะแสวงหากรรมใหม่ๆ ไปเรื่อยๆ แล้วก็เรียกมันว่าความสุขเท่านั้นเอง แค่เข้าใจสิ่งต่างๆ แล้วก็ทำไป

– อภิสิทธิ์ โอภาสเอี่ยมลิขิต
a day BULLETIN issue 426: 19-25 September 2016
สัมภาษณ์: วรรณวนัช ท้วมสมบูรณ์, ปริญญา ก้อนรัมย์
ถ่ายภาพ: ภาสกร ธวัชธาตรี
สไตลิสต์: Hotcake


ถ้าใครได้ดู The Voice Thailand สัปดาห์ที่แล้ว อาจจะถึงกับอึ้งที่เห็นพี่ก้องขึ้นไปโซโล่กีตาร์ขั้นเทพเพลง Black in Black

มาสัปดาห์นี้ผมก็ได้อึ้งกับโค้ชอีกคนหนึ่งคือพี่โจอี้บอย ที่มาให้สัมภาษณ์ลง a day BULLETIN

อึ้งเพราะได้เห็นมุมมองเกี่ยวกับธรรมะที่ลึกซึ้งมาก ซึ่งขัดกับภาพลักษณ์ของพี่เขาไม่น้อย

ผมคิดว่าตัวเองอยู่ตรงนี้เพื่อใช้กรรมให้มันสนุกที่สุด

เป็นการตีความธรรมะในรูปแบบที่ผมไม่เคยเจอมาก่อน

แต่จริงๆ แล้วมันก็คือแก่นเดียวกับที่พระท่านสอน ว่าถ้าหากมีความทุกข์ จงใช้ความทุกข์นั้นให้เป็นประโยชน์สำหรับการภาวนา

แต่ภาษาพี่โจอี้น่าจะเข้าถึงคนรุ่นใหม่ได้ดีกว่า

คือในเมื่อเราเกิดมาแล้ว และต้องมาเจอกับผลลัพธ์ (วิบาก) ของการกระทำของเราในอดีต (กรรม) แทนที่จะไปตีโพยตีพายว่าโลกนี้มันไม่แฟร์ สู้สนุกกับมันไปเลยไม่ดีกว่าหรือ?

เพราะเวลาของเรามีน้อย และพลังงานของเราก็มีจำกัด จึงไม่ควรสูญเสียมันไปกับการฟูมฟายหรือกระวนกระวายใจ

เพราะสุดท้ายแล้ว ทุกอย่างจะโอเคเสมอครับ


ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก a day BULLETIN issue 426: 19-25 September 2016

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com