คนสวิสอยากไปเที่ยวที่ไหน

คนมีแฟนเป็นดาราเขาแอบปลื้มใคร

คนมีเงินเป็นหมื่นล้านเขายังอยากได้อะไร

คนมีอำนาจล้นฟ้ายังมีความฝันอยู่อีกมั้ย


ผมมีเพื่อนชาวสวิสคนหนึ่งชื่อ Michi ที่รู้จักกันมาตั้งแต่ปี 2001 สมัยผมได้ทุน IAESTE ไปฝึกงานที่เมืองซูริค สวิตเซอร์แลนด์ (จำได้ว่าฝึกงานเสร็จ กลับเมืองไทย ก็เจอเหตุการณ์ 9/11 เลย)

มิกิจะส่งเมสเสจมาหาผมทางเฟซบุ๊คปีละครั้ง เล่าให้ฟังว่าปีที่ผ่านมาครอบครัวของเขาเป็นยังไงบ้าง ทำเป็นไฟล์ PDF มีภาพประกอบจริงจัง เขาบอกว่าไฮไลท์ของปี 2021 ของลูกสาวทั้งสองคนคือการได้ไปเล่นสกี และได้ไปเที่ยวชายหาด Dalmatian Coast ในโครเอเชีย

ผมไม่เคยได้ยินชื่อ Dalmatian Coast มาก่อนเลยกูเกิ้ลดูภาพ ก็เห็นว่าสวยดี เป็นเมืองเล็กๆ มีบ้านหลังคาสีน้ำตาลแดงเต็มไปหมด แต่หาดทรายตรงที่เป็นจุดท่องเที่ยวนั้นสั้นมาก ความยาวน่าจะไม่เกิน 200 เมตร

ผมดู PDF ของ Michi แล้วก็คิดขึ้นมาได้ว่า ในขณะที่สวิตเซอร์แลนด์เป็นดินแดนในฝันของคนไทยหลายคน คงมีคนไทยน้อยคนนักที่ใฝ่ฝันอยากไปเที่ยวชายหาดในโครเอเชีย


ตอนที่ผมไปฝึกงานที่ซูริค ผมได้ไปอพาร์ตเมนต์เพื่อนคนหนึ่ง เขาบอกว่ารูมเมตชาวสวิสของเขามีรูป 4×6 นิ้วหนึ่งรูปที่วางอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ตลอดเวลา เพราะมันคือ dream destination สำหรับเขา

พอผมถามว่ารูปอะไร เขาบอกว่ามันคือรูปชายหาดแห่งหนึ่งในเมืองไทย

ครับ ชาวสวิสคนนี้อยากมาเที่ยวเมืองไทยมาก เพราะว่าสวิตเซอร์แลนด์ไม่ติดทะเล ทิศเหนือติดเยอรมันนี ตะวันออกติดออสเตรีย ใต้ติดอิตาลี ตะวันตกติดฝรั่งเศส

แม้ n=1 แต่อย่างน้อยก็ทำให้รู้ว่า ในขณะที่คนไทยฝันถึงสวิตเซอร์แลนด์ คนสวิสก็ฝันถึงเมืองไทยเหมือนกัน


ผมเลยมาคิดเล่นๆ ต่อว่า มนุษย์เรามีสิ่งที่เราอยากได้มากมาย ซึ่งก็ไม่พ้นโลกธรรม 8 คือ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข

แต่ถ้าเราได้สิ่งเหล่านั้นมาแล้ว มันจะเป็นยังไงต่อนะ – where do we go from here?

คนที่มีแฟนสวยระดับดาราโลก เขาจะยังแอบปลื้มใครและอยากจะไปดินเนอร์ใต้แสงเทียนกับใครอีกรึเปล่า

คนที่มีเงินเป็นหมื่นล้านแล้ว เขายังอยากไขว่คว้าอะไรอีก (ซึ่งก็เป็นหนึ่งในคำถามที่ผมเคยถกกับเพื่อนสมัยคุณทักษิณขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีใหม่ๆ แล้วเราก็สรุปว่า คงเพราะอยากมีอำนาจเพื่อที่จะได้บริหารสิ่งต่างๆ ไปในทางที่เขามองว่าเหมาะสม)

แล้วคนที่มีเงินและมีอำนาจล้นฟ้าล่ะ เมื่อได้มาครบทั้งลาภ ยศ และสรรเสริญแล้ว เขายังมีความฝันอีกมั้ย และที่สำคัญเขาหาความสุขเจอรึเปล่า

มันทำให้ผมนึกถึงคำพูดของแจ๊ค หม่า ที่บอกว่าวันหนึ่งเขาอยากกลับไปเป็นครูสอนหนังสือ

หรือจริงๆ แล้วนี่คือการละเล่นที่มนุษย์ไม่มีวันชนะ ไม่ว่าชีวิตเราจะสมบูรณ์เพียบพร้อมเพียงใด เราก็ยังไม่วายใฝ่ฝันในสิ่งที่เรายังไม่มีหรือเคยมีแล้วสูญเสียไปอยู่ดี

เหมือนคนสวิสที่ใฝ่ฝันถึงการมาเที่ยวเมืองไทย

เหมือนคนที่ได้มาทุกอย่างแล้วอยากกลับไปเป็นคนธรรมดาครับ

เคยตั้งคำถามกับสิ่งที่เราต้องการบ้างมั้ย

เราถูกสอนด้วยชุดความคิดของตะวันตกมาแต่ไหนแต่ไร

พอยิ่งมีอินเทอร์เน็ตและหนังสือแปล How-to ออกมาปีละหลายสิบเล่ม การยึดความสำเร็จเป็นสารัตถะของชีวิตก็ยิ่งแนบแน่น

เราถูกบอกให้ตั้งเป้าหมายที่ท้าทาย ให้สร้างอุปนิสัยที่เหมาะสม ให้ไม่ลดละความพยายามที่จะคว้าซึ่งสิ่งที่เราต้องการมาให้ได้

เราจึงทำงานอย่างหนัก เราจึงออกกำลังกายและทำลายสถิติตัวเอง เราจึงเสพสิ่งรอบตัวไม่หยุดยั้ง ทั้งหมดนี้ก็เพราะว่าลึกๆ แล้วเราเชื่อว่ามันจะทำให้ชีวิตเราดีขึ้น

แต่หลายครั้งการไล่ล่าเป้าหมายกลับนำมาซึ่งสิ่งตรงข้าม

อยากออกกำลังกาย อยาก beat yesterday แต่ดันทำให้ตัวเองเจ็บเรื้อรัง

อยากเสพข่าวสารเพื่อเข้าใจความเป็นไปของโลกใบนี้ แต่ยิ่งเสพมากเท่าไหร่ยิ่งสับสนและกังวลมากขึ้นเท่านั้น

อยากทำงานหาเงินมาดูแลครอบครัวให้อยู่สุขสบาย แต่กลายเป็นว่าแทบไม่เคยได้ใช้เวลาร่วมกัน

“I should be suspicious of what I want.”

Rumi

เราจึงควรตั้งคำถามกับทุกความต้องการของเราเสมอ

เพราะมันคงเป็นตลกร้าย หากเราต้องจ่ายราคาสูงลิบลิ่ว เพียงเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่เราไม่ได้ต้องการครับ

เธอตอบ ก.ไก่ ฉันตอบ ข.ไข่ และเราก็อาจจะถูกทั้งคู่

เธอตอบ ก.ไก่ ฉันตอบ ข.ไข่ และเราก็อาจจะถูกทั้งคู่

เธอว่าแสงเป็นคลื่น ฉันว่าแสงเป็นอนุภาค และเราก็อาจจะถูกทั้งคู่

เธอว่าลูกค้าคือพระเจ้า ฉันว่าลูกค้าไม่รู้หรอกว่าตัวเองต้องการอะไร และเราก็อาจจะถูกทั้งคู่

เธอว่าตายแล้วไปเจอพระเจ้า ฉันว่าตายแล้วไปเกิดใหม่ และเราก็อาจจะถูกทั้งคู่

เธอว่าท่านไม่ได้น่าเทิดทูนแล้ว ฉันว่าท่านยังน่าเทิดทูนอยู่ และเราก็อาจจะถูกทั้งคู่

เธอว่าความจริงมีหนึ่งเดียว ฉันว่าความจริงขึ้นอยู่กับมุมมอง และเราก็อาจจะถูกทั้งคู่

ความเชื่อที่ว่าถ้าเธอถูกฉันต้องผิด ถ้าเธอผิดฉันต้องถูก ทำให้เธอกับฉันต้องประหัตประหารกันมานานเท่าไหร่

ประเด็นไม่ใช่การเอาชนะ ประเด็นไม่ใช่การเป็นคนถูกที่สุด

ชนะแล้วได้อะไร ถูกที่สุดแล้วเรากลายเป็นคนแบบไหน

ฉันไม่ได้ถูกไปกว่าเธอ เธอไม่ได้ถูกไปกว่าฉัน

เราก็แค่ถูกทั้งคู่ประมาณนึง ผิดทั้งคู่ประมาณนึงเท่านั้นเอง


จากความรู้สึกที่ตกค้างมาจากวันพุธที่ 13 ตุลาคม 2564

ในวันที่เราบ่นเรื่องลูกเรียนออนไลน์

สำหรับคนเป็นพ่อแม่ หนึ่งในปัญหาหนักอกในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา คือการที่ลูกต้องเรียนออนไลน์

งานก็ต้องทำ ลูกก็ต้องดู เรียนก็ไม่ค่อยได้เรื่องได้ราวเท่าไหร่ แถมค่าเทอมยังแทบไม่ลดอีกต่างหาก

ผมกับพ่ออยู่บ้านคนละหลัง แต่อยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน เมื่อวันก่อนผมวิ่งรอบหมู่บ้านเสร็จก็เจอพ่อกำลังเดินออกกำลังกายอยู่พอดี พ่อเลยชวนเดินไปคุยไป

พ่อเล่าให้ฟังว่าเพิ่งได้มีโอกาสพูดคุยกับข้าราชการท่านหนึ่งในกระทรวงมหาดไทย เขาเล่าให้ฟังว่าผู้ใหญ่ในบ้านเมืองท่านหนึ่งได้ปรารภไว้ว่าเป็นห่วงเกี่ยวเด็กในต่างจังหวัดอยู่สองเรื่องและฝากฝังให้เขาช่วยคิดแก้ไข

หนึ่งคือการฉีดวัคซีนยังไปไม่ทั่วถึง หลายครอบครัวยังไม่ได้ฉีดแม้แต่เข็มแรกด้วยซ้ำ

สองคือเด็กเหล่านี้ไม่มีโอกาสเรียนออนไลน์เลย พ่อแม่ต้องออกไปทำมาหากิน แถมที่บ้านก็ไม่มีคอมพิวเตอร์หรืออินเทอร์เน็ต ถ้าสถานการณ์เป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ เด็กกลุ่มนี้จะเสียเปรียบมาก

ผมฟังไปก็สะท้อนใจว่าปัญหาลูกเรียนออนไลน์ของเรานี่มันจิ๊บจ๊อยเหมือนกัน เป็นปัญหาที่เกิดจากการที่เรามีโอกาสดีกว่าคนอื่นตั้งมากมาย

ด้วยหน้าที่ในงาน ทำให้ผมติดตามสถานการณ์เรื่องโควิดค่อนข้างใกล้ชิด นับตั้งแต่ต้นเดือนกันยายนจนถึงบัดนี้ จำนวนผู้ติดเชื้อโควิดในกรุงเทพลดลง 3 เท่าจากวันละ 3700 คนเหลือประมาณ 1200 คน และผู้เสียชีวิตลดลง 6 เท่าจาก 120 เหลือ 20 คน

ถ้าไม่มีอะไรเซอร์ไพรส์ เดือนพฤศจิกายนสถานการณ์ในกรุงเทพน่าจะดีขึ้นพอที่จะทำให้พ่อแม่ชาวกรุงส่วนหนึ่งกล้าส่งลูกกลับไปเรียนที่โรงเรียน

แต่ประเทศไทยไม่ใช่กรุงเทพ ยังมีอีกหลายจังหวัดที่ไม่อาจเข้าถึงทรัพยากรได้เท่าเรา

เมื่อเราตระหนักว่าเรายังโชคดีกว่าผู้คนอีกมาก เราก็จะมีกำลังใจที่จะรับมือกับปัญหาที่เราเผชิญอยู่ครับ

เปลี่ยนสิ่งที่จะต้องทำให้เป็นสิ่งที่จะได้ทำ

เราใช้เวลามากมายพูดถึงสิ่งที่เราต้องทำ

จะต้องทำงาน 10 ชิ้นให้เสร็จ จะต้องออกกำลังกาย จะต้องทำอาหารเย็นให้ที่บ้าน

แต่ลองเปลี่ยนเพียงหนึ่งคำ จาก “ต้อง” เป็น “ได้”

จะได้ทำงาน 10 ชิ้นให้เสร็จ จะได้ออกกำลังกาย จะได้ทำอาหารเย็นให้ที่บ้าน

เมื่อมีมุมมองที่เหมาะสม ภาระก็จะกลายเป็นโอกาสครับ


ขอบคุณเนื้อหาจาก James Clear : 3-2-1: How to get motivated and learn faster, and the power of attention

ถ้าเรือล่มและที่นั่งบนเรือชูชีพไม่พอ เราจะตัดสินใจยังไงว่าใครจะอยู่ใครจะไป?

ผมไปอ่านเจอคำถามหนึ่งใน Quora ที่คิดว่าน่าสนใจเลยนำมาเล่าสู่กันฟังครับ

Question: ถ้าเรือกำลังจะจมและมีผู้โดยสาร 11 คน แต่บนเรือชูชีพนั่งได้แค่ 10 คน คุณจะใช้อะไรเป็นตัวตัดสินว่าใครจะได้ขึ้นเรือ และใครจะต้องถูกทิ้งไว้ข้างหลัง?

(The classic “lifeboat dilemma”, where there are only 10 spaces in the lifeboat, but there are 11 passengers on the sinking ship. What decision must be made as to who will stay behind?)

คำตอบมาจาก James Abbgy ที่ทำงานอยู่บนเรือสำราญ

ผมมีใบรับรองในการขับเรือชูชีพ

ปัญหาที่ผมมีกับคำถามข้อนี้คือคนถามไม่ได้มีความรู้เพียงพอ

เรือชูชีพที่ไหนกันมีแค่ 10 ที่นั่ง? เรือชูชีพของผมจุได้ 150 คน

ในเมนท์มีหลายคนแนะนำให้เวียนเอาคนลงไปแช่ในน้ำทีละคน แต่เรือชูชีพของผมเป็นเรือแบบปิด…แล้วก็มีพื้นที่ว่างด้านบนด้วย

ทำไมถึงมีที่นั่งบนเรือชูชีพไม่พอล่ะ? อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยความปลอดภัยแห่งชีวิตในทะเล (The International Convention for the Safety of Life at Sea) ระบุว่าต้องมีที่นั่งเพียงพอสำหรับทุกคนบนเรือ แถมยังต้องมีบัฟเฟอร์อีก 25% ด้วย!

ผู้โดยสายคนที่ 11 จะมีที่นั่งที่จัดเตรียมไว้แล้วบนเรือชูชีพอีกลำนึง แล้วทำไมเค้าถึงต้องมาอยู่บนเรือผม? ในกรณีที่เลวร้ายที่สุดผมคงนำผู้โดยสารขึ้นมาบนเรือแล้วให้เค้ารอที่จุดรวมพล ผมจะใช้วิทยุสื่อสารเพื่อหาว่าเรือลำไหนยังมีที่ว่าง จากนั้นก็ส่งเขาขึ้นเรือลำนั้น

แล้วทำไมต้องมีคนถูกทิ้งไว้ข้างหลังด้วย? สมมติว่าผมมีอาหารเพียงพอสำหรับ 10 วันสำหรับผู้โดยสาร 10 คน นั่นแปลว่าเราอยู่ได้ถึง 9 วันสำหรับผู้โดยสาร 11 คน การที่เราอยู่กลางทะเลได้น้อยลงหนึ่งวันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรเลย เรือสำราญทุกลำจะมีระบบติดตาม และจะแล่นอยู่แต่ในเส้นทางที่มีเรือผ่านไปผ่านมาเท่านั้น ยังไงต้องมีเรือลำอื่นผ่านเส้นทางนี้ภายใน 9 วันแน่นอน

เรามีวิทยุสื่อสารและเครื่องส่งสัญญาณ และเส้นทางเดินเรือส่วนใหญ่จะไม่ได้ทำให้เราอยู่ห่างไกลจากชายฝั่งมากนัก เรือชูชีพมีเครื่องยนต์ดังนั้นผมอาจตัดสินใจขับเข้าชายฝั่งก็ได้ ไม่อย่างนั้นเราก็จะเอาเรือชูชีพสีเหลืองสดมาผูกรวมกันเพื่อให้ทีมช่วยเหลือพบเห็นพวกเราได้โดยง่าย

คำถามที่คุณถามจะเกิดขึ้นได้จริงก็ต่อเมื่อเรามีระบบฉุกเฉินที่ถูกออกแบบโดยไอ้งั่งที่ไม่เคยเรียนรู้จากอุบัติเหตุทางท้องทะเลในอดีต และถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ผมเองนี่แหละที่จะขอถูกทิ้งไว้ข้างหลัง เพราะผมจะไม่ยอมขึ้นเรือแบบนั้นโดยเด็ดขาด

เอาล่ะๆ ผมเดาว่าเจตนารมณ์ของคำถามคือ “ไม่มีทางเลือกอื่น หนึ่งใน 11 คนนี้ต้องตาย และคุณต้องเลือกว่าใครจะต้องตาย” ผมมองว่ามันเป็นคำถามที่ไม่ creative เอาซะเลย ผมคิดไม่ออกเลยว่าจะเป็นไปได้ไงที่คุณจะมีของพร้อมทุกอย่างที่จะช่วยเหลือคนได้ 10 คน แต่กลับไม่มีทางออกที่จะช่วยเหลือผู้โดยสารคนที่ 11


ขอบคุณเนื้อหาจาก Quora: James Abbgy’s answer to The classic “lifeboat dilemma”, where there are only 10 spaces in the lifeboat, but there are 11 passengers on the sinking ship. What decision must be made as to who will stay behind?

มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่อยากสรรหาคำอธิบายให้ทุกอย่าง

20200802

เราจึงมีคำถามที่เป็นต้นกำเนิดของศาสนาอย่าง “เรามาจากไหน ใครเป็นคนสร้างเรา”

หรือถามคำถามที่ปฏิวัติความเข้าใจในธรรมชาติอย่าง “ลูกแอปเปิ้ลมันตกลงมาได้อย่างไร”

หรือแม้กระทั่งคิดวกวนกับคำถามที่ไม่มีคำตอบอย่าง “ทำไมเขาเป็นคนแบบนี้”

บางคำถามนำไปสู่คำตอบที่เราพอใจ บางคำถามก็นำไปสู่คำตอบที่เราไม่พอใจ

คำถามอย่าง “เรามาจากไหน” หรือถ้าให้ลึกไปกว่านั้นคือจักรวาลและทุกสรรพสิ่งมาจากไหน พระพุทธเจ้าบอกว่าเป็นคำถามอจินไตย คิดไปก็เปล่าประโยชน์

ท่านบอกว่าชีวิตเราเหมือนคนที่เพิ่งถูกยิงด้วยลูกธนู แทนที่จะหาว่าใครเป็นคนยิงธนูใส่เรา เราควรจะเอาเวลาไปเร่งหาวิธีรักษาบาดแผลมากกว่า

ในขณะที่ศาสนาที่เชื่อในพระเจ้าองค์เดียวอย่างศาสนาคริสต์ ก็จะอธิบายว่าพระเจ้าเป็นผู้ให้กำเนิดเรา แต่คนที่ไม่นับถือพระเจ้าที่เรียกตัวเองว่า atheist ก็จะถามต่ออีกว่าแล้วใครกันที่สร้างพระเจ้า

ส่วนนักวิทยาศาสตร์ที่อธิบายจักรวาลเกิดจาก Big Bang คนก็จะถามต่ออีกว่าแล้วก่อนมี Big Bang นั้นคืออะไร ต้นกำเนิดของ Big Bang มาจากไหน

อย่างที่บอกครับ บางคำถามก็นำไปสู่คำตอบที่เราพอใจ บางคำถามนำไปสู่คำตอบที่เราไม่พอใจ แล้วแต่ว่าเราเลือกจะพอใจกับคำตอบแบบไหน

แล้วถ้าคำถามนั้นมันสำคัญกับเรา เราจะทำอย่างไร

ทางเลือกก็มี 3 ทาง

หนึ่งคืออย่าหยุดค้นหาคำตอบ บางคนใช้เวลาหลายปี หลายสิบปี หรือแม้กระทั่งทั้งชีวิต เพื่อจะหาคำตอบที่ตัวเองพอใจ อย่างเช่นไอน์สไตน์ที่พยายามสร้าง Unified field theory จวบจนวาระสุดท้าย

สอง คือหัดพอใจกับคำตอบที่เราได้มา มันอาจจะไม่ถูกต้องที่สุด แต่เราพอใจที่สุดก็เพียงพอแล้ว

ส่วนทางที่สาม คือการบอกตัวเองว่าเราไม่จำเป็นต้องอธิบายทุกเรื่องก็ได้

หากเราละวางความต้องการของมนุษย์ที่จะอธิบายทุกเรื่องลงได้ เราก็จะลดคำถามลงจนเหลือแต่คำถามที่ควรค่าแก่การค้นหาคำตอบจริงๆ ครับ

—–

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการลดทอนสิ่งที่ไม่ใช่ออกไปจากชีวิต มีวางขายที่นายอินทร์ ซีเอ็ด B2S และ Kinokuniya แล้วนะครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ bit.ly/eitrreportingengineer

ใครเห็นความโง่ คนนั้นเห็นโอกาส

20190520_stupidity

ใครที่เห็นความโง่ของตัวเอง เขาย่อมเห็นโอกาสที่จะเป็นคนที่ฉลาดและดีกว่านี้

ใครที่เห็นความโง่ของผลิตภัณฑ์หรือบริการที่มีอยู่ เขาย่อมเห็นโอกาสในการทำธุรกิจ

ใครที่เห็นความโง่ของคนอื่น เขาย่อมเห็นโอกาสที่จะสร้างสังคมที่น่าอยู่กว่าเดิม

ดังนั้น เมื่อพบกับความโง่ทั้งในตัวเองและในตัวคนอื่น อย่ามัวแต่เสียเวลาหงุดหงิดอยู่เลยนะครับ

โอกาสมารออยู่ตรงหน้าคุณแล้ว

อีกหนึ่งปีเรื่องนี้ก็ไม่สำคัญแล้ว

20181001_oneyear

เรื่องใดก็ตามที่กำลังสร้างความปวดหัวกับเราอยู่ ขอให้อย่าลืมถามคำถามนี้

ว่าอีกหนึ่งปี – หรืออีกสิบปี – เรื่องนี้มันจะยังสำคัญกับเราแค่ไหน

คงมีบางเรื่องที่จะส่งผลกระทบได้ยาวนาน แต่นั่นอาจเป็นเพียง 1% ของเรื่องที่ทำให้เราหงุดหงิดในแต่ละวัน

ไม่ได้บอกว่าไม่ต้องให้ความสำคัญกับปัญหานะครับ ปัญหามีก็ต้องแก้กันไป เพียงแต่ถ้าเรามองให้ออกว่ามันไม่ใช่เรื่องใหญ่ เราก็จะแก้ปัญหาด้วยความมีสติมากขึ้น และสิ้นเปลืองพลังงานไปกับการหัวเสียน้อยลง

เพราะเรื่องที่สำคัญจริงๆ มีไม่กี่เรื่อง เราจึงไม่จำเป็นต้องจริงจังกับทุกเรื่องในชีวิตครับ

เทพธรรมดา

20180324_thep

คอบอลทั้งหลายน่าจะรู้จักเวย์น รูนี่ย์

เมื่อ 15 ปีที่แล้ว เขาเป็นดาวจรัสแสงของวงการฟุตบอล ถูกแมนยูซื้อตัวจากเอฟเวอร์ตันด้วยราคา 13 ล้านปอนด์ และทำสถิติเป็นนักเตะอายุน้อยที่สุดที่ติดทีมชาติอังกฤษ

ในช่วงนั้น ผมเคยอ่านหนังสือพิมพ์เจอว่ารูนี่ย์สอบข้อเขียนใบขับขี่ไม่ผ่านหลายรอบ

เรื่องง่ายๆ สำหรับคนทั่วไปกลับกลายเป็นเรื่องยากๆ สำหรับอัจฉริยะทางกีฬาอย่างรูนี่ย์

—–

ในช่วงเวลาเดียวกับที่โลกได้รู้จักกับเวย์น รูนี่ย์ คนไทยก็ได้รู้จักกับเด็กไทยคนหนึ่งที่ชื่อแบ๊งค์ งามอรุณโชติ

ช่วงนั้นแบ๊งค์เรียนอยู่ม.ปลาย แต่มุมมองและความรู้ด้านเศรษฐกิจและสังคมนั้นก้าวหน้ากว่าผู้ใหญ่หลายๆ คน แบ๊งค์ดังมากจนได้รับเชิญไปออกรายการทีวีของคุณสรยุทธ์ สุทัศนจินดาหลายครั้ง

ครั้งหนึ่งผมมีโอกาสได้เจอแบ๊งค์ตัวเป็นๆ นึกว่าน้องจะชวนคุยเรื่องพลวัตรทางสังคมหรืออะไรเทือกนั้น แต่แบ๊งค์กลับพูดถึงเรื่องเดินสยามกับแฟนและหนังตลกไทยที่เขาเพิ่งไปดูมา

—–

เท่าที่ผมได้สัมผัสกับ “เทพ” หลายคน ไม่ว่าจะเป็น CEO ของ Startup ชื่อดัง, นักเขียนที่มีคนติดตามเป็นแสน, อดีตส.ว., จนกระทั่งอดีตนายกรัฐมนตรี
สิ่งที่ทำให้ผมแปลกใจทุกครั้งก็คือความเป็นคนธรรมดาของเขา

มีเรื่องที่กลุ้มใจ มีวันที่เบื่อหน่าย มีสิ่งที่ไม่รู้และไม่เก่งเอาเสียเลย

แต่อาจจะเพราะเราเคยเห็นเขาในทีวี เห็นเขาบนเวที เห็นเขาบนปกหนังสือ ภาพของเขาในหัวของเราจึงดูเลิศหรูเกินจริง

ทั้งที่เมื่อเขาเดินลงจากเวทีและถอดหัวโขนออก ก็กลายเป็นเพียงคนธรรมดา คนที่ไม่สมบูรณ์แบบคนหนึ่ง

ในทางกลับกัน คนธรรมดาๆ อย่างเราก็กลายเป็นเทพได้

เพียงหาจุดแข็งให้เจอ และพัฒนามันขึ้นมาจนสร้างประโยชน์ให้กับคนจำนวนมากได้

วันนั้นเราก็อาจกลายเป็นเทพในสายตาคนทั่วไป ทั้งๆ ที่ในใจยังรู้สึกว่าเป็นคนธรรมดาเหมือนเดิม