โหยหาการมองเห็น

20190923b

หนึ่งในความต้องการส่วนลึกที่สุดของคนเรา คือความรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนสำคัญ

และถ้าเขาไม่ได้รับความรู้สึกนี้จากคนในครอบครัวหรือจากคนใกล้ตัว เขาก็จะแสวงหาความรู้สึกนี้จากที่อื่นแทน

นี่คือเหตุผลว่าทำไมเด็กแว้นถึงไปแต่งท่อมอเตอร์ไซค์ให้เสียงดังหนวกหูชาวบ้าน เพราะเวลาเขาพูดที่บ้านไม่ค่อยมีใครฟังเขาเลย

เป็นเหตุผลที่เด็กหลังห้องก่อเรื่องผิดระเบียบจนอาจารย์ผู้ปกครองเรียกไปคุยอยู่บ่อยๆ เพราะพ่อแม่ไม่เคยมีเวลาคุยด้วย

เหตุผลที่หญิงสาวบางคนแต่งตัวโป๊ๆ โชว์เนื้อหนังในอินสตาแกรม เพราะอยู่ที่โรงเรียนไม่มีใครสนใจ

เหตุผลที่บางคนโพสต์เฟซบุ๊กทุกวันเพื่อบอกว่าชีวิตของฉันดีแค่ไหน เพื่อขอความมั่นใจว่าชีวิตฉันยังดีอยู่

เขาเพียงต้องการจะบอกกับโลกว่า “มองเห็นฉันมั้ย มองเห็นฉันสิ มองเห็นฉันรึยัง”

Now you see me…

ถ้าเราเจอคนที่โหยหาการมองเห็น อย่าเพิ่งรำคาญหรือหมั่นไส้ ทุกอย่างมีที่มาที่ไป เพราะเขาพร่องภายในเขาจึงต้องแสวงหาจากภายนอก

และบางครั้งเราเองก็มีอาการไม่ต่างกัน

ก็ได้แต่หวังว่าวันหนึ่งทั้งเราและเขาจะได้รับการมองเห็นจากคนที่เรารักอย่างเพียงพอ

จะได้ไม่ต้องคอยพึ่งพาสายตาของคนอื่นคนไกลไปตลอดชีวิตครับ

เวลาเรากำลังพูดถึงใคร

20190923

ให้ระลึกไว้ว่าเรากำลังพูดถึงตัวเอง

ไม่ว่าเราจะชื่นชมว่าเขาเป็นคนดี หรือด่าทอว่าเขาเป็นคนใช้ไม่ได้

สุดท้ายเราก็แค่ตัดสินจากสิ่งที่เราเห็น และจากสิ่งที่เราคิดว่าเขาเป็นเท่านั้น

“ที่เขาทำอย่างนี้ เพราะต้องมีเจตนาอย่างนี้แน่ๆ เลย”

กระบวนการคิดอย่างนี้ไม่ได้เกี่ยวกับเขาเลยสักนิด มันสะท้อนความเป็นตัวเราล้วนๆ เพราะเราจะใช้บรรทัดฐานของเราในการตัดสินการกระทำของคนอื่นเสมอ

เราไม่มีทางรู้จักเขาได้ดีพอ ขนาดตัวเองเรายังรู้จักได้ไม่ดีพอเลย

ดังนั้นโปรดระวังเวลาที่เรากำลังพูดถึงคนอื่น

เพราะมันเป็นการพูดถึงตัวเองอย่างน้อยครึ่งหนึ่งเลยทีเดียว

บางทีเราก็ไม่ควรเป็นตัวของตัวเอง

20190918

“Sometimes you have to be not yourself.”
-Anonymous

การเป็นตัวของตัวเองนั้นฟังดูสมเหตุสมผล และเป็นคำแนะนำที่เราได้ยินจากปากคนที่หวังดีกับเรามาเนิ่นนาน

แต่หลุมพรางของการเป็นตัวของตัวเอง คือมันอาจเป็นข้ออ้างให้เราไม่ได้ปรับปรุงตัวหรือไม่ได้ทำหน้าที่ของเราอย่างสมบูรณ์

ถ้าเราเป็นหัวหน้า แต่ไม่ค่อยสื่อสารกับลูกน้องโดยอ้างว่าเราเป็นคนเงียบๆ ขี้อาย เราก็เป็นหัวหน้าที่ใช้ไม่ได้

หรือถ้าเราเป็นคนตรงไปตรงมา คิดอย่างไรพูดอย่างนั้น แล้วคำพูดของเราทำให้คนใกล้ตัวเจ็บช้ำน้ำใจ ก็ย่อมทำให้ความสัมพันธ์คลอนแคลน

มนุษย์เป็นสัตว์ที่ฝึกฝนได้ ถ้าเรามีตรงไหนที่ไม่ดีแล้วอยากเห็นมันดีขึ้น เราก็ต้องพยายามไม่เป็นตัวของตัวเอง – อย่างน้อยก็สักช่วงนึง

เช่นถ้าเราเป็นคนพูดจามะนาวไม่มีน้ำ บางทีเราก็ต้องหัดพูดให้นุ่มนวลขึ้นบ้าง เมื่อได้ผลลัพธ์ที่ดี มันก็จะเป็น reward ที่เราจะจดจำและอยากทำซ้ำ เมื่อทำบ่อยเข้า เราก็จะกลายเป็นคนที่พูดจาดีไปโดยปริยาย อย่างน้อยก็ในบริบทที่จำเป็นต้องพูดจาดี

เป็นตัวของตัวเองนั้นทำได้ ถ้ามันไม่ได้ก่อความเดือดร้อน

แต่ถ้าเป็นตัวของตัวเองแล้วทำร้าย ก็อย่ายึดติดตัวตนให้มากนักเลย

เมื่อรู้สึกว่ากำลังโดนคนอื่นตัดสิน

20190827

ให้รู้ว่าเรากำลังตัดสินตัวเอง

“The research is pretty clear. We’re mostly thinking about ourselves. So when you feel judged, it’s because you’re judging yourself.”
-Deb Knobelman

หนึ่งในความปรารถนาส่วนลึกที่สุดของเราคือการอยากให้ตนเองเป็นที่รัก

มันก็เลยทำให้เราต้องแคร์สายตาคนรอบข้างไปโดยปริยาย

สายตาลูกน้อง สายตาเพื่อนร่วมงาน สายตาคนแปลกหน้า สายตาศัตรู

บางครั้ง เราจึงไม่ได้ทำสิ่งที่สอดคล้องกับความเชื่อและความต้องการของเราจริงๆ แล้วเราก็ต้องมานั่งเจ็บใจกับตัวเองทีหลัง

หรือถ้าเราได้ทำสิ่งที่เชื่อ เราก็ยังมานั่งกังวลอีกว่าคนอื่นจะมองเรายังไง

ไม่ว่าจะเลือกทางไหนก็ชวนกลุ้มใจทั้งคู่

คุณเสกสรรค์ ประเสริฐกุลเคยเขียนไว้ว่า

“อย่างเรื่องสายตาผู้อื่น เอาเข้าจริง ๆ แล้วจะมีใครซีเรียสกับเรากี่คน เขาอาจจะมองเราแค่ผ่าน ๆ จากนั้นก็ลืม แล้วทำไมจึงต้องปล่อยให้มันมีผลต่อการใช้ชีวิตของเราทั้งวัน ทั้งเดือน หรือกระทั่งทั้งชีวิต

เท่าที่ผมสังเกตโลกมาบ้าง พบว่าคนเราเอาใจใส่กันน้อยนิดเต็มที โดยปกติแล้วไม่ว่าเราทำอะไร เพื่อนแท้ย่อมเข้าใจ คนทั่วไปไม่สังเกต ส่วนศัตรูนั้น ยังไง ๆ มันก็มองเราไม่ขึ้น

ฉะนี้ ความเป็นตัวของตัวเอง คงไม่แพงอย่างที่คิดเสมอไป”

เราจึงไม่ควรตัดสินตัวเองผ่านสายตาของคนอื่น คนอื่นจะมองเราอย่างไรไม่สำคัญเท่ากับเรามองตัวเองอย่างไร ทำลงไปแล้วเราชอบตัวเองรึเปล่า

ทำสิ่งที่เราเชื่อมั่นว่าถูกต้อง ดูผลลัพธ์ แล้วนำกลับมาปรับปรุงสำหรับครั้งต่อไป

เมื่อเจตนาถูกต้อง การกระทำเที่ยงตรง ย่อมส่งผลที่ดีในตอนท้ายแน่นอน

ถ้าตั้งเป้าหมายแล้วทำไม่ได้ซักที

20190801

ถ้าตั้งเป้าหมายแล้วทำไม่ได้ซักที

แสดงว่าเป้าหมายนั้นอาจขัดแย้งกับตัวตนของเราอยู่

นี่เป็นกับดักที่ควรระวัง เพราะบางทีเป้าหมายที่เรามีมันอาจไม่ใช่เป้าหมาย “ของเรา” แต่เป็นเป้าหมายของคนอื่นที่เราเห็นว่าเข้าท่าดี ก็เลยคิดจะทำอย่างเขาบ้าง

อยากมีเงินล้านก่อนอายุ 30

อยากมีซิกแพ็ค

อยากไปโตเกียวมาราธอน

ล้วนแต่เป็นเป้าหมายที่น่าชื่นชม แต่ถ้ามันขัดกับตัวตน ก็อาจสำเร็จได้ยาก

สมมติว่าเราตั้งเป้าว่าจะมีเงินล้านก่อนอายุ 30 แต่เรากลับชอบท่องเที่ยว ชอบกินแต่อาหารดีๆ ชอบเก็บเกี่ยวประสบการณ์ ชอบงานที่มีพื้นที่สำหรับเวลาส่วนตัว ก็อาจเป็นไปได้ยากที่เราจะเก็บเงินได้ตามเป้า

เราจึงควรสำรวจว่าเป้าหมายที่เรามีนั้นมันคือสิ่งที่เราอยากได้มาจริงๆ รึเปล่า

ถ้าสำรวจจนแน่ใจแล้วว่าใช่ นี่คือเป้าหมายที่เราอยากบรรลุ ก็อาจต้องกลับไปตั้งคำถามกับค่านิยมบางอย่างในตัวเราว่าเราจะสามารถลดความเข้มข้นลงได้หรือไม่ เช่นเที่ยวให้น้อยลง กินอาหารข้างทาง หรือทำธุรกิจเสริมแม้จะต้องแลกมาด้วยเวลาส่วนตัวที่หดหาย

แต่ถ้าสำรวจแล้วว่าไม่ใช่ ก็อย่ารู้สึกผิดที่จะโละเป้าหมายนั้นทิ้ง

เพราะคงไม่มีอะไรไร้ประโยชน์ไปกว่าการเสียเวลามากมายไปกับการทำสิ่งที่ขัดกับตัวตนจนบรรลุเป้าหมายที่เราไม่ได้ต้องการจริงๆ ครับ

ติดตาม Anontawong’s Musings ทางไลน์: bit.ly/tgimline

Reaction แรก คืองอแง

20190714c

ลองสังเกตตัวเองดูนะครับ เวลาเจอใครพูดอะไรที่ขัดใจเรา ปฏิกิริยาแรกของเรามักเป็นการงอแง

สามี: “ไฟเขียวแล้ว”
ภรรยา: “มาขับเองเลยมั้ย”

พนักงาน: “จัดงานอะไร ไม่เห็นมีประโยชน์เลย”
HR: (คิดในใจ) “งั้นคราวหลังก็ไม่ต้องจัดมันละ”

นักข่าว: “เมื่อไหร่เศรษฐกิจจะดีขึ้น”
นายก: “คุณมาบริหารเองเลยมั้ย”

เหตุผลที่เรามีอาการงอแง เพราะ

หนึ่ง เราปรารถนาดี
สอง เราตั้งใจทำเต็มที่
สาม เรากำลังเหนื่อย

พอมาเจอถ้อยคำที่บั่นทอน ความเป็นผู้ใหญ่ของเราจึงหลบฉาก เด็กน้อยตัวเราโผล่ออกมาหน้าฉาก เมื่อเด็กคุมเวที เราจึงออกอาการอย่างที่เห็น

แต่มันเป็นแค่อารมณ์ชั่ววูบเท่านั้น พอเราหายเหนื่อย พอเราทบทวนด้วยใจเป็นกลางและเห็นว่าที่เขาพูดก็มีส่วนถูก และที่สำคัญ พอเราระลึกได้ว่าความปรารถนาที่จะทำสิ่งที่มีประโยชน์ยังไม่ได้หายไปไหน

เราก็ควรเชิญเด็กลงจากเวที แล้วตอบสนองกับเรื่องนี้แบบที่ผู้ใหญ่ควรทำกันครับ

อย่าลืมลับขวาน

20190711_saw

หนังสือ 7 Habits of Highly Effective People ของ Stephen Covey ถือเป็นหนังสือ How-to ขึ้นหิ้งที่มีคนอ่านไปแล้วหลายสิบล้านคน

Habit ที่ผมรู้สึกว่ามีคนพูดถึงน้อยที่สุดคือ Habit สุดท้าย – Sharpen the saw หรือการหยุดและทบทวนสิ่งที่เราทำว่ามันดีแล้วจริงรึเปล่า

เพราะเราใช้ชีวิตกันอย่างเร่งรีบ แค่จะทำงานให้เสร็จก็เต็มกลืนแล้ว เวลาว่างที่เหลือน้อยนิดเราก็เอาแต่จ้องจอ ผลที่ตามมาก็คือเราใช้ขวานเล่มเดิมตัดฟืนท่อนแล้วท่อนเล่าจนขวานบิ่น แต่เราก็ไม่เคยหยุดลับขวาน

เหมือนชายฉกรรจ์สี่คนลากเกวียนเดินทางไกลอย่างทุลักทุเลเพราะเกวียนนั้นใช้ล้อทรงสี่เหลี่ยมทั้งหมด พอมีคนผ่านมาแล้วทักว่าทำไมไม่เปลี่ยนล้อเป็นทรงกลม ชายฉกรรจ์กลับบอกว่าพวกเขากำลังรีบ ไม่มีเวลาเปลี่ยนล้อหรอก

เรากำลังใช้ล้อสี่เหลี่ยมในการเดินทาง เรากำลังใช้ขวานบิ่นๆ ในการทำงานอยู่รึเปล่า นี่คือสิ่งที่เราควรถามตัวเอง

เพราะปัญหาใหญ่ของคนทำงานไม่ใช่เราขยันไม่พอ แต่เราขยันเกินไป ขยันทำแต่สิ่งที่เราคุ้นเคย ขยันอย่างก้มหน้าก้มตาจนไม่เคยหยุดคิดว่าเราขยันถูกจุดและเราขยันอย่างฉลาดหรือเปล่า

หัดขี้เกียจเสียบ้าง ลดการกระทำ และเพิ่มการคิดให้มากขึ้นอีกนิด

จะได้ไม่ทู่ซี้ใช้ขวานบิ่นๆ ไปทั้งชีวิตครับ

อย่าสู้รบกับความจริง

20190709_fightreality

เพราะนั่นคือต้นเหตุแห่งความทุกข์ทั้งหมด

หรือจะพูดให้ถูกกว่านี้ ต้นเหตุแห่งความทุกข์คือความคาดหวังที่คลาดเคลื่อนจากความจริง

แฟนทิ้งไม่ได้ทำให้เราทุกข์ การที่เราไม่อยากให้แฟนทิ้งต่างหากที่ทำให้เราทุกข์

หุ้นตกไม่ได้ทำให้เราทุกข์ การที่เราอยากให้หุ้นไม่ตกต่างหากที่ทำให้เราทุกข์

เจ้านายด่าไม่ได้ทำให้เราทุกข์ การที่เราอยากให้เจ้านายไม่ด่าต่างหากที่ทำให้เราทุกข์

ดังนั้น ถ้าไม่อยากทุกข์ ก็ต้องหยุดอยาก

เข้าใจครับว่าพูดง่ายแต่ทำยาก

แต่อย่างน้อย ถ้าเราตระหนักได้ว่า ต้นเหตุแห่งความหงุดหงิด ความเครียด ความโศกเศร้าของเราทั้งหมด ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเรื่องที่เกิดขึ้นภายนอกเลย แต่เกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นในใจเราล้วนๆ

เราก็จะเหมือนมีเกราะพิเศษที่พาเราฟันฝ่าชีวิตนี้ไปโดยไม่ตกม้าตายกลางทาง

สู้รบกับความจริง สู้ให้ตายยังไงก็ไม่ชนะ

สู้รบกับความคาดหวังในใจเรา อย่างน้อยยังพอมีลุ้นบ้าง

ทุกสิ่งที่เราทำคือการเตรียมของขวัญให้ตัวเองในอนาคต

20190627_gift

พอตื่นเช้า ไม่ต้องเสียเวลากับรถติด เราก็จะมีเวลา me time พอสมควร

วันนี้ผมได้ออกกำลังกาย 7 นาที ได้อ่านหนังสือ 20 นาที ได้เขียนไดอารี่ประจำวัน (พิมพ์ใส่ notepad) ได้กินน้ำอร่อยๆ และได้มานั่งเขียนบทความนี้

การออกกำลังกาย 7 นาทีนั้นทำได้เลยที่บ้าน ช่วยให้ร่างกายตื่นตัว มีแรงทำอะไรได้ทั้งวัน สลับกับบางวันที่ผมจะวิ่ง 5-10 กิโลเมตร เมื่อร่างกายดี จิตใจก็ดี ทำอะไรก็มักจะได้ดั่งใจ

ปีนี้ผมตั้งใจจะอ่านหนังสือมากขึ้น ด้วยการทำมันเป็นสิ่งแรกเมื่อเดินทางถึงที่ทำงาน เพราะรู้ตัวแล้วว่าถ้าเก็บไว้อ่านระหว่างวันหรือตอนกลางคืนก็มักจะไม่ได้อ่านเพราะงานยุ่งและลูกก็ต้องการเวลาจากเรา

ผมอ่านหนังสือเฉลี่ยปีละ 30-50 เล่มมาอย่างน้อย 15 ปีแล้ว แสดงว่าอ่านหนังสือไปไม่น้อยกว่า 500 เล่ม ซึ่งทำให้ผมมองอะไรๆ ได้ลึกขึ้น กว้างขึ้น เชื่อมโยงอะไรๆ ได้มากขึ้น ถ้าไม่ได้อ่านหนังสือ ก็คงไม่มีบล็อกชื่อ Anontawong’s Musings

ผมเพิ่งกลับมาเขียนไดอารี่ได้ไม่นาน ด้วยระลึกได้ว่ามันเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า เพราะสมองคนเราความจำแย่มาก 3 วันที่แล้วกินอะไรเป็นข้าวเที่ยงยังจำไม่ได้เลย แต่ถ้าเราจดลงสมุดหรือลงคอมพิวเตอร์มันจะอยู่กับเราไปอีก 3 ปีหรือแม้กระทั่ง 30 ปี

ส่วนการเขียนบล็อกวันละตอนที่เริ่มต้นเมื่อ 4.5 ปีที่แล้ว ก็นำพาโอกาสดีๆ เข้ามามากมาย รู้สึกขอบคุณตัวเองสุดๆ ที่วันนั้นได้ตัดสินใจทำสิ่งนี้

แล้วผมก็ปิ๊งขึ้นมาว่า ทุกสิ่งที่เราทำคือการเตรียมของขวัญให้ตัวเองในอนาคต

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความสัมพันธ์กับคนสำคัญ ความใส่ใจในงานที่ตัวเองทำ หรือการค่อยๆ เดินตามความฝันวันละก้าว

ถ้าวันนี้เราทำสิ่งที่ดีมีคุณค่า กล่องของขวัญนี้ก็จะสวยงามขึ้นเรื่อยๆ

ถ้าวันนี้เราทำสิ่งที่ไร้แก่นสาร กล่องของขวัญก็จะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

และถ้าวันนี้เราทำสิ่งที่เป็นโทษ เราก็กำลังเอาเศษขยะมาทิ้งไว้ในกล่อง

สุดท้าย คนที่จะกลับมาเปิดกล่องนี้ก็คือตัวเราในอนาคต

ในวันนั้นที่เปิดกล่อง เขาจะกล่าวขอบคุณหรือกล่าวสบถ ก็ขึ้นอยู่กับเราในวันนี้แล้วครับ

ทำสิ่งดีๆ ให้ตัวเองในตอนเช้าซัก 1 อย่าง

20190617_treatyourself

ก่อนที่จะออกไปเผชิญกับอะไรต่อมิอะไร

ผมเชื่อว่าหนึ่งในสาเหตุหลักของการ burn out ก็คือการที่เราเอาแต่ทำงานโดยไม่เคยหันกลับมาดูแลตัวเอง

ใครขออะไรทำให้ได้หมด แต่ตัวเองต้องการอะไรกลับไม่เคยถาม

ชีวิตคนทำงานมีทางเลือกไม่มากนัก ไหนจะต้องออกจากบ้านแต่เช้าเพื่อหนีรถติด ไหนจะต้องประชุม ไหนจะต้องเคลียร์อีเมล ไหนจะสู้รบกับแผนกอื่น

แต่ละวันเต็มไปด้วยพายุลูกแล้วลูกเล่า ผ่านมาแล้วก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว รู้ตัวอีกทีก็หมดวันและหมดแรง

ผมเลยขอเสนอว่า ทุกเช้า ก่อนจะออกไปทำอะไรเพื่อคนอื่น ช่วยทำอะไรเพื่อตัวเองซักอย่างได้ไหม?

นั่งสมาธิ อ่านหนังสือ ออกกำลังกาย ฟังเพลงเพราะๆ หรือใช้เวลากับคน สัตว์ สิ่งของที่เรารัก

เรารักตัวเองที่สุด แต่เราก็ละเลยตัวเองได้ง่ายที่สุดเช่นกัน

กลับมาใส่ใจความต้องการของตัวเองบ้าง จะได้มีเรี่ยวมีแรง

และจะได้ดูแลมิติอื่นๆ ของชีวิตได้ดีขึ้นครับ

—–

หนังสือ Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ พิมพ์ครั้งที่ 4 แล้ว – ร่วมสนุกกับกิจกรรมแจกหนังสือได้ที่นี่ครับ bit.ly/tgimbook4