คุยกับตัวเองให้เหมือนคุยกับคนที่เราแคร์

Negative self-talk ถือเป็นอาการเจ็บป่วยหนึ่งของยุคสมัย

ยิ่งเล่นโซเชียลมาก ยิ่งเลี่ยงไม่พ้นที่จะเห็นคนที่ดูดีกว่า เก่งกว่า รวยกว่า และเราก็จะถามตัวเองอยู่ในจิตใต้สำนึกว่าทำไมเรามันกระจอกจังเลย

โดยเรามักจะลืมไป ว่าทุกอย่างที่เราเห็นในฟีดนั้นผ่านฟิลเตอร์มาไม่รู้ตั้งกี่ชั้น

โลกนี้คือละครโรงใหญ่ ไอจีคือการจัดฉาก ดูเอาเพลินได้ แต่อย่าไปอินกับมันมาก

ดูหนังดูละครแล้วอย่าลืมย้อนดูตัวเอง ไม่ใช่ดูเพื่อเปรียบเทียบ แต่ดูเพื่อที่จะเรียนรู้ว่าเราไม่จำเป็นต้องดีเหมือนใครเขา ดีแบบเราก็ใช้ได้เหมือนกัน

“Talk to yourself like you would to someone you love.”
Brené Brown

คุยกับตัวเองให้เหมือนคุยกับคนที่เราแคร์ครับ

การแก้แค้นที่ดีที่สุดคืออย่าเป็นเช่นนั้นเสียเอง

“The best revenge is not to be like your enemy.”

-Marcus Aurelius

ถ้าเราแค้นรุ่นพี่ที่รับน้องแรงๆ เราก็อย่าเป็นเช่นนั้นเสียเอง

ถ้าเราแค้นพ่อค้าที่เอาเปรียบลูกค้า เราก็อย่าเป็นเช่นนั้นเสียเอง

ถ้าเราแค้นผู้นำที่คอรัปชั่น เราก็อย่าเป็นเช่นนั้นเสียเอง

เพราะเป็นการง่ายมากที่เรามักจะเผลอเป็นเช่นนั้นเสียเอง

หนึ่ง เพราะเราคือผลผลิตของสิ่งแวดล้อม

สอง เพราะธรรมชาติของจิตใจนั้นไหลลงต่ำ

สาม เพราะกิเลสของเรานั้นเจ้าเล่ห์ ล่อหลอกให้เราเชื่อว่าถึงคนอื่นทำมันจะผิด แต่ที่เราทำนั้นเป็นเรื่องเล็ก มีเหตุผล และใครๆ ก็ทำกัน

เด็กปีหนึ่งที่เคยโดนรับน้องแรงๆ พอขึ้นปีสองก็เลยกลายเป็นรุ่นพี่จอมโหดเพื่อรักษาประเพณีเอาไว้

ลูกค้าที่เคยโดนพ่อค้าที่เอาเปรียบ พอมีธุรกิจของตัวเองก็อาจค้ากำไรเกินควร ด้วยเหตุผลว่าต้องดูแลคนในบริษัทและคนในครอบครัว

ประชาชนที่ต่อต้านรัฐบาลคอรัปชั่น เมื่อโดนตำรวจเรียกเพราะทำผิดกฎจราจรจึงเชื่อว่าการให้เงินตำรวจร้อยสองร้อยเพื่อแลกกับการไม่ต้องโดนยึดใบขับขี่นั้นเป็นเรื่องสมเหตุสมผล

ไม่ได้จะบอกว่ามันผิดหรือถูก แค่จะบอกว่าโลกมันก็เทาๆ อย่างนี้ ในดำมีขาว ในขาวมีดำ ดังนั้นอย่าออกตัวแรง

แต่ถ้าเราแค้นเคืองเรื่องใดจริงๆ เรื่องไหนที่เรารับไม่ได้จริงๆ ก็จงตั้งปณิธานว่าเราจะไม่ทำอย่างนั้นเด็ดขาด-ไม่ว่าจะเล็กน้อยเพียงใดก็ตาม-ไม่ว่าใครๆ เขาจะทำกันก็ตาม

ไม่อย่างนั้นเราจะอยู่กับตัวเองได้ลำบาก

ไม่อย่างนั้นเราจะกลายเป็นคนหน้าไหว้หลังหลอกโดยไม่รู้ตัวครับ

ปรานีต่อตัวเองบ้าง

สมัยเด็กๆ ผมดูวีดีโอคอนเสิร์ต “แบบเบิร์ดเบิร์ด” จบไปหลายรอบมาก

ตอนจบคอนเสิร์ตพี่เบิร์ดมักจะพูดว่า

“เบิร์ดจะดูแลธงไชย แมคอินไตย์ของทุกคนให้ดีที่สุด”

แม้จะฟังดู cheesy อยู่บ้าง แต่ก็เป็นประโยคที่เวิร์คมาก ผมถึงยังจำได้จนถึงทุกวันนี้

เพราะพี่เบิร์ดรู้ตัวว่ามีคนรักเขาอยู่เยอะแยะ และสิ่งที่เขาทำนั้นสร้างความสุขให้กับผู้คนได้มากแค่ไหน หนึ่งในหน้าที่สำคัญนอกจากการร้องเพลงก็คือการดูแลสุขภาพและประคับประคองตัวเพื่อที่จะได้อยู่ในวงการบันเทิงที่แสนจะไม่แน่นอนนี้ไปได้นานๆ

ผ่านมาจะสี่สิบปีแล้ว พี่เบิร์ดก็ยังรักษาคำพูดนั้น
แล้วเราล่ะ ดูแลตัวเองดีแค่ไหน

เรานอนหลับเพียงพอรึเปล่า มีเวลาทานข้าวบ้างมั้ย ได้ปฏิสัมพันธ์กับใครนอกจาก 3จ. – จอคอม จอมือถือ จอโทรทัศน์บ้างรึเปล่า

ด้วยโซเชียลมีเดีย ด้วยชุดความคิดที่แพร่หลาย มันทำให้เรากลายเป็นคนแบบไหน ใช่คนที่เราอยากอยู่ด้วยรึเปล่า

ถ้าวิ่งแล้วเหนื่อยก็เดินบ้าง ถ้าทำงานไม่ได้ตามเป้าก็อย่าไปตีอกชกตัว เราไม่ใช่มนุษย์ที่เพอร์เฟ็กต์ เราก็เหมือนกับทุกคนที่ยังมีอะไรต้องเรียนรู้อีกเยอะ

เรายังมีคนรักอยู่เยอะแยะ เรายังต้องทำให้คนรอบข้างมีความสุข แต่ก่อนจะทำอย่างนั้นได้เราต้องโอเคกับตัวเองก่อน

ปรานีต่อตัวเองบ้าง มีเมตตาต่อตัวเองบ้าง ใส่ใจตัวเองบ้าง

เพราะถ้าเราไม่ดูแลตัวเอง แล้วเราจะไปดูแลใครไหว

เพราะถ้าเราไม่ดูแลตัวเอง แล้วใครจะอยากดูแลเรา จริงมั้ยครับ?

เสียงในหัวไม่ใช่ตัวเรา

20200729

ดังนั้นอย่าไปฟังมันมาก

ให้ถือว่ามันเป็นเพื่อนสนิทที่เรารู้จักดีมาตั้งแต่วัยเยาว์

เพื่อนคนนี้คุ้มดีคุ้มร้าย เหมือนเทวดากับซาตานตัวน้อยที่เกาะไหล่ซ้ายและไหล่ขวา เราแยกแยะได้อยู่แล้วว่าตัวไหนดี ตัวไหนร้าย เพื่อพูดดีก็ฟังเอาไว้ เมื่อพูดไม่ดีเราก็รับฟังได้แต่ไม่ต้องไปเออออ

ความทุกข์เกิดขึ้นเพราะเราดันไปเชื่อฟังเสียงในหัวของมากเกินไป ดันไปเผลอยึดว่ามันคือเสียงของเราเอง

เมื่อเราตระหนักได้ว่า เสียงในหัวก็คนหนึ่ง คนที่ได้ยินเสียงก็อีกคนหนึ่ง เราจะเป็นอิสระจากมันได้มากขึ้นครับ

อย่าใจร้ายกับตัวเองเกินไป

20200724c

ความตั้งใจที่จะทำทุกๆ อย่างให้ออกมาดีนั้นเป็นเรื่องน่าชื่นชม

แต่ดีเกินดีคือไม่ดี นิสัยหรือ character บางอย่างถ้าเรามีมากเกินไปสุดท้ายมันจะกลับมาทำร้ายเราเอง

พระท่านถึงบอกว่า ไม่ต้องเป็นคนดีหรอก เพราะเป็นอะไรมันก็ทุกข์ทั้งนั้น

ไม่ต้องเป็นคนดี แค่ทำดีก็พอ

เมื่อทำดีแล้ว ทำเต็มที่แล้ว สุดท้ายผลลัพธ์จะเป็นอย่างไรมันอยู่นอกเหนือความควบคุมของเรา ถ้ามันไม่ได้ออกมาดีอย่างที่หวัง ก็ขอให้เรียนรู้ในความผิดพลาดเพื่อจะหาทางแก้ไขในคราวต่อไป

แต่อย่าเอาผลลัพธ์ที่ไม่ได้ดั่งใจนั้นมาเฆี่ยนตีตนเอง เพราะการทำอย่างนั้นไม่ได้มีประโยชน์กับใครเลย

จริงจังกับการกระทำ ปล่อยวางกับผลลัพธ์ครับ

โหยหาการมองเห็น

20190923b

หนึ่งในความต้องการส่วนลึกที่สุดของคนเรา คือความรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนสำคัญ

และถ้าเขาไม่ได้รับความรู้สึกนี้จากคนในครอบครัวหรือจากคนใกล้ตัว เขาก็จะแสวงหาความรู้สึกนี้จากที่อื่นแทน

นี่คือเหตุผลว่าทำไมเด็กแว้นถึงไปแต่งท่อมอเตอร์ไซค์ให้เสียงดังหนวกหูชาวบ้าน เพราะเวลาเขาพูดที่บ้านไม่ค่อยมีใครฟังเขาเลย

เป็นเหตุผลที่เด็กหลังห้องก่อเรื่องผิดระเบียบจนอาจารย์ผู้ปกครองเรียกไปคุยอยู่บ่อยๆ เพราะพ่อแม่ไม่เคยมีเวลาคุยด้วย

เหตุผลที่หญิงสาวบางคนแต่งตัวโป๊ๆ โชว์เนื้อหนังในอินสตาแกรม เพราะอยู่ที่โรงเรียนไม่มีใครสนใจ

เหตุผลที่บางคนโพสต์เฟซบุ๊กทุกวันเพื่อบอกว่าชีวิตของฉันดีแค่ไหน เพื่อขอความมั่นใจว่าชีวิตฉันยังดีอยู่

เขาเพียงต้องการจะบอกกับโลกว่า “มองเห็นฉันมั้ย มองเห็นฉันสิ มองเห็นฉันรึยัง”

Now you see me…

ถ้าเราเจอคนที่โหยหาการมองเห็น อย่าเพิ่งรำคาญหรือหมั่นไส้ ทุกอย่างมีที่มาที่ไป เพราะเขาพร่องภายในเขาจึงต้องแสวงหาจากภายนอก

และบางครั้งเราเองก็มีอาการไม่ต่างกัน

ก็ได้แต่หวังว่าวันหนึ่งทั้งเราและเขาจะได้รับการมองเห็นจากคนที่เรารักอย่างเพียงพอ

จะได้ไม่ต้องคอยพึ่งพาสายตาของคนอื่นคนไกลไปตลอดชีวิตครับ

เวลาเรากำลังพูดถึงใคร

20190923

ให้ระลึกไว้ว่าเรากำลังพูดถึงตัวเอง

ไม่ว่าเราจะชื่นชมว่าเขาเป็นคนดี หรือด่าทอว่าเขาเป็นคนใช้ไม่ได้

สุดท้ายเราก็แค่ตัดสินจากสิ่งที่เราเห็น และจากสิ่งที่เราคิดว่าเขาเป็นเท่านั้น

“ที่เขาทำอย่างนี้ เพราะต้องมีเจตนาอย่างนี้แน่ๆ เลย”

กระบวนการคิดอย่างนี้ไม่ได้เกี่ยวกับเขาเลยสักนิด มันสะท้อนความเป็นตัวเราล้วนๆ เพราะเราจะใช้บรรทัดฐานของเราในการตัดสินการกระทำของคนอื่นเสมอ

เราไม่มีทางรู้จักเขาได้ดีพอ ขนาดตัวเองเรายังรู้จักได้ไม่ดีพอเลย

ดังนั้นโปรดระวังเวลาที่เรากำลังพูดถึงคนอื่น

เพราะมันเป็นการพูดถึงตัวเองอย่างน้อยครึ่งหนึ่งเลยทีเดียว

บางทีเราก็ไม่ควรเป็นตัวของตัวเอง

20190918

“Sometimes you have to be not yourself.”
-Anonymous

การเป็นตัวของตัวเองนั้นฟังดูสมเหตุสมผล และเป็นคำแนะนำที่เราได้ยินจากปากคนที่หวังดีกับเรามาเนิ่นนาน

แต่หลุมพรางของการเป็นตัวของตัวเอง คือมันอาจเป็นข้ออ้างให้เราไม่ได้ปรับปรุงตัวหรือไม่ได้ทำหน้าที่ของเราอย่างสมบูรณ์

ถ้าเราเป็นหัวหน้า แต่ไม่ค่อยสื่อสารกับลูกน้องโดยอ้างว่าเราเป็นคนเงียบๆ ขี้อาย เราก็เป็นหัวหน้าที่ใช้ไม่ได้

หรือถ้าเราเป็นคนตรงไปตรงมา คิดอย่างไรพูดอย่างนั้น แล้วคำพูดของเราทำให้คนใกล้ตัวเจ็บช้ำน้ำใจ ก็ย่อมทำให้ความสัมพันธ์คลอนแคลน

มนุษย์เป็นสัตว์ที่ฝึกฝนได้ ถ้าเรามีตรงไหนที่ไม่ดีแล้วอยากเห็นมันดีขึ้น เราก็ต้องพยายามไม่เป็นตัวของตัวเอง – อย่างน้อยก็สักช่วงนึง

เช่นถ้าเราเป็นคนพูดจามะนาวไม่มีน้ำ บางทีเราก็ต้องหัดพูดให้นุ่มนวลขึ้นบ้าง เมื่อได้ผลลัพธ์ที่ดี มันก็จะเป็น reward ที่เราจะจดจำและอยากทำซ้ำ เมื่อทำบ่อยเข้า เราก็จะกลายเป็นคนที่พูดจาดีไปโดยปริยาย อย่างน้อยก็ในบริบทที่จำเป็นต้องพูดจาดี

เป็นตัวของตัวเองนั้นทำได้ ถ้ามันไม่ได้ก่อความเดือดร้อน

แต่ถ้าเป็นตัวของตัวเองแล้วทำร้าย ก็อย่ายึดติดตัวตนให้มากนักเลย

เมื่อรู้สึกว่ากำลังโดนคนอื่นตัดสิน

20190827

ให้รู้ว่าเรากำลังตัดสินตัวเอง

“The research is pretty clear. We’re mostly thinking about ourselves. So when you feel judged, it’s because you’re judging yourself.”
-Deb Knobelman

หนึ่งในความปรารถนาส่วนลึกที่สุดของเราคือการอยากให้ตนเองเป็นที่รัก

มันก็เลยทำให้เราต้องแคร์สายตาคนรอบข้างไปโดยปริยาย

สายตาลูกน้อง สายตาเพื่อนร่วมงาน สายตาคนแปลกหน้า สายตาศัตรู

บางครั้ง เราจึงไม่ได้ทำสิ่งที่สอดคล้องกับความเชื่อและความต้องการของเราจริงๆ แล้วเราก็ต้องมานั่งเจ็บใจกับตัวเองทีหลัง

หรือถ้าเราได้ทำสิ่งที่เชื่อ เราก็ยังมานั่งกังวลอีกว่าคนอื่นจะมองเรายังไง

ไม่ว่าจะเลือกทางไหนก็ชวนกลุ้มใจทั้งคู่

คุณเสกสรรค์ ประเสริฐกุลเคยเขียนไว้ว่า

“อย่างเรื่องสายตาผู้อื่น เอาเข้าจริง ๆ แล้วจะมีใครซีเรียสกับเรากี่คน เขาอาจจะมองเราแค่ผ่าน ๆ จากนั้นก็ลืม แล้วทำไมจึงต้องปล่อยให้มันมีผลต่อการใช้ชีวิตของเราทั้งวัน ทั้งเดือน หรือกระทั่งทั้งชีวิต

เท่าที่ผมสังเกตโลกมาบ้าง พบว่าคนเราเอาใจใส่กันน้อยนิดเต็มที โดยปกติแล้วไม่ว่าเราทำอะไร เพื่อนแท้ย่อมเข้าใจ คนทั่วไปไม่สังเกต ส่วนศัตรูนั้น ยังไง ๆ มันก็มองเราไม่ขึ้น

ฉะนี้ ความเป็นตัวของตัวเอง คงไม่แพงอย่างที่คิดเสมอไป”

เราจึงไม่ควรตัดสินตัวเองผ่านสายตาของคนอื่น คนอื่นจะมองเราอย่างไรไม่สำคัญเท่ากับเรามองตัวเองอย่างไร ทำลงไปแล้วเราชอบตัวเองรึเปล่า

ทำสิ่งที่เราเชื่อมั่นว่าถูกต้อง ดูผลลัพธ์ แล้วนำกลับมาปรับปรุงสำหรับครั้งต่อไป

เมื่อเจตนาถูกต้อง การกระทำเที่ยงตรง ย่อมส่งผลที่ดีในตอนท้ายแน่นอน

ถ้าตั้งเป้าหมายแล้วทำไม่ได้ซักที

20190801

ถ้าตั้งเป้าหมายแล้วทำไม่ได้ซักที

แสดงว่าเป้าหมายนั้นอาจขัดแย้งกับตัวตนของเราอยู่

นี่เป็นกับดักที่ควรระวัง เพราะบางทีเป้าหมายที่เรามีมันอาจไม่ใช่เป้าหมาย “ของเรา” แต่เป็นเป้าหมายของคนอื่นที่เราเห็นว่าเข้าท่าดี ก็เลยคิดจะทำอย่างเขาบ้าง

อยากมีเงินล้านก่อนอายุ 30

อยากมีซิกแพ็ค

อยากไปโตเกียวมาราธอน

ล้วนแต่เป็นเป้าหมายที่น่าชื่นชม แต่ถ้ามันขัดกับตัวตน ก็อาจสำเร็จได้ยาก

สมมติว่าเราตั้งเป้าว่าจะมีเงินล้านก่อนอายุ 30 แต่เรากลับชอบท่องเที่ยว ชอบกินแต่อาหารดีๆ ชอบเก็บเกี่ยวประสบการณ์ ชอบงานที่มีพื้นที่สำหรับเวลาส่วนตัว ก็อาจเป็นไปได้ยากที่เราจะเก็บเงินได้ตามเป้า

เราจึงควรสำรวจว่าเป้าหมายที่เรามีนั้นมันคือสิ่งที่เราอยากได้มาจริงๆ รึเปล่า

ถ้าสำรวจจนแน่ใจแล้วว่าใช่ นี่คือเป้าหมายที่เราอยากบรรลุ ก็อาจต้องกลับไปตั้งคำถามกับค่านิยมบางอย่างในตัวเราว่าเราจะสามารถลดความเข้มข้นลงได้หรือไม่ เช่นเที่ยวให้น้อยลง กินอาหารข้างทาง หรือทำธุรกิจเสริมแม้จะต้องแลกมาด้วยเวลาส่วนตัวที่หดหาย

แต่ถ้าสำรวจแล้วว่าไม่ใช่ ก็อย่ารู้สึกผิดที่จะโละเป้าหมายนั้นทิ้ง

เพราะคงไม่มีอะไรไร้ประโยชน์ไปกว่าการเสียเวลามากมายไปกับการทำสิ่งที่ขัดกับตัวตนจนบรรลุเป้าหมายที่เราไม่ได้ต้องการจริงๆ ครับ

ติดตาม Anontawong’s Musings ทางไลน์: bit.ly/tgimline