ที่เขาทำกับเราอย่างนี้

20171123_treated

ก็เพราะเราสอนให้เขาทำกับเราอย่างนี้เอง

“You get treated in life the way you teach people to treat you.”
-Wayne Dyer

เราสามารถใช้ชีวิตได้สองโหมด คือโหมดของผู้กระทำ กับโหมดของผู้ถูกกระทำ

คนที่อยู่ในโหมดของผู้ถูกกระทำจะรู้สึกว่าตัวเองไม่มีทางเลือก เรื่องร้ายๆ ทั้งหลายที่เกิดขึ้นล้วนมีสาเหตุจากผู้อื่น

เมื่อเล่นบทผู้ถูกกระทำจนช่ำชอง เราก็อาจลืมไปว่าตบมือข้างเดียวมันไม่ดังหรอก

ถ้าเราถูกเอาเปรียบบ่อยๆ ก็เพราะเราทำตัวให้น่าเอาเปรียบเอง

ถ้าเราโดนหลอกเป็นประจำ ก็ไม่ใช่เพราะเาเจอคนขี้โกงบ่อยกว่าคนอื่น แต่เพราะเราชอบเปิดช่องให้เขาโกงเราได้เอง

เด็กที่โดนรังแกอยู่บ่อยๆ หากลองฮึดสู้ดูซักครั้ง อาจจะทำให้เด็กเกเรหยุดตอแยไปเลยก็ได้

“You get treated in life the way you teach people to treat you.”

ที่เขาทำกับเราอย่างนี้ ก็เพราะเราสอนให้เขาทำกับเราอย่างนี้เอง

แม้เราจะไม่ได้ “สอน” เขาตรงๆ แต่การที่เราอยู่เฉยๆ อย่างผู้ถูกกระทำ ก็ถือว่าเรามีส่วนผิดอยู่กึ่งหนึ่งนะครับ

เจ็บจินตนาการ

20171109_imageindpain

วันนี้ที่บริษัทมีเจาะเลือดตรวจสุขภาพ จึงทำให้คิดถึงตัวเองตอนเด็กๆ สมัยที่ยังกลัวเข็มเอามากๆ

ช่วงเรียนป.5 ผมต้องไปฉีดวัคซีนสร้างภูมิคุ้มกันตับอักเสบ B ซึ่งต้องฉีดทั้งหมดสามเข็ม ไปฉีดทีไรเป็นอันได้ร้องไห้ทุกครั้งเพราะมันเจ็บเสียยิ่งกว่าเจ็บ

พอขึ้นป.6 ผมมีอาการตาแดงเรื้อรังอยู่หลายสัปดาห์ ตรวจไปตรวจมาจึงพบว่าเป็นภูมิแพ้ วิธีรักษาคือต้องไปฉีดยาทุกสองสัปดาห์อยู่พักใหญ่ ก่อนจะเว้นช่วงเป็นเดือนละครั้งและสองเดือนครั้ง

ในช่วงเวลาปีเศษๆ ผมจึงโดนฉีดยาไปไม่ต่ำกว่า 20 เข็ม พอโดนบ่อยๆ เข้าผมก็เลยเลิกร้องไห้ไปโดยปริยาย

ความกลัวยังมีอยู่ทุกครั้งนะครับ แต่พอเริ่มได้ใกล้ชิดกับเข็ม จึงสังเกตเห็นว่า แม้โดนเข็มฉีดยาจะเจ็บก็จริง แต่ระดับความเจ็บและระยะเวลาที่เจ็บนั้นน้อยกว่าเดินเตะขาโต๊ะหรือโดนครูเอาไม้เรียวฟาดเป็นไหนๆ

บางคนอาจจะบอกว่า ยังไงเขาก็ยังยอมเจ็บจากการเดินเตะขาโต๊ะมากกว่าโดนเข็มฉีดยา

ผมเลยมีสมมติฐานว่า เหตุผลที่เรากลัวเข็มฉีดยามากกว่าขาโต๊ะ ก็เพราะว่าเข็มฉีดยานั้นเร้าจินตนาการเราได้มากกว่าขาโต๊ะ

ถ้าเขียนเป็นสูตร ก็น่าจะได้ประมาณนี้

ความเจ็บที่แท้จริง x จินตนาการ = ความเจ็บจินตนาการ

เตะขาโต๊ะ มีค่าความเจ็บที่แท้จริง 5 หน่วย แต่ขาโต๊ะไม่ได้เร้าจินตนาการอะไร เลยมีค่าแค่ 1 หน่วย

ความเจ็บจินตนาการจึงมีค่าเท่ากับ

5 x 1 = 5

โดนฉีดยา มีค่าความเจ็บที่แท้จริง 1 หน่วย แต่เข็มฉีดยาปลุกเร้าจินตนาการได้มากกว่าขาโต๊ะเป็น 10 เท่า ความเจ็บจินตนาการจึงมีค่าเท่ากับ

1 x 10 = 10

ความเจ็บของการโดนฉีดยาจึงมากกว่าเดินเตะขาโต๊ะ อย่างน้อยก็ในจินตนาการ

เพราะฉะนั้น ถ้าอยากลดความเจ็บ ก็ต้องลดจินตนาการ

ในกรณีโดนฉีดยา วิธีลดจินตนาการที่หลายคนทำ คือดูเข็มฉีดยาวินาทีที่มันจิ้มลงตรงแขน

พอเห็นความเจ็บแบบตรงๆ แบบไม่มีจินตนาการมาเกี่ยวข้อง เราก็จะเข้าใจว่ามันไม่ได้แย่อย่างที่คิด

ยังมีอีกหลายกรณีที่ความเจ็บในจินตนาการดูใหญ่โตเกินจริงเสมอ เช่นเจ็บจากการถูกปฏิเสธ เจ็บจากการถูกมองว่าเป็นตัวประหลาด เจ็บจากความผิดพลาด

เรื่องเหล่านี้ ความเจ็บที่แท้จริงมีเพียงนิด แต่ถูกจินตนาการของเราขยายให้ใหญ่เว่อร์ๆ เป็นสิบเป็นร้อยเท่า

พอจินตนาการเยอะ ก็กลัวเยอะ พอกลัวเยอะ ก็เลยเดินหนี พอเดินหนีก็เลยเสียโอกาสไปไม่รู้ตั้งเท่าไหร่

ลองสำรวจตัวเองดูนะครับว่า เรากำลังกลัวเจ็บจากอะไรอยู่บ้าง

แล้วแยกให้ออกว่า ส่วนไหนคือเจ็บจริง และส่วนไหนคือเจ็บจินฯ ครับ

เราไม่ได้เจ๋งอย่างที่เราคิด

20171105_good

และเราก็ไม่ได้กระจอกอย่างที่เราคิดด้วย

“You’re never as good as everyone tells you when you win, and you’re never as bad as they say when you lose.”
-Lou Holtz

คนเรามีทั้งเรื่องที่ตัวเองเก่งและเรื่องที่ตัวเองไม่เก่ง

ไม่สิ

ถ้าจะพูดให้ถูก คนเรามีทั้งเรื่องที่คิดว่าตัวเองเก่งและเรื่องที่คิดว่าตัวเองไม่เก่ง

เพราะว่าการที่จะ “เก่ง” หรือ “ไม่เก่ง” เรื่องอะไรนั้น เป็นผลการตัดสินใจจากอดีต

เช่นถ้าตอนเรียนมหาลัยเราไม่ชอบวิชาเลข แม้จะจบออกมาเป็นสิบปีแล้วเราก็ยังเชื่อว่าตัวเองไม่เก่งเลขอยู่ดี

แต่สมองของคนเรานั้นมหัศจรรย์ ถ้าเราพบวิธีการเรียนรู้เลขที่ถูกจริตกับเรา เราอาจจะกลายเป็นคนเก่งเลขขึ้นมาก็ได้

ตัวผมเองแต่ก่อนไม่ชอบเรียนวิชาประวัติศาสตร์เลย เพราะต้องมานั่งท่องจำปีที่เกิดเหตุการณ์สำคัญๆ หรือชื่อตัวละครที่ยาวและจำยากเพื่อเอาไปสอบให้ผ่าน

แต่พอได้อ่านประวัติศาสตร์มนุษย์จากหนังสือ Sapiens: A Brief History of Humankind‎ ผมกลับชอบมากจนเขียนบทความออกมาถึง 20 ตอน

ดังนั้นน่าจะเป็นการดีหากเราจะเผื่อใจเอาไว้ทั้งสองทาง

“You’re never as good as everyone tells you when you win, and you’re never as bad as they say when you lose.”

ชนะแล้วอย่าชูคอ แพ้แล้วก็อย่าตีอกชกตัว

เพราะเป็นไปได้สูงว่าคุณกำลังประเมินตัวเองผิดไปครับ

วิจารณ์ได้ไม่ว่า

20171026_criticize

แต่สุดท้ายแล้วขอให้ได้ลงมือช่วยมากกว่าวิจารณ์ก็แล้วกัน

“At the end of my life, I want to be able to say I contributed more than I criticized.”
― Brené Brown

ทำไมเราถึงเป็นนักวิจารณ์มากกว่านักลงมือทำ?

หนึ่ง เพราะการวิจารณ์มันง่าย ทำได้ทันที

สอง เพราะเราเชื่อว่าปัญหานี้เป็นปัญหาที่คนอื่นต้องแก้ให้เรา

สาม เพราะเราเชื่อว่าปัญหานี้เราไม่มีปัญญาที่จะทำอะไรเองได้

ยิ่งวิจารณ์มากเท่าไหร่ เราจึงยิ่งมีแนวโน้มที่จะเป็นคนมักง่าย โยนปัญหา และตีค่าตัวเองต่ำมากขึ้นเท่านั้น

Seth Godin เคยพูดไว้ว่า “You are more powerful than you think. Act accordingly.” – คุณมีพลังกว่าที่คุณคิด ดังนั้นจงใช้มันให้คุ้มค่าเถิด

อินเตอร์เน็ตทำให้การวิจารณ์ง่ายขึ้นก็จริง แต่ก็ทำให้การลงมือทำง่ายขึ้นด้วย

วิจารณ์ได้ บ่นได้ครับ ไม่เป็นไร เพราะบางทีมันก็เหลืออดจริงๆ

แต่ถ้าวิจารณ์เสร็จแล้วก็ปิดคอมเข้านอน พรุ่งนี้คุณก็ต้องตื่นมาเจอปัญหาเดิมอยู่ดี แล้วก็มานั่งหงุดหงิดว่าทำไมไม่มีใครมาแก้ปัญหาให้เราซักที

ถือเป็นวงจรชีวิตที่น่าเศร้านะครับ

เพราะเรากำลังปล่อยให้ชะตากรรมของเราตกอยู่ในมือของคนอื่น ซึ่งเราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเป็นใคร และเห็นความสำคัญของปัญหานี้บ้างรึเปล่า

ไม่มีใครแคร์ปัญหาที่เราเจอเท่าตัวเราเองแล้ว ถ้าอยากแก้มันจริงๆ ปัจจัยที่สำคัญที่สุดคือตัวเราเองครับ

คุณคือคนที่สำคัญที่สุดในครอบครัว

20170928_mostimportant

You are the most important part of the family. Take care of yourself first. Then you’ll be able to take care of everyone else even better.
-Deepak Chopra

ระหว่างดูแลตัวเองกับดูแลคนที่เรารัก มันไม่ง่ายเลยที่จะเลือกว่าจะทำอะไรก่อน

หลายคนอาจคิดว่าการดูแลตัวเองก่อนคือการเห็นแก่ตัว แต่จริงๆ แล้วมันอาจเป็นวิธีที่ยั่งยืนที่สุดก็ได้

ยิ่งมีคนพึ่งพาเรามากเท่าไหร่ เรายิ่งจำเป็นที่เราต้องดูแลตัวเองให้ดีมากขึ้นเท่านั้น

ถ้าร่างกายเราไม่พร้อม ใจย่อมขุ่นมัวง่าย ต่อให้เจตนาดีแค่ไหนแต่พลังงานลบของเราก็ถูกปล่อยออกมาอยู่ดี

คนตาบอดนำทางไม่ได้ฉันใด คนเป็นทุกข์ก็ไม่อาจทำให้คนอื่นมีความสุขได้ฉันนั้นครับ

—–

เปิดรับสมัคร Time Management Workshop รอบบ่ายวันเสาร์ที่ 7 ตุลาคม (เหลือ 5 ที่นั่ง) ดูรายละเอียดได้ที่นี่ครับ https://goo.gl/Scii9o

หนังสือ “Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” เริ่มขาดตลาดแล้ว หากหาซื้อไม่ได้ สามารถสั่งออนไลน์กับผม (พร้อมลายเซ็น) ได้ที่ bit.ly/tgimorder ครับ

เมื่อเราพยายามเป็นคนที่ดีขึ้น

20170611_better

ทุกอย่างรอบๆ ตัวเราก็จะดีขึ้นเช่นกัน

When we strive to become better than we are, everything around us becomes better, too.
– Paulo Coelho

เพราะโลกภายนอกเป็นเพียงภาพสะท้อนของโลกภายใน

ในยามที่เราเศร้าหมอง หดหู่ หัวใจเต็มไปด้วยประจุลบ เราย่อมส่งประจุลบนั้นให้คนรอบกาย และเป็นเรื่องธรรมดามากที่คนเหล่านั้นจะสะท้อนประจุลบกลับมา

คนที่ติดหล่มความทุกข์จึงมีความเสี่ยงที่จะทุกข์หนักกว่าเก่าเพราะเขาจะรู้สึกว่าใครๆ ก็ใจร้ายกับเขา ทั้งที่ๆ จริงๆ แล้วเขาใจร้ายกับตัวเองต่างหาก

แต่ถ้าคุณเป็นคนที่พกพาพลังบวกไว้เต็มกระเป๋า เจอใครก็ยิ้มแย้มแจ่มใส ขนาดเจอคนทำตัวไม่น่ารักคุณก็ยังใจกว้างพอที่จะพยายามเข้าใจ ก็มีแนวโน้มสูงมากว่าวันนี้คุณจะได้เจอแต่ “คนดีๆ” และ “เรื่องดีๆ” เกือบทั้งวัน

แต่ถ้าวันนี้เจอแต่เรื่องแย่ๆ ล่ะ?

ความจริงนั้นมีสองระดับ คือความจริงอย่างที่มันเป็น (objective) และความจริงอย่างที่เราคิด (subjective)

เราไม่อาจเปลี่ยนความจริง objective ได้ แต่เราเปลี่ยนความจริง subjective ได้

ถ้าวันนี้ฝนทำท่าจะตก เราไม่อาจเลือกให้ฝนหยุดตกได้ แต่เราเลือกได้ว่าฝนที่ตกนี้จะมีความหมายอย่างไรกับเรา

เราอาจเลือกที่จะหงุดหงิดก็ได้ที่ต้องเฉอะแฉะหรือเจอรถติด หรือเราเลือกจะมองในแง่บวกก็ได้ว่าฝนตกอย่างนี้อากาศก็เย็นสบายดี

ไม่ว่าเราจะอารมณ์เสียหรืออารมณ์ดี ก็ไม่สามารถทำให้ฝนหยุดตกได้อยู่แล้ว สู้เลือกที่จะมองอะไรที่จะสร้างประจุบวกใหักับจิตใจน่าจะดีกว่านะครับ

—–

อ่านบทความใหม่ทุกวันที่เพจ Anontawong’s Musings: facebook.com/anontawongblog

อ่านบทความทั้งหมด anontawong.com/archives

ดาวน์โหลดหนังสือ “เกิดใหม่” anontawong.com/subscribe/

 

อยู่คนเดียวให้ระวังความคิด

20170601_watchyourwords

อยู่กับคนอื่นให้ระวังปาก

Take care of your thoughts when you are alone, and take care of your words when you are with people.
-Unknown

ถ้าทำสองอย่างนี้ได้ ผมว่าปัญหาชีวิตเราจะลดลงไปไม่น้อย

เพราะมนุษย์เรามีระบบทำลายตัวเองด้วยความคิด

ความคิดเป็นสิ่งที่ทำให้มนุษย์เจริญก้าวหน้ากว่าสิ่งมีชีวิตใดบนโลกใบนี้

แต่ความคิดก็เป็นสิ่งที่ทำให้มนุษย์ทำร้ายตัวเองได้มากกว่าสัตว์ชนิดใดบนโลกใบนี้เหมือนกัน

เมื่อไหร่ก็ตามที่เราตกอยู่ในอารมณ์น้อยใจ/เสียใจ/ร้อนใจ ระบบทำลายตัวเองจะเริ่มทำงานทันที

การฝึกสติจึงมีประโยชน์มาก เพราะมันจะทำให้เรารู้เท่าทันความคิดที่ไม่สร้างสรรค์ และเพียงแค่รู้ทัน ความคิดอกุศลนั้นก็จะดับไปให้ดู

ถ้าสติช่วยให้เราระวังความคิด ศีลก็เป็นตัวช่วยให้เราระวังปากเวลาอยู่กับคนอื่น

ศีลข้อ 4 ที่ว่าด้วยการไม่โกหกนั้น จริงๆ แล้วยังหมายรวมไปถึงการไม่เบียดเบียนผู้อื่นทางวาจาอีกด้วย

การพูดจาเพ้อเจ้อ พูดคำหยาบ พูดจาส่อเสียด หรือพูดนินทาคนนั้นคนนี้ (ต่อให้สิ่งที่พูดเป็นความจริง) ก็ถือเป็นการเบียดเบียนคนอื่นทางวาจาทั้งนั้น

การฝึกสติกับการถือศีลจึงไม่ใช่เรื่องของคนคร่ำเคร่งศาสนา แต่เป็นเทคนิคสำคัญสำหรับคนที่อยากมีปัญหากับตัวเองและมีปัญหากับชาวโลกให้น้อยที่สุดครับ


อ่านบทความใหม่ทุกวันที่เพจ Anontawong’s Musings: facebook.com/anontawongblog

อ่านบทความทั้งหมด anontawong.com/archives

ดาวน์โหลดหนังสือ “เกิดใหม่” anontawong.com/subscribe/

ความหมายของอิสรภาพ

20170601_freedom

อิสรภาพ (น.) คือการไม่ขออะไร ไม่คาดหวังอะไร ไม่ขึ้นอยู่กับสิ่งใด

“Freedom (n.): To ask nothing. To expect nothing. To depend on nothing.”
― Ayn Rand, The Fountainhead

—–

ผมเป็นคนไม่ดื่มกาแฟ

อาจเป็นเพราะผมไม่รู้สึกว่ามันอร่อย และรู้สึกว่ามันแพงเกินไป

มีพี่คนหนึ่งต้องดื่มกาแฟเพราะไม่ดื่มแล้วมันจะง่วง เลยถามผมว่าถ้าไม่ดื่มกาแฟแล้วทำงานไหวเหรอ

ผมก็เลยตอบไปว่า ถ้าง่วงก็แปลว่าร่างกายพักผ่อนไม่เพียงพอ ดื่มกาแฟเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ สู้ไปแก้ที่ต้นเหตุดีกว่ามั้ย?

การไม่ดื่มกาแฟของผมจึงไม่ใช่แค่เรื่องรสชาติหรือเสียดายตังค์ แต่เป็นเรื่องความเชื่อส่วนตัวด้วยว่าเราควรพึ่งพาสิ่งนอกกายให้น้อยที่สุด เพราะยิ่งเอาชีวิตและความคาดหวังไปแขวนกับสิ่งภายนอกมากเท่าใด เราจะยิ่งตกเป็นทาสสิ่งๆ นั้นมากขึ้นเท่านั้น

ถ้าเราต้องดื่มกาแฟแก้ง่วง เราก็จะเป็นทาสของร้านกาแฟ

ถ้าเราอยากซื้อมือถือรุ่นใหม่ ทั้งๆ ที่เครื่องเดิมก็ยังใช้ดีอยู่ เราก็ตกเป็นทาสการตลาด

ถ้าเราต้องให้แฟนส่งข้อความมาจ๊ะจ๋าทุกเช้า พอไม่ส่งเราก็กระวนกระวายหรือกระฟัดกระเฟียด เราก็ได้ตกเป็นทาสของแฟนแล้วเช่นกัน

แน่นอน มีอะไรบางอย่างที่เราต้องทำเพราะเป็นหน้าที่ เช่นต้องป้อนนมลูก ต้องไปทำงาน ต้องออกกำลังกาย

แต่เรื่องอื่นๆ ที่เราคิดว่า “ต้องทำ” หรือ “ต้องมี” นั้น ถ้าสำรวจดีๆ มันเป็นแค่ความ “ต้องการ” เท่านั้นเอง

—–

ป.ล. บทความนี้ไม่ได้ต่อต้านการดื่มกาแฟนะครับ เพราะผมเชื่อว่าหลายคนดื่มเพราะว่าชอบกลิ่นและรสชาติของมันจริงๆ ผมเองก็ยังเป็นทาสของขนมไร้สาระอยู่ เพียงแต่ว่ามันไม่ได้หาซื้อง่ายเหมือนกาแฟเท่านั้นเอง

—–

อ่านบทความใหม่ทุกวันที่เพจ Anontawong’s Musings: facebook.com/anontawongblog

อ่านบทความทั้งหมด anontawong.com/archives

ดาวน์โหลดหนังสือ “เกิดใหม่” anontawong.com/subscribe/

มาจากไหนไม่สำคัญ

20170527_whereyoucomefrom

ที่สำคัญคือคุณจะไปไหนต่างหาก

“It doesn’t matter where you are coming from. All that matters is where you are going.”
– Brian Tracy

คนเราเกิดมาไม่เท่ากันอยู่แล้ว

คนที่ทำบุญมาดี จึงอาจได้เกิดมาในครอบครัวที่ฐานะดีกว่า มีสมองปราชญ์เปรื่องกว่า มีผิวพรรณหน้าตาที่ดีกว่าคนทั่วไป

แต่คนที่เกิดมาท่ามกลางความยากลำบากก็ใช่ว่าจะเสียเปรียบเสมอไป เพราะเขาจะมีทักษะที่ต่อให้มีเงินมากเท่าไหร่ก็จ้างใครมาสอนไม่ได้ เช่นความอดทนและความสู้ไม่ถอย

เราจึงไม่จำเป็นต้องไปขึ้นชกเวทีเดียวกับคนอื่น ถ้าเขาเป็นเฮฟวี่เวตก็ปล่อยเขา เราตัวเล็กหน่อยก็ไปต่อยรุ่นฟลายเวตก็ได้

ตราบใดที่เราไม่ปล่อยให้กิเลสครอบงำจนเกินไป ทำหน้าที่ของตัวเองให้เต็มที่ และคอยสำรวจตัวเองอยู่เสมอ ทุกๆ คนย่อมมีโอกาสเป็นแชมป์ในสังเวียนชีวิตนี้ได้ครับ


อ่านบทความใหม่ทุกวันที่เพจ Anontawong’s Musings: facebook.com/anontawongblog

อ่านบทความทั้งหมด anontawong.com/archives

ดาวน์โหลดหนังสือ “เกิดใหม่” anontawong.com/subscribe/

เหตุผลที่เราควรรักษาคำพูด

20170524_keepmyword

นิสัยหนึ่งที่ผมอยากปรับปรุงคือการรักษาคำพูด

ธรรมดาผมเองก็เป็นคนที่วางใจได้ระดับหนึ่ง ถ้าผมรับปากเรื่องใหญ่ๆ อะไรไว้ก็มักจะทำออกมาให้ได้ตามนั้น แต่ปัญหาก็คือบางทีก็ทำออกมาได้ช้ากว่าที่คิดไว้ หรืองานบางงานที่ไม่ได้สำคัญหรือเร่งด่วนมากก็จะถูกผัดวันประกันพรุ่งไปเรื่อยๆ แม้จะไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน แต่ผมก็ยังรู้สึกผิดอยู่ดี

ทุกคนรู้อยู่แล้วว่าการรักษาคำพูดเป็นเรื่องสำคัญ เพราะมันเป็นเรื่องการสร้างความน่าเชื่อถือและความเคารพ ถ้าเราพูดแล้วไม่ทำ ความเชื่อมั่นที่คนอื่นมีให้เราก็จะด้อยลงเรื่อยๆ

แต่ยังมีอีกเหตุผลหนึ่งที่ผมว่าสำคัญไม่แพ้กัน นั่นคือหากเราไม่รักษาคำพูดบ่อยๆ แม้แต่ตัวเราเองก็จะเลิกเชื่อตัวเองด้วย!

แม้แต่เรื่องเล็กๆ ว่าวันนี้เราจะทำอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายเราก็เอาเวลาไปผลาญกับเรื่องอื่น ความเชื่อมั่นในตัวเองในระดับจิตใต้สำนึกก็จะถูกบั่นทอนลงอย่างช้าๆ จนสุดท้ายเราจะกลายเป็นคนที่เลิกเชื่อคำพูดของตัวเองไปโดยปริยาย เพราะพูดอะไรไปแล้วไม่เห็นจะทำเสียที

กฎหมายจะศักดิ์สิทธิ์ถ้ามันถูกบังคับใช้อย่างเท่าเทียมกันฉันใด คำพูดของคนๆ หนึ่งจะศักดิ์สิทธิ์ก็ต่อเมื่อเขาพูดแล้วทำฉันนั้น

ถ้าคำพูดของเราขาดความศักดิ์สิทธิ์ระดับที่ตัวเองพูดแล้วยังไม่เชื่อ ก็ถึงเวลาต้องปฏิรูปโดยด่วนแล้ว

 


อ่านบทความใหม่ทุกวันที่เพจ Anontawong’s Musings: facebook.com/anontawongblog

อ่านบทความทั้งหมด anontawong.com/archives

ดาวน์โหลดหนังสือ “เกิดใหม่” anontawong.com/subscribe/