เจ้านายที่แย่ที่สุดในโลก

20181104_worstboss

คือตัวเราเอง

ต่อให้เราทำงานประจำ เราก็ยังเป็นนายของตัวเองอยู่ดี เราคือคนที่ดูแล career เราคือคนจัดการงานที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน และเราคือคนที่ดูแลการพัฒนาศักยภาพของตัวเอง

แต่เรากลับทำหน้าที่นี้ได้ไม่ดีเอาเสียเลย

ถ้าเรามีผู้จัดการที่พูดกับเราเหมือนที่เราพูดกับตัวเอง เราคงลาออกไปนานแล้ว

ถ้าเรามีหัวหน้าที่ใช้เวลาอย่างเปล่าประโยชน์เหมือนกับที่เราใช้ หัวหน้าคนนั้นคงโดนไล่ออกไปแล้ว

และถ้าเรามีองค์กรที่พัฒนาพนักงานได้แย่อย่างที่เราพัฒนาตัวเอง องค์กรนั้นก็คงจะเจ๊งในอีกไม่ช้า

แม้บางคนจะโชคดีได้ทำงานในองค์กรที่สนับสนุนให้พนักงานคิดและลงมือทำ แต่พอมีโอกาสที่จะได้ฉายแสง พวกเขากลับลังเลและเอาแต่ผัดผ่อนไปเรื่อยๆ

มีหนังสือไม่กี่เล่มที่สอนเรื่องการเป็นหัวหน้าที่ดี แต่น้อยยิ่งกว่านั้นคือหนังสือที่สอนให้เราเป็นนายที่ดีของตัวเอง

ทั้งๆ ที่ใน พ.ศ. นี้ ไม่น่าจะมีทักษะอะไรที่สำคัญไปกว่านี้แล้ว

—–

ถอดความมาจาก Seth Godin’s blog: The world’s worst boss https://seths.blog/2010/12/the-worlds-worst-boss/

ถ้าทะเลาะกันไม่เลิก

20181002_longdispute

แสดงว่าผิดทั้งคู่

“A long dispute means that both parties are wrong.”
-Voltaire

ความต้องการที่จะเป็นคนถูก หรือการได้ตะโกนบอกโลกว่าฉันไม่ผิด นับเป็น need อย่างหนึ่งของมนุษย์

เราจึงเสียเวลามากมายไปกับการถกเถียง ทั้งในโซเชี่ยลมีเดีย ในเว็บบอร์ด ในห้องไลน์ และในห้องประชุม

ไม่ใช่เพื่อแก้ปัญหาหรือเพื่อหาความจริง แต่เพื่อจะปกป้องอัตตาตัวตนเท่านั้น

เมื่อคนสองคนทะเลาะกัน มันก็มีความเป็นไปได้อยู่สี่ทาง

1. ฉันถูก เธอผิด
2. ฉันผิด เธอถูก
3. เราถูกทั้งคู่
4. เราผิดทั้งคู่

เมื่อไม่ลงรอย เลือดก็ขึ้นหน้า และเมื่อเลือดขึ้นหน้า เราก็เห็นความเป็นไปได้แค่ 1 ใน 4 คือฉันถูก เธอผิด

ทั้งๆ ที่จริงๆ เราอาจจะถูกทั้งคู่ หรือผิดทั้งคู่ก็ได้

ถ้าเรื่องที่เถียงกันมันไม่ใช่เรื่องใหญ่ คนที่ยอมลดราวาศอกก่อนคือคนที่ได้เปรียบ

หนึ่ง คือเขาได้ฝึกฝนที่จะระงับกิเลสของความต้องการที่จะเป็นคนถูก

สอง คือเขาได้แสดงให้เห็นว่าเขาเป็นผู้ใหญ่พอที่จะให้ค่ากับความสัมพันธ์มากกว่าการเอาชนะกันแบบเด็กๆ

ถ้าทะเลาะกันแล้วมีหนึ่งคนคิดได้อย่างนี้ก็โชคดีไป

แต่ถ้าคิดไม่ได้ทั้งคู่ ก็ถือเป็นเรื่องน่าเสียดายและน่าเสียใจแทนครับ

ก่อนจะทำอะไรลงไป

20180927_futureself

ถามตัวเราในอนาคตด้วยว่าเค้าโอเครึเปล่า

เรามีวันนี้ได้ ก็เพราะสิ่งที่เราเคยทำเอาไว้ในอดีต

ซึ่งมีทั้งเรื่องดีและเรื่องไม่ดี

เรื่องดีๆ ที่เราเคยทำก็เปรียบเหมือนของขวัญที่ตัวเราในอดีตมอบให้กับตัวเราในปัจจุบัน

ส่วนเรื่องที่เราเคยทำไม่ดี ก็คือขยะที่ทำให้เราต้องมานั่งสะสางในวันนี้

เวลาตกอยู่ในสถานการณ์ที่ชวนให้ใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผล ลองถามตัวเองว่า สิ่งที่เรากำลังจะทำอยู่นี้ มันจะเป็นของขวัญหรือเป็นขยะให้กับตัวเราในอนาคต

สิ่งที่ต้องระวังก็คือ ของบางอย่างที่ดูเหมือนของขวัญในตอนนี้ อาจเป็นขยะในภายหลังก็ได้ เช่นดูซีรี่ส์จนเช้า ซื้อของที่ไม่จำเป็นด้วยเงินผ่อน หรือทำสิ่งที่สาแก่ใจแต่บั่นทอนความสัมพันธ์

จะทำอะไรก็ตาม อย่าให้ตัวเราในอนาคตกลับมาด่าเราได้นะครับ

เราหลอกตัวเองได้

20180908_foolyourself

แต่เราหลอกจิตใต้สำนึกตัวเองไม่ได้

เมื่อไหร่ก็ตามที่เรากำลังทำอะไรที่ไม่ถูกต้องหรือไม่สอดคล้องกับตัวตนของเรา แม้เราจะหาเหตุผลมาสร้างความชอบธรรมให้กับการกระทำของเราเก่งเพียงใด แต่ลึกๆ เราก็ยังรู้อยู่ดีว่ามันไม่จริง

ผมจึงมีความเชื่อว่า คนที่ไม่ซื่อตรงนั้นจะมีไฟสุมอกอยู่เสมอ

ไม่ว่าจะเป็นพนักงานที่อู้งานเป็นประจำ

หรือนักสร้างแรงบันดาลใจที่จัดการชีวิตตัวเองยังไม่ได้

หรืออัพไลน์ของนักธุรกิจเครือข่ายที่รู้อยู่แก่ใจว่าดาวไลน์ส่วนใหญ่จะขาดทุน

หรือนักการเมืองและที่เอาแต่แสวงหามากกว่าสร้างผลประโยชน์

คนเหล่านี้ แม้ภายนอกจะดูสุขสบาย ดูเป็นคนฉลาด ทำน้อยได้มาก แต่ในใจเขาย่อมรู้สึกว่ามีอะไรที่ “ไม่ลงรอย” กันอยู่

และไอ้ความรู้สึกที่ไม่ลงรอยนี่แหละที่จะสร้างพื้นที่ว่างภายในใจ จนนำไปสู่การบริโภคเกินพอดีเพื่อจะถมที่ว่างนั้น

แต่ถมอย่างไรก็ถมไม่เต็ม เพราะของนอกกายไม่อาจซ่อมแซมแผลข้างในใจได้

เราหลอกใครก็ได้ หลอกได้แม้กระทั่งตัวเอง

แต่สุดท้ายแล้วเราไม่สามารถหลอกจิตใต้สำนึกตัวเองได้

ถ้าไม่อยากสร้างนรกในใจ ก็ต้องเลิกหลอกคนอื่น และเลิกหลอกตัวเองได้แล้วนะครับ

อย่าเทียบข้างในของเรากับข้างนอกของคนอื่น

20180821b

แม้จะเป็นการยากก็ตาม

เพราะทุกคนพร้อมจะอวดไฮไลท์ของชีวิตประเคนใส่พานฟีด Facebook และ IG มาให้เราเสพ

ชีวิตของคนอื่นจึงดูดีกว่าความเป็นจริงเสมอ

ซึ่งมันก็ทำให้ชีวิตของเราดูแย่กว่าความเป็นจริงไปด้วย เพราะคนเราชอบเปรียบเทียบ และเมื่อเราเอาข้างในของเราไปเปรียบกับข้างนอกของเขา เราก็ย่อมรู้สึกแย่อย่างช่วยไม่ได้

เมื่อใดก็ตามที่เกิดสภาวะนี้ในใจ อาจต้องเตือนตัวเองว่า ทุกๆ คนมีความทุกข์ในแบบฉบับของตัวเอง เราก็ทุกข์ในแบบของเรา เขาก็ทุกข์ในแบบของเขา การที่คนๆ หนึ่งตะโกนให้โลกรู้ว่าชีวิตฉันดีแค่ไหน อาจเป็นเพียงกลไกในการชดเชยความทุกข์บางอย่างในใจเขาก็ได้

ในมุมกลับ เขาสุขได้ในแบบของเขา เราก็สุขได้ในแบบของเรา ซูชิมื้อละสามพันอาจอร่อยไม่เท่าคอหมูย่างจิ้มแจ่วที่นั่งล้อมวงกินกันก็ได้

ไม่เทียบข้างนอกเขากับข้างในเรา ไม่เทียบสุขของเรากับสุขของใคร จะได้ไม่ต้องทุกข์จนเกินพอดีครับ

—–

รับสมัคร Storytelling with Powerpoint Presentation Workshop รุ่นที่ 1 ดูรายละเอียดได้ที่ https://goo.gl/3JJ5vR (รับ 20 ที่ ตอนนี้เหลือ 9 ที่ครับ)

ผู้ใหญ่สมาธิสั้น

20180821

ช่วงนี้ผมให้ลูกสาววัยสองขวบกว่าเข้าร่วม Montessori Playgroup ซึ่งเน้น “เล่น” เป็นหลัก

ก่อนจะเรียนเต็มเวลาได้ ผู้ปกครองต้องพาลูกไปทดลองเรียนวันเสาร์-อาทิตย์ก่อน โดยวันแรกที่ไป เด็กกลุ่มผมมีกันอยู่ 5 คน รวมผู้ปกครองอีก 5 ท่าน เด็กจะเดินไปหยิบของเล่นอะไรมานั่งเล่นก็ได้ ส่วนผู้ปกครองมีหน้าที่คอยช่วยเหลือเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น

พอครูบอกว่า จะให้เด็กนั่งเล่นในห้องนี้หนึ่งชั่วโมง ผมก็คิดในใจว่า โห เด็กๆ จะไม่เบื่อไปเสียก่อนเหรอ

เวลาผ่านไปได้ประมาณ 30 นาที หันไปมองรอบตัว เด็กส่วนใหญ่ยังดื่มด่ำกับการเล่นของเล่น ขณะที่ผู้ปกครอง 3 ใน 5 กำลังนั่งเล่นมือถือ

—–

ช่วงนี้ผมเป็นโรค “สะดุดรายทาง” บ่อย

ยกตัวอย่างเช่นเมื่อต้นสัปดาห์ที่แล้ว ผมตื่นมาพร้อมกับความตั้งใจว่าจะกด publish และแชร์บทความที่ผมเขียนเตรียมเอาไว้ ใช้เวลาไม่น่าเกิน 1 นาที

แต่พอนึกได้ว่า ท้ายบทความต้องระบุว่าเหลือที่นั่ง Time Management Workshop อีกกี่ที่ ผมเลยเข้าไปดูเมลว่ามีคนโอนเงินมาครบหรือยัง แต่พอเข้าไปในอินบ๊อกซ์ ก็ไปเจออีกเมลหนึ่งเรื่องการสอนออนไลน์ เลยเปิดขึ้นมาดู อ่านไฟล์พรีเซนเทชั่นและเปิดวีดีโอตัวอย่างดูว่าเขาสอนยังไง ก่อนจะส่งเมลนั้นไปให้แฟนดูว่าสนใจมั้ย

จากนั้นก็กลับมานั่งไล่ดูเมลว่าใครโอนเงินมาแล้วบ้าง เช็คกับรายชื่อที่ลงทะเบียนมา แล้วก็ส่งเมลคอนเฟิร์มคนเหล่านั้น ก่อนจะกลับไปแก้ไขบล็อกเพื่อระบุจำนวนที่นั่งที่เหลือ ซึ่งระบบ WordPress ที่ผมใช้เขียนบล็อกดันมีปัญหาจนต้องเปิด-ปิดอยู่หลายรอบ สุดท้ายเลยตัดสินใจไม่แก้เนื้อความในบล็อก แต่ใส่เพิ่มในเฟซบุ๊คแทน

เหลือบดูนาฬิกา เวลาล่วงเลยมาแล้ว 30 นาที

—–

ผู้ใหญ่เดี๋ยวนี้สมาธิสั้นลงทุกวัน

เคยมั้ย เวลาจะเข้าไลน์เพื่อไปทำสิ่งๆ หนึ่ง แต่พอเจอข้อความอื่นๆ ที่น่าสนใจกว่า เราก็จะลืมความตั้งใจเดิมไปทันที

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นกับทุกๆ อย่างที่เราใช้ ไม่ว่าจะเป็นเฟซบุ๊ค อีเมล หรืออะไรก็ตามที่อยู่ในมือถือและคอมพิวเตอร์

เหมือนออกจากบ้าน 9 โมงเช้าจะขับรถไปพัทยา แต่แวะเมกาบางนา-บางปะกง-บางแสน-สวนเสือศรีราชา ฯลฯ กว่าจะถึงพัทยาก็เกือบเที่ยงคืน หรือบางทีก็ไปไม่ถึงด้วยซ้ำ

พี่วู้ดดี้เคยมาพูดที่ Wongnai และบอกวิธีรับมือกับปัญหานี้ว่าต้องตั้งสติให้ดีๆ

ก่อนเปิด LINE พี่วู้ดดี้จะบอกกับตัวเองว่า กูกำลังจะเข้าไลน์ ไม่ว่าข้อความจะดีจะแย่ยังไง กูจะเพลิดเพลินไปกับการแก้ปัญหา และกูจะอยู่ในนั้นแค่ 3 นาที

ก่อนจะเปิด Instagram พี่วู้ดดี้ก็จะบอกกับตัวเองว่า กูกำลังจะเล่น IG และไม่ว่ารองเท้าที่ชมพู่ อารยา โพสต์จะน่าซื้อแค่ไหนก็ตาม กูก็จะกลั้นใจไม่หลงตามไปด้วย

—–

ของเล่นของมอนเตสซอรี่ทำให้เด็กมีสมาธิดีขึ้น

แต่ของเล่นที่พวกเราผู้ใหญ่เล่นกัน น่าจะทำให้สมาธิสั้นลง

ของเล่นเด็กวางอยู่ในห้อง แต่ของเล่นผู้ใหญ่ติดตัวเราตลอดเวลา

ถ้าปล่อยตัวปล่อยใจไปกับของเล่น เราจะกลายเป็นผู้ใหญ่สมาธิสั้นในที่สุด

เราจึงควรตั้งสติทุกครั้งก่อนทำอะไรครับ

—–

รับสมัคร Storytelling with Powerpoint Presentation Workshop รุ่นที่ 1 ดูรายละเอียดได้ที่ https://goo.gl/3JJ5vR (รับ 20 ที่ ตอนนี้เหลือ 15 ที่ครับ)

ถ้าไม่มีความสุขกับงานที่ทำ

20180819.png

ขอให้เชื่อว่า

1.ทีมที่ดี / องค์กรที่ดีและเหมาะกับเรานั้นมีอยู่จริง
2.เขากำลังหาคนเก่งๆ และเหมาะกับเขาไปร่วมงาน

คำถามก็คือเราเก่งพอ ดีพอสำหรับเขารึยัง?

ถ้ายังไม่เก่งพอ ยังไม่ดีพอ ทางเลือกเราก็มีน้อย นั่นคือเหตุผลที่มีคนมากมายที่ไม่แฮปปี้กับงานแต่ก็ไม่รู้จะย้ายไปไหน ความไม่เก่งก็เลยกลายเป็นโซ่ตรวนล่ามตัวเองไปโดยปริยาย

ส่วนคนที่เก่งนั้นจะมีอิสระ ถ้างานที่นี่ไม่เหมาะกับเขา เขาก็ยังหล่อเลือกได้/สวยเลือกได้เสมอ

ดังนั้น ถ้าไม่อยากทนทุกข์กับงานที่ทำ เราก็ต้องรีบเก่งขึ้น

และวิธีที่สั้นและตรงที่สุด คือทำงานตรงหน้าให้ดีที่สุด

เมื่อเราทำงานได้ดี เราก็จะมีความมั่นใจ และได้ความเคารพตัวเองกลับคืนมา และพลังบวกนี่แหละที่จะทำให้เราเก่งขึ้นเรื่อยๆ จนความทุกข์ที่มีกับงานจะน้อยลงไปโดยปริยาย บวกกับทางเลือกที่เพิ่มขึ้นมากมายในอนาคต

ในทางกลับกัน ถ้าเรามัวแต่เฝ้าฝันถึงงานที่ดีกว่า โดยละเลยที่จะทำงานปัจจุบันให้สำเร็จลุล่วง ทีมอื่นๆ ก็คงไม่มีใครอยากชวนเราไปอยู่ด้วย และโอกาสที่จะได้งานดีๆ กับองค์กรที่ดีก็ย่อมริบหรี่เช่นกัน

ดังนั้น หยุดโทษคนอื่น ปรับที่ตัวเอง เพื่อที่วันหนึ่งเราจะได้มีอิสระในการเลือกงานที่เติมเต็มเราได้จริงๆ ครับ

—–

รับสมัคร Storytelling with Powerpoint Presentation Workshop รุ่นที่ 1 ดูรายละเอียดได้ที่ https://goo.gl/3JJ5vR

เหมือนกันไม่เหมือนกัน

20180818

เมื่อวานนี้น้องที่ทำงานคนหนึ่งเล่าว่า ตอนเด็กๆ เขานึกว่าแพนเค้กกับวอฟเฟิลคืออาหารชนิดเดียวกัน โตมาถึงเพิ่งรู้ความแตกต่าง

—–

ตอนเรียนอยู่ปี 1 ที่มหาวิทยาลัย ผมมีเพื่อนที่พกน้ำขวดติดตัวตลอดเวลา เขาบอกผมว่าเขาดื่มน้ำยี่ห้อนี้ยี่ห้อเดียวเท่านั้น น้ำยี่ห้ออื่นมันไม่หวาน ใจผมตอนนั้นก็คิดว่า น้ำดื่มยี่ห้อไหนมันก็น้ำเปล่าทั้งนั้น ไม่มีสีไม่มีกลิ่นไม่มีรส ไม่เห็นจะต่างกันเลย

ผ่านมาเป็นสิบปีถึงเพิ่งเข้าใจสิ่งที่เพื่อนเคยบอก น้ำดื่มแต่ละยี่ห้อรสชาติไม่เหมือนกันจริงๆ และเวลาผมซื้อน้ำขวดก็จะเลือกซื้อแค่ไม่กี่ยี่ห้อเท่านั้น

—–

แต่ก่อนผมเป็นคนชอบกินพริงเกิลส์มาก โดยเฉพาะรสซาวครีมและหัวหอม แต่ก็ซื้อกินได้ไม่บ่อยเพราะราคากระป๋องละ 65-80 บาทและมีวางขายแต่ในซูเปอร์มาร์เก็ต

จนกระทั่งเมื่อซัก 7 ปีที่ผ่านมา พริงเกิลส์ก็บุกตลาดไทยเต็มตัว แถมราคาก็ถูกลงด้วย แต่สิ่งที่หลายคนอาจไม่รู้ก็คือพริงเกิลส์กระป๋องละ 55 บาทที่เราเห็นวางขายใน 7-Eleven ตอนนี้มันคนละเวอร์ชั่นกับพริงเกิลส์กระป๋องละ 65 บาท

พริงเกิลส์ที่มีวางขายกันทั่วไปนั้นผลิตในมาเลเซีย ส่วนพริงเกิลส์กระป๋องละ 65 บาทนั้นผลิตในอเมริกาและยังหาซื้อยากเหมือนเดิม ผมแทบไม่เคยซื้อเวอร์ชั่นมาเลเซียเลย แต่ถ้าเจอเวอร์ชั่นอเมริกาเมื่อไหร่ก็จะซื้อติดมือกลับบ้านเสมอ

—–

รอบตัวเรามีสิ่งที่เหมือนกันแต่ไม่เหมือนกันอยู่หลายอย่าง

เป๊ปซี่กับโค้ก

มาม่ากับยำยำ

ยาคูลท์กับบีทาเก้น

เราอาจจะมีเพื่อนที่เรื่องมากกับเรื่องเล็กน้อยเหล่านี้ เหมือนที่ผมเรื่องมากจะกินแต่พริงเกิลส์สัญชาติอเมริกัน ทั้งๆ ที่ถ้ามองจากคนนอก จะกินอันไหนมันก็เหมือนๆ กัน

แต่ผมว่ารายละเอียดเล็กน้อยเหล่านี้แหละครับที่สำคัญ

คำพูดเดียวกัน แต่พูดด้วยน้ำเสียงที่แตกต่างกัน ความหมายก็แตกต่างแล้ว

คำพูดเดียวกัน แต่คนพูดคนละคนกัน คนฟังก็รู้สึกแตกต่างแล้ว

สไลด์เนื้อหาเหมือนกัน แต่ใช้ฟอนท์ต่างกัน ก็ดูเป็นมืออาชีพไม่เท่ากันแล้ว

ดังนั้น โปรดระวังเวลาเรากำลังเกิดความคิดที่ว่า “เพื่อน/แฟน/หัวหน้าเรื่องมากจัง มันก็เหมือนๆ กันนั่นแหละ”

เพราะจริงๆ แล้วมันไม่เหมือนกันเลย อย่างน้อยก็สำหรับคนคนนั้น

หากเราเข้าใจและใส่ใจรายละเอียดเหล่านี้ เราก็น่าจะไปได้ไกลกว่า ทั้งในเรื่องความสัมพันธ์และการทำงานครับ

คำถามที่เราควรถามตัวเองบ่อยๆ

20180811_really

คือ Really? This is the best you can do?

ขออภัยที่ใช้ภาษาอังกฤษ แต่ผมว่ามันกระชับและเป็นธรรมชาติกว่าแปลเป็นไทย

เวลาเราอยู่ในโหมดที่ไม่สร้างสรรค์ คำถามนี้จะกระตุกเราให้ออกจากโหมดนั้นได้

เช่นตอนนอนอืดมาทั้งวันไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน

หรือตอนที่เรากำลังหงุดหงิดและหาวิธีแก้แค้นใครบางคน

หรือตอนที่เราทำงานแบบชุ่ยๆ ขอไปที

Really? This is the best you can do?

จะเอาแค่นี้จริงๆ เหรอ?

มนุษย์คือผู้มีจิตใจสูงและมีศักภยภาพที่จะทำสิ่งดีๆ ได้มากมาย

อย่าใช้โอกาสดีๆ อย่างนี้ให้เปล่าเปลืองเลยนะครับ

—–

รับสมัคร Time Management Workshop รุ่น 11 เรียนบ่ายวันเสาร์ที่ 1 กันยายนที่ Sook Station สุขุมวิท 101/2 (BTS อุดมสุข) ดูรายละเอียดได้ที่นี่ครับ https://goo.gl/eXKLhg (เหลืออีก 13 ที่)

เคยรักใครมากเสียจนเราพร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อเขาไหม?

20180725_lovingsomuch

มากพอที่เราจะตื่นเช้ากว่าที่เคย

มากพอที่เราจะทำสิ่งที่ไม่เคยคิดจะทำ

มากพอที่เราจะเลิกนิสัยแย่ๆ

มากพอที่จะลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงตัวเอง

ถ้าคุณเคยผ่านประสบการณ์นี้ และยังจำความรู้สึกนั้นได้

ลองรักตัวเองแบบนั้นดูบ้างดีมั้ย?

“Ever loved someone so much, you would do anything for them? Yeah, well, make that someone yourself and do whatever the hell you want.”
-Harvey Specter