คิดเองเออเอง

20180521_naive

ช่วงเดือนที่ผ่านมา ผมมีเรื่องคิดเองเออเองบ่อยเสียจนอยากเขกหัวตัวเอง

เรื่องมันเกิดมาจากผมกับแฟนคิดจะรีไฟแนนซ์บ้าน เลยเล็งธนาคารที่น้องชายใช้บริการกู้บ้านอยู่ เป็นธนาคารที่ไม่ใช่สัญชาติไทย

รอจนวันหยุดสุดสัปดาห์ก็ขับรถไปห้างซีคอนที่มีสาขาของธนาคารนี้เปิดอยู่ แต่พอเดินเข้าไปคุยปรากฎว่าสาขานี้ไม่รับคุยเรื่องรีไฟแนนซ์บ้าน ต้องไปคุยที่สำนักงานใหญ่วันธรรมดาเท่านั้น

เผอิญสัปดาห์ถัดมามีธุระให้ต้องเข้าเมืองพอดี เลยจัดเวลาให้เข้าไปที่สำนักงานใหญ่ด้วย เดินไปกดบัตรคิวแล้วมานั่งลงตรงหน้าเจ้าหน้าที่ พอเอ่ยปากบอกว่าจะมาคุยเรื่องรีไฟแนนซ์ เขาบอกว่าต้องขึ้นไปคุยบนออฟฟิศ

ขึ้นไปชั้นสิบกว่าๆ เป็นออฟฟิศปกติ ผมเข้าประตูไม่ได้ รอจนมีพนักงานเดินผ่านและเอา access card มาทาบให้ เลยได้เข้าไปจุดให้ลูกค้านั่งรอ ผมบอกคนแถวนั้นว่าจะมารีไฟแนนซ์บ้าน เขาก็บอกว่าจะไปตามเจ้าหน้าที่มาให้ รออยู่เกือบสิบนาทีเจ้าหน้าที่ถึงจะมา พอบอกเรื่องไปเขาก็หายไปอีกเกือบยี่สิบนาทีเพื่อจะเอาโบรชัวร์มาให้พร้อมเขียนรายละเอียดว่าต้องเตรียมเอกสารอะไรบ้าง และทิ้งเบอร์ของเขาไว้ให้

กลับมาถึงบ้านใช้เวลาอีกร่วมสองสัปดาห์กว่าจะเตรียมเอกสารทุกอย่างครบ วางแผนว่าต้องลางานครึ่งวันเพื่อเข้าไปสำนักงานใหญ่อีกรอบ แต่เอะใจขึ้นมาว่า เอกสารที่เขาระบุมามีแต่ฝั่งเรา ไม่เห็นมีใบสมัครให้กรอกเลย พอโทร.ไปบอกเจ้าหน้าที่ว่าจะนัดหมายเข้าไปในวันพรุ่งนี้เพื่อกรอกใบสมัคร เขาบอกว่าไม่ต้องเข้ามาก็ได้ เดี๋ยวส่งเจ้าหน้าที่ไปรับเอกสารถึงบ้านและเอาใบสมัครไปให้กรอก

เห็นได้ชัดว่าผมมีความคิดเองเออเองหลายรอบมาก

คิดเองว่าทุกสาขาจะรับเรื่องรีไฟแนนซ์บ้าน

คิดเองว่าต้องเข้าไปคุยเองถึงสำนักงานใหญ่ถึงจะได้เอกสารครบ

คิดเองว่าต้องเข้าไปส่งเอกสารเองกับมือ

ทำให้ผมเสียเวลาเดินทาง เสียเวลานั่งรอเจ้าหน้าที่ และเสียเวลาวางแผนการเข้าไปในเมืองอยู่ไม่น้อย

ทั้งๆ ที่เพียงผมกูเกิ้ลเสียหน่อยให้ได้เบอร์ติดต่อมา แล้วเอาเบอร์นั้นโทร.เข้าไป ผมอาจจะไม่จำเป็นต้องก้าวเท้าออกจากบ้านเลยด้วยซ้ำ

โอเค ผมอาจจะเถียงว่าก็ธนาคารอื่นมันทำได้หมด ธนาคารนี้สิแปลก

แต่สุดท้ายแล้ว ใครจะผิดใครจะถูกไม่สำคัญเท่ากับว่าวิธีไหนจะทำให้ผมเสียเวลาน้อยที่สุด

ความคิดเองเออเองนี่มีซ๋อนตัวอยู่ในทุกหนแห่ง เพราะเราเอามาตรฐานที่เห็นอยู่ทั่วไปมาเป็น heuristics หรือ rule of thumb ที่ช่วยประหยัดแรงในการคิด ที่เราเห็นเป็นประจำก็เช่น

คนนี้เข้าวัดถือศีล คงไม่โกหกเราหรอก

คนนี้แต่งตัวเปรี้ยว สงสัยเจ้าชู้แน่ๆ

คนนี้เปิดคอร์สสอนสัมมนา แสดงว่าต้องเทพสุดๆ แหงๆ

คนนี้เรียนเก่งมากเลย ต้องทำงานเก่งด้วยแน่ๆ

คนนี้เขารวยจะแย่แล้ว คงไม่คิดโกงเรา

ซึ่งเราก็ได้พบแล้วว่ามันไม่ได้จริงเสมอไป

คิดเองเออเองนั้นมีประโยชน์ในหลายวาระ แต่ต้องพึงระลึกว่ามันไม่อาจใช้ได้กับทุกวาระนะครับ

—–

Time Management Workshop รุ่นที่ 8 เต็มแล้วครับ จึงเปิดรับรุ่นที่ 9 รอบบ่ายวันเสาร์ที่ 26 พ.ค. นี้ ดูรายละเอียดได้ที่นี่ครับ https://goo.gl/T6c5XA

ดูแมวเป็นเยี่ยงอย่าง

20180425_cat

แมวเป็นสัตว์ที่น่ารักและน่าหมั่นไส้ในเวลาเดียวกัน

น่ารักเพราะว่ามันหน้าตาดีทั้งตระกูล

น่าหมั่นไส้คือมันไม่ค่อยแคร์เราในฐานะเจ้าของที่ดูแลมันเลย

แต่ผมเพิ่งตระหนักว่าแมวก็มีแง่มุมที่น่าชื่นชมที่เราควรเอาอย่างด้วย เช่น

แมวอยู่กับปัจจุบัน – มันไม่คิดถึงอดีตและไม่กังวลกับอนาคต สิ่งเดียวที่มันสนใจคือสิ่งที่อยู่ตรงหน้ามันเท่านั้น คุณเคยเห็นแมวที่เป็นโรคซึมเศร้ามั้ย? ผมไม่เคยนะ

แมวรักตัวเองก่อน – ซึ่งไม่ได้แปลว่ามันเห็นแก่ตัว คำว่าเห็นแก่ตัวมีแต่ในมนุษย์เท่านั้นเราเลยใช้คำนี้ไปตีตราแมวด้วย แมวมันแค่ทำในสิ่งที่อยากทำ เมื่อตัวมันแฮปปี้ มันจึงช่วยให้คนอื่นมีความสุขได้

แมวไม่ต้องพึ่งพาใคร – แมวต่างจากหมาคือถึงมันไม่มีเจ้าของมันก็หาอยู่หากินของมันเองได้ ที่มันมากินข้าวบ้านเราไม่ใช่เพราะว่าเป็นเรื่องจำเป็น เพียงแต่มัน “เลือก” ที่จะมากินข้าวของเราก็เท่านั้น

แมวไม่สนสายตาคน – พอมันไม่ต้องพึ่งพาใคร มันจึงมีอิสระที่จะทำในสิ่งที่ตัวเองต้องการโดยไม่ต้องแคร์ว่ามันจะดูไม่ดีในสายตาคนอื่นหรือไม่

แมวพอใจตัวเองในแบบที่มันเป็น – แมวนั้นหน้าตาดี แถมรู้ตัวด้วยว่ามันหน้าตาดี มันเลยไม่จำเป็นต้องเทียบตัวเองกับแมวตัวอื่น ไม่เคยน้อยเนื้อต่ำใจว่าสีสวยไม่เท่าเขา ตัวใหญ่ไม่เท่าเขา

แมวรักแบบไม่หัวปักหัวปำ – หมาอาจะแสดงความรักด้วยการกระดิกหางและกระโดดเข้าใส่ ส่วนแมวจะแค่มานั่งอยู่ใกล้ๆ หลับตา 1 วินาทีแล้วลืมตาหันมาชำเลืองมองเรา

แมวรู้จักพักผ่อน – แมวนอนวันละ 15 ชั่วโมงอย่างไม่เคยต้องรู้สึกผิด

แน่นอน เราคงเอาอย่างแมวเป๊ะๆ ไม่ได้ เพราะเราก็มีหน้าที่และมีคนที่ต้องดูแล

แต่เมื่อใดก็ตามที่ชีวิตรวนๆ ลองสวมหัวใจแมวดูบ้างก็อาจจะช่วยให้เราจัดการตัวเองได้ดีขึ้นนะครับ

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก LifeHacker  Podcast: How to Think Like a Cat, With Humorist Stéphane Garnier 

นักบุญทุกคนมีอดีต

20180425_saint

คนบาปทุกคนมีอนาคต

“Every saint has a past, and every sinner has a future.”
― Oscar Wilde

ไม่มีใครไม่เคยทำผิดพลาด

แม้กระทั่งคนที่เราเห็นว่าดีแสนดี ก็อาจจะมีอดีตที่เขาไม่อยากให้ใครรู้ก็ได้

ในทางกลับกัน คนที่เราเห็นว่าตอนนี้ไม่ได้เรื่อง ชีวิตเขาก็อาจจะพลิกผันได้เสมอหากได้เจอ “ครู” ดีๆ ซึ่งอาจจะมาในรูปแบบบุคคล หนังสือ หรือสถานการณ์

เมื่อความแน่นอนคือความไม่แน่นอน เราจึงไม่ควรด่วนตัดสินใคร รวมถึงตัวเราเองด้วย

ขนาดหนอนดักแด้ที่หน้าตาน่าเกลียด ยังกลายเป็นผีเสื้ออันงดงามได้เลยนะครับ

สองคนในร่างเดียว

20180423_twominds

คิดว่าทุกคนน่าจะเคยเจอปัญหานี้

ปัญหาที่เรารู้ว่าควรจะทำอย่างไร แต่พอจะทำดันทำไม่ได้

เช่นรู้ว่ากินอาหารติดมันไม่ดี แต่เจอกี่ทีก็หยุดไม่ได้

หรือรู้ว่าไม่ควรพูดจาไม่ดี แต่เจอคนนิสัยแย่ๆ เราก็อดไม่ได้

ในหนังสือ Principles Ray Dalio บอกว่าตัวตนของคนเรานั้นมี 2 ระดับ

คือตัวตนชั้นบน กับตัวตนชั้นล่าง (Upper Level You และ Lower Level You)

ตัวตนชั้นบนจะถูกกำกับโดยจิตสำนึกและสมองส่วน prefrontal cortex ที่ใช้ในการคิด คำนวณ และทำอะไรที่เป็นเหตุเป็นผล

ตัวตนชั้นล่างจะถูกกำกับโดยจิตใต้สำนึกและสมองส่วนอมิกดาลา (amygdala) ที่มีความสำคัญต่อการเอาชีวิตรอด

จิตใต้สำนึกนั้นแข็งแรงกว่าจิตสำนึกมาก เพราะสมองส่วนกลางนั้นวิวัฒนาการมาก่อนสมองส่วนหน้ามานับแสนนับล้านปี

จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ “ใจเราจะเข้มแข็งไม่พอ” เมื่อเจอสิ่งเร้า

เวลาเจออาหารติดมัน สมองจะบอกว่าไม่ดีต่อสุขภาพ แต่จิตใต้สำนึกบอกว่ามันคือแหล่งพลังงานซึ่งสำคัญต่อการประทังชีวิต

เวลาเจอคนนิสัยแย่ๆ จิตใต้สำนึกจะตีความว่ามันเป็นการคุกคามกัน ร่างกายของเราก็เลยป้องกันการรุกรานนั้นด้วยความก้าวร้าว

แล้วเราจะเอาชนะจิตใต้สำนึกได้อย่างไร?

วิธีการแก้ที่ได้ผลที่สุดคือสร้างอุปนิสััยใหม่ขึ้นมา (habit) โดยให้นิสัยนั้นเป็นคุณต่อเรา

เช่นต้องหัดกินของไม่ติดมันบ่อยๆ ซักพักร่างกายเราก็จะเลิกปรารถนาของติดมันไปเอง หรือเวลาเจอคนนิสัยแย่ๆ เราก็เลี่ยงการปะทะหรือใช้อารมณ์ขันเข้ามาทำให้สถาการณ์มันตึงเครียดน้อยลง

อุปนิสัยหรือ habit นั้นทำงานในระดัับจิตใต้สำนึกเช่นกัน คือเราทำโดยที่ไม่ต้องเสียเวลาหรือออกแรงคิดด้วยซ้ำ เหมือนตื่นเช้ามาก็แปรงฟันอาบน้ำโดยไม่ต้องคิด

อีกประเด็นคือเราต้องระลึกเสมอว่าในเรานั้นมีสองคนในร่างเดียว คือตัวตนชั้นบน กับตัวตนชั้นล่าง

ถ้าเรากำลังทำอะไรเพื่อความสะใจหรือเพื่อแก้แค้นอยู่ นั่นแสดงว่าเรากำลังปล่อยให้ตัวตนชั้นล่าง (ซึ่งมีหน้าที่หลักคือการเอาชีวิตรอด) ทำงานมากเกินไป

เมื่อรู้แล้ว ก็ไม่ต้องสู้ แค่คอยดูมันทำงานไปเรื่อยๆ จนหมดแรงไปเอง

เมื่อเริ่มควบคุมตัวเองได้ ค่อยเอาตัวตนชั้นบนที่มีสติเข้าไปจัดการปัญหาอย่างถูกต้องครับ

—–
หนังสือ Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ พิมพ์ครั้งที่ 3 แล้วนะครับ! หาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ B2S ศูนย์หนังสือจุฬา คิโนะคุนิยะ เอเชียบุ๊คส์ และร้านหนังสือทั่วไปครับ

ถ้าเราเป็นม้าแข่ง

20180409_racehorse

ม้าตัวนี้จะเข้าวินรึเปล่า?

ถ้าเราเป็นหุ้นตัวหนึ่ง

เราจะกล้าซื้อหุ้นตัวนี้มั้ย?

ถ้าเจ้านายมาเห็นว่าระหว่างวันเราเข้าเว็บอะไรบ้าง เขาจะยังขึ้นเงินเดือนให้เรารึเปล่า?

ถ้าคนที่เราแอบชอบมานานรู้ว่าเราใช้เวลาว่างไปกับอะไรบ้าง เขาจะยังอยากฝากชีวิตไว้กับเรามั้ย?

มองตัวเองด้วยสายตาเดียวกับที่เรามองคนอื่น

แล้วเราน่าจะประเมินได้ว่า ที่เป็นอยู่นี้มันโอเคแล้วรึยังครับ

—-

หนังสือ Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ พิมพ์ครั้งที่ 3 แล้วนะครับ! หาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ B2S ศูนย์หนังสือจุฬา คิโนะคุนิยะ เอเชียบุ๊คส์ และร้านหนังสือทั่วไปครับ

วันหนึ่งเราอาจเป็นแบบเขา

20180317_onethem

เห็นเพื่อนอกหักกินไม่ได้นอนไม่หลับ

วันหนึ่งเราอาจเป็นแบบเขาก็ได้

เห็นแม่ขี้บ่น

วันหนึ่งเราอาจเป็นแบบเขาก็ได้

เห็นคนเช้าชามเย็นชาม

วันหนึ่งเราอาจเป็นแบบเขาก็ได้

เห็นคนปล่อยเนื้อปล่อยตัวจนดูแก่กว่าวัย

วันหนึ่งเราอาจเป็นแบบเขาก็ได้

เห็นคนเหลิงอำนาจ

วันหนึ่งเราอาจเป็นแบบเขาก็ได้

เห็นลุงแก่ๆ นั่งรถเข็นเป็นไม้ใกล้ฝั่ง

วันหนึ่งเราอาจเป็นแบบเขาก็ได้

—–

เห็นรุ่นพี่จบเกียรตินิยม

วันหนึ่งเราอาจเป็นแบบเขาก็ได้

เห็นเพื่อนร่วมงานได้เป็นหัวหน้า

วันหนึ่งเราอาจเป็นแบบเขาก็ได้

เห็นคนขายของออนไลน์ส่งของทีเป็นร้อยชิ้น

วันหนึ่งเราอาจเป็นแบบเขาก็ได้

เห็นเจ้าของบริษัทขึ้นปกหนังสือ

วันหนึ่งเราอาจเป็นแบบเขาก็ได้

เห็นคนขึ้นพูดบนเวที TED

วันหนึ่งเราอาจเป็นแบบเขาก็ได้

เห็นพี่ตูนทำความดี

วันหนึ่งเราอาจเป็นแบบเขาก็ได้

มนุษย์เราต่ำได้เท่าโมหะ

และสูงได้เท่าความเพียรครับ

บางทีคำตอบอาจอยู่อีกฝั่งนึง

20180315_theotherside

คนเราอาจแบ่งแบบหยาบๆ ออกได้เป็น 2 ฝั่ง

คนที่ชอบ iPhone กับคนที่ชอบ Android

คนที่ได้พลังจากการคนอยู่คนเดียว (introvert) กับคนที่ได้พลังจากการอยู่กับคนเยอะๆ (extrovert)

คนที่ชอบเสี่ยง กับคนที่ระมัดระวัง

คนที่ชอบเล่นเวท กับคนที่ชอบวิ่ง

คนที่เป็นผู้ประกอบการ กับคนที่เป็นมนุษย์เงินเดือน

คนที่ใช้ตรรกะนำทาง กับคนที่ใช้ความรู้สึกนำทาง

คนที่ชอบวางแผน กับคนที่ชอบลุยไปก่อน

คนที่คิดเป็นภาพ กับคนที่คิดเป็นคำ

คนที่ชอบความท้าทาย กับคนที่ชอบสบายๆ

คนที่ชอบพูด กับคนที่ชอบฟัง

ถ้าชีวิตเรามีอะไรบางอย่างไม่ลงตัว เป็นไปได้ว่าเราอาจอยู่ผิดฝั่ง

ลองเพิ่มความเป็นไปได้ด้วยการลองไปใช้ชีวิตอีกฝั่งนึงดูนะครับ

โรคกลัวคนอื่นไม่รู้ว่าเราเก่ง

20180313_iamgood

ซึ่งอาการของโรคนี้สามารถแสดงออกมาได้หลายแบบ

ถ้าอยู่ในห้องสอบ ก็จะทำข้อสอบให้เสร็จไวๆ จะได้เดินออกจากห้องเป็นคนแรก

ถ้าเตะบอล ก็จะเลี้ยงหลบคู่ต่อสู้แทนที่จะส่งบอลให้เพื่อนร่วมทีม

ถ้าอยู่ที่ฟิตเนส ก็จะร้องเสียงดังตอนออกแรงยกเวทและปล่อยเวทลงมาดังโครม

ถ้าเป็นคนพรีเซนต์ ก็จะยัดอะไรลงมาในสไลด์เต็มไปหมด

ถ้าเป็นคนฟังพรีเซนต์ ก็จะถามคำถามยากๆ ที่ไม่ได้มีประโยชน์ต่อผู้ฟังคนอื่นๆ

เป็นเรื่องปกติที่เราอยากเป็นคนสำคัญ แต่การทำให้คนอื่นรู้ว่าเราเก่งนั้นมีหลายวิธี

ทำตัวเองให้โดดเด่นก็เป็นวิธีหนึ่ง ส่วนการรอให้ผลงานของเราโฆษณาตัวเองก็เป็นอีกวิธีหนึ่ง

วิธีหลังนั้นช้ากว่า แต่ก็เท่กว่ากันเยอะนะครับ

คนที่จะผิดบ่อยที่สุด

20180103_wrongmostoften

คือคนที่ไม่เคยยอมรับว่าตัวเองผิด

เชื่อว่าเราทุกคนต้องเคยเจอคนแบบนี้ (และบางทีเราก็เป็นคนแบบนี้)

คนที่สามารถสร้างความชอบธรรมให้ตัวเองเสมอ

พอสร้างความชอบธรรมเก่ง ก็เลยชอบทำแบบเดิมไปเรื่อยๆ เพราะเชื่อว่าสิ่งที่เราทำนั้นถูกต้อง

คนแบบนี้จะมีลักษณะเหมือนๆ กันอยู่สองอย่าง

หนึ่งคือเป็นคนหัวดี ตรรกะดี จึงมีเหตุผลมารองรับการกระทำของตัวเองทุกครั้งไป

สองคือเป็นคนรักตัวเอง จึงมักจะทนไม่ได้หากใครจะมาทำให้อีโก้ของเราเสื่อมเสีย

เมื่อปกป้องการกระทำตัวเองอยู่ตลอด เถียงกับใครก็ไม่แพ้ คนที่เคยตักเตือนด้วยความหวังดีก็ย่อมระอาใจจนสุดท้ายอาจจะเลิกเตือนเราไปในที่สุด

ซึ่งหากเราเป็นคนที่ไม่มีใครคอยเตือนแล้ว ก็นับว่าอันตรายมาก เพราะเหมือนการขับรถที่ไม่มีเบรค

ไปได้เร็วก็จริง แต่พลาดทีก็เจ็บหนักเลยนะครับ

เราโกหกได้เนียนที่สุด

20171220_liebest

ตอนที่เราโกหกตัวเอง

“We lie best when we lie to ourselves.”
-Stephen King

โกหกว่าเราทำงานนี้เต็มที่แล้ว

โกหกว่าที่เราไม่ก้าวหน้าเพราะเจ้านายไม่ดี องค์กรแย่ เศรษฐกิจตก ฯลฯ

โกหกว่าหน้าฉันยังเด้งอยู่หลังใส่ฟิลเตอร์ในเซลฟี่

โกหกว่าขออีก 5 นาที

โกหกว่าศีลธรรมของเราสูงกว่าคนที่เรากำลังรุมประณาม

โกหกว่าพรุ่งนี้จะไปวิ่ง

โกหกว่าปีหน้าจะเลิกบุหรี่

โกหกว่าเขาคงไม่ได้ตั้งใจ ทั้งๆ ที่มันไม่ใช่ครั้งแรก

โกหกว่าเราขาดเขาไม่ได้

โกหกว่าเรายังรักเขาอยู่

โกหกว่าไม่มีเวลา

โกหกว่าไม่มีเงินทุน

โกหกว่าไม่มีความรู้

โกหกว่าเราแก่เกินไป

โกหกว่าเราเด็กเกินไป

โกหกว่า “เดี๋ยวมันก็ดีขึ้น” แต่ยังทำตัวเหมือนเดิม

“We lie best when we lie to ourselves.”

เนียนที่สุด บ่อยที่สุด

ถ้าเบื่อที่จะถูกหลอก วันนี้ลองเลิกโกหกตัวเองดูซักวันนะครับ