Reaction แรก คืองอแง

20190714c

ลองสังเกตตัวเองดูนะครับ เวลาเจอใครพูดอะไรที่ขัดใจเรา ปฏิกิริยาแรกของเรามักเป็นการงอแง

สามี: “ไฟเขียวแล้ว”
ภรรยา: “มาขับเองเลยมั้ย”

พนักงาน: “จัดงานอะไร ไม่เห็นมีประโยชน์เลย”
HR: (คิดในใจ) “งั้นคราวหลังก็ไม่ต้องจัดมันละ”

นักข่าว: “เมื่อไหร่เศรษฐกิจจะดีขึ้น”
นายก: “คุณมาบริหารเองเลยมั้ย”

เหตุผลที่เรามีอาการงอแง เพราะ

หนึ่ง เราปรารถนาดี
สอง เราตั้งใจทำเต็มที่
สาม เรากำลังเหนื่อย

พอมาเจอถ้อยคำที่บั่นทอน ความเป็นผู้ใหญ่ของเราจึงหลบฉาก เด็กน้อยตัวเราโผล่ออกมาหน้าฉาก เมื่อเด็กคุมเวที เราจึงออกอาการอย่างที่เห็น

แต่มันเป็นแค่อารมณ์ชั่ววูบเท่านั้น พอเราหายเหนื่อย พอเราทบทวนด้วยใจเป็นกลางและเห็นว่าที่เขาพูดก็มีส่วนถูก และที่สำคัญ พอเราระลึกได้ว่าความปรารถนาที่จะทำสิ่งที่มีประโยชน์ยังไม่ได้หายไปไหน

เราก็ควรเชิญเด็กลงจากเวที แล้วตอบสนองกับเรื่องนี้แบบที่ผู้ใหญ่ควรทำกันครับ

อย่าลืมลับขวาน

20190711_saw

หนังสือ 7 Habits of Highly Effective People ของ Stephen Covey ถือเป็นหนังสือ How-to ขึ้นหิ้งที่มีคนอ่านไปแล้วหลายสิบล้านคน

Habit ที่ผมรู้สึกว่ามีคนพูดถึงน้อยที่สุดคือ Habit สุดท้าย – Sharpen the saw หรือการหยุดและทบทวนสิ่งที่เราทำว่ามันดีแล้วจริงรึเปล่า

เพราะเราใช้ชีวิตกันอย่างเร่งรีบ แค่จะทำงานให้เสร็จก็เต็มกลืนแล้ว เวลาว่างที่เหลือน้อยนิดเราก็เอาแต่จ้องจอ ผลที่ตามมาก็คือเราใช้ขวานเล่มเดิมตัดฟืนท่อนแล้วท่อนเล่าจนขวานบิ่น แต่เราก็ไม่เคยหยุดลับขวาน

เหมือนชายฉกรรจ์สี่คนลากเกวียนเดินทางไกลอย่างทุลักทุเลเพราะเกวียนนั้นใช้ล้อทรงสี่เหลี่ยมทั้งหมด พอมีคนผ่านมาแล้วทักว่าทำไมไม่เปลี่ยนล้อเป็นทรงกลม ชายฉกรรจ์กลับบอกว่าพวกเขากำลังรีบ ไม่มีเวลาเปลี่ยนล้อหรอก

เรากำลังใช้ล้อสี่เหลี่ยมในการเดินทาง เรากำลังใช้ขวานบิ่นๆ ในการทำงานอยู่รึเปล่า นี่คือสิ่งที่เราควรถามตัวเอง

เพราะปัญหาใหญ่ของคนทำงานไม่ใช่เราขยันไม่พอ แต่เราขยันเกินไป ขยันทำแต่สิ่งที่เราคุ้นเคย ขยันอย่างก้มหน้าก้มตาจนไม่เคยหยุดคิดว่าเราขยันถูกจุดและเราขยันอย่างฉลาดหรือเปล่า

หัดขี้เกียจเสียบ้าง ลดการกระทำ และเพิ่มการคิดให้มากขึ้นอีกนิด

จะได้ไม่ทู่ซี้ใช้ขวานบิ่นๆ ไปทั้งชีวิตครับ

อย่าสู้รบกับความจริง

20190709_fightreality

เพราะนั่นคือต้นเหตุแห่งความทุกข์ทั้งหมด

หรือจะพูดให้ถูกกว่านี้ ต้นเหตุแห่งความทุกข์คือความคาดหวังที่คลาดเคลื่อนจากความจริง

แฟนทิ้งไม่ได้ทำให้เราทุกข์ การที่เราไม่อยากให้แฟนทิ้งต่างหากที่ทำให้เราทุกข์

หุ้นตกไม่ได้ทำให้เราทุกข์ การที่เราอยากให้หุ้นไม่ตกต่างหากที่ทำให้เราทุกข์

เจ้านายด่าไม่ได้ทำให้เราทุกข์ การที่เราอยากให้เจ้านายไม่ด่าต่างหากที่ทำให้เราทุกข์

ดังนั้น ถ้าไม่อยากทุกข์ ก็ต้องหยุดอยาก

เข้าใจครับว่าพูดง่ายแต่ทำยาก

แต่อย่างน้อย ถ้าเราตระหนักได้ว่า ต้นเหตุแห่งความหงุดหงิด ความเครียด ความโศกเศร้าของเราทั้งหมด ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเรื่องที่เกิดขึ้นภายนอกเลย แต่เกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นในใจเราล้วนๆ

เราก็จะเหมือนมีเกราะพิเศษที่พาเราฟันฝ่าชีวิตนี้ไปโดยไม่ตกม้าตายกลางทาง

สู้รบกับความจริง สู้ให้ตายยังไงก็ไม่ชนะ

สู้รบกับความคาดหวังในใจเรา อย่างน้อยยังพอมีลุ้นบ้าง

ทุกสิ่งที่เราทำคือการเตรียมของขวัญให้ตัวเองในอนาคต

20190627_gift

พอตื่นเช้า ไม่ต้องเสียเวลากับรถติด เราก็จะมีเวลา me time พอสมควร

วันนี้ผมได้ออกกำลังกาย 7 นาที ได้อ่านหนังสือ 20 นาที ได้เขียนไดอารี่ประจำวัน (พิมพ์ใส่ notepad) ได้กินน้ำอร่อยๆ และได้มานั่งเขียนบทความนี้

การออกกำลังกาย 7 นาทีนั้นทำได้เลยที่บ้าน ช่วยให้ร่างกายตื่นตัว มีแรงทำอะไรได้ทั้งวัน สลับกับบางวันที่ผมจะวิ่ง 5-10 กิโลเมตร เมื่อร่างกายดี จิตใจก็ดี ทำอะไรก็มักจะได้ดั่งใจ

ปีนี้ผมตั้งใจจะอ่านหนังสือมากขึ้น ด้วยการทำมันเป็นสิ่งแรกเมื่อเดินทางถึงที่ทำงาน เพราะรู้ตัวแล้วว่าถ้าเก็บไว้อ่านระหว่างวันหรือตอนกลางคืนก็มักจะไม่ได้อ่านเพราะงานยุ่งและลูกก็ต้องการเวลาจากเรา

ผมอ่านหนังสือเฉลี่ยปีละ 30-50 เล่มมาอย่างน้อย 15 ปีแล้ว แสดงว่าอ่านหนังสือไปไม่น้อยกว่า 500 เล่ม ซึ่งทำให้ผมมองอะไรๆ ได้ลึกขึ้น กว้างขึ้น เชื่อมโยงอะไรๆ ได้มากขึ้น ถ้าไม่ได้อ่านหนังสือ ก็คงไม่มีบล็อกชื่อ Anontawong’s Musings

ผมเพิ่งกลับมาเขียนไดอารี่ได้ไม่นาน ด้วยระลึกได้ว่ามันเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า เพราะสมองคนเราความจำแย่มาก 3 วันที่แล้วกินอะไรเป็นข้าวเที่ยงยังจำไม่ได้เลย แต่ถ้าเราจดลงสมุดหรือลงคอมพิวเตอร์มันจะอยู่กับเราไปอีก 3 ปีหรือแม้กระทั่ง 30 ปี

ส่วนการเขียนบล็อกวันละตอนที่เริ่มต้นเมื่อ 4.5 ปีที่แล้ว ก็นำพาโอกาสดีๆ เข้ามามากมาย รู้สึกขอบคุณตัวเองสุดๆ ที่วันนั้นได้ตัดสินใจทำสิ่งนี้

แล้วผมก็ปิ๊งขึ้นมาว่า ทุกสิ่งที่เราทำคือการเตรียมของขวัญให้ตัวเองในอนาคต

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความสัมพันธ์กับคนสำคัญ ความใส่ใจในงานที่ตัวเองทำ หรือการค่อยๆ เดินตามความฝันวันละก้าว

ถ้าวันนี้เราทำสิ่งที่ดีมีคุณค่า กล่องของขวัญนี้ก็จะสวยงามขึ้นเรื่อยๆ

ถ้าวันนี้เราทำสิ่งที่ไร้แก่นสาร กล่องของขวัญก็จะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

และถ้าวันนี้เราทำสิ่งที่เป็นโทษ เราก็กำลังเอาเศษขยะมาทิ้งไว้ในกล่อง

สุดท้าย คนที่จะกลับมาเปิดกล่องนี้ก็คือตัวเราในอนาคต

ในวันนั้นที่เปิดกล่อง เขาจะกล่าวขอบคุณหรือกล่าวสบถ ก็ขึ้นอยู่กับเราในวันนี้แล้วครับ

ทำสิ่งดีๆ ให้ตัวเองในตอนเช้าซัก 1 อย่าง

20190617_treatyourself

ก่อนที่จะออกไปเผชิญกับอะไรต่อมิอะไร

ผมเชื่อว่าหนึ่งในสาเหตุหลักของการ burn out ก็คือการที่เราเอาแต่ทำงานโดยไม่เคยหันกลับมาดูแลตัวเอง

ใครขออะไรทำให้ได้หมด แต่ตัวเองต้องการอะไรกลับไม่เคยถาม

ชีวิตคนทำงานมีทางเลือกไม่มากนัก ไหนจะต้องออกจากบ้านแต่เช้าเพื่อหนีรถติด ไหนจะต้องประชุม ไหนจะต้องเคลียร์อีเมล ไหนจะสู้รบกับแผนกอื่น

แต่ละวันเต็มไปด้วยพายุลูกแล้วลูกเล่า ผ่านมาแล้วก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว รู้ตัวอีกทีก็หมดวันและหมดแรง

ผมเลยขอเสนอว่า ทุกเช้า ก่อนจะออกไปทำอะไรเพื่อคนอื่น ช่วยทำอะไรเพื่อตัวเองซักอย่างได้ไหม?

นั่งสมาธิ อ่านหนังสือ ออกกำลังกาย ฟังเพลงเพราะๆ หรือใช้เวลากับคน สัตว์ สิ่งของที่เรารัก

เรารักตัวเองที่สุด แต่เราก็ละเลยตัวเองได้ง่ายที่สุดเช่นกัน

กลับมาใส่ใจความต้องการของตัวเองบ้าง จะได้มีเรี่ยวมีแรง

และจะได้ดูแลมิติอื่นๆ ของชีวิตได้ดีขึ้นครับ

—–

หนังสือ Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ พิมพ์ครั้งที่ 4 แล้ว – ร่วมสนุกกับกิจกรรมแจกหนังสือได้ที่นี่ครับ bit.ly/tgimbook4

อะไรๆ มันจะดีขึ้น

20190617_better

ถ้าเราทำตัวดีขึ้น

ถ้าอยากก้าวหน้ากว่านี้ ก็ต้องขยันอย่างฉลาดกว่านี้

ถ้าอยากรวยกว่านี้ ก็ต้องเข้าใจเรื่องการลงทุนและการเก็บออมให้มากกว่านี้

ถ้าอยากมีความสัมพันธ์กับคนรอบตัวที่ดีกว่านี้ ก็ต้องมีความสัมพันธ์กับตัวเองที่ดีกว่านี้

“Things get better when you get better.”
-Jim Rohn

ถ้าเรายังทำตัวแบบเดิม แล้วหวังว่าอะไรๆ มันจะดีขึ้น ก็คงต้องรอนานหน่อยนะครับ

เค้าขอไม่ได้แปลว่าต้องให้

20190610_sayno

แต่คนไทยปฏิเสธใครไม่ค่อยเป็น เราจึงมักจะเซย์เยสเสมอ

ซึ่งบางทีก็เป็นการเบียดเบียนตัวเองเกินไป

อาจต้องถามตัวเองให้ลึกขึ้นอีกชั้นนึงว่า การที่เราไม่กล้าปฏิเสธนั้นเป็นเพราะอะไร เรากำลังกลัวอะไรอยู่ แล้วความกลัวนั้นมันเมคเซ้นส์หรือเราคิดมากไปเอง

อีกคำถามที่ควรถามตัวเองก็คือ เมื่อเซย์เยสแล้วทำให้ชีวิตเป็นอย่างนี้ เราอยากจะอยู่กับสภาพแบบนี้ไปอีกนานแค่ไหน

ถ้ารู้สึกว่าพอแล้ว ก็ต้องหัดปฏิเสธเสียบ้าง

ปฏิเสธไม่ได้แปลว่าไม่ได้มีน้ำใจ แต่แปลว่าเรารู้ว่าอะไรสำคัญ

และแปลว่าเราพร้อมจะบอกคนอื่นว่าเส้นของเราอยู่ตรงไหนครับ

อย่าห่วงสายตาคนอื่นอยู่เลย

20190605_lessselfconscious

เพราะคนส่วนใหญ่ก็คิดถึงแต่เรื่องตัวเองทั้งนั้น

ถามตัวเองก็ได้ว่าแต่ละวันเราคิดถึงเรื่องคนอื่นสักกี่มากน้อย แค่ทำงานให้ทัน แค่ตอบเมลให้หมด แค่นอนให้พอก็เต็มกลืนแล้ว

โอเค มันคงจะมีคนส่วนหนึ่งที่คอยแต่จับผิดคนโน้นคนนี้ แต่คนกลุ่มนี้ก็ไม่ใช่คนที่เราควรให้ราคามากนักจริงมั้ย?

อะไรที่คิดว่าถูกก็ทำ แต่ทำแล้วก็อย่าลืมสื่อสารเพื่อสร้างความเข้าใจ จากนั้นใครจะคิดยังไงก็เป็นสิทธิ์ของเขา ไม่ใช่เรื่องของเราอีกต่อไปแล้ว

ถ้าเราผิดหวังกับใครบางคนบ่อยๆ

20190520_disappoint

แสดงว่าเขาไม่ได้ผิด

ผิดที่เราเองที่ไปคาดหวังมากเกินไป ทั้งๆ ที่ประสบการณ์ก็สอนเราแล้วว่าเขาเป็นคนแบบไหน อะไรที่เขาให้ความสำคัญ อะไรที่เขาไม่ได้ให้ความสำคัญ

แต่เราชอบเผลอคิดไปว่าเขาจะใช้ไม้บรรทัดเดียวกับเรา เลยคาดหวังว่าเขาจะให้ความสำคัญในสิ่งเดียวกัน

เมื่อมองไม่เห็นความจริง ก็ไม่แคล้วที่จะต้องผิดหวังอยู่อย่างนี้

ผิดหวังไปเรื่อยๆ จนกว่าเราเรียนรู้ที่จะเลิกหวัง แล้วหาทางรับมือกับมันด้วยสติและปัญญาครับ

เราคือคนเล่านิทานพิน็อคคิโอ

20190422_pinocchio

ปรายฝน ลูกสาววัยสามขวบกว่าของผมกำลังพูดจาเจื้อยแจ้ว ถามคำเดียวตอบได้ยาวหลายประโยค

แต่บางคำตอบก็ดูเหมือนเค้าจะมีความมั่วอยู่บ้าง เช่นถามว่ากินเข้าแล้วรึยัง ตอบว่ากินแล้ว ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้กิน พอถามซ้ำก็ยังยืนยันคำเดิม

ผมเคยอ่านนิทานพิน็อคคิโอให้ปรายฝนฟัง เลยบอกปรายฝนว่า ถ้าพูดโกหกจะจมูกยาวเหมือนพิน็อคคิโอนะ พร้อมทั้งเอานิ้วชี้มาต่อจมูกให้ลูกสาวเห็นภาพ

ปรายฝนก็เลยพูดหน้าเสียๆ ว่า “ปรายฝนไม่อยากจมูกยาว ๆๆ”

“ถ้าไม่อยากจมูกยาว ปรายฝนก็ต้องไม่โกหกนะคะ”

ผมพูดจบประโยคนี้แล้วก็เพิ่งคิดขึ้นได้

พินอคคิโอ้ไม่มีอยู่จริง คนธรรมดาพูดโกหกกี่ครั้งจมูกก็ไม่ยาวขึ้น

นี่ผมกำลังพูดโกหกเพื่อสอนให้ลูกพูดความจริงอย่างนั้นหรือ

เหมือนพี่สอนน้องว่าอย่าเล่นยาขณะที่มือขวาคีบบุหรี่

เหมือนเพื่อนแซวเพื่อนที่ไปเปลี่ยนชื่อว่าชาวพุทธที่แท้เค้าไม่เชื่อเรื่องพวกนี้ พูดจบก็กระดกเหล้าเข้าปาก

เหมือนหัวหน้าที่ตำหนิลูกน้องว่าทำงานไม่เสร็จ ทั้งๆ ที่ตัวเองสั่งงานล่าช้า

เรามีความเป็นคนเล่านิทานพิน็อคคิโอกันทุกคน

จะรู้ตัวหรือไม่เท่านั้นเอง