ถ้าเราผิดหวังกับใครบางคนบ่อยๆ

20190520_disappoint

แสดงว่าเขาไม่ได้ผิด

ผิดที่เราเองที่ไปคาดหวังมากเกินไป ทั้งๆ ที่ประสบการณ์ก็สอนเราแล้วว่าเขาเป็นคนแบบไหน อะไรที่เขาให้ความสำคัญ อะไรที่เขาไม่ได้ให้ความสำคัญ

แต่เราชอบเผลอคิดไปว่าเขาจะใช้ไม้บรรทัดเดียวกับเรา เลยคาดหวังว่าเขาจะให้ความสำคัญในสิ่งเดียวกัน

เมื่อมองไม่เห็นความจริง ก็ไม่แคล้วที่จะต้องผิดหวังอยู่อย่างนี้

ผิดหวังไปเรื่อยๆ จนกว่าเราเรียนรู้ที่จะเลิกหวัง แล้วหาทางรับมือกับมันด้วยสติและปัญญาครับ

เราคือคนเล่านิทานพิน็อคคิโอ

20190422_pinocchio

ปรายฝน ลูกสาววัยสามขวบกว่าของผมกำลังพูดจาเจื้อยแจ้ว ถามคำเดียวตอบได้ยาวหลายประโยค

แต่บางคำตอบก็ดูเหมือนเค้าจะมีความมั่วอยู่บ้าง เช่นถามว่ากินเข้าแล้วรึยัง ตอบว่ากินแล้ว ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้กิน พอถามซ้ำก็ยังยืนยันคำเดิม

ผมเคยอ่านนิทานพิน็อคคิโอให้ปรายฝนฟัง เลยบอกปรายฝนว่า ถ้าพูดโกหกจะจมูกยาวเหมือนพิน็อคคิโอนะ พร้อมทั้งเอานิ้วชี้มาต่อจมูกให้ลูกสาวเห็นภาพ

ปรายฝนก็เลยพูดหน้าเสียๆ ว่า “ปรายฝนไม่อยากจมูกยาว ๆๆ”

“ถ้าไม่อยากจมูกยาว ปรายฝนก็ต้องไม่โกหกนะคะ”

ผมพูดจบประโยคนี้แล้วก็เพิ่งคิดขึ้นได้

พินอคคิโอ้ไม่มีอยู่จริง คนธรรมดาพูดโกหกกี่ครั้งจมูกก็ไม่ยาวขึ้น

นี่ผมกำลังพูดโกหกเพื่อสอนให้ลูกพูดความจริงอย่างนั้นหรือ

เหมือนพี่สอนน้องว่าอย่าเล่นยาขณะที่มือขวาคีบบุหรี่

เหมือนเพื่อนแซวเพื่อนที่ไปเปลี่ยนชื่อว่าชาวพุทธที่แท้เค้าไม่เชื่อเรื่องพวกนี้ พูดจบก็กระดกเหล้าเข้าปาก

เหมือนหัวหน้าที่ตำหนิลูกน้องว่าทำงานไม่เสร็จ ทั้งๆ ที่ตัวเองสั่งงานล่าช้า

เรามีความเป็นคนเล่านิทานพิน็อคคิโอกันทุกคน

จะรู้ตัวหรือไม่เท่านั้นเอง

เราจะฉลาดขึ้นเร็วกว่านี้

20190411_smarterfaster

ถ้าเราไม่มัวแต่ปฏิเสธว่าเราไม่ผิด

“More people would learn from their mistakes if they weren’t so busy denying them”

― Harold J. Smith

เพราะเรารักตัวเองเหลือเกิน อะไรก็ตามที่ทำให้อีโก้สั่นสะเทือนเราจึงรีบปกป้องทันที

เวลาโปรเจ็คล่ม เวลาทีมแพ้ เวลาส่งงานไม่ทัน นิ้วของเราพร้อมจะชี้ไปที่คนอื่นก่อนเสมอ

แต่ยิ่งชี้คนอื่นมากเท่าไหร่ เรายิ่งเสียโอกาสในการเรียนรู้มากขึ้นเท่านั้น

แทนที่จะเอาแรงไปวิเคราะห์ปัญหาและปรับปรุงแก้ไข เรากลับเสียแรงไปกับการหาข้อแก้ต่างให้ตัวเองและอธิบายว่าทำไมความผิดนี้มีต้นเหตุมาจากคนอื่น

ลองเปลี่ยนโจทย์จาก “ทำยังไงถึงจะพิสูจน์ว่าเราไม่ผิด” เป็น “เราจะเรียนรู้อะไรจากเรื่องนี้ได้บ้าง”

เมื่อโจทย์เปลี่ยน เจตนาก็จะเปลี่ยน ความคิดเปลี่ยน การกระทำเปลี่ยน ทิศทางชีวิตก็จะเปลี่ยนไปได้ไม่น้อย

อีโก้เป็นเพียงภาพลวงตา เราจึงไม่ควรปกป้องมันจนเสียโอกาสที่จะฉลาดและเจริญขึ้นครับ

ตอนโกรธหน้าตาเราเป็นยังไง

20191004_angry

ในบาร์ฝรั่งบางร้านจะมีกระจกเงาติดไว้หลังบาร์เทนเดอร์หรือวางอยู่ตรงเคาท์เตอร์ เพื่อที่ว่า หากมีลูกค้าที่กำลังโกรธๆ เดินเข้ามา ถ้าได้เห็นหน้าตัวเองในกระจก จะช่วยให้มีสติขึ้นได้บ้าง

เพราะไม่มีใครชอบหน้าตัวเองเวลาโกรธ

หน้าตาที่บึ้งตึงนั้นลดความหล่อเหลาและความสะสวยไปอย่างน้อย 30%

ในเมื่อใครๆ ก็ชอบให้ตัวเองดูดีกันทั้งนั้น เมื่อเห็นหน้าตัวเองไม่หล่อไม่สวย ความบึ้งตึงของใบหน้าและอารมณ์ก็ผ่อนคลายลงอัตโนมัติ

ในชีวิตประจำวัน เราไม่ได้มีกระจกเงาไว้ให้คอยเตือนสติ แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่เราอารมณ์เสียแล้วไม่ลืมที่จะถามตัวเองอยู่บ่อยๆ ว่า ตอนนี้หน้าตาเราเป็นยังไง แล้วหยิบมือถือขึ้นมาเซลฟี่ตัวเองดู ก็น่าจะช่วยให้โทสะลดลงได้ในระดับนึงเลยนะครับ

รีวิวเป้าหมาย 2019 หลังจากผ่านมา 3 เดือน

20190401_2019q1review

เมื่อตอนต้นปี ผมเขียนเป้าหมายปี 2019 ลงในบล็อก และบอกว่าอีกสามเดือนจะมารายงานผล

ตอนนี้ครบ 3 เดือนแล้ว จึงขอมารีวิวให้ฟังนะครับ

เป้าหมายปี 2019 ของผมมีดังนี้

เจริญสติ 1 นาที
อ่านหนังสือ 1 นาที
ออกกำลังกาย 1 นาที
วางแผนประจำวัน 1 นาที
เขียนบล็อก 1 นาที

เจริญสติ – ข้อนี้รู้สึกว่าพร่องที่สุด น่าจะเป็นเพราะสามเดือนที่ผ่านมาเป็นช่วงที่งานชิ้นใหญ่ๆ มากเป็นพิเศษจนแทบไม่มีเวลาให้หายใจหายคอ จนทำให้เรตการเจริญสติของผมน่าจะอยู่ที่ประมาณหนึ่งครั้งในห้าวันเท่านั้น

อ่านหนังสือ – ข้อนี้ค่อนข้างน่าพอใจ ผมอ่านหนังสือจบไป 10 เล่ม แต่สิ่งที่ยังไม่น่าพอใจคือการเขียนรีวิวหนังสือที่เขียนไปแค่ 5 เล่มเท่านั้น

ออกกำลังกาย – เดือนแรกได้วิ่งเกือบสลับกับวิดพื้นเกือบทุกวัน เดือนที่สองติดๆ ดับๆ แต่ในเดือนที่สามที่ผมลองทำแล้วเวิร์คมากคือ 7-minute work ซึ่งผมจะมาเล่าให้ฟังพรุ่งนี้

วางแผนประจำวัน – อันนี้น่าจะทำน้อยที่สุดเป็นอันดับสอง เหตุผลคล้ายคลึงกัน คือพอมีงานชิ้นใหญ่ๆ เราก็รู้เลยว่าแต่ละวันต้องทำอะไรบางจนบางทีก็ขี้เกียจวางแผน ซึ่งไม่ค่อยดีเท่าไหร่เพราะจะทำให้เสียนิสัยได้

เขียนบล็อก – ได้เขียนไป 89 ตอน (จริงๆ ควรจะเขียน 31+28+31 = 90 ตอน) ยังขาดความต่อเนื่องอยู่บ้างและวันปราบเซียนคือวันเสาร์ที่ตารางเวลาค่อนข้างสะเปะสะปะและมักจะไม่มีจังหวะได้นั่งลงเขียนบทความจนผ่านช่วงหัวค่ำไปแล้ว หลายครั้งเลยต้องมาเขียนวันละสองตอนชดเชย

จะว่าไป นี่เป็นครั้งแรกที่ผมรีวิวเป้าหมายรายไตรมาส (คล้ายๆ OKR เลย) ซึ่งผมว่ามันก็ดีเหมือนกันนะครับ ดีกว่ารอไปจนจบปีแล้วค่อยมานั่งรีวิวซึ่งบางทีมันก็มักจะสายเกินไป

อีกสามเดือนผมจะมารีวิวอีกรอบครับ เขียนบล็อกเรียบร้อยแล้ว เดี๋ยวผมขอไปทำอีกสี่เรื่องที่เหลือก่อน (ตอนนี้เพิ่งจะตี 5 นิดๆ)

—–

เปิดรับสมัคร Writing Workshop รุ่นที่ 3 เรียนวันเสาร์ที่ 20 เมษายน 9:00-12:00 อ่านรายละเอียดได้ที่ https://anontawong.com/2017/12/03/writing-workshop (เหลือ 8 ที่)

ทุกคนมีความน่ารำคาญในแบบของตัวเอง

20190127_annoying

คนสาย Creative ก็น่ารำคาญในความติสท์

เจ้าของธุรกิจก็น่ารำคาญในความเอาแต่ใจ

เด็กวิศวะก็น่ารำคาญที่ใช้โลจิกมาอธิบายและแก้ปัญหาทุกอย่าง

คนสายวิชาการก็น่ารำคาญในความยึดมั่นถือมั่นในทฤษฎีและความรู้ของตัวเอง

ผู้รับเหมาก็น่ารำคาญที่สัญญาไว้อีกอย่าง ทำจริงอีกอย่าง

ผู้ชายก็น่ารำคาญในความเป็นเด็กผู้ชายไม่รู้จักโต

ผู้หญิงก็น่ารำคาญในความเจ้าอารมณ์

แมวก็น่ารำคาญในความเย่อหยิ่ง เรียกดีๆ ไม่เคยมา

หมาก็น่ารำคาญที่เห่าเสียงดังทำเลอะเทอะ

ไม่ได้เขียนบทความนี้เพื่อความสะใจ เพราะผมก็เป็นผู้ชายสายวิศวะ จึงมองเห็นความน่ารำคาญของตัวเองได้เป็นอย่างดี

แค่จะชี้ให้เห็นว่า เราทุกคนมีมุมที่น่ารำคาญ ต่างกันแค่รายละเอียด

เมื่อสำนึกได้ว่า “เอ้อ เราเองก็เป็นคนน่ารำคาญเหมือนกันนะ” แล้วยิ้มรับความน่ารำคาญของตัวเอง

เวลาเจอคนน่ารำคาญครั้งต่อไป เราจะได้มีเมตตาต่อกันมากขึ้นครับ

วันหยุดยากกว่าวันทำงาน

20190106_weekendsareharder

ไม่รู้มีใครรู้สึกเหมือนกันรึเปล่าว่าบางทีวันหยุดก็จัดการได้ยากกว่าวันทำงาน

เพราะวันทำงานมันมีโครงสร้างที่ค่อนข้างชัดเจน ต้องตื่นเวลานี้ ออกจากบ้าน แวะกินข้าวเช้า ถึงออฟฟิศ นั่งทำ To-do list เริ่มทำงาน พักเที่ยง ทำงานต่อตอนบ่าย เลิกงาน ทำกิจกรรมหลังเลิกงาน กลับบ้าน ฯลฯ แล้วเข้านอน

แต่พอเป็นวันหยุด โครงสร้างต่างๆ รวมถึงกิจวัตร (routines) ต่างๆ ก็มักจะละลายหายไปหมด

ตื่นสายโด่ นอนอยู่บนเตียงนานเกินควร โดนแม่ใช้ให้ไปทำธุระ ขากลับแวะช็อปปิ้งแต่ใช้เวลานานไปหน่อย ตอนค่ำเปิดซีรี่ส์ดูแล้วติดลมดูจนถึงรุ่งเช้า วันอาทิตย์ตารางเวลาก็เลยยิ่งเละ ฯลฯ

แล้วยิ่งถ้าเรามีลูกเล็กๆ ซึ่งเป็นสิ่งทีมีชีวิตที่คาดเดาหรือควบคุมไม่ได้ การต้องอยู่กับเขาเกือบทั้งวันยิ่งทำให้เราจัดการตัวเองยากขึ้นไปอีก ยกตัวอย่างบทความนี้ที่ผมต้องเขียนๆ หยุดๆ ถึงสี่รอบเพราะลูกสาวคอยร้องหา

สิ่งที่ตั้งใจว่าจะเอาไว้ทำตอนที่ “มีเวลา” เลยไม่ได้ทำเสียที ไม่ว่าจะเป็นออกกำลังกาย อ่านหนังสือ สร้างธุรกิจเสริม ฯลฯ

ข้อแนะนำเดียวที่ผมพอจะมีคือพยายามรักษากิจวัตรบางอย่างของวันธรรมดาเอาไว้ เช่นตื่นนอนเวลาเดิม หรือทำ To-do list ของวันหยุดขึ้นมา อาจไม่ต้องจริงจังเหมือนวันทำงาน แค่เขียน 2-3 อย่างที่เราตั้งใจจะทำในวันนั้นแล้วจัดการมันให้เสร็จเรียบร้อย เพื่ออย่างน้อยเราจะได้ทำอะไรที่มีคุณค่ากับตัวเองบ้าง

จากนั้น อยากจะปล่อยตัวปล่อยใจแค่ไหนก็ตามสบายครับ

—–

Storytelling with Powerpoint รุ่นที่ 2 เรียนเสาร์ที่ 19 มกราคมนี้เปิดรับสมัครแล้ว ดูรายละเอียดได้ที่  http://bit.ly/tgimstory2fb

บทความวันละตอนจาก Anontawong’s Musings:

LINE: bit.ly/tgimline

Facebook: bit.ly/tgimfb

Twitter: bit.ly/tgimtwt

อย่าฝากความหวังไว้กับตัวเราในอนาคต

20181231_futureself

คนที่ชอบผัดวันประกันพรุ่งก็เพราะว่าเชื่อมั่นตัวเองในอนาคตมากเกินไป

“ตอนนี้ขอดูทีวีก่อน คืนนี้ค่อยทำงานแล้วกัน”

“ตอนนี้ขอกินให้สะใจก่อน ปีใหม่ค่อยเริ่มลดน้ำหนัก”

“ตอนนี้ทนกับปัญหานี้ไปก่อน ไว้มีจังหวะค่อยแก้ปัญหาแล้วกัน”

เหล่านี้คือการฝากความหวังไว้กับตัวเองในอนาคตทั้งสิ้น

เรามักจะประเมินอนาคตไว้ดีกว่าความเป็นจริงเสมอ ไม่รู้ว่าเพราะเราเชื่อมั่นอย่างนั้นจริงๆ หรือเราแค่ปลอบใจตัวเอง

เพราะตัวเราในวันพรุ่งนี้คงไม่ได้ขยัน/เก่ง/มีเวลา/มีความกล้า มากไปกว่าวันนี้ซักเท่าไหร่

จะฝากความหวังไว้กับตัวเองในอนาคตทำไม

ตัวเราในอนาคตต่างหากที่ฝากความหวังไว้กับตัวเราในปัจจุบัน

หยุดฝันว่าปีใหม่หรือปีไหนๆ จะดีขึ้น ถ้าวันนี้-ปีนี้ยังทำตัวเหมือนเดิมครับ

—–

ขอบคุณประกายความคิดจากหนังสือเทคนิคเปลี่ยนคุณให้เป็นคนไม่ผัดวันประกันพรุ่งและลงมือทำทันที โดย ซะซะกิ โชโกะ

Storytelling with Powerpoint รุ่นที่ 2 เรียนเสาร์ที่ 19 มกราคมนี้เปิดรับสมัครแล้วดูรายละเอียดได้ที่  http://bit.ly/tgimstory2fb

บทความวันละตอนจาก Anontawong’s Musings:

LINE: bit.ly/tgimline

Facebook: bit.ly/tgimfb

Twitter: bit.ly/tgimtwt

ดูแลตัวเองให้ดี

20181223d

พรุ่งนี้ยังมีคนต้องการเราอยู่

การทุ่มเทเต็มร้อยให้กับงานที่เราทำเป็นเรื่องดี แต่คนทุ่มเทก็มีสองแบบ

คือคนทุ่มเทที่มองใกล้ กับคนทุ่มเทที่มองไกล

ถ้ามองใกล้ ก็อาจจะทุ่มเทจนสุขภาพเสียหาย

ถ้ามองไกลอีกซักหน่อย ว่าเรามีร่างกายเดียวที่จะใช้ไปอีก 50 ปี เราก็จะไม่ทำอะไรที่ทรมานสังขารเกินความจำเป็น

ไม่ผิดที่จะมีเป้าหมาย แต่ผิดหากรีบร้อนเกินไป

ช้าลงหน่อยก็ได้ แบ่งเวลาเพื่อดูแลตัวเองมากขึ้นอีกนิด

อาจจะไปได้ไม่เร็วเท่า แต่ไปได้ไกลกว่าแน่นอน

—–

Storytelling with Powerpoint รุ่นที่ 2 เรียนเสาร์ที่ 19 มกราคม 2562 เปิดรับสมัครแล้ว ดูรายละเอียดได้ที่ http://bit.ly/tgimstory2fb

บทความวันละตอนจาก Anontawong’s Musings:

LINE: bit.ly/tgimline

Facebook: bit.ly/tgimfb

Twitter: bit.ly/tgimtwt

เราแก่เกินกว่าจะมาทะเลาะกันเรื่องพวกนี้แล้ว

20181219b

พออายุมากขึ้น ความรู้สึกที่อยากถกเถียง – ไม่ว่าจะกับเพื่อนหรือคนที่เราไม่รู้จักบนเน็ตก็ค่อยๆ หายไป

หนึ่ง อาจเพราะสำนึกได้ว่าเวลาไม่ได้มีเหลือมากนัก
สอง อาจเพราะเข้าใจแล้วว่า เราก็ถูกของเรา เขาก็ถูกของเขา
สาม อาจเพราะได้เรียนรู้แล้วว่าการเถียงกันส่วนใหญ่จบลงที่ต่างฝ่ายต่างยึดมั่นในความเชื่อตัวเองแน่นแฟ้นยิ่งกว่าเดิม

ยอมรับในความแตกต่าง เคารพในสติปัญญาของอีกฝ่าย แล้วไปหาอะไรอร่อยๆ กินกันดีกว่า

—–

บทความวันละตอนจาก Anontawong’s Musings:

LINE: bit.ly/tgimline

Facebook: bit.ly/tgimfb

Twitter: bit.ly/tgimtwt