การเตรียมตัวของ Man Utd ในยุค Sir Alex Ferguson

เมื่อคืนผมได้ดู UEFA Champions League รอบชิงชนะเลิศระหว่าง Liverpool และ Real Madrid

แม้ลิเวอร์พูลจะโอกาสยิงมากกว่า แต่ Thibaut Courtois นายทวารเรอัลมาดริดเหนียวมาก สุดท้ายเรอัลมาดริดจึงเฉือนเอาชนะไป 1-0

แม้รูปเกมจะเป็นรอง แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าการ์โล อันเชลอตตี ผู้จัดการทีมของเรอัลมาดริดเตรียมตัวมาดี วางแผนมาแบบรัดกุม และใช้โอกาสอย่างคุ้มค่าที่สุด

ผมเองเชียร์แมนยูมาตั้งแต่สมัยคันโตน่า หลังจากเฟอร์กี้วางมือแมนยูก็ย่ำแย่ลงเรื่อยๆ และฤดูกาลที่ผ่านมาน่าจะถือเป็นฤดูกาลที่ย่ำแย่ที่สุด ยิงประตูกับเสียประตูเท่ากัน เจอทีมท้ายตารางก็ยังแพ้ได้ เจอทีมหัวตารางก็โดนยำเละไปไม่น้อย มีแค่เดเคอากับโรนัลโด้ที่เป็นเดอะแบกของทีม

วันนี้เผอิญเหลือบไปเห็นหนังสือชื่อ Leading: Learning from Life and My Years at Manchester United ที่ เฟอร์กี้เขียนร่วมกับ Michael Moritz ที่ผมซื้อมาเมื่อนานมาแล้ว เลยหยิบมาพลิกดูเล่นๆ

เฟอร์กี้เล่าให้ฟังถึงความสำคัญของการเตรียมตัวก่อนเกม อ่านแล้วน่าสนใจดีเลยนำมาฝากแฟนผีที่น่าจะกำลังรู้สึกเหมือนคนแก่เพราะได้แต่ระลึกถึงความรุ่งเรืองในอดีตครับ

  • ก่อนจะมาเริ่มงานคุมแมนยู เฟอร์กี้ขอให้ทีมงานทำรายงานของทีมทุกทีมและผู้เล่นทุกคนในลีกมาให้เฟอร์กี้อ่านเพื่อจะทำความรู้จักและทำความเข้าใจของความเป็นไปในลีกนี้
  • เฟอร์กี้บอกว่า เขาโดนข้อครหาว่ากรรมการเข้าข้างมานับไม่ถ้วน โดยเฉพาะเรื่องต่อเวลานานเป็นพิเศษจนทีมแมนยูได้ยิงประตูในนาทีท้ายๆ แต่เฟอร์กี้ก็ยืนยันว่าแน่นอนว่าหลายครั้งเขาก็โชคดี แต่จริงๆ แล้วการเตรียมตัวมาอย่างดีนั้นส่งผลกว่ามาก
  • ก่อนเกม เฟอร์กูสันจะเอาเทปการแข่งของทีมคู่แข่งมาให้ลูกทีมดู โดยจะไม่เน้นว่าฝั่งตรงข้ามมีจุดแข็งอะไรบ้าง เพราะถ้าดูจุดแข็งเยอะๆ นักเตะอาจจะกังวลและเกิดกลัวขึ้นมาได้ เขาจะเน้นว่าคู่แข่งมีจุดอ่อนอะไรบ้าง จะได้วางแผนว่าจะเจาะจุดอ่อนได้ยังไง
  • ช่วงที่ Carlos Queiroz เข้ามาคุมการฝึกใหม่ๆ นักเตะบ่นกันระนาว บอกว่าการซ้อม drill ซ้ำๆ นี้มันน่าเบื่อเกินไป เฟอร์กี้ก็เลยตอบกลับไปว่า ถ้าสมัยเขายังเป็นนักฟุตบอลอยู่ เขาอยากได้โค้ชแบบเควรอซ เพราะการซ้อม drill อย่างนี้มันจำเป็นอย่างมากที่จะช่วยให้เราตัดสินใจทำสิ่งที่ถูกต้องในเกมได้โดยไม่ต้องคิด
  • ก่อนเกมนัดชิงชนะเลิศกับบาเยิร์นมิวนิคในปี 1999 ทีมทำการบ้านมาจนรู้ว่าบาเยิร์นมักจะเปลี่ยนตัวจ่ายบอลขั้นเทพอย่าง Alexander Zickler และ Mario Basler ในครึ่งหลัง ซึ่งในเกมนัดชิงก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ ซิคเลอร์ถูกเปลี่ยนตัวนาทีที่ 71 และบาสเลอร์ถูกเปลี่ยนตัวนาทีที่ 87 พอสองคนนี้ออก ก็ทำให้ประสิทธิภาพการทะลุทะลวงของบาเยิร์นลดลง เฟอร์กี้จึงไม่กลัวที่จะสั่งให้นักเตะบุกขึ้นทั้งแผง
  • ก่อนนัดรองชนะเลิศกับบาร์ซาในปี 2008 เควรอซวางเสื่อไว้ตรงสนามบอลเพื่อระบุว่านักเตะควรจะยืนอยู่ตรงไหนในสนาม โดยเสื่อของสโคลส์กับคาริคแทบจะซ้อนกันเพราะต้องการป้องกันการบุกของบาร์ซาในแดนกลาง ผลก็คือบาร์ซายิงแมนยูไม่ได้ทั้งเหย้าแหละเยือน
  • ในวันที่มีการแข่งขัน นอกจากจะกำชับเรื่องแทคติกที่จะใช้แล้ว ยังมีอีกสองอย่างที่เฟอร์กี้ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ หนึ่งคือเฟอร์กี้จะดูว่าฝั่งตรงข้ามนั้นมีใครที่เพิ่งได้มาเตะที่โอลด์แทรฟฟอร์ดเป็นครั้งแรกรึเปล่า ถ้ามีเฟอร์กี้ก็จะระบุให้ “รับน้อง” นักเตะเหล่านี้เป็นพิเศษ
  • อีกประเด็นที่เฟอร์กี้ให้ความสำคัญ คือดูว่าทีมคู่แข่งมีนักเตะที่ “ไม่ค่อยขยัน” อยู่รึเปล่า เนื่องจากตลอดเกมนักเตะจำพวกนี้ไม่ค่อยได้วิ่ง ในช่วง 20 นาทีสุดท้ายจึงมักจะมีแรงเหลือมากกว่านักเตะส่วนใหญ่ในสนาม ตัวอย่างนักเตะแบบนี้ก็คือ Matthew Le Tissier ที่เหมือนลงมาเดินเล่น แต่มักจะมีทีเด็ดช่วงท้ายเกมเสมอ เฟอร์กี้จึงจะเน้นย้ำว่าหากในทีมคู่แข่งมีนักเตะแบบนี้ ต้องห้ามประมาทและมีสมาธิจนกว่ากรรมการจะเป่านกหวีด
  • หลายคนมองว่าลูกยิงจากครึ่งสนามของเบ็คแฮมในปี 1996 ที่ยิงวิมเบิลดันนั้นเป็นช็อตปาฏิหาริย์ เฟอร์กี้บอกว่าเปล่าเลย เบ็คแฮมต้องได้ฝึกยิงจากครึ่งสนามมาแล้วเป็นร้อยครั้ง และพอสถานการณ์เป็นใจเบ็คแฮมก็แค่คว้าโอกาสไว้เท่านั้นเอง
  • ในทีมแมนยูนั้น นักเตะที่เก่งที่สุดมักจะเป็นนักเตะที่ซ้อมหนักที่สุด เบ็คแฮม กิ๊กส์ โรนัลโด หรือรูนีย์นั้นจะอยู่ต่อหลังซ้อมเสร็จเพื่อจะได้ซ้อมลูกฟรีคิก พวกเขาไม่เหมือนนักเตะคนอื่นๆ ที่จะไปนอนแช่อ่างหรือเข้าห้องนวด หรือหนักกว่านั้นคือรีบออกจากสนามซ้อมเพื่อไปเอารถที่จองไว้กับโชว์รูม ทั้งสี่คนนี้จะเคร่งครัดกับการซ้อมเพิ่มอีกอย่างน้อย 30 นาทีเพื่อซ้อมยิงลูกไซด์โค้งอ้อมหุ่นแผงกองหลัง

“นั่นคือเหตุผลที่เบ็คแฮมเป็นเจ้าพ่อฟรีคิกระยะ 25-30 หลา กิ๊กส์จะถนัดระยะ 18-23 หลา รูนีย์จะเชี่ยวระยะที่ใกล้กับกรอบเขตโทษ ส่วนโรนัลโดก็สามารถฟรีคิกเข้าประตูได้ต่อให้ยิงจากหลังดวงจันทร์ก็ตาม” (“As for Ronaldo, he’d be able to score from free kicks if he took them from behind the moon.”)


ขอบคุณข้อมูลจาก Leading: Learning from Life and My Years at Manchester United by Alex Ferguson and Michael Moritz

รวยจริง

20151212_NotReallyRich

เวลาอยู่ในสโมสร นักฟุตบอลบางคนเป็นซุปเปอร์สตาร์ แต่ทำไมเมื่อมาอยู่ด้วยกันในทีมชาติ มักจะเป็นทีมที่ไม่ค่อยดี หรือทำผลงานไม่ค่อยดี

ผมว่าก่อนอื่น เมื่อมาเล่นด้วยกัน เราต้องยอมรับซึ่งกันและกัน สำหรับคนเก่ง ถ้าคุณเก่งแล้ว คุณต้องสนับสนุนคนที่อ่อนแอกว่า แต่ถ้าคุณเก่งแล้วทำตัวเหนือคนอื่น ผมไม่ถือว่าเป็นคนเก่งหรอก คนเก่งมันต้องจับมือช่วยคนอื่น เหมือนในสังคมที่คนรวยต้องช่วยเหลือคนจน แต่ถ้าคุณรวยแล้วอยู่แต่เฉพาะคนรวย ไม่สนใจคนอื่น คุณก็ไม่รวยจริงหรอก เพราะจิตใจคุณแย่ รวยแต่เงินแต่จิตใจย่ำแย่ ถ้าคุณเก่งเรื่องความรู้ก็ควรถ่ายทอดให้คนอื่นด้วย ไม่ใช่เก็บไว้คนเดียว อย่างเราเป็นโค้ช เรามีความรู้อะไร เราต้องถ่ายทอดให้เด็กทั้งหมด ต้องไม่กั๊ก อยากจะเก่งเราก็ต้องเรียนรู้เยอะๆ แล้วถ่ายทอด เด็กก็เก่ง เราก็เก่งไปด้วยกัน

– เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง

สัมภาษณ์โดยวิไลรัตน์ เอมเอี่ยม In Talk, We Trust, a day BULLETIN selected interview 2013-2014 

—–

พี่ซิโก้คือฮีโร่คนหนึ่งของผม

ผมติดตามพี่เขามาตลอดตั้งแต่สมัยยังเป็นนักเตะทีมชาติไทยชุดดรีมทีม และคอยติดตามข่าวคราวของพี่เขาตอนที่ไปทดสอบแข้งกับมิดเดิ้ลสโบรห์และฮัดเดอร์สฟิลด์

หลังจากนั้นผมก็ไม่ค่อยได้ยินข่าวพี่เขาเท่าไหร่ รู้ตัวอีกทีก็มาคุมทีมชาติแล้ว แถมยังทำผลงานได้ดีเสียจนคนไทยกลับมาเห่อฟุตบอลทีมชาติอีกครั้งหลังจากห่างหายความรู้สึกแบบนี้ไปนาน

เมื่อสามปีที่แล้ว พี่ซิโก้ยังได้ก่อตั้ง Zico Foundation เพื่อส่งเสริมเด็กในต่างจังหวัดให้ได้เล่นกีฬาอีกด้วย ดูรูปกิจกรรมได้ที่นี่

—–

คนรวยต้องช่วยเหลือคนจน แต่ถ้าคุณรวยแล้วอยู่แต่เฉพาะคนรวย ไม่สนใจคนอื่น คุณก็ไม่รวยจริงหรอก

อ่านประโยคนี้ของพี่ซิโก้แล้วผมก็สะอึกเล็กน้อย

เพราะรู้ตัวว่าไม่ค่อยได้ช่วยเหลือคนจนเท่าไหร่

ถามว่าตัวเองรวยรึยัง ก็ตอบได้เลยว่ายังห่างไกลนัก

แต่ถ้าดูจากรายได้คนไทยที่เสียภาษีที่ผมเคยอ้างอิงถึงในบทความเรื่อง MLM ก็ต้องยอมรับว่ารายได้ต่อเดือนของผมนั้นมากกว่าคนไทยอีก 90%

และเชื่อว่าผู้อ่านบล็อกนี้ส่วนใหญ่ก็อยู่ในสถานะไม่ต่างกัน

เรามีรายได้เยอะก็จริง แต่เราก็มีรายจ่ายไม่น้อย  เรื่องที่คิดเอาเงินที่เราหามาได้ไปให้คนที่จนกว่าจึงเป็นเพียงเรื่องหัวข้อท้ายๆ ในสมอง

—–

ถึงผมจะยังไม่ค่อยได้ช่วยเหลือคนที่ด้อยโอกาส แต่ผมก็เชื่อมาตลอดว่า “มีอะไรดีๆ ควรเอามาแบ่งปัน”

นี่คือเหตุผลหลักที่ผมเขียนบล็อก Anontawong’s Musings – เพื่อแบ่งปันมุมมองที่ผมเห็นว่ามีประโยชน์

การแชร์ความรู้มันเจ๋งกว่าการให้เงินตรงที่คนให้ไม่ได้เสียอะไรไป เผลอๆ จะมีความรู้มากกว่าเดิมด้วย เพราะก่อนจะเขียนก็ต้องศึกษาค้นคว้า และพอเขียนเสร็จก็ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนมุมมองกับผู้อ่าน

พี่ซิโก้ยังกล่าวอีกว่า

อยากจะเก่งเราก็ต้องเรียนรู้เยอะๆ แล้วถ่ายทอด เด็กก็เก่ง เราก็เก่งไปด้วยกัน

ผมว่านี่เป็นความคิดที่หล่อมาก เรียนรู้เยอะๆ ไม่ใช่เพื่อให้รู้สึกว่ากูเก่งหรืออยู่เหนือใคร แต่เพื่อที่จะช่วยให้คนอื่นๆ เก่งขึ้น เพื่อมาช่วยสร้างสังคมนี้ให้ดีขึ้น

ผมเคยเขียนไว้ตอนที่ชีวิตผ่านมาครึ่งทางว่า ครึ่งแรกผมเป็นฝ่ายรับมาเยอะแล้ว ครึ่งหลังคือช่วงที่ผมตั้งใจจะเป็นฝ่ายให้บ้าง

มีแรง ให้แรง
มีเงิน ให้เงิน
มีเวลา ให้เวลา
มีความรู้ ให้ความรู้
มีความสามารถ ก็ใช้ความสามารถนั้นเพื่อประโยชน์ส่วนรวม

ถ้าเราทุกคนผลัดกันให้ตามแต่กำลังและสติปัญญาที่เรามี

บ้านเราก็จะมีคนเก่งจริง – รวยจริงเพิ่มขึ้นอีกเยอะเลยครับ

—–

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก In Talk, We Trust, a day BULLETIN selected interview 2013-2014 

ขอบคุณภาพจาก Wikipedia 

7 เรื่องประทับใจทีมบอลไทยแชมป์ซีเกมส์

20150616_ThaiSEAGames

เมื่อคืนนี้ชาวไทยหลายสิบล้านคนคงจะกลับถึงบ้านและนั่งดูฟุตบอลรอบชิงชนะเลิศกีฬาซีเกมส์ระหว่างทีมไทยและทีมเมียนม่า

ผลคือพี่ไทยเราชนะไป 3-0 แม้กว่าจะได้ประตูแรกมาต้องรอถึงนาทีที่ 54 เพราะ “คยอ ซิน เปียว” ผู้รักษาประตูพม่านั้นเหนียวเหลือเกิน (ผมต้องขอจดชื่อผู้รักษาประตูเขาเอาไว้เพราะสื่อไทยคงจะไม่ได้เอ่ยถึงมากนัก)

ช่วงนี้ฟุตบอลไทยคึกคักมาก เมื่อคืนตอนค่ำชุด U-23 ชิงซีเกมส์ พอตี 2.45 ทีมชาติหญิงของเราก็เตะบอลโลกกับเยอรมันนี อดีตแชมป์โลกสองสมัย ผลคือเราแพ้ไป 0-4 (โดยสามในสี่ลูกนั้นเป็นลูกโหม่ง!)  ส่วนเย็นวันนี้ตอน 18.30 ทีมชาติไทยชุดใหญ่ที่นำโดยโค้ชเกียรติศักดิ์ เสนาเมือง ก็จะเตะบอลโลกรอบคัดเลือกกับไต้หวัน ซึ่งน่าจะเป็นเกมที่สนุกอีกเช่นกัน (จบครึ่งแรกไทยนำอยู่ 2-0)

เห็นทีมชาติชุดเล็กชุดใหญ่ทั้งชายหญิงกำลังไปได้ดีอย่างนี้ ในฐานะคนไทยก็ต้องปลื้มใจไม่น้อย

วันนี้เลยขอนำเรื่องความประทับใจที่ผมมีต่อทีมชาติไทยชุดแชมป์ซีเกมส์นี้มาบันทึกไว้ครับ

1. ยิงได้ทั้งทีม ซีเกมส์หนนี้ทีมชาติไทยชนะ 7 นัดรวด ยิงไปทั้งหมด 24 ประตู เสียแค่ประตูเดียวตอนเจอเวียดนาม เห็นยิงประตูได้เป็นกอบเป็นกำอย่างนี้ ชนานันท์ ป้อมบุปผา คนที่ยิงประตูได้มากที่สุดของทีมกลับยิงไปแค่ 5 ประตู ได้เป็นดาวซัลโวร่วมกับสิตูอ่องของเมียนม่า และโวฮุยตวนจากเวียดนาม ส่วนอีก 19 ประตูที่เหลือมาจากผู้เล่นถึง 12 คน นี่ย่อมแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของทีมที่ไม่ต้องพึ่งพากองหน้าคนใดเป็นพิเศษ

2. ซุปตาร์ใจกว้าง ผมเพิ่งได้เห็นฟอร์มการเล่นของเมสซี่เจเต็มๆ ก็วันนี้เอง ทั้งทัวร์นาเม้นต์นี้ ชนาธิป สรงกระสินธิ์ยิงไปแค่ลูกเดียว แต่ถ้าใครได้ดูเกมนัดชิงจะรู้ซึ้งเลยว่าเด็กคนนี้เล่นบอลเก่งแค่ไหน ไม่ว่าจะเป็นการครองบอลหรือการส่งลูก killer pass จนกองหลังพม่าที่หน้าตาเหมือนริวัลโดหลังหักไปไม่รู้กี่ครั้ง แต่แม้เมสซี่เจจะเป็นหนึ่งในสตาร์ของทีมชาติ น้องเค้าก็ไม่แสดงให้เห็นถึงอีโก้หรือความเซลฟ์จัดเลย เล่นเพื่อทีมและพร้อมใส่พานให้เพื่อนได้เกิดตลอด

3. ทางบอลเป็นเยี่ยม นักเตะชุดนี้ทักษะดีทุกคน ลูกที่ผมประทับใจที่สุดคือจังหวะที่ธนบูรณ์ เกษารัตน์กองหลังเบอร์ 17 ของเราตัดบอลพม่าได้อย่างหมดจดตอนที่เค้าจะเคาท์เตอร์แอ็ทแทคในนาทีที่ 30  แค่ตัดบอลยังไม่พอ ยังอุตส่าห์แตะบอลอีกครั้งเพื่อหลบนักเตะพม่าอีกคนที่วิ่งมาซ้อน แถมยังส่งบอลถึงเท้าเพื่อนร่วมทีมด้วย เทพจริงๆ

4. ขยันขันแข็ง แต่ก่อนนักเตะไทยเก่งๆ มักจะขี้เกียจ แต่ทีมนี้วิ่งสู้ฟัดกันทั่วสนาม แถมไม่เห็นมีใครเป็นตะคริวกันซักคนทั้งๆ ที่มีเวลาพักแค่สองวันนับจากตอนแข่งรอบรองชนะเลิศ มีช็อตนึงที่ผมจำได้แม่น (แต่ตอนนี้ยังหาใน Youtube ไม่เจอ) ก็คือตอนครึ่งหลังที่เราดันเกมมาทางริมเส้นฝั่งขวาแล้วตบบอลเข้ามาบริเวณกรอบเขตโทษ แต่นักเตะของเราจับบอลไม่ดีแล้วเสียบอลให้เมียนม่าโต้กลับ นักเตะคนที่ทำพลาดก็วิ่งกลับจากกรอบเขตโทษฝั่งเมียนม่ามาแย่งบอลคืนตรงกรอบเขตโทษของเรา เป็นการแก้ตัวที่ประทับใจมาก

5. ไม่มีตุกติก ตลอดสองเกมที่ผมดูทีมไทยเตะมา ผมไม่เจอนักเตะไทยคนไหนเล่นไม่ซื่อกับคู่แข่งเลย ทุกอย่างวัดกันด้วยฝีมือล้วนๆ ไม่มีแอบดึงเสื้อหรือ “ออกลูกแถม” และไม่มีใครพุ่งล้มหรือแกล้งสำออย ถ้าจะให้รางวัลนักเตะมารยาทงามกับทีมชาติไทยชุดนี้ก็น่าจะเหมาะสม

6. ใจเย็นเป็นน้ำ ความใจเย็นอยู่ในระดับน่าขนลุกกันเลยทีเดียว เพราะแมทช์ที่เจออินโดนีเซียในรอบรองฯ นั้น ทีมเราโดน “นูเฟียนดานี” เบอร์ 7 ของอินโดนีเซียจัดไปหลายดอก ดอกที่หนักที่สุดคือจังหวะที่เขาเอาปุ่มสตั๊ดย่ำไปที่หัวของอาทิตย์ ดาวสว่าง แต่ไม่น่าเชื่อว่าอาทิตย์ไม่แสดงอาการโกรธออกมาซักนิด (ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ก็โดนเบอร์ 7 ย่ำที่ตักไปรอบนึงแล้ว) แถมที่อเมซซิ่งยิ่งกว่าคือเพื่อนๆ ในทีมชาติไทยก็ไม่มีใครไปฮึดฮัดใส่นูเฟียนดานีหรือตัดพ้อกับกรรมการเลย ทั้งๆ ที่ถ้าเป็นบอลไทยชุดก่อนๆ มีวางมวยกันไปแล้วครับ น่าสนใจว่าโค้ช/พ่อแม่อบรมด้วยวิธีไหน ถึงสามารถควบคุมอารมณ์ได้ดีขนาดนี้

7. อ่อนน้อมถ่อมตน จบเกมส์แล้วนักบอลของเราเดินไปไหว้ขอบคุณคู่แข่ง กรรมการ และคนดูรอบสนาม ผมว่านี่คือเสน่ห์ของคนไทยที่หาไม่ได้ในชาติไหน

เมื่อไม่กี่ปีที่แล้ว พอได้ยินประโยค “บอลไทยจะไปบอลโลก”  บางคนอาจหัวเราะเยาะ และบางคนอาจหัวเราะแบบขื่นๆ

แต่ผมเริ่มมีความหวังนิดๆ แล้วครับ

ว่าถ้าทีมชาติไทยของเรายังรักษาคุณสมบัติเหล่านี้ได้อย่างครบถ้วน

การไปบอลโลกอาจไม่ใช่เรื่องไกลเกินฝันอีกต่อไปแล้วก็ได้

—–

ขอบคุณภาพจาก Facebook Page ฟุตบอลทีมชาติไทย 

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ Archives

พบกับบทความใหม่ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings ครับ