บางทีเราก็ไม่ควรเป็นตัวของตัวเอง

20190918

“Sometimes you have to be not yourself.”
-Anonymous

การเป็นตัวของตัวเองนั้นฟังดูสมเหตุสมผล และเป็นคำแนะนำที่เราได้ยินจากปากคนที่หวังดีกับเรามาเนิ่นนาน

แต่หลุมพรางของการเป็นตัวของตัวเอง คือมันอาจเป็นข้ออ้างให้เราไม่ได้ปรับปรุงตัวหรือไม่ได้ทำหน้าที่ของเราอย่างสมบูรณ์

ถ้าเราเป็นหัวหน้า แต่ไม่ค่อยสื่อสารกับลูกน้องโดยอ้างว่าเราเป็นคนเงียบๆ ขี้อาย เราก็เป็นหัวหน้าที่ใช้ไม่ได้

หรือถ้าเราเป็นคนตรงไปตรงมา คิดอย่างไรพูดอย่างนั้น แล้วคำพูดของเราทำให้คนใกล้ตัวเจ็บช้ำน้ำใจ ก็ย่อมทำให้ความสัมพันธ์คลอนแคลน

มนุษย์เป็นสัตว์ที่ฝึกฝนได้ ถ้าเรามีตรงไหนที่ไม่ดีแล้วอยากเห็นมันดีขึ้น เราก็ต้องพยายามไม่เป็นตัวของตัวเอง – อย่างน้อยก็สักช่วงนึง

เช่นถ้าเราเป็นคนพูดจามะนาวไม่มีน้ำ บางทีเราก็ต้องหัดพูดให้นุ่มนวลขึ้นบ้าง เมื่อได้ผลลัพธ์ที่ดี มันก็จะเป็น reward ที่เราจะจดจำและอยากทำซ้ำ เมื่อทำบ่อยเข้า เราก็จะกลายเป็นคนที่พูดจาดีไปโดยปริยาย อย่างน้อยก็ในบริบทที่จำเป็นต้องพูดจาดี

เป็นตัวของตัวเองนั้นทำได้ ถ้ามันไม่ได้ก่อความเดือดร้อน

แต่ถ้าเป็นตัวของตัวเองแล้วทำร้าย ก็อย่ายึดติดตัวตนให้มากนักเลย

ถ้าอยากเป็นคนมั่นใจกว่านี้

20190605_confident

ก็จงเก่งขึ้นกว่านี้

เพราะถ้าเราเก่งขึ้น เราจะมั่นใจขึ้นเอง

และวิธีที่ลัดสั้นที่สุดที่เราจะเก่งขึ้นได้ ก็คือการฝึกซ้อมให้หนัก

หลายคนกลัวการขึ้นไปพูดบนเวที ขาสั่น มือเย็น

ผมไม่มีเคล็ดลับที่จะช่วยให้ขาหยุดสั่นหรือมือไม่เย็นได้ รู้แค่ว่าถ้าเราซ้อมพูดซ้ำๆ เป็นสิบๆ รอบ มันจะมีความมั่นใจอยู่ลึกๆ ถึงแม้จะตื่นเต้น ถึงแม้จะมีกระท่อนกระแท่น แต่อย่างน้อยเราจะพูดได้จนจบแน่ๆ เพราะซ้อมพูดจนจบมาไม่รู้กี่รอบแล้ว

ซึ่งจะแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับการขึ้นพูดโดยไม่ได้ซ้อม เพราะเรามักจะทำสไลด์จนถึงนาทีสุดท้ายโดยไม่เผื่อเวลาในการทบทวนและซ้อมใหญ่ไว้เลย

เรื่องความมั่นใจนี่สะท้อนอยู่ในทุกมิติของชีวิตนะครับ

ผู้ชายที่เดินเข้าไปจีบหญิงด้วยความมั่นใจ เพราะว่าเขาผ่านการจีบและโดนปฏิเสธมาเยอะ คนที่โซโล่กีตาร์ด้วยความมั่นใจ ก็เพราะว่าเขาฝึกฝนมาเยอะ คนที่ให้สัมภาษณ์ด้วยความมั่นใจก็เพราะว่าเขาเตรียมตัวมาดี

ภายนอกเราอาจจะเห็นว่าเป็นพรสวรรค์หรือเปล่า ไม่เห็นเขาได้เตรียมตัวเลย แต่ที่จริงแล้วที่เห็นว่าเขาทำได้ง่ายๆ เพราะเขาฝึกฝนมาทั้งชีวิตแล้วต่างหาก

ถ้าอยากเป็นคนมั่นใจกว่านี้ ก็จงเก่งขึ้นกว่านี้

และทางลัดสั้นที่สุดที่จะเก่งขึ้นได้ คือฝึกซ้อมให้เยอะๆ ครับ

กำแพงที่ใหญ่ที่สุด

20190604_biggestwall

คือสิ่งที่เรารู้

เวลาใครมาถามผมว่า คนทำงานสมัยใหม่ควรจะเป็นคนยังไง สองคำที่ผมมักจะพูดเสมอคือ learn กับ unlearn

เรื่อง learn นั้นรู้กันอยู่แก่ใจ ความรู้มากมายและเทคโนโลยีถูกพัฒนาอยู่ทุกวัน เราจึงต้องพร้อมที่จะเปิดใจเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ

แต่การ unlearn หรือการ “ทิ้งสิ่งที่เรารู้” นั้นยากกว่ากันมาก เพราะเรารู้และเชื่อมันมานาน แถมความรู้นี้เคยสร้างประโยชน์ในอดีตด้วย เราก็เลยมีแนวโน้มที่จะยึดมั่นถือมั่นมันยิ่งกว่าอะไรดี

Learn คือการถามว่าเราจะทำอะไรใหม่ๆ ได้บ้าง

Unlearn คือการถามว่าเราควรหยุดทำอะไรได้แล้ว

Learn คือการเพิ่มอาวุธ

Unlearn คือการปลดเปลื้องสัมภาระที่ไม่เป็นประโยชน์อีกต่อไป

ถ้าเราไม่ยอม unlearn เราก็เหมือนคนที่ยังใช้ Windows 98 ในการทำงานและในการใช้ชีวิต

อาจจะคุ้นเคยกว่าก็จริง แต่ลงโปรแกรมอะไรใหม่ๆ ไม่ได้เลยนะครับ

อย่าฝากความหวังไว้กับตัวเราในอนาคต

20181231_futureself

คนที่ชอบผัดวันประกันพรุ่งก็เพราะว่าเชื่อมั่นตัวเองในอนาคตมากเกินไป

“ตอนนี้ขอดูทีวีก่อน คืนนี้ค่อยทำงานแล้วกัน”

“ตอนนี้ขอกินให้สะใจก่อน ปีใหม่ค่อยเริ่มลดน้ำหนัก”

“ตอนนี้ทนกับปัญหานี้ไปก่อน ไว้มีจังหวะค่อยแก้ปัญหาแล้วกัน”

เหล่านี้คือการฝากความหวังไว้กับตัวเองในอนาคตทั้งสิ้น

เรามักจะประเมินอนาคตไว้ดีกว่าความเป็นจริงเสมอ ไม่รู้ว่าเพราะเราเชื่อมั่นอย่างนั้นจริงๆ หรือเราแค่ปลอบใจตัวเอง

เพราะตัวเราในวันพรุ่งนี้คงไม่ได้ขยัน/เก่ง/มีเวลา/มีความกล้า มากไปกว่าวันนี้ซักเท่าไหร่

จะฝากความหวังไว้กับตัวเองในอนาคตทำไม

ตัวเราในอนาคตต่างหากที่ฝากความหวังไว้กับตัวเราในปัจจุบัน

หยุดฝันว่าปีใหม่หรือปีไหนๆ จะดีขึ้น ถ้าวันนี้-ปีนี้ยังทำตัวเหมือนเดิมครับ

—–

ขอบคุณประกายความคิดจากหนังสือเทคนิคเปลี่ยนคุณให้เป็นคนไม่ผัดวันประกันพรุ่งและลงมือทำทันที โดย ซะซะกิ โชโกะ

Storytelling with Powerpoint รุ่นที่ 2 เรียนเสาร์ที่ 19 มกราคมนี้เปิดรับสมัครแล้วดูรายละเอียดได้ที่  http://bit.ly/tgimstory2fb

บทความวันละตอนจาก Anontawong’s Musings:

LINE: bit.ly/tgimline

Facebook: bit.ly/tgimfb

Twitter: bit.ly/tgimtwt

วิธีง่ายๆ ที่จะกลายเป็นคน Top 10%

20171227_top10percent

คือคิดแล้วลงมือทำ

เพราะคนส่วนใหญ่คิด แต่ไม่เคยลงมือทำ

คิด 10 คน อาจจะทำแค่คนเดียว

เพราะฉะนั้น เพียงแค่คุณลงมือทำ คุณก็ดีกว่าอีก 9 คนที่เอาแต่คิดแล้ว

เพิ่มอีกหนึ่งสเต็ปที่จะช่วยให้คุณเปลี่ยนจาก Top 10% เป็น Top 1%

นั่นคือเมื่อลงมือทำแล้ว ก็จงทำให้เสร็จ

เพราะลงมือทำ 10 คน มักจะทำเสร็จแค่คนเดียว

ยกตัวอย่างเช่น

100 คนคิดอยากจะเขียนบล็อก

10 คนเท่านั้นที่ลงมือเขียนจริงๆ

และจะมี 1 คนเท่านั้นที่เขียนเสร็จแล้วกด ‘publish’ เพื่อแชร์งานของตัวเองให้โลกเห็น

ต่อให้บทความที่คุณเขียนออกมามันจะแย่แค่ไหน ก็ยังดีกว่าบทความแสนเพอร์เฟคที่อยู่แต่ในหัว

คิดแล้วลงมือทำ คุณจะกลายเป็น Top 10%

ทำแล้วทำให้เสร็จ คุณจะกลายเป็น Top 1%

Simple. Not Easy.

แต่ทำได้ทุกคนครับ

วิธีหาผู้ชายในฝัน

20171225_manofyourdream

1. หยิบปากกา
2. หยิบกระดาษ A4 ออกมา
3. เขียนเลข 1-10
4. คิดถึงผู้ชายในฝันของคุณว่าเขาควรมีลักษณะอย่างไรบ้าง แล้วเลือกขึ้นมา 10 ข้อเขียนลงกระดาษ

ยกตัวอย่างเช่น

1.ตลก
2.ใจดี
3.มีเป้าหมาย
4.รักเดียวใจเดียว
5.รักสัตว์
6.ประสบความสำเร็จ
7.คิดถึงเราก่อนเสมอ
8.ใช้เงินเป็น
9.เป็นพ่อที่ดี
10.ดูแลสุขภาพ

เมื่อเขียนเสร็จแล้ว ให้เอากระดาษแผ่นนี้แปะไว้ในจุดที่เราจะมองเห็นทุกวัน แล้วใช้เวลา 2-3 ปีต่อจากนี้เพื่อจะเปลี่ยนแปลงตัวเองให้มีคุณลักษณะทั้ง 10 ข้อนี้

เพราะว่าคนเราจะดึงดูดคนที่คล้ายคลึงกันเสมอ ถ้าเขาเป็นคนดูแลสุขภาพ เขาย่อมต้องการคู่ที่ดูแลสุขภาพเช่นกัน ถ้าเขาเป็นพ่อที่ดี เขาก็น่าจะมองหาแม่ที่ดีเหมือนกัน

ถ้าจะพูดในทางพุทธก็คือ คู่รักที่ดีต้องมีศีลเสมอกันนั่นเอง

วิธีนี้ใช้สำหรับการตามหาผู้หญิงในฝันก็ได้นะครับ

ขอให้ได้เจอคนที่ใช่ในเร็ววันครับ

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก Quora: Haily Cramer’s answer to What are the lessons people most often learn too late in life? 

10 เรื่องที่ได้เรียนรู้จากคุณรวิศ Srichand

20171223_rawit
ที่ Wongnai เราจะมีกิจกรรม Wongnai WeShare ทุกสองสัปดาห์ เพื่อเชิญ “คนเจ๋งๆ” จากหลากหลายวงการมาเล่าเรื่องราวเพื่อเปิดโลกทัศน์และความคิดของพนักงานที่วงในครับ
.
เมื่อวานนี้เราได้รับเกียรติจาก “คุณแท็บ” รวิศ หาญอุตสาหะ CEO ของศรีจันทร์ เจ้าของเพจ Mission to The Moon และนักเขียน Bestseller หลายเล่มอาทิเช่น คิดจะไปดวงจันทร์อย่าหยุดแค่ปากซอย และ อย่าปล่อยให้ใครฆ่าวาฬของคุณ (กำลังจะออกเล่มใหม่เร็วๆ นี้)
.
คุณแท็บเป็นนักเล่าเรื่องที่สนุกมาก ได้ทั้งสาระและความบันเทิงไปเต็มๆ ผมเองว่าจะเขียนสรุปบทเรียนเสียหน่อย แต่เผอิญ “หลุยส์” เอกลักษณ์ วิริยะโกวิทยา ซึ่งเป็น COO ของ Wongnai ได้เขียนบทสรุปไว้ในเฟซบุ๊คส่วนตัวของเขาเรียบร้อยแล้ว ผมเลยขออนุญาตหลุยส์เพื่อนำบทสรุปนั้นมาแชร์ในบล็อกนี้ครับ
.
เชิญรับชมได้โดยพลัน
—–
10 random things ที่ได้เรียนรู้จากคุณ Tab รวิศ (ผู้บริหาร Srichand)
.
เที่ยงวันนี้ คุณรวิศให้เกียรติมาบรรยายที่ Wongnai ใน session “Wongnai We Share” ตอนพิเศษ และนี่คือ 10 ข้อที่ผมคิดว่าน่าสนใจจึงขอเลือกมาแชร์ต่อครับ
.
.
1. “หาคนที่มี purpose เดียวกัน” มาร่วมงาน
.
พนักงานคนที่จะแสดงศักยภาพได้อย่างเต็มที่ คือ พนักงานที่มี purpose เดียวกับบริษัท/brand ไม่ใช่มองหาแค่ skill/performance (challenge ที่ใหญ่ที่สุด ไม่ใช่เรื่องงาน แต่เป็นเรื่อง “คน”)
.
2. “ถ่ายทอด-ตอกย้ำ vision อย่างต่อเนื่อง” คือ หน้าที่ของผู้บริหาร
.
สิ่งนี้จะส่งผลต่อ recruitment มากๆ ดีกว่าไปประกาศหาคนทำงานตาม Jobs Board ตรงๆ สาเหตุหนึ่งที่คุณรวิศทำ blog / page mission to the moon ก็เพราะสิ่งนี้
.
3. “story telling ทำงานได้ดีเสมอ แม้ content นั้นจะขายของ 100%”
.
Blog ตอน “บาร์โค้ด อาเฮียที่สุราษฎร์ และ Emma Watson” ซึ่งเขียนโดยมีจุดประสงค์เพื่อหาคนมาร่วมงานกับ Srichand แบบเต็มๆ ก็ส่งผลให้มีคนมาสมัครงานกับ Srichand หลายร้อย resume เลย
.
4. “การแต่งหน้าไปโรงเรียน คือ long term investment” ในมุมมองของวัยรุ่น
.
ยุคนี้ทุกคนมีกล้อง (มือถือ) และพร้อมโพสรูปลง social/internet ที่จะอยู่ไปตลอดกาล ที่สำคัญ คือ รูปของ “เจ้าของกล้อง” สวยสุดเสมอ (ไม่ใช่เรา) ดังนั้นเพื่อลดการ “เสียโอกาส” ในอนาคต เราต้องแต่งหน้าไปโรงเรียน เผื่อว่าคนที่จะมาจีบเรามาดูรูปแล้วจะได้เจอแต่รูปที่เราดูดี
.
5. หากจะทำสิ่งใหม่ ควรร่วมงานกับคนที่มี expertise
.
เพราะ ลูกค้าเชื่อคนที่มี expertise จริงๆ มากกว่าเราแน่นๆ เช่น ตอนที่ Srichand จะทำ product line ใหม่ ที่มีสีสันหลากหลาย ซึ่ง Srichand ไม่มีประสบการณ์ (ไม่เคยทำมาก่อน) จึงตัดสินใจเชิญพี่หมู Asava (เจ้าพ่อ fashion) มาช่วยออกแบบ Color Creation Collaboration
.
6. ฟังลูกค้า ทำของที่ตอบโจทย์ลูกค้า อย่าคิดเองเออเอง
.
ฟังเซลล์ ฟังยี่ปั๊ว คนที่ใกล้ชิดลูกค้า หรือคุยกับลูกค้าเอง แล้วทำ product ที่ลูกค้าอยากได้ อาจจะใช้ เครื่องมือ 5 whys analysis หรือ research แบบ observe-immerse-interview (อย่างระมัดระวัง) Srichand ก็เคยคิดเองเออเองกันในห้องประชุมแล้วเจ๊งมาหลายตัวแล้ว (ขายไม่ออก)
.
7. เรื่องสินค้าไทย brand ไทย ยังเชื่อว่ามีโอกาส
.
ตลาด fashion ไทยที่รวมตัวกันทำจนสำเร็จแล้ว ห้องเสื้อ designer ไทย ขายชุดละ 2-3 หมื่น ก็มีคนซื้อ
.
8. หากดราม่า ให้แก้ปัญหาอย่างจริงใจ และรวดเร็ว
.
Srichand เคยมีเคสดราม่ากับ influencer คุณรวิศ post อธิบายภายใน 6 ชม. และโทรสายตรงหา influencer ร่วม 100 คน เพื่ออธิบาย และ clear ด้วยตัวเอง จนตอนนี้หลายๆ คนได้กลับมาร่วมงานกัน
.
9. ตลาด cosmetic กำลังจะถูก disrupt อย่างรุนแรง รอดูได้เลย
.
มีที่ inefficency ใน value chain เยอะมากๆ ตัวอย่าง เช่น shelf space ที่จำกัด แม้ว่าทาง brand จะมีความสามารถ ในการ offer variety ได้หลากหลายสุดๆ (เช่น 50 สี ต่อหนึ่ง product) แต่สุดท้ายก็ทำไม่ได้ เพราะติดเรื่อง shelf space และสิ่งนี้ยังส่งผลโดยตรงถึงผู้บริโภคให้โดนลด choice ไปอีกด้วย! (โดยบังคับให้ต้องเลือกวางแต่สีที่ขายดี) .. ตอนนี้เสียเงินค่าที่วาง มากกว่าค่า marketing ซะอีก
.
10. ตอนนี้ Srichand เริ่มลงทุนใน tech แล้ว!
.
ต่อเนื่องจากข้อ 9 Srichand อยู่ในตลาดนี้ จึงเริ่มขยับตัว ซึ่งยอมรับว่ายาก และเป็น challenge เรื่องล่าสุดที่กำลังพยายามจัดการอยู่ .. โปรดรอติดตามกัน!
.
.
อ่านเพิ่มเติม:
.
– เรื่องของ “บาร์โค้ด อาเฮียที่สุราษฎร์ และ Emma Watson” >> https://www.facebook.com/marketingeverythingbook/posts/591641387707109:0
– ติดตามโพสของคุณรวิศได้ที่ page “Mission to the Moon” >> https://www.facebook.com/marketingeverythingbook
.
#wongnai #weshare
.
.
ที่ Wongnai เราให้ความสำคัญกับการพัฒนา “คนของเรา” หนึ่งในกิจกรรมจัดอย่างต่อเนื่อง คือ Wongnai WeShare ซึ่งเชิญทั้งพนักงานเราเองมาแชร์เรื่องที่น่าสนใจ (ให้คนเล่าได้ฝึกพูดด้วย) สลับกับการเชิญวิทยากร “ตัวจริง” จากข้างนอกมา “เปิดโลก” ให้ซึมซับประสบการณ์ที่หลากหลาย เพื่อ “connect the dots” สร้าง #impact กับการทำงานในยามที่ถึงเวลา
.
*** Wongnai – “Super Lifestyle Platform สำหรับคนไทย” ที่ต้องการ “เชื่อมต่อสิ่งดีๆ เข้าสู่ผู้คน” (Connect people to good stuff) กำลังโต และต้องการขยายทีมอย่างรวดเร็ว มีตำแหน่งงานที่เปิดอยู่กว่า 40 ตำแหน่งในทุกแผนก ดูตำแหน่งงาน และสมัครเข้ามาร่วมงานกับทีมขนาด 200 คน หรือแชร์ให้เพื่อน/คนที่น่าจะสนใจได้ที่ ***
.
.
>> https://careers.wongnai.com/
— at Wongnai Media.
—–

ไม่ต้องเก่งมากก็ได้

20170923_forgetperfection

แค่รู้ตัวว่าเรายังไม่ดีตรงไหนก็พอ

“Forget perfection. Learn just enough so you can correct yourself along the way.”
-Zdravko Cvijetic

บางทีความสำเร็จอาจไม่มีอะไรมากไปกว่าความสามารถที่จะคอยตรวจสอบตัวเองอยู่เสมอว่าเรายังบกพร่องตรงจุดไหน

ผมเริ่มเขียนบล็อกจริงจังเมื่อสองปีที่แล้ว ไม่ใช่เพราะว่ามั่นใจว่าผมเขียนเก่งหรือมีความรู้อะไรมากมาย รู้แค่ว่าพอจะเขียนได้และมีเรื่องที่อยากเล่า

ที่สำคัญกว่า คือผมรู้ตัวด้วยว่าตอนไหนผมเขียนดี ตอนไหนผมยังเขียนได้ไม่ดี

ตอนที่เขียนดี ผมก็จะกดปุ่ม Publish อย่างมั่นใจ

ตอนที่เขียนไม่ดี แต่ไม่มีเวลาหรือไม่สามารถเขียนให้ดีกว่านี้ได้แล้ว ก็ต้องกดปุ่ม Publish อยู่ดี เพราะถ้ามัวแต่รอให้สมบูรณ์แบบ บทความ 90% ของผมคงไม่ได้รับการตีพิมพ์แน่ๆ

Seth Godin เคยบอกไว้ว่า Artists must ship

“ship” ในที่นี้ไม่ใช่เรือ แต่หมายถึงการส่งของ

คนเป็นศิลปินต้องส่งผลงานออกสู่สายตาประชาชน

หากเขียนบทความแล้วไม่ตีพิมพ์ แต่งเพลงแล้วไม่ร้องให้ใครฟัง วาดรูปแล้วไม่โชว์ให้ใครดู ก็อย่าได้เรียกตัวเองว่าศิลปินเลย

เพราะศิลปะจะมีคุณค่าอันใดหากไม่มีใครได้สัมผัสมัน?

ดังนั้น หากคุณอยากเขียนก็จงเขียน อยากทำ Facebook Live ก็จงทำ อย่าติดกับความคิดที่ว่าเรายังไม่เก่งพอ ใครจะมาสนใจเรา

ในฐานะศิลปิน เราไม่มีสิทธิ์ตัดสินตัวเองขนาดนั้น คนเดีียวที่จะตัดสินได้คือคนดู

ส่วนเรื่องยังไม่เก่งพอก็ไม่เห็นเป็นไร คนที่เราเห็นว่าเทพๆ เขาก็เคยห่วยกันมาแล้วทั้งนั้น

ประเด็นสำคัญคือเราต้องหาโอกาสให้ตัวเองได้ฝึกฝนอยู่เสมอ และมีสายตาที่เที่ยงตรงเพียงพอที่จะบอกได้ว่าเรายังพัฒนาตรงไหนได้อีก

เมื่อได้ลงมือทำ ก็จะเห็นจุดอ่อน และเมื่อแก้ไขจุดอ่อน เราก็จะเก่งขึ้นอย่างช่วยไม่ได้

“Forget perfection. Learn just enough so you can correct yourself along the way.”

อย่ารอความเพอร์เฟ็คอยู่เลย เพราะมันไม่มีอยู่จริงหรอก แค่เก่งพอที่จะรู้ตัวและปรับปรุงอย่างสม่ำเสมอ

สุดท้ายก็จะเป็นตัวจริงได้เอง

—–

หนังสือ “Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” เริ่มขาดตลาดแล้ว หากหาซื้อไม่ได้ สามารถสั่งออนไลน์กับผม (พร้อมลายเซ็น) ได้ที่ bit.ly/tgimorder ครับ

หยุดถามได้แล้วว่า Passion ของเราคืออะไร

20170611_stoppassion

ถามว่าเรากลัวอะไรดีกว่า

ประโยคนี้ได้มาจากการได้คุยกับเพื่อนชื่อเหมียวเมื่อตอนต้นปี (อ่านรายละเอียดได้ในตอน “คำเล็กๆ ของคนบางคน“)

แม้จะยังไม่แน่ใจความหมายนัก แต่คำพูดนี้ก็ติดอยู่ในหัวผมมาหลายเดือนแล้ว

คำว่า Follow your passion เป็นประโยคฮิตมากในเมืองไทยในช่วงสี่ห้าปีที่ผ่านมา มีสัมมนาและหนังสือ ด้าน passion ออกมาขายมากมายเต็มไปหมด

แต่ถึงกระนั้น ก็ยังไม่วายมีคนบ่นว่าไม่รู้ว่า passion ของตัวเองคืออะไร

ช่วงเดือนที่ผ่านมาผมมีโอกาสได้รับมุมมองเกี่ยวกับ passion ที่คิดว่าคนไทยน่าจะยังไม่ค่อยได้ยินได้ฟังกัน เลยอยากนำมาแชร์ไว้ตรงนี้ครับ

—–ถ้าไม่รู้ว่า Passion คืออะไร ให้ Follow your curiosity แทน—–

เราชอบนึกภาพว่า passion มันต้องเป็นสิ่งที่ใช่ ต้องมีความร้อนแรง ต้องเป็นอะไรที่เราทำได้ทั้งวันทั้งคืน

เมื่อตั้งความคาดหวังกับ passion สูงซะขนาดนั้น ก็คงไม่แปลกที่บางคนจะหา passion ตัวเองไม่เจอ

แต่ Elizabeth Gilbert ผู้เขียนหนังสือ Eat Pray Love บอกว่า ถ้าเราเริ่มต้นจาก curiosity หรือความอยากรู้อยากเห็นล่ะ?

แค่รู้สึกว่า เออ เรื่องนี้มันน่าสนใจดีนะ ลองทำดูซักหน่อยจะดีมั้ย? ก็ย่อมดีกว่าการนั่งอยู่เฉยๆ แล้ว

ถ้าทำแล้วมันไม่โดน ก็ค่อยไปลองอย่างอื่นที่เราเห็นว่าน่าสนใจต่อไป

การ follow your curiosity นั้นดีกว่าการ follow your passion ตรงที่มันไม่ได้มีความคาดหวัง ไม่ต้องยึดติด และไม่ใช่เรื่องที่จะมากำหนดชีวิตเรา มันคือการละเล่นกับความอยากรู้อยากเห็นที่มีอยู่ในมนุษย์ทุกคนอยู่แล้ว

—–Passion คือฉันทะ—–

คำนี้มาจากครูณัชร สยามวาลา ที่ให้สัมภาษณ์ไว้ใน Facebook live ของเพจ Trick of The Trade 

ผมชอบมาก เพราะว่ามันเป็นคำที่เรียบง่าย งดงาม และชาวพุทธอย่างเราๆ เข้าใจอยู่แล้ว

ผมขอตีความต่อว่า เมื่อเรามีฉันทะกับสิ่งใดเราก็จะมีวิริยะกับสิ่งนั้นไปโดยปริยาย เมื่อเราใช้เวลาอยู่กับมันนานๆ เราก็จะมีจิตตะหรือใจที่จดจ่อกับสิ่งที่ทำจนไม่รู้เวล่ำเวลา (ฝรั่งเรียกสภาวะนี้ว่า “In the zone”) และเมื่อเราอยากเก่งขึ้นเรื่อยๆ เราก็จะมีวิมังสาที่จะคอยสำรวจตัวเองว่ามีสิ่งใดที่ยังต้องปรับปรุงอยู่บ้าง

—–ดังนั้นจงเลิกคิดมากได้แล้ว—–

Mark Manson เขียนไว้ใน Screw finding your passion ว่าตอนคุณเป็นเด็ก คุณไม่เห็นจะต้องมานั่งคิดเลยว่าจะทำอะไรดี คุณสนใจสิ่งไหนก็ทำไป และถ้าทำแล้วมันไม่เวิร์คคุณก็แค่หันไปทำสิ่งอื่นโดยไม่ต้องรู้สึกผิดใดๆ ถ้าชอบก็ทำ ถ้าไม่ชอบก็ไม่ทำ

แต่เวลาคุณโตขึ้นมาคุณกลับบอกว่าหา passion ไม่เจอ

—–

“I call bullshit. You already found your passion, you’re just ignoring it. Seriously, you’re awake 16 hours a day, what the fuck do you do with your time? You’re doing something, obviously. You’re talking about something. There’s some topic or activity or idea that dominates a significant amount of your free time, your conversations, your web browsing, and it dominates them without you consciously pursuing it or looking for it.”

“อย่ามาปัญญาอ่อนไปหน่อยเลย คุณหา passion เจอตั้งนานแล้ว คุณแค่ทำเป็นมองข้ามกับมันต่างหาก เอาจริงๆ นะ คุณตื่นนอนตั้งวันละ 16 ชั่วโมง เอาเวลาไปทำอะไรหมด? คุณต้องทำอะไรซักอย่างแน่ๆ คุณต้องคุยเรื่องอะไรซักเรื่อง ต้องมีอะไรซักอย่างที่คุณใช้เวลาว่างส่วนใหญ่ไปกับมัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่คุณคุยกับเพื่อน หรือเว็บที่คุณเข้าต่างๆ คุณใช้เวลาไปกับมันโดยที่คุณไม่รู้ตัวหรือไม่ต้อง “มองหา” ด้วยซ้ำ

“It’s right there in front of you, you’re just avoiding it. For whatever reason, you’re avoiding it. You’re telling yourself, “Oh well, yeah, I love comic books but that doesn’t count. You can’t make money with comic books.”

Fuck you, have you even tried?”

“มันจ้องหน้าคุณอยู่นี่แหละ คุณก็แค่ทำเป็นมองไม่เห็นเท่านั้นเอง จะด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่คุณไม่กล้าสบตากับมัน แล้วคุณก็จะบอกกับตัวเองว่า “จริงๆ แล้วผมก็ชอบการ์ตูนนะ แต่การ์ตูนคงไม่นับ เพราะการ์ตูนทำเงินไม่ได้หรอก

ไอ้ !?*# เอ๊ย  ได้ลองพยายามแล้วรึยังเหอะ?”

—–

(ขอโทษที่ภาษาอังกฤษอาจเต็มไปด้วย F word นะครับ แต่ผมว่าอ่านแล้วได้อารมณ์ดีนะ)

อย่าถามเลยว่า Passion ของเราคืออะไร

ถามว่าเรากลัวอะไรดีกว่า

กลัวว่าทำแล้วจะไม่ได้เงิน? กลัวว่าทำแล้วจะขาดทุน? กลัวว่าทำแล้วจะเสียเวลา? กลัวว่าทำแล้วจะไม่เท่? กลัวว่าทำแล้วจะเหนื่อย? กลัวว่าทำแล้วจะไม่ใช่?

เรารู้ passion ของตัวเองอยู่แล้ว เพียงแต่ต้องกล้าสบตากับตัวเองว่ากำลังกลัวอะไรอยู่ พอรู้แล้วว่ากลัวอะไร ก็ปรับดีกรีความจริงจังลงเพื่อจะได้ลดความเสี่ยง อย่าไปเอาเป็นเอาตายกับมันนัก คิดซะว่ามันคือการ follow your curiosity

หากเรามีฉันทะกับสิ่งนี้ ทำแล้วความสุขมันจะโชยมาเอง แล้วความเพียร ความไม่ย่อท้อและความก้าวหน้าย่อมจะตามมาอย่างแน่นอน

แต่เราจะไม่มีทางรู้เลยถ้าไม่ลองลงมือ

ดังนั้นหยุดถาม และเริ่มทำอะไรซักอย่างดีกว่า

ชีวิตจะได้เดินหน้าต่อได้ซักที

—–

อ่านบทความใหม่ทุกวันที่เพจ Anontawong’s Musings: facebook.com/anontawongblog

อ่านบทความทั้งหมด anontawong.com/archives

ดาวน์โหลดหนังสือ “เกิดใหม่” anontawong.com/subscribe/

มาจากไหนไม่สำคัญ

20170527_whereyoucomefrom

ที่สำคัญคือคุณจะไปไหนต่างหาก

“It doesn’t matter where you are coming from. All that matters is where you are going.”
– Brian Tracy

คนเราเกิดมาไม่เท่ากันอยู่แล้ว

คนที่ทำบุญมาดี จึงอาจได้เกิดมาในครอบครัวที่ฐานะดีกว่า มีสมองปราชญ์เปรื่องกว่า มีผิวพรรณหน้าตาที่ดีกว่าคนทั่วไป

แต่คนที่เกิดมาท่ามกลางความยากลำบากก็ใช่ว่าจะเสียเปรียบเสมอไป เพราะเขาจะมีทักษะที่ต่อให้มีเงินมากเท่าไหร่ก็จ้างใครมาสอนไม่ได้ เช่นความอดทนและความสู้ไม่ถอย

เราจึงไม่จำเป็นต้องไปขึ้นชกเวทีเดียวกับคนอื่น ถ้าเขาเป็นเฮฟวี่เวตก็ปล่อยเขา เราตัวเล็กหน่อยก็ไปต่อยรุ่นฟลายเวตก็ได้

ตราบใดที่เราไม่ปล่อยให้กิเลสครอบงำจนเกินไป ทำหน้าที่ของตัวเองให้เต็มที่ และคอยสำรวจตัวเองอยู่เสมอ ทุกๆ คนย่อมมีโอกาสเป็นแชมป์ในสังเวียนชีวิตนี้ได้ครับ


อ่านบทความใหม่ทุกวันที่เพจ Anontawong’s Musings: facebook.com/anontawongblog

อ่านบทความทั้งหมด anontawong.com/archives

ดาวน์โหลดหนังสือ “เกิดใหม่” anontawong.com/subscribe/