ปีใหม่นี้ขอให้มีความกล้าหาญ

20200101

ปีใหม่นี้ขอให้มีความกล้าหาญ

เย็นย่ำของวันแรกแห่งปี 2563 เชื่อว่าหลายท่านคงตั้งปณิธานปีใหม่หรือ New Year Resolutions ไปเรียบร้อยแล้ว

ส่วนตัวผมไม่ค่อยชอบตั้งเป้าหมายเท่าไหร่นัก แต่จะเลือก “ธีม” ประจำปีแทน

ธีมประจำตัวของผมในปีที่ผ่านมาคือ “ความต่อเนื่อง” หรือ Continuity/Consistency ทำอะไรก็จงทำให้ต่อเนื่อง ไม่ว่าจะซ้อมวิ่ง อ่านหนังสือ หรือเขียนบล็อก

เพราะถ้าหยุดไปนานๆ แล้วมันมักต้องกลับไปเริ่มใหม่เสมอ

ซึ่งธีมความต่อเนื่องก็ช่วยเหลือผมได้พอสมควร ได้ซ้อมวิ่งจนวิ่งจบมาราธอน อ่านหนังสือจบมากกว่าปีก่อนๆ และคลี่คลายกับการเขียนบล็อกกว่าที่เคย

ขึ้นปีใหม่ ผมเลยขอเลือก “ความกล้า” – courage มาเป็นธีมประจำปี 2563

เพราะสำรวจตัวเองแล้วคิดว่า หากเรากล้าขึ้นอีกนิด ชีวิตน่าจะเรียบง่ายขึ้นและเหนื่อยน้อยลงกว่าเดิม

กล้าที่จะเข้าไปคุย

กล้าที่จะปฏิเสธ

กล้าที่จะไม่ตามกระแส

กล้าที่จะบอกความรู้สึกที่แท้จริง

กล้าที่จะบอกว่าเราไม่โอเค

กล้าที่จะไม่เอาใจทุกคน

กล้าที่จะพูดจาหวานๆ กับคนใกล้ตัว

กล้าที่จะบอกว่าเราไม่รู้

กล้าที่จะขอความช่วยเหลือ

กล้าที่จะขอโทษ

กล้าที่จะตัดบางสิ่งบางอย่างออกไปจากชีวิต

ความกล้าเหล่านี้ไม่ได้ก้องคำราม ไม่ประกาศศักดา แต่มันจะช่วยให้เราตัดสินใจได้เที่ยงตรงมากขึ้นในห้วงขณะเล็กๆ (little moments) ที่เราต้องพบเจอตลอดทั้งวัน

หนึ่งวันเราอาจจะเจอโมเมนต์แบบนี้ 30 ครั้ง หนึ่งปีก็ 10,000 ครั้ง

ถ้าทั้ง 10,000 ครั้งนี้เราเลือกที่จะกล้ามากกว่าที่จะกลัว ผมเชื่อว่าชีวิตน่าจะแตกต่างไปจากเดิม

ปีใหม่นี้ขอให้มีความกล้าหาญครับ

—–

“Elephant in the Room ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมเดินทางถึงนายอินทร์ ซีเอ็ด และ B2S แล้ว อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ markpeak.net/elephant-in-the-room

รีวิว 5 เป้าหมายปี 2019

20191231

เมื่อวันที่ 2 มกราคม 2019 ผมตั้งเป้าหมายประจำปีเอาไว้ 5 ข้อด้วยกัน

เจริญสติ 1 นาที
อ่านหนังสือ 1 นาที
ออกกำลังกาย 1 นาที
วางแผนประจำวัน 1 นาที
เขียนบล็อก 1 นาที

แล้วทำทุกวัน

ผมรีวิวเป้าหมายตอนครบ 3 เดือน แต่หลังจากนั้นก็ไม่ได้รีวิวอีกเลย วันนี้วันสิ้นปีแล้วเลยต้องสบตากับความจริงแล้วนำมาเล่าให้ฟังเสียหน่อย

เจริญสติ 1 นาที
ถือว่าปีนี้มีโอกาสเจริญสติมากกว่าปี 2018 อาจเป็นเพราะลูกโตขึ้น เลยมีเวลาส่วนตัวมากกว่าเดิมนิดหน่อย

รูปแบบการเจริญสติเปลี่ยนไป นั่งสมาธิน้อยลงแต่เน้นการเดินจงกรมและการขยับมือตามแนวหลวงพ่อเทียน รู้สึกว่าสมาธิแบบเคลื่อนไหวนั้นเหมาะกับจริตตนเองมากกว่า

ปีนี้ได้อ่านหนังสือธรรมะที่ดีที่สุดเล่มหนึ่งในชีวิตคือหนังสือดวงตาแห่งชีวิตของท่านเขมานันทะ และได้ฟังหลวงพ่อปราโมทย์ผ่าน Spotify ตอนขับรถกลับบ้านเกือบทุกวันทำงาน

อ่านหนังสือ 1 นาที
ไม่ได้เก็บหลักฐานเอาไว้แต่เชื่อว่าปี 2019 น่าจะอ่านหนังสือจบได้มากกว่าปี 2018 หลักการคือให้เอาหนังสือเข้าห้องน้ำ ส่วนมือถือให้เอาไว้ที่อื่น หนังสือที่ดีที่สุดที่ได้อ่านในปีนี้คือ Why We Sleep ของ Matthew Walker ส่วนเล่มรองชนะเลิศคือ Brave New Work ของ Aaron Dignan

ผมเริ่มฟังหนังสือเสียงผ่าน Storytel ซึ่งถูกกว่า Audible ของ Amazaon เพราะจ่ายเหมาแค่เดือนละ 10 เหรียญแล้วจะฟังกี่เล่มก็ได้ แล้วก็ได้พบว่าการฟังหนังสือนี่ซึมซับอะไรไม่ค่อยได้มาก กลับไปรีวิวก็ไม่ได้ แต่ก็เหมาะกับหนังสือ Memoir เล่มหนาๆ ที่ถือไม่ไหวและอาจไม่มีกำลังใจอ่านจนจบ หนังสือสองเล่มหนาเตอะที่ผมฟังจบไปคือ Becoming ของ Michelle Obama และ Einstein ของ Walter Isaacson

ออกกำลังกาย 1 นาที
ช่วงครึ่งปีแรกสนุกสนานกับการออกกำลังกายวันละ 7 นาทีเกือบทุกเช้า ซึ่งเป็นไอเดียมากจากหนังสือ Make Time ของอดีตพนักงาน Google (แปลไทยชื่อหนังสือ “ยุ่งจริง! หรือแค่คิดไปเอง”) ส่วนครึ่งปีหลังใส่ใจการวิ่งมากขึ้นและจบมาราธอนแรกในชีวิตที่บางแสน

ได้ค้นพบว่าสิ่งสำคัญที่สุดของการวิ่งของผมคือการ “สร้างความสัมพันธ์ที่ถูกต้อง” กับการวิ่งเสียก่อน วิ่งไปเรื่อยๆ สบายๆ ไม่ต้องเร่งฝีเท้า ไม่ต้องเข้มงวดกับตารางซ้อม เมื่อเรามีความสัมพันธ์ที่ถูกต้อง มันจะอยากออกมาซ้อมวิ่งเองโดยธรรมชาติ เพราะการวิ่งจะเป็นเพื่อนเรา มิใช่ยอดเขาให้พิชิต

วางแผนประจำวัน 1 นาที
วันไหนวางแผน วันนั้นจะไม่สะเปะสะปะ เวลาจะถูกใช้ไปอย่างมีสัมปชัญญะ ไม่เลี้ยวเข้า social media บ่อยเสียจนเรารังเกียจตัวเอง อีกอันหนึ่งที่เริ่มทำคือการเขียนบันทึกประจำวันลง notepad แล้วนานๆ ทีก็ส่งเข้าเมลตัวเองเพื่อเป็นการแบ็คอัพ วิธีนี้น่าจะทำให้เราเขียนได้อย่างต่อเนื่องและเก็บไว้ได้หลายสิบปีเพราะ notepad และอีเมลคงไม่หายไปไหนง่ายๆ

เขียนบล็อก 1 นาที
ความรู้สึกว่าจะต้องเขียนบล็อกทุกวันนั้นคลี่คลายลง ตอนไปญี่ปุ่นผมก็ไม่ได้เขียนบล็อก วันไหนไม่สบายหรือเหนื่อยมาทั้งวันก็อาจไม่ได้เขียนบล็อกเพราะให้ความสำคัญกับการนอนมากกว่า มีบางคราวที่ไปเขียนชดเชยเอาวันหลัง สำหรับปีนี้ถ้านับรวมบทความนี้ก็เขียนได้ 350 บทความ ไม่เพอร์เฟกต์แต่ก็พอใจ

บทความบางตอนได้เข้ามาอยู่ในหนังสือช้างกูอยู่ไหนที่วางแผงไปตอนคริสต์มาส หนังสือเล่มนี้อ่านยากกว่า Thank God It’s Mondayฯ แต่ก็ชวนให้ผู้อ่านได้ถามคำถามที่ลึกซึ้งกว่าเดิม แอบลุ้นเหมือนกันว่าปีหน้าเราจะพาข้อเขียนและมุมมองไปได้ลึกกว่านี้มั้ย

ปี 2020 ผมคงจะไม่มีเป้าหมาย แต่น่าจะมี “ธีม” ประจำปี ซึ่งผมจะมาเล่าให้ฟังในวันพรุ่งนี้ครับ

—–

“Elephant in the Room ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมเดินทางถึงนายอินทร์ ซีเอ็ด และ B2S แล้ว อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ markpeak.net/elephant-in-the-room

Top 10 New Year Resolutions ที่คนชอบตั้งแต่ทำไม่ได้

20191229

ณ ช่วงเวลานี้ของปีเป็นธรรมเนียมของใครหลายคนที่จะตั้งเป้าหมายสำหรับปีใหม่

แต่ปีแล้วปีเล่าเราก็จะมักจะตั้งเป้าเพื่อจะผิดคำพูดกับตัวเองอยู่ร่ำไป

นิตยสาร TIME เคยจัดอันดับ New Year Resolutions ที่แท้งกลางคัน 10 อันดับแรก

– ลดน้ำหนัก
– เลิกบุหรี่
– ลงเรียนอะไรใหม่ๆ
– กินของที่มีประโยชน์ให้มากขึ้น
– ปลดหนี้และออมเงิน
– ใช้เวลากับครอบครัวให้มากขึ้น
– ไปเที่ยวที่ใหม่ๆ
– เครียดให้น้อยลง
– ทำงานจิตอาสา
– ดื่มเหล้าให้น้อยลง

สมมติว่าผู้หญิงคนหนึ่งอยากลดน้ำหนัก สิ่งที่เธอมักจะทำคือ

– เขียนเป้าหมายที่ชัดเจนลงในกระดาษ เช่นฉันจะลดน้ำหนักลงเหลือ 48 กิโลกรัมภายใน 31 ธันวาคม 2563!
– แปะกระดาษนั้นไว้ในบริเวณที่จะเห็นได้ทุกวัน
– สมัครสมาชิกฟิตเนส
– ซื้อชุดและอุปกรณ์
– เดือนแรกไปฟิตเนสสัปดาห์ละ 4 วัน และเริ่มสั่งอาหารคลีนมากิน งดของหวานทุกอย่าง
– เดือนถัดไปเหลือสัปดาห์ละ 2 วัน กินคลีนบ้างไม่คลีนบ้าง
– เดือนที่สามเข้าฟิตเนสสัปดาห์ละครั้ง ก็งานมันยุ่ง
– เดือนที่สี่ชีวิตกลับเข้าหลูปเดิมของปี 2562
– เดือนที่ 5 6 7 8 9 10…ผ่านไปอย่างรวดเร็ว
– รู้ตัวอีกทีก็ใกล้จะสิ้นปี 2563 แล้ว
– ตั้งเป้าหมายปีใหม่ 2564 ว่าฉันจะลดน้ำหนัก!

ไอนสไตน์บอกว่าการทำอย่างเดิมแล้วคาดหวังผลลัพธ์ที่แตกต่างออกไปนับเป็นความบ้าคลั่งอย่างหนึ่ง

ถ้ารอบนี้ไม่อยากให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย เราอาจต้องเปลี่ยนยุทธศาตร์นิดหน่อย

แทนที่จะโฟกัสไปที่ผล เราควรจะโฟกัสไปที่มรรค

เพราะจริงๆ แล้วเป้าหมายเปลี่ยนชีวิตเราไม่ได้ สิ่งที่จะเปลี่ยนชีวิตเราได้จริงๆ คืออุปนิสัยและวิธีการใช้ชีวิตต่างหาก

“New goals don’t deliver new results. New lifestyles do. And a lifestyle is not an outcome, it is a process. For this reason, all of your energy should go into building better habits, not chasing better results.”
-James Clear

แทนที่จะตั้งเป้าว่าอยากลดน้ำหนักเหลือเท่านั้นเท่านี้ ลองตั้งเป้าว่าเราจะปรับวิถีชีวิตและอุปนิสัยที่เอื้อให้เรามีหุ่นที่ดี โดยเดือนนึงจะโฟกัสแค่การเปลี่ยนนิสัยเพียง 1 อย่าง อาทิเช่น

เดือนที่ 1 ลดการดูเน็ตฟลิกซ์เพื่อจะได้นอนก่อน 5 ทุ่ม ตื่นก่อน 6 โมงเช้า

เดือนที่ 2 ดื่มน้ำให้มากขึ้น มีขวดน้ำวางไว้ที่โต๊ะให้จิบได้ตลอดวัน โละขนมชวนอ้วนออกจากตู้เย็น

เดือนที่ 3 นอนก่อน 4 ทุ่ม ตื่นตี 5 เพื่อจะได้มีเวลาวิ่งให้ได้ครั้งละ 1 กิโลเมตร สัปดาห์ละ 3 ครั้ง ส่วนเน็ตฟลิกซ์คงต้องเก็บไว้ดูวันหยุด

เดือนที่ 4 วิ่ง 2 กิโล สัปดาห์ละ 3 ครั้ง วันที่ไม่ได้วิ่งอาจจะทำ 7-minute exercise

เดือนที่ 5 เปลี่ยนอาหารเย็นเป็นสลัดผัก ยังวิ่ง 2 กิโลเหมือนเดิม

เดือนที่ 6 วิ่ง 3 กิโล

เดือนที่ 7 เริ่มไปออกกำลังกายที่ฟิตเนส เพราะเข้าหน้าฝนแล้ว อย่าให้ฝนเป็นข้ออ้างให้เราไม่ได้ออกกำลังกาย

เดือนที่เหลือน่าจะพอนึกภาพออกนะครับว่าควรทำอะไรบ้าง

สำคัญที่สุดคืออย่าใจร้อน อย่าพยายามเปลี่ยนนิสัยหลายอย่างพร้อมๆ กัน เพราถ้านิสัยใหม่แต่ละอย่างมีโอกาสทำสำเร็จแค่ 60% การเปลี่ยนนิสัย 4 อย่างพร้อมกันจะเหลือโอกาสสำเร็จเพียง 0.6^4 = 13% เท่านั้น

สำคัญที่สองคืออย่าหวังพึ่ง willpower หรือแรงใจแต่เพียงอย่างเดียว แต่ให้สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้เราทำสิ่งนั้นได้ง่ายขึ้น เช่นถ้าจะวิ่งตอนเช้า ก็ลองใส่ชุดวิ่งเป็นชุดนอนและขอให้เพื่อนที่วิ่งตอนเช้าอยู่แล้วโทร.มาปลุกเป็นต้น

สำคัญที่สามคือให้ระลึกเสมอว่านี่คือเกมยาว การมีน้ำหนัก 48 กิโลตอนสิ้นปีเป็นเพียงหมุดหมายแต่ไม่ใช่ปลายทาง การไปถึงปลายทางไม่ใช่ประเด็นหลัก การอยู่บนวิถีทางต่างหากที่สำคัญที่สุด

ขอเป็นกำลังใจให้ปี 2563 แตกต่างจากทุกๆ ปีที่ผ่านมาครับ

—–

“Elephant in the Room ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมเดินทางถึงนายอินทร์ ซีเอ็ด และ B2S แล้ว อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ markpeak.net/elephant-in-the-room